๘๘. คนที่คิดถูกวิธีคือผู้พิชิตชัยชนะ

        Those Who Have Analytic Thinking Are the Conquerors

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1141

 ความสำคัญของบทความ

 

ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นหรือความเข้าใจที่ถูกต้องตามเป็นจริง ที่ประกอบด้วยกระบวนการคิดด้วย “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ฉะนั้น ความคิดที่ถูกต้อง ย่อมทำให้บุคคลนั้น เห็นความเป็นไปได้ด้วยอำนาจการพยากรณ์ในกาลทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) อดีตอัทธา (๒) อนาคตอัทธา (๓) ปัจจุบันนัทธา องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยเหตุผล ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ ประกอบด้วยปัญญาในการหยั่งรู้ ไม่รู้แค่ความหมายตามตัวอักษร สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ เท่านั้น แต่เป็นการเห็นด้วยมโนภาพที่ชัดเจน และมีความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้ อันจัดเป็นปัญญาของพระอรหันต์ ไม่ใช่ปุถุชนทั่วไปที่คิดตามกระแสสังคมโลก ที่ประกอบด้วย “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” เพราะฉะนั้น ถ้าบุคคลใดผู้ประกอบด้วยปัญญาทางโลกที่สมบูรณ์บริบูรณ์ ซึ่งเกิดจาก (๑) จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ คือ การคิดการใช้เหตุผลสืบเนื่องภายในตน กับ (๒) สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ คือ การฟังจากคนอื่น การศึกษา ค้นคว้า วิจัย ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงในปัญญา ๒ อย่างนี้ ก็คือ “ความรู้แจ้งโลก” ในส่วนหนึ่งก่อน และ (๓) ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่สืบเนื่องจากปัญญาทั้ง ๒ อย่าง ข้างต้นดังกล่าวนั้น และสืบเนื่องด้วยความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยการเจริญภาวนากรรมฐาน ได้แก่ (๑) สมถภาวนา กับ (๒) วิปัสสนาภาวนา ฉะนั้น ผู้ที่คิดถูกวิธีจึงเป็นผู้ที่ขาดจากการมนิสการกรรมฐานอย่างสืบเนื่อง อยู่เนื่องๆ เป็นประจำ (อนุปัสสนา ๗ กับ มหาวิปัสสนา ๑๘) ซึ่งจะเป็นปทัฏฐานให้เกิด “ปัญญา ๑๐” อย่างไม่ขาดสายตลอดเวลา ได้แก่ (๑)  “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง] (๒)  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์] (๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน] (๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์] (๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ] (๖)  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส] (๗)  “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน] (๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา] (๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู] (๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ] ฉะนั้น ปัญญาทั้งหมดนี้ คือ “ภาวนามยปัญญา” ที่เกิดจาการเจริญภาวนากรรมฐานอย่างแท้จริง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – คนที่คิดถูกวิธีคือผู้พิชิตชัยชนะ

 

มนุษย์ทุกคนมีชีวิตสืบเนื่องตามเกณฑ์ของกรรมที่ตนทำไว้ คำว่า “กรรม” (Volitional Actions) หมายถึง การกระทำ พฤติกรรมที่แสดงออกมา อันมีความนึกคิดในใจ คือ ความคิดเห็น ความเชื่อ ทัสนคติ หรือ อุปนิสัยใจคน อันเป็นสัญชาตญาณแห่งพื้นจิตตสันดาน เป็นแดนเกิดของจิตวิญญาณของตนอย่างแท้จริง การขุดเจาะแซะความคิดที่ผิดออกจากพื้นจิตตสันดานจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่เรียกว่า “อนุสยกิเลส–กิเลสานุสัย” เพราะมันเป็นกิเลสอย่างละเอียดอ่อน ไม่แสดงอาการออกมาง่ายๆ จนกว่าจะประสบการอารมณ์ทั้ง ๖ (อารมณ์ ๖: อายตนะภายนอก ๖) ได้แก่ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์” ที่ถูกต้องถูกใจอย่างเหมาะสม ถึงจะแสดงอาการลักษณะออกมาอย่างแท้จริง บุคคลนั้นจึงจะแสดงอาการความล้มเหลวแห่งสติสัมปชัญญะ คือ ไม่มีทั้ง “สติ–Mindfulness” ที่ระลึกได้ด้วยเหตุผล และไม่มี “สัมปชัญญะ–Awareness” ที่รู้ตัวทั่วถ้วนด้วยปัญญารอบรู้ ที่เรียกว่า “ภาวะจิตที่ถูกกลุ้มรุมด้วยกิเลสตัณหา” เพราะไม่สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ (อินทรีย์ ๖: อายตนะภายใน ๖) ได้แก่ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” ฉะนั้น ในทางธรรมจึงเรียกว่า “เจตนา: Volitions” (สัญเจตนา: ความปรารถนาที่สั่งสมเป็นประสบการณ์หรือองค์ความรู้ดั้งเดิมที่ประสบกับประสบการณ์ใหม่ในขณะปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น แล้วทำหน้าที่ปรุงแต่งกรรมทั้ง ๓ คือ กาย วจี ใจ อาจเรียกรวมๆ ว่า ‘มโนสัญเจตนา–ความนึกคิดในใจที่เป็นไปตามจิตในกระแสวิถีที่จิตแสดงอาการรู้แจ้งในอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ แล้วปรุงแต่ง คิดไปเอง เออเอง ลุ่มหลงเสียสติไปเอง’ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมจาก ‘อินทรีย์ ๕: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย’ อีกชั้นหนึ่ง ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลสทั้งหลาย) ภาวะจิตที่พ่ายแพ้ต่อ “ความนึกคิดในใจที่มีใจแห่งวัฏฏะ: กิเลส–กรรม–วิบาก” (‘สังสารทุกข์แห่งภวจักร’ ที่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุด) ก็คือ “ความหายนะวิบัติอุบาทว์แห่งบุคคล” ที่ชาวบ้านเรียกว่า “วันโลกแตก–Doomsday” ยิ่งบุคคลเช่นนี้ เป็นคนระดับหัวหน้าหรือผู้นำ ก็จะถ่ายเทอาการโรคจิตประสาทนี้ให้คนรอบข้าง มันไม่ใช่เชื้อโรค (Germs) หรือ จุลินทรีย์ (Microbes) ที่จะแพร่กระจายติดต่อกัน แต่มันเป็นอาการทางโรคประสาทโรคจิต (Psychiatry) ที่เรียกว่า “โรคอุปาทานกลุ่ม” (ภาษาชาวบ้าน: คิดมากจนประสาทแดก) ในสังคมไทยกำลังมีคนเป็นโรคบ้าโรคประสาทมากขึ้น แต่ยังไม่มีตัวเลขสถิติรับรองยืนยันจริงจัง เนื่องจาก “ไม่มีผีบ้าที่ไหนที่ยอมรับว่าตนเองเป็นบ้า” เช่นเดียวกับพวกเมาเหล้า ปากแข็ง ไม่สารภาพว่าตนเองเมาแม้แต่นิดเดียว เพราะเมาจนคิดเป็นนิสัยว่า “โลกมันเป็นเช่นนี้เอง” หรือ “ที่เป็นเช่นนี้เป็นเรื่องขององค์ คือ ร่างทรงเสียอีก” พอคิดมากๆ ก็เลยคิดว่า “สังคมมันต้องบ้าแน่ๆ ต้องทำหน้าที่กรอบกู้สังคมใหม่ ออกอีกแนวนี้เสียอีก คือ คิดว่า คงเป็นวีรบุรุษฮีโร่ผู้กล้าหาญอย่างนั้น” (ผีนักรบโบราณเข้าสิงท่าน) เรื่องเหล่านี้ มองดูเหมือนเรื่องตลกหลอกแดก แต่เป็นปัญหาสังคมที่ซับซ้อน ที่สะสมปัญหามายาวนานในเชิงเผ่าพันธุ์หรือเชิงมานุษยวิทยา เพราะคงไม่เกิดจากชาวบ้านกินมะเขือบ้าอย่างแน่นอน (มะเขือบ้ามาเยอะทางสระแก้วหรือปราจีนบุรี กินแล้วประสาทเลอะเลือนมากกว่าการสูบกัญชา รู้สึกจะจัดเป็นลูกหลานยาบ้า พอจะได้ เพราะสมองจะรับคำสั่งอย่างเดียว สั่งให้ทำอะไรก็จะทำตาม ไม่มีสามัญสำนึก) เพราะนั่นเป็นความตั้งใจอยากจะบ้าเอง เหมือนคนกินเหล้าเพราะอยากจะเมาเอง ใครบอกใครเตือนมีค่าเป็นศูนย์ เพราะท่านทรงเต็มองค์แล้ว เพราะไปเตือนท่านมากๆ ท่านก็จะเริ่มใช้เหตุผลประกอบคำตอบว่า “ถ้าไม่ดีทางการจะออกใบอนุญาตให้ผลิตเหรอ เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่พลเมืองดี ที่สนับสนุนให้รัฐมีรายได้ ทำให้ GDP สูงขึ้นถึงชั้นดาวดึงส์อีกต่างหาก นี่มันเป็นเรื่องของพระอินทร์ (ท้าวโกสีย์ขี้แข้ว) เชียวนะ อั๊ว (จบภาษาจีน) กำลังสื่อรับคำสั่งจากท่านอยู่” ฉะนั้น สภาวะปัญหาทางสังคมเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องล่อเล่น เพราะกำลังแพร่ระบาด (Panic) ในทุกสังคมโลก ถึงขั้นว่า ไปเที่ยวกลางคืน ว่าไป “สถานปฏิบัติธรรม” (ธรรมชั่ว) ไปเสียอีก  นี่เป็นเรื่องวิสัยโลกมนุษย์

 

 

สำหรับเรื่องวิสัยโลกมนุษย์นั้น รองพิจารณาให้ดีก็จะเกิดปัญญาเห็นธรรมได้เช่นกัน คือ เทวดาพระภูมิเจ้าที่ (๑) ผู้ที่อยู่ประจำในบ้านทั่วไป กับ (๒) ผู้ที่อยู่ประจำในสถานเริงรมย์โลกีย์ แล้วเทวดาพระภูมิเจ้าที่ทั้ง ๒ ฝ่าย นี้ จะให้พรผู้นับถือปฏิบัติอย่างไร เช่น ฝ่ายหลังที่พนักงานนวดเดินเข้ามา ท่านจะให้พรอย่างไร เพราะถ้าให้พรดลบันดาลโชค (ส่งเสริมประกอบอาชีพไม่สุจริต แต่คนทำบอกว่าไม่หนักกระบาลใคร ดีกว่าให้ลูกอดข้าว แล้วคนไปเที่ยวยังมีใจกินทุกข์ของคนอื่นอีก แล้วมีคิดงามแจ่มอีก แค่นี้ก็คิดว่าได้ยึดครองโลกไว้แล้ว) ให้มีแขกมาเที่ยวเยอๆ จนรับไม่ไหว ก็เป็นบาปได้ทันทีเช่นกัน ผู้สันทัดกรณีแสดงความคิดเห็นว่า “สำหรับในกรณีนี้ คนทุกคนเกิดมาก็ทุกข์อยู่แล้ว แต่สามารถเลือกทำหรือประกอบอาชีพที่สุจริตได้ ถึงแม้จะลำบากหน่อย แต่ถูกศีลธรรม” (อ่านแล้วจะเชื่อไหม อย่าดื้อนะ) ฉะนั้น การกำหนดจิตตั้งมั่นในกิจการงานที่ตนต้องทำให้ชัดเจน ไม่เป็นภัยร้ายต่อสังคมและตนเอง จึงเป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงชัยชนะในการดำรงชีพ ที่ทุกคนเลือกได้ และสามารถทำได้ให้ถึงที่สุด ก็อย่าไปหาข้ออ้างแก้ตัวก็แล้วกัน ไม่ว่าท่านผู้นั้น จะเป็นมนุษย์หรือเทวดาก็ตาม ดังตัวอย่างข้างต้นที่ยกขึ้นแสดงเป็นธรรมสังเวชได้

 

 

ในความหมายของคำว่า “ความสำเร็จ–ชัยชนะ” นั้น สามารถจำแนกแยกเป็น ๒ ด้าน คือ (๑) ฝ่ายกุศลธรรม–ธรรมบุญ–ธรรมขาว คือ ฝ่ายแสวงหาความเจริญ ย่อมเกิดในสุคติ กับ (๒) ฝ่ายอกุศลธรรม–ธรรมบาป–ธรรมดำ คือ ฝ่ายแสวงหาความเสื่อม ย่อมเกิดในทุคติ ซึ่งทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องทางโลกียะ โดยสรุปความแล้ว คือ “สังสารทุกข์” (สงสารทุกข์) คือ ประกอบด้วยทั้งสุคติกับทุคติ เพราะชัยชนะที่จะเกิดขึ้นได้นั้น มันประกอบด้วย “อกุศลวิตก ๓: กามวิตก–ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก พยาบาทวิตก–ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย วิหิงสาวิตก–ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น” มิฉะนั้น ไม่มีทางที่จะชนะคนอื่นได้ เพราะสังคมคนกับสังคมสัตว์ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่า คนพูดได้ สัตว์พูดไม่เป็น แต่นิสัยใจคอไม่ค่อยแตกต่างกัน อย่าลืม “ทฤษฎีธรรมชาติเลือกสรร” อันเป็น “กฎธรรมชาติ” ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า ไม่ได้อธิบายถึง “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา–กฎแห่งกรรมของสัตว์” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางโลก คือ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน ก็จะมีคนอื่นขัดเคืองอยากได้ประโยชน์จากผู้นั้นอีกทอดหนึ่ง ยิ่งมีเมตตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสียทรัพย์มากเท่านั้น จึงทำให้มีอกุศลวิตกในที่สุด จากคนดีก็เป็นคนใจร้าย “มองโลกในแง่ร้าย” (Pessimistic) หรือ “ชอบเยาะเย้ยถากถางคนอื่น–เกลียดชังมนุษย์อย่างมาก” (Cynical) และ ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก คือ อยู่ในทุคติมากกว่าสุคติใน “สังคมจอมปลอม” เพราะทุกคนเล็งหาผลประโยชน์จากคนอื่นตลอดเวลา คือ “บูชาเงินเป็นพระเจ้า” (วัตถุนิยม–บริโภคนิยม) และหาความเจริญทางจริยธรรมได้ยาก คนในสังคมสมัยใหม่จึงกลายเป็น “พวกโรคจิตโรคประสาท” มากยิ่งขึ้น จะว่าไปก็ทั่วสังคมโลก โดยเฉพาะพวก “เทคโนโลยีที่ล้ำยุค” ที่ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว ยิ่งสร้างความเสียหายให้สังคมในส่วนรวมมากยิ่งขึ้น ที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก อย่างเช่น พวกใช้ของราคาแพงๆ แต่งตัวดีๆ เกินความพอดีที่ควรจะเป็น มักเป็นพวกคิดชั่วมากกว่า เพื่อใช้ในการสร้างภาพพจน์หรือความน่าเชื่อถือ แก่สายตาผู้อื่น เป็นต้น

 

 

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น สังคมประกอบด้วย (๑) “คนดี” กับ (๒) “คนชั่ว” หรือมีธรรม ๒ คติ ได้แก่ (๑) “กุศลธรรม–บุญ–ความเจริญ” กับ (๒) “อกุศลธรรม–บาป–ความเสื่อม” ถ้าจะพิจารณาเรื่องชัยชนะก็แยกเป็น ๒ คติ เช่นเดียวกัน เพราะชัยชนะก็คือ ความสำเร็จในทางเจริญและในทางเสื่อม ก็ขึ้นอยู่ว่าใครจะเลือกเดินทางเช่นใดมากกว่ากัน ให้พิจารณาเปรียบเทียบคุณสมบัติธรรม ๒ คติ ดังนี้

 

 

กุศลธรรม–บุญ–ความเจริญ

อกุศลธรรม–บาป–ความเสื่อม

ความสงบสุขในสุคติ

ความเดือดร้อนในทุคติ

ทัศนคติเป็นบวก

ทัศนคติเป็นลบ

มองโลกในแง่ดี

มองโลกในแง่ร้าย

ชอบริเริ่มสร้างสรรค์

ชอบริเริ่มในทางทำลาย

อริยปริเยสนา–แสวงหาอย่างประเสริฐ

อนริยปริเยสนา–แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ

ความสำเร็จในทางเจริญงอกงาม

ความสำเร็จในทางเสื่อมวินาศ

ปฏิบัติธรรมฝ่ายกุศล (สัมมัตตะ ๑๐)

ปฏิบัติธรรมฝ่ายอกุศล (มิจฉัตตะ ๑๐)

วิวัฏฏะ

วัฏฏะ ๓

นิพพาน

สังสารจักร

 

 

บุคคลผู้ที่มีปัญญาคิดอย่างถูกต้อง และดำเนินชีวิตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น ย่อมพิจารณาเห็นทางที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น (มีเมตตาธรรม) มักเป็นบุคคลที่มีทรัพย์ที่ประเสริฐเป็นต้นทุนทางปัญญา ที่เรียกว่า “อริยทรัพย์ ๗” คือ ทรัพย์อันประเสริฐ ทำให้เห็นคุณค่าในการศึกษาพระธรรม ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาที่สูญเปล่า แต่เป็นเรื่องที่มีค่าสูงสุดในชีวิต เพื่อจะทำให้ “ไตรสิกขา” (ศีล–สมาธิ–ปัญญา) เกิดความบริสุทธิ์หมดจดปราศจากนิวรณ์ จนมีโอกาสเข้าคุณอันใหญ่ได้ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม” ที่เรียกว่า “บรมธรรมแห่งพระนิพพาน” ได้ ส่วนผู้ที่มักมากในอกุศลธรรมนั้น ก็ดำเนินชีวิตที่ผิดทาง มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสารวัฏฏ์ เป็นชีวิตที่มืดมนอยู่แต่ในทุคติหรือความเดือดร้อนเป็นส่วนใหญ่ หมดโอกาสที่จะเห็นคุณอันใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถเข้าถึง “อริยทรัพย์ ๗” ดังนี้

 

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม  

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ  

 

 

ในคุณธรรมแห่งอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ นี้ ย่อมทำให้บุคคลผู้ถือครองได้ กลายเป็นคนดี ผู้ทรงศีล สัตบุรุษ อริยชน หรือ “อริยโสภณบุรุษ–อริยบุคคล” คือ ผู้มีปรีชาบรรลุถึงบรมธรรมแห่งพระนิพพาน ได้เช่นกัน โดยที่เข้าถึงกระแสแห่งความเจริญงอกงามด้วย “อริยมรรค” คือ ผู้เจริญพอกพูนด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) อริยสัจจ์ ๔ และ (๓) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ–มัคคญาณ ๔ ด้วยเริ่มต้นด้วยปัญญาที่พิจารณาเห็นความจริงใน “ธรรม ๒” ได้แก่

 

(๑) “กุศลธรรม” หมายถึง ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔”

 

(๒)  “อัพยากตธรรม” หมายถึง ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ (๑) “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตามอรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง (๒) ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง (๓) รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง (๔) “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ “วิบากในภูมิ ๔–กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓–รูป–และ–นิพพาน”  

 

 

ฉะนั้น ผู้ที่เลือกเส้นทางชีวิตในหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้ ย่อมเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างว่า จะเข้าถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ ที่เรียกว่า “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” ได้แก่ (๑) “กัลยาณมิตตตา” คือ คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี (๒) “สีลสัมปทา” คือ ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม (๓) “ฉันทสัมปทา” คือ ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ (๔) “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้าน “กาย–ศีล–จิต–ปัญญา” (๕) “ทิฏฐิสัมปทา” คือ การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งปัจจยาการ (๖) “อัปปมาทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (๗) “โยนิโสมนสิการสัมปทา” คือ ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่บุคคลเกิดบุพนิมิตแห่งมรรคไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรือทั้งหมดได้ นั่นก็แสดงว่า บุคคลนั้น เริ่มเข้ากระแสแห่งอริยอัฏฐังคิกมรรคได้ในเบื้องต้น แต่ถ้าเข้าถึงได้ทุกข้อดังกล่าวนั้น จนเกิดปัญญาที่เห็นแจ้งใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” เป็นสมุฏฐานสำคัญในการปฏิบัติจริง ที่เรียกว่า “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” ประการสำคัญ คือ ย่อมเป็นบุคคลผู้เห็นแจ้งใน “อริยมรรค” ได้อย่างสมบูรณ์ และเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปด้วยหลัก “ไตรสิกขาและวิสุทธิ ๗” ทำให้สามารถพัฒนาตนในการเจริญภาวนาทั้ง ๒ ด้าน ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา–สมาธิ” คือ ปัญญาในสมาธิ กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา–ปัญญาญาณ” คือ ปัญญาในวิปัสสนา โดยมีพื้นฐานการฝึกอบรบตนมาอย่างดีด้วยศีลวัตรอันบริสุทธิ์เช่นกัน และการได้บรรลุถึงความตรัสรู้ได้ “สัมโพธะ–อาสวักขยญาณ” จึงเป็น “ชัยชนะแห่งความสำเร็จในอริยะ” คือ “ความเป็นอมตธาตุแห่งพระนิพพาน” ไม่ใช่ชัยชนะอย่างปูๆ ปลาๆ ดังเช่น ความสำเร็จในการธุรกิจหาเลี้ยงชีพอย่างชาวโลกมนุษย์ที่แก่งแยกชิงดีกัน มีความพยายามจะเอารัดเอาเปรียบกัน จะเอาให้ได้อยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีมนุษยธรรม แล้วค่อยมาสร้างภาพพจน์ที่ดีในสังคมตอนหลัง อันมีพฤติกรรมไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป (สัตว์เมื่อตีกันชนะ กินอิ่ม แล้วก็มาแลบลิ้นเลียกวาดบนขนตามตัวให้กัน หรือหาหมัดให้กัน เพื่อประจบประแจง เช่น เสือ สิงโต ลิง ถ้าเป็นคนก็อยู่ในทฤษฎีที่ว่า “เขกหัว แล้วลูบหลัง” แล้วก็ลืมกันไป) ฉะนั้น พระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะทำให้หน้าที่ในการขัดเกลากิเลสทั้งหลายให้เบาบางลงไปเรื่อยๆ ที่เรียกว่า “สัลเลขธรรม–สัลเลขปฏิบัติ” ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๕ ประการ คือ (๑) ความมักน้อย (๒) ความสันโดษ (๓) ความขัดเกลากิเลส (๔) ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย และ (๕) การปรารภความเพียร ดังพุทธโอวาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะ และชื่อเสียง เป็นของทารุณ เผ็ดร้อน หยาบร้าย เป็นอันตรายต่อการบรรลุโยคเกษมธรรม อันยอดเยี่ยม” หรือมีจรณะหรือสัมมาปฏิปทา (ธัมมานุธัมมปฏิปทา) ตามพระอนุสาสนีของพระศาสดา (พระสัตถุสาสน์) ได้ถูกต้องยิ่ง เป็น “เครื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง” สะดวกแก่การเปิดเผยจิต (ออกจากกิเลส) ซึ่งเป็นไปอย่างไพบูลย์พร้อม (๑) เพื่อ “นิพพิทาโดยส่วนเดียว” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง (๒) เพื่อ “วิราคะ” คือ การสำรอกกิเลส (๓) เพื่อ “นิโรธะ” คือ การดับกิเลส (๔) เพื่อ “อุปสมะ” คือ การสงบระงับกิเลส (๕) เพื่อ “อภิญญา” คือ ปัญญาอันยิ่ง (๖) เพื่อ “สัมโพธะ” คือ การตรัสสู้ และ (๗) เพื่อ “พระนิพพาน” คือ ความดับสนิทแห่งกิเลส (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 233 FILE 17) ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗” หมายถึง ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือ “คำสอนของพระศาสดา” ได้แก่

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม

(๒) “วิราคะ ๕” คือ ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ ได้แก่ (๑) วิกขัมภนวิราคะ–สำรอกออกได้ด้วยข่มไว้ (๒) ตทังควิราคะ–สำรอกออกได้ด้วยองค์นั้นๆ (๓) สมุจเฉทวิราคะ–สำรอกออกได้ด้วยตัดขาด (๔) ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–สำรอกออกได้ด้วยสงบระงับ (๕) นิสสรณวิราคะ–สำรอกออกได้ด้วยสลัดออกได้  

(๓) “นิโรธ ๕” คือ ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์     ได้แก่ (๑) วิกขัมภนนิโรธ–ดับด้วยข่มไว้ (๒) ตทังคนิโรธ–ดับด้วยองค์นั้นๆ (๓) สมุจเฉทนิโรธ–ดับด้วยตัดขาด (๔) ปฏิปัสสัทธินิโรธ–ดับด้วยสงบระงับ (๕) นิสสรณนิโรธ–ดับด้วยสลัดออกได้

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบระงับกิเลสทั้งหลาย “วิเวก ๓” ได้แก่ กายวิเวก–ความสงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี ๑ จิตตวิเวก–ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอา จิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และ อริยมรรค อริยผลอุปธิวิเวก–ความสงัดอุปธิจากสังขารทั้งปวง ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” หมายเอา พระนิพพาน ๑ จนรวมถึง “วิเวก ๕” ได้แก่ (๑) วิกขัมภนวิเวก–สงัดด้วยข่มไว้ (๒) ตทังควิเวก–สงัดด้วยองค์นั้นๆ (๓) สมุจเฉทวิเวก–สงัดด้วยตัดขาด (๔) ปฏิปัสสัทธิวิเวก–สงัดด้วยสงบระงับ (๕) นิสสรณวิเวก–สงัดด้วยสลัดออกได้  

(๕) “อภิญญา ๖” คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด ได้แก่ อิทธิวิธา–ทิพพโสต–เจโตปริยญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติ–ทิพพจักขุ–อาสวักขยญาณ

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และ อาสวักขยญาณ

(๗) “นิพพาน ๒” คือ ความปราศจากกิเลสอาสวะและทุกข์ทั้งปวงแล้ว ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพานอนุปาทิเสสนิพพาน

 

 

ฉะนั้น คำสอนของพระศาสดานั้น คือ “ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือ ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาอย่างอื่นของอริยสาวกแห่งตถาคต อันถือเป็น แนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ก็ต้องดำเนินอยู่ในกระแสแห่งพระสัตถุสาสน์นี้ด้วยอย่างเคร่งขัด เพราะถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอันเป็นจริตเฉพาะตน ก็นำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้ได้ด้วยปฏิภาณ แต่ไม่หลงงมงายอย่างไม่มี “สติสัมปชัญญะ” โดยให้ถือหลัก “กาลามสูตร” เป็นสำคัญ ดังนี้

 

 

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

 

อนึ่ง ความรอบรู้–ปัญญา หรือ ความรู้ยิ่ง–อภิญญา นั้น เป็นเรื่องปัญญาแตกฉาน (จตุปฏิสัมภิทาญาณ) ไม่ใช่ความรู้ความเข้าอย่างประจักษ์เพียงแต่กุศลธรรมฝ่ายเดียว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้พิจารณาเห็นแจ้งในธรรม ๓ ประการ ดังนี้

(๑) “ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน” คือ “กุศลธรรม” กับ “อกุศลธรรม”

(๒) “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” คือ ธรรมที่เกิดคู่กันและสอดคล้องกัน เช่น สติ กับ สัมปชัญญะ

(๓) “ธรรมที่เป็นกลาง” คือ “อัพยากตธรรม” ซึ่งเป็นเรื่อง “ตัตรมัชฌัตตตา–อุเบกขา” หมายถึง ภาวะที่เป็นกลางวางเฉยในอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา เพราะมี “สติสัมปชัญญะ” เต็มรอบอยู่ ที่เป็นการระลึกได้และความรู้ตัวทั่วถ้วนหรือความรอบรู้ใน “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–มัคคญาณ ๔ ที่เป็นเหตุในการดับความไม่รู้ “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘”

 

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อที่พึงพิจารณาเป็นพิเศษ คือ คำว่า “สงบ–เนกขัมมะ–อุปสมะ” ที่เป็นแนวทางหนีจากความวุ่นวาย ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความร้อนใจขัดเคือง ในเกี่ยวกับทางโลกียะโดยเฉพาะ คือ (๑) “การถือศีล” (อุบาสก–อุบาสิกา) ย่อมอยู่ในฐานะแห่งอริยบุคคล คือ “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี” และหนทางที่ดีที่สุด คือ (๒) “การออกบวช” (ภิกษุ–ภิกษุณี) ถึงจะมีสิทธิ์อยู่ในฐานะ “พระอรหันต์” ได้ นั่นคือ “คุณสมบัติของผู้จะเป็นพระพุทธเจ้า–พุทธะ” (จตุสัจจพุทธะ–พระอรหันตขีณาสพเจ้า) เพราะพระอรหันต์ไม่ต้องมายุ่ง วุ่นวายกับกิจทางโลกในทุกอย่างทุกประการ คือ ไม่ตามกระแสทางโลก ให้ทวนกระแสโลกธรรม แต่ให้อยู่ในกระแสแห่งอริยมรรคที่สมบูรณ์บูรณ์ อันพอกพูดด้วยปัญญาญาณที่ไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป ในบรรดาสามัญชนทั่วไปนั้น แค่บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” (ปัญญาเห็นธรรมเบื้องต้น) ก็อยู่ได้ในกระแสแห่งโสดาปัตติมรรค ถ้ารักษาอินทรีย์ทั้ง ๖ (อินทรียสังวร) ได้ไม่ดี ก็กลับมาเป็น “อันธปุถุชน” สามัญธรรมดาอีก เท่านั้นเอง ไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ เป็นธรรมดา ก็คือ มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ไม่รู้จบสิ้นนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่ภายใต้แรงกดดันทางสังคมเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ที่อยู่ในหน้าที่การงาน ที่ต้องรับผิดชอบ ย่อมไม่เป็นสุขีสโมสรอย่างแน่นอน ได้แก่ “มีลาภ–มียศ–มีสรรเสริญ–มีสุข” หมายถึง “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา ฝ่ายหนึ่ง และในอีกฝ่ายหนึ่ง ก็อยู่ในสภาวะที่ “เสื่อมลาภ–เสื่อมยศ–มีนินทา–มีทุกข์” หมายถึง “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นธรรดาในฝ่ายโลกียวิสัยหรือมนุษยโลก ด้วยประการฉะนี้ นั่นเอง ก็คงมีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ที่เป็นบุคคลผู้รู้เท่าทันในเรื่องนี้ จึงไม่แสงหาทั้ง “อิฏฐารมณ์” กับ “อนิฏฐารมณ์” ให้ตกอยู่ในบ่าวมารแห่งกิเลส (“บ่วงแห่งมาร” ชื่อว่า “มารปาโส” ปาโส = เครื่องผูก) ทั้งหลายอีกต่อไป อนึ่ง “โลกธรรม ๘” คือ “มูลแห่งวัฏทุกข์ = ทุกฺขมูลํ” (รากเหง้าแห่งทุกข์) หรือ “ทุกฺขนิทานํ” (เหตุแห่งทุกข์) เพราะเป็นเหตุเกิดของทุกข์ ถ้าเข้าใจได้ดีในกรณีนี้ ก็ย่อมเกิดปัญญาที่เห็นทุกข์ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แนวทางในการปฏิบัติธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “โลกียธรรม” คือ ภาวะชีวิตที่เกิดมาเป็นคนตามแดนเกิด

(๒) “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ปัญญาเครื่องขัดเกลาจิตใจให้หลุดพ้น

(๓) “โลกุตตรธรรม” คือ ภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์แล้ว

 

 

โลกียธรรม

มัชฌิมาปฏิปทา

โลกุตตรธรรม

อกุศลมูล ๓

อภิญเญยธรรม

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

อกุศลวิตก ๓

อริยมรรคมีองค์ ๘

อริยมรรค ๔

อกุศลกรรมบถ ๑๐

อริยสัจจ์ ๔

สามัญผล ๔

โลกธรรม ๘

ปฏิจจสมุปบาท

นิพพาน ๒

ขันธ์ ๕

ไตรลักษณ์

อมตธาตุ

ให้ยึดหลักประพฤติปฏิบัติตามอรรถของอนุสาสนีแห่งพระศาสดาเท่านั้น

 

 

ดังนั้น บุคคลผู้จะเข้าถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้องนั้น  ต้องเกิดจาก “ปัญญาเห็นธรรม” (ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ) เห็นความเกิดและความดับแห่งธรรมทั้งหลาย ด้วยการมนสิการกรรมฐาน ที่เน้นถึงปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ (สัมมาสนญาณ) ได้แก่ ความไม่เที่ยง (อนิจจสัญญา) ๑ ความเป็นทุกข์ (ทุกขสัญญา) ๑ ความไม่มีตัวตน (อนัตตสัญญา) ๑ และตามด้วย ความไม่งาม (อสุภสัญญา) โดยมีพื้นฐานการเกิดปัญญาจาก (๑) การเห็นสภาพแห่งทุกข์ทั้งหลาย (ทุกขสัจจ์ = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) และ (๒) เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย (สมุทัยสัจจ์) กับ (๓) การดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย (นิโรธสัจจ์) รวมทั้ง (๔) การเห็นแนวทางหรือวิธีทางในการดับทุกข์ทั้งหลายนั้น (มรรคสัจจ์) กล่าวโดยย่อ แบ่งออกเป็น ๓ ขั้น ดังนี้

 

๑. ขั้นสมถภาวนา (จิตประภัสสร)

(๑) “ปฐมฌาน” คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน” คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน” คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน” คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๒. ขั้นสร้างญาณทัสสนะ (ปัญญาในสมาธิ–วิชชา ๓)

(๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ปัญญาระลึกชาติได้

(๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ปัญญาเห็น “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา” ได้

(๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ปัญญาที่จะดับอาสวะได้

 

๓. ขั้นวิปัสสนาภาวนา (ปัญญาในวิปัสสนา–ญาณ ๑๖ = วิปัสสนาภูมิ หรือ ปัญญาภูมิ)

(๑) “นามรูปริจเฉทญาณ” คือ ปัญญาแยกรูปธรรมกับนามธรรมแห่งขันธ์ ๕ ด้วย “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ปัญญาเห็นเหตุแห่งทุกข์ในขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นการเห็นตามเป็นจริงแห่งธรรมตามธรรมดา (ธรรมฐิติ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ) ด้วย “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย (อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) รวมทั้ง “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา–กฎแห่งกรรมของสัตว์”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ (อภิญเญยธรรม) ซึ่งประกอบด้วยการมนสิการกรรมฐานบ่อยๆ อย่างสืบเนื่อง ทำให้เห็น “อริยสัจจ ๔” ได้แก่

(๓.๑) อนุปัสสนา ๗

(๓.๒) มหาวิปัสสนา ๑๘

 

 

เพราะฉะนั้น ในขั้นวิปัสสนานั้น จึงเป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นธรรมทั้งหลาย นั่นคือ “ขันธ์–อายตนะ–ธาตุ–อินทรีย์–สัจจ์–ตถตา” และรวมทั้ง “สามัญลักษณะ–ธรรมนิยาม” ความเข้าใจที่เป็น “ปัญญาเห็นธรรม” นั้น “ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรมากมาย แค่นี้ก็คิดได้เหมือนกัน” คือ ถ้าง่ายถึงขั้นนั้น คงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นทุกวันบนโลกเน่าๆ ใบนี้ ที่ไม่ง่ายนั้น เพราะผู้ที่อ่านหรือฟังแล้วเข้าใจ ยังขาด “ประสบการณ์ตรง” ที่ต้องลงมือปฏิบัติจริงในภาคสนาม ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) สภาพแวดล้อมที่ดำรงชีวิตปกติที่เกี่ยวข้องกับหมู่คณะหรือบุคคลอื่นๆ ทางสังคม กับ (๒) วิปัสสนาภูมิที่ตัดขาดจากโลกภายนอกที่เกี่ยวกับคน แต่เป็นป่าธรรมชาติหรือสถานที่เฉพาะกิจ เช่น ป่าช้า ถ้ำ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความสงัดสงบ (Seclusion) ใน ๓ อย่าง (๑) “กายวิเวก” คือ ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี (๒) “จิตตวิเวก” คือ ความสงัดใจ ได้แก่ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล และ (๓) “อุปาธิวิเวก” คือ ความสงัดอุปธิ ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเห็นภาพรวมที่เป็นองค์รวม (Holism) ได้ จึงเป็นขั้นสำคัญในการปฏิบัติธรรม รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิต ไม่ใช่ทำไปอย่างมืดบอด ไร้ทิศทาง หรือหลงทิศ ที่ไม่ใช่ “การเห็นที่เยี่ยม” (ทัสสนานุตตริยะ) ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่เห็นธรรม ที่หมายถึง “การเห็นนิพพานที่เห็นแจ้งแทงตลอดได้ในเบื้องต้น” ก่อนที่จะลงมือในภาคสนาม อย่างไรก็ตาม วิธีคิดที่ถูกวิธี เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งเทียบเท่ากับธรรม ๔ ประการ ดังนี้

 

(๑) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ปัญญาที่เห็นสัตว์ทั้งหลายมีวิถีชีวิตเป็นไปตามกรรมของตน ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” กับ “กฎแห่งกรรม” ซึ่งเข้าถึงได้จากการบรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา”

(๒) “อิทัปปัจจยการ–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” คือ สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นและดับไป และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ ธรรมอันเกิดจากเหตุปัจจัยเป็นสมุฏฐาน ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ –กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา

(๓) “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป นั่นคือ “สัมมทัสสนะ” คือ ตั้งตนไว้ในความเห็นชอบ หรือปัญญาเห็นเหตุปัจจัยจนเข้าถึง “ธรรมฐิติ” คือ ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา ที่เรียกว่า “ธรรมนิยาม” (สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดาแห่งไตรลักษณ์ หรือ “กฎธรรมชาติ” (Natural Law)

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความบริสุทธิ์ด้วยหมดสงสัยในนามรูป คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้ว่า เพราะอะไรเกิด นามรูปจึงเกิด (อนุโลมปฏิจจสมุปบาท) เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ (ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท) ที่เรียกว่า “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” คือ ปัญญารู้เห็นความจริงว่า “สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”  ธรรมจักษุโดยทั่วไป เช่น ที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะ เมื่อสดับ “ธรรมจักร” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เป็นโสดาบัน

 

 

นอกจากนี้ วิธีคิดที่ถูกต้องด้วยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในเข้าถึงระดับ “อภิธรรม” เกี่ยวกับ “ปัจจัยทั้งหลาย” (ความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ: Relative Conditions or Conditioned Genesis ซึ่งหมายถึง “ปฏิจจสมุปบาท”) ที่ทำให้เกิด “สภาวธรรม–ปรมัตถ์–ปรมัตถะ” คือ ความจริงขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า “ปัจจัย ๒๔–มหาปัฏฐาน” ที่เรียกว่า “คัมภีร์ปัฏฐาน” ที่อธิบาย “ปัจจัย ๒๔” โดยพิสดาร นั่นคือ “แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัยเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ” หมายถึง ธรรมที่นำมาอธิบายก็คือข้อธรรมที่มีในมาติกา คือ แม่บทหรือบทสรุปธรรมซึ่งกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์สังคณีนั่นเอง แต่อธิบายเฉพาะ ๑๒๒ มาติกาแรก ที่เรียกว่า “อภิธรรมมาติกา” ปัฏฐานเล่มแรก (เล่ม ๔๐) นี้อธิบายความหมายของ “ปัจจัย ๒๔” เป็นการปูพื้นความเข้าใจเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาของเล่ม คือ “อนุโลมติกปัฏฐาน” อธิบาย “ความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) โดยปัจจัย ๒๔ นั้น” ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ปปัญจธรรม ๓” คือ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า ที่ต้องกำจัดด้วยมัคคญาณ (ดังรายละเอียดข้างล่าง)  เช่นว่า

 

“กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย” ย่อมเกิดขึ้น เพราะ “ศรัทธา” (ความเชื่อประกอบด้วยเหตุผล หรือ “ฉันทะ” ความพอใจ) จึงให้ทาน จึงสมาทานศีล จึงบำเพ็ญฌาน จึงเจริญวิปัสสนา เป็นต้น หรือ “กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม” โดยอุปนิสสยปัจจัย” ย่อมเกิดขึ้น เพราะ คิดถึงทานที่ตนได้ให้ ศีลที่ได้รักษาแล้ว ดีใจ ยึดเป็นอารมณ์แน่นหนาจนเกิด “ราคะ–ทิฏฐิ” มีศรัทธา หรือ มีศีล มีปัญญา แล้วเกิด “มานะ” ว่า ฉันดีกว่า เก่งกว่า หรือเกิด “ทิฏฐิ” (ความเห็นผิด) ว่า ต้องทำอย่างเรานี้เท่านั้นจึงถูกต้อง เป็นต้น

 

“อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย” ย่อมเกิดขึ้น เพราะความอยากบางอย่างหรือเพราะ “มานะ: ความถือตัว” หรือ “ทิฏฐิ: ความเห็นผิด” จึงให้ทาน จึงรักษาศีล จึงทำให้

ฌานเกิด เป็นต้น “กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมโดยอารัมมณปัจจัย” ย่อมเกิดขึ้น เพราะคิดถึงฌานที่ตนเคยได้แต่เสื่อมไปเสียแล้ว เกิดความโทมนัส เป็นต้น อย่างนี้เป็นต้น (เล่ม ๔๐ นี้อธิบายแต่ในเชิงอนุโลม คือ ตามนัยปกติ ไม่อธิบายตามนัยปฏิเสธ: ปัจจนียปัฏฐาน จึงเรียกว่า “อนุโลมปัฏฐาน”)

 

 

“ปัจจัย ๒๔” [อยู่ในบทสวดพระอภิธรรม –ข้อนี้มีประโยชน์สำหรับนักวิจัยในการอภิปรายผลการ วิจัย เพราะเป็นการแยกความสัมพันธ์ออกเป็น ๒๔ ประการ และเป็น “มหาปัฏฐาน” แห่งพุทธปัญญา]  หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมเห็นผลแห่งอกุศลวิบากที่ตามมา คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เช่นกัน ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

 

“ปปัญจะ ๓–ปปัญจธรรม ๓” หมายถึง กิเลสเครื่องเนิ่นช้า กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ในคัมภีร์วิภังค์ เรียก “ปปัญจะ ๓” นี้เป็น ฉันทะ (คือตัณหา) มานะ ทิฏฐิ ได้แก่

(๑) “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา  

(๒) “ทิฏฐิ” คือ ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงาย หรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน ความยึดติดในทฤษฎี เป็นต้น ถือความคิดเห็นเป็นความจริง  

(๓) “มานะ” คือ ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียม  หรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่  

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” คือ พิจารณาเห็นความจริงด้วยปัญญา ได้แก่ (๑) อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข[ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒] (๒) อริยสัจจ์ ๔ (๓) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ จนถึงขั้นวิปัสสนา คือ (๔) เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ได้แก่ (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ (๒) ปัจจยปริคคหญาณ (๓) สัมมสนญาณ รวมถึง (๔) วิปัสสนาญาณ ๙ แล้วจะข้ามไปสู่ “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔” (มรรค ๔–ผล ๔) โดย “โคตรภูญาณ” แล้วถ้ามีปรีชาตรัสรู้ได้ “อรหัตตมรรค–อรหัตตผล” ก็จะมีขั้นตอนการใช้ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ที่เรียกว่า “ปัจจเวกขณญาณ” เมื่อพิจารณาถึงภาวะจิตของผู้ปฏิบัติธรรมผู้มีชัยชนะในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนา คือ “พระอรหันต์” นั่นคือ “ผู้ปราศจากโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” หรือ “โลกธรรม ๘” ไม่สามารถครอบงำกลุ้มรุมจิตใจได้ เพราะจิตปราศจากนิวรณ์ที่สมบูรณ์บริบูรณ์ แต่มีข้อสังเกตว่า ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นเพียรในการมนสิการกรรมฐาน (อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘) นั่นคือ พิจารณาอย่างบ่อยๆ ไม่เว้นว่างไปตามกระแสโลกธรรม แต่เป็นการทวนกระแสโลกธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” (โลกุตตธรรม ๙) ฉะนั้น จุดมุ่งหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม จึงเป็น “โลกุตตรภูมิ” นั่นเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4959624