๙. ปัญญาเห็นธรรม

     The Wisdom of Absolute Truths

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1719

 ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ที่เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ในพระพุทธศาสนานี้ได้ ย่อมหมายถึง “ผู้อิ่มเอิบด้วยธรรมแห่งธรรมปีติ” คือ เป็นผู้ที่มี “แสงสว่างแห่งปัญญา” เป็นผู้มีฐานะที่จะบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม” ได้ อันเป็นธรรมที่อยู่เหนือวิสัยโลก ที่อยู่ในสภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ที่ยั่งยืนตลอดไป คือ “พระนิพพาน” พระพุทธองค์ทางเป็นเลิศด้านปัญญาในธรรมทางโลกอย่างดีเยี่ยม คือ มีความสมบูรณ์พร้อมใน “จินตามยปัญญา” กับ “สุตมยปัญญา” เมื่อเกิดปัญญาเห็นแจ้งในเหตุแห่งทุกข์ที่มีสมุฏฐานมาจาก “ที่สุด ๒ อย่าง” อันเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางใน “มัชฌิมาปฏิทา” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน พระองค์จึงละ “กามราคะ” กับ “ทุกรกิริยา” อันเป็นรากเหง้าแห่งอกุศล ความไม่เจริญ ความเสื่อมแห่งปัญญา ซึ่งเป็นเรื่อง “มิจฉาทิฏฐิ” แต่ทรงเลือกแนวทางปฏิบัติอันยิ่งที่จะนำทางให้หลุดพ้นจากความคิดทั้ง ๒ ดังกล่าวนี้ นั่นคือ “การต่อยอดองค์ความรู้” ซึ่งหมายถึง ความฉลาด ความถึงพร้อม ที่เห็น (๑) สภาวะแห่งความเจริญ (๒) สภาวะแห่งความเสื่อม (๓) รู้แนวทางในอุบายในการแก้ปัญหา นั่นคือ “ปฏิภาณไหวพริบ” ที่ประกอบด้วย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดดัดแปลงประยุกต์ พระต่อยอดใน “ฌานสมาบัติ” ที่เป็น “รูปฌาน ๔” กับ “อรูปฌาน ๔” [สมาบัติ ๘] เพื่อนำจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งหลายที่หมายถึง “นิวรณ์” แล้วได้นำ “สมาธิ” ดังกล่าวนั้น ไปใช้ในวิปัสสนา คือ “สมาธิในวิปัสสนา” จนถึง “มรรคสมาธิ” [มัคคญาณ ๔] และ “ผลสมาธิ” [ผลญาณ ๔] เพราะฉะนั้น “ปัญญาเห็นธรรม” เริ่มเกิดขึ้นใน “ฌานสมาธิ–จิตตสมาธิ” ใน “รูปฌาน ๔” เป็นหลัก และต่อยอดเป็นทางการใน “วิปัสสนา” คือ “โสฬสญาณ –ญาณ ๑๖”  คือ บรรดาเหล่า “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลายนั้น ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” คือ “ญาณทัสสนยถาภูตญาณ” แห่งการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่อย่างไรก็ตาม “ปัญญาเห็นธรรม” เริ่มต้นเลยนั้น คือ หลังจากเห็น “สภาพแห่งทุกข์ในขันธ์ ๕” ที่เกิดจาก “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [นามรูปปริจเฉทญาณ] แล้วพิจารณาเห็น “เหตุแห่งทุกข์” ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [ปัจจยปริคคหญาณ] และยังเห็น “นามรูปโดยไตรลักษณ์” จึงเห็น “ความเกิดดับเสื่อมไปในสังขตธรรม” [สังขารทั้งหลาย–ธรรมทั้งหลาย] นั้นๆ คือ การเห็น “อนัตตตา” หมายถึง “ความว่างแห่งสุญญตา” ที่จะสงบระงับ “ความยึดมั่นถือมั่นในตน” [อัตตาภินิเวส–อุปาทานขันธ์] จึงได้ข้อสรุปแห่ง “ธรรมนิยาม ๓” ที่ว่า (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ [เป็นทุกข์] และ (๓) ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน นั่นคือ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายล้วนดับไปเป็นธรรมดา” ดังประกาฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาเห็นธรรม

 

ธรรมชาติของมนุษย์นั้น มักมีนิสัยสงสัยในสิ่งแวดล้อมรอบข้างตน ที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ” ซึ่งหมายถึง “สิ่งลึกลับเหนืออำนาจธรรมชาติ” [Supernatural Phenomenon] ความไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ ทำให้เกิดความเห็นผิด สำคัญตนเองเป็นใหญ่ที่ถือผิด คือ “อวิชชา” ความไม่รู้จริงด้วยเหตุผลใน “โยนิโสมนสิการ” [พิจารณาสภาวธรรมด้วยปฏิจจสมุปบาท ๑๒ หรือปัจจัย ๒๔] ได้แก่ (๑) ไม่รู้จริงในอริยสัจจ์ ๔ (๒) ไม่รู้ในกาลทั้ง ๓ และ (๓) ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คำว่า “อวิชชา” หมายถึง ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง ความหลง นั่นคือ “อนุสยกิเลส” หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดที่ต้องกำจัดระงับด้วยอธิปัญญา นั่นคือ “ญาณในวิปัสสนา” [มรรคสมาธิ–มัคคญาณ] ฉะนั้น “อวิชชา” จึงแสดงนัยความหมาย ดังต่อไปนี้ (๑) “อาสวะ” คือ สภาวะหรือกิเลสอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ = “อวิชชาสวะ” (๒) “อนุสัย” คือ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน = “อวิชชานุสัย” (๓) “โอฆะ” คือ กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ = “อวิชโชฆะ” (๔) “โยคะ” คือ สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพหรือผูกกรรมไว้กับวิบาก = “อวิชชาโยคะ” และ (๕) “สังโยชน์” คือ กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับ “วัฏฏทุกข์–วัฏทุกข์” [วงจรกิเลส–วงจรกรรม–วงจรวิบาก] หรือผูกกรรมไว้กับผล = “อวิชชาสังโยชน์” เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงใช้ “เหตุผล” ในการแสงหา “ความรู้–ความจริง–ปรมัตถสัจจะ” ด้วย “ปัญญาสามัญ–ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “ปัญญา ๓” หมายถึง “ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง —สัมปชัญญะ” ได้แก่

 

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

 

(๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” หมายถึง เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับ “สัทธรรม” จากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

 

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม นั่นคือ “การเจริญภาวนา” ที่ประกอบด้วย (๑) “สมถภาวนา” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” [โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ซึ่งประกอบด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย–อริยสัจจ์ ๔ รวมทั้ง ไตรลักษณ์ และองค์ธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้และอริยมรรค คือ (๓) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่  สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

 

ปัญญาที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรมในการเจริญภาวนา คือ “ภาวนามยปัญญา–ปัญญาภาวนา” ที่สัมปยุตต์ด้วย (๑) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค [อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยสัจจ์ ๔] ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สมถภาวนา” ได้แก่ ฌานสมาบัติ คือ “รูปฌาน ๔” กับ “อรูปฌาน ๔” ที่เรียกว่า “สมาบัติ ๘” ที่เป็นสมุฏฐานแห่งการเกิด “จิตตสมาธิ” ซึ่งเป็น “ฝ่ายอำนาจแห่งสมาธิ” หรือ “เอกัคคตาแห่งจิต” ที่ประกอบด้วย “ฌานุเปกขา–อุเบกขา” ที่เรียกว่า “จตุตถฌานจิต” [จิตประภัสสร] ซึ่งมีบาทฐานพัฒนามาจากความมั่นใจ ความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าในข้อประพฤติปฏิบัติธรรม ปราศจากข้อลังเลสงสัยในธรรม คือ “ธรรมสมาธิ ๕” ได้แก่ “ปราโมทย์–ปีติ –ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” และ (๒) “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของปัญญา ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย–อริยสัจจ์ ๔ รวมทั้ง ไตรลักษณ์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “วิปัสสนาภาวนา” ได้แก่ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” กับ “วิปัสสนาญาณ ๙” รวมทั้งบรรดาเหล่า “อธิคมธรรม” ทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็น “ฝ่ายอำนาจแห่งปัญญา” หรือ “ปัญญาญาณ” [ภาวนามยปัญญา] เพราะฉะนั้น “การเกิดปัญญาเห็นธรรม” จะเกิดขึ้นในขั้นตอนของวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลังจากเกิด “จิตตสมาธิในจตุตถฌาน” แล้ว “สมาธิ” นั้น กลายเป็น “สมาธิในวิปัสสนา” อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา” คือ มีความเพียรชอบ อันเนื่องด้วย “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–ชาคริยานุโยค คือ สมาธิขันธ์” –มีสัมปชัญญะแก่กล้า อันเนื่องด้วยอุเบกขา–มีสติคมชัด อันบริสุทธิ์ด้วยสมาธิ] ต่อไป กล่าวโดยย่อ “รูปฌาน ๔” ที่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ในข้อ “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ”

 

ฉะนั้น “การเกิดปัญญาเห็นธรรม” จะเกิดขึ้นในขั้นตอนของวิปัสสนากัมมัฏฐาน หมายถึง ธรรมที่เกิดขึ้นในขณะการมนสิการสภาวธรรมใน “ภูมิแห่งปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้รู้แจ้งเห็นจริงใน “ปรมัตถสัจจะ” ที่เป็น “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” เฉพาะในส่วนที่เป็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ (๑) อนุโลมปฏิจจสมุปบาท และ (๒) ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท กับ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย ได้แก่ (๓) อัทธา ๓–กาล ๓ (๔) สังเขป  ๔–สังคหะ ๔ (๕) สนธิ ๓ (๖) วัฏฏะ ๓  (๗) อาการ ๒๐ (๘) มูล ๒ และ (๙) กฎแห่งกรรม ในบรรดาสัมปยุตตธรรมเหล่านี้ทั้งหมด ทำให้เกิดปัญญาความรู้ที่หาข้อสรุปพื้นฐานทั่วไปว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา” ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึงความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น

เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา หรือ “ธรรมจักษุ” โดยทั่วไป เช่น ที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะ เมื่อสดับ “ธรรมจักร” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เป็น “โสดาบัน”

 

ดังนั้น องค์ความรู้อะไรที่เป็นปัจจัยองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ได้ คือ ปัญญารู้เห็นความจริงว่า “สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” เพราะกระบวนการคิดขั้นสูงในวิปัสสนาภูมิดังกล่าวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลใดได้ง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องสาธารณ์ทั่วไปแก่ปุถุชน ซึ่งเป็นเรื่องของอริยบุคคล นั่นคือ การพิจารณาไตร่ตรองธรรมชาติในธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะเฉพาะและลักษณะทั่วไป ใน ๔ ประการ ดังต่อไปนี้

 

(๑) “อวิชชา” เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากความยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ [ขันธ์ ๕] คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” โดยพิจารณาในเกณฑ์ของ “กาล ๓” ได้แก่

๑) อดีต = อวิชชา สังขาร

๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

๓) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ [พร้อมด้วย โสกะ–ความโศก ปริเทวะ–ความคร่ำครวญ ทุกข์–ทุกข์กาย โทมนัส–ทุกข์ใจ อุปายาส–ความคับแค้นใจ]

 

(๒) “อนิจจตา” คือ สภาวะไม่เที่ยง ประกอบด้วย (๓) “ทุกขตา” คือ สภาพแห่งทุกข์ และ (๔) “อนัตตตา” คือ ความไม่ใช่ตัวตน คือ การกำหนดรู้เห็น “นามรูปโดยไตรลักษณ์” นั่นคือ รู้จริงเห็นแจ้งใน “สามัญลักษณะแห่งขันธ์ ๕”

 

เพราะฉะนั้น การเห็นทั้ง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” กับ “ไตรลักษณ์” เป็นปัจจัยองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” [วิชชา–ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] ในการพิจารณาธรรมทั้งหลาย จึงหาข้อสรุปในธรรมแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย คือ “ธรรมนิยาม ๓” ดังนี้

 

“ธรรมนิยาม ๓” หมายถึง กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา กฎธรรมชาติ ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม ได้แก่ 

(๑) สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา —สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา —สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ [เป็นทุกข์]

(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา —ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน

 

อย่างไรก็ตาม “การเกิดปัญญาเห็นธรรม” นั้น อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสภาวธรรมใน “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนอย่างมีระบบระเบียบ ที่บุคคลใดถือปฏิบัติตาม ย่อมสามารถบรรลุผลได้เช่นกันทุกคน ยกเว้น ไม่ประพฤติปฏิบัติจริง การเห็นปัญญาความรู้แจ้งนั้น มีหลายช่องทางเลือก ขึ้นอยู่กับจริต ความคล่องตัว หรือ ความเคยชิน [อุปนิสัย] ของแต่ละคน อย่างเช่น การเจริญอนุปัสสนาในจตุสติปัฏฐาน ที่แยกเป็นการมนสิการในกรรมฐานอยู่เนืองๆ คือ ระลึกคำนึงไตร่ตรองให้เห็นธรรมตามสภาพความเป็นจริง เพื่อสร้าง “สติ” ให้คมชัด ไม่เกิดความประมาท คือ “สติสังวร–อินทรียสังวร” ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ (๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อปฏิบัติให้มากในฐานสติใดฐานสติหนึ่ง หรือทั้งหมดในคราวเดียวกัน จนเกิดความเชี่ยวชาญ คล่องแคล่ว  ดีแล้ว การเพ่งรูปวาจร [องค์ความรู้ = กาย–เวทนา–จิต–ธรรม] ให้เกิด “จิตตสมาธิ” ในสิ่งนั้น [อารมณ์แห่งกรรมฐาน = สิ่งที่ระลึกของสติ สิ่งที่เรียนรู้ของสัมปชัญญะ] ย่อมสามารถต่อยอดเข้าไปใน “สมถภาวนา–สมถกรรมฐาน” และ “วิปัสสนาภาวนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ได้ จนสามารถบรรลุถึงความตรัสรู้ในอริยมรรคได้เช่นเดียวกัน เพราะจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการปฏิบัติธรรม คือ “ความสงบสงัดของจิตใจ”  [ธรรมสมาธิ ๕ = ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] นั่นคือ “วิเวก ๓” ดังนี้

 

“วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ได้แก่

(๑) “กายวิเวก” —ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี

(๒) “จิตตวิเวก” —ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และ อริยมรรค อริยผล  

(๓) “อุปธิวิเวก” —ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” [กิเลส] หมายเอา “พระนิพพาน”

 

เมื่อเกิดความสงัดและความปลีกออก “โลก” คือ กาย –จิต –ความนึกคิดที่เจือปนด้วยกิเลสตัณหา [ขันธ์ ๕] ย่อมเสวยผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติอันยิ่งยวดนั้นด้วยสัมมาปฏิปทา ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ “ทำได้ยากและรู้ได้ช้า” ซึ่งเป็นธรรมชาติในการเจริญอริยธรรมในพระพุทธศาสนา  จึงต้องอาศัยคุณธรรมใน “อธิจิตตสิกขา” เป็นแนวทางปฏิบัติ ที่จะเป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ “ความหลุดพ้น” [นิโรธะ] หรือ “ความสิ้นอาสวะ” [สัมโพธะ = ความตรัสรู้] ซึ่งกำหนดโดย “ปัญญาเห็นธรรม” ในแต่ละขั้น ที่เรียกว่า “วิเวก ๕” ดังนี้

 

“วิเวก ๕” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก เพื่อบรรลุถึงภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่

 

(๑) “วิกขัมภนวิเวก” —ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่ม “นิวรณ์” [นิวรณูปกิเลสทั้งหลายที่ “สหรคต–เกิดร่วม–เจือปน–สัมปยุตต์” ด้วย กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง] ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ใน “ฌาน” นั้น “วิเวก” ในข้อนี้ เกิดขึ้นในฝ่ายสมถะ จัดเป็น “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์ในรูปาวจร ได้แก่ สมาบัติ ๘ = รูปฌาน ๔ กับ อรูปฌาน ๔

 

 (๒) “ตทังควิเวก” —ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับ “สักกายทิฏฐิ” [ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน = สัสสตทิฏฐิ–ภวทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป] ด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้ “นาม” และ “รูป” คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม –“ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึก “ขันธ์” ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ หรือระลึกชาติได้ นอกจากนี้ อาจรวมถึง ญาณในวิปัสสนา ข้อ ๑–๑๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ที่เป็นปัญญาญาณสนับสนุนก่อนถึง “มัคคญาณ”] เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ ในข้อนี้เป็นต้นไป เกิดขึ้นในฝ่ายวิปัสสนา  จัดเป็น “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะในข้อความหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล

 

 (๓) “สมุจเฉทวิเวก” —ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วย “โลกุตตรมรรค” ในขณะแห่งมรรคนั้น ชื่อ “สมุจเฉทวิเวก” หมายถึง การบรรลุถึง “มัคคญาณ–มรรค ๔”  คือ ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ (๑) “โสดาปัตติมรรค” —มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส (๒) “สกทาคามิมรรค” —มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้นสักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส กับทำ ราคะ–โทสะ–โมหะ ให้เบาบางลง (๓) “อนาคามิมรรค” —มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ (๔) “อรหัตตมรรค” —มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา 

 

 (๔) “ปฏิปัสสัทธิวิเวก” —ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัย “โลกุตตรมรรค” ดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุ “โลกุตตรผล” [สัมมาญาณ] กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้นชื่อ “ปฏิปัสสัทธิวิเวก” หมายถึง “ผลญาณ –ผล ๔” คือ ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆได้แก่ (๑) “โสดาปัตติผล” —ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย (๒) “สกทาคามิผล” —ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย (๓) “อนาคามิผล” —ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย (๔) “อรหัตตผล” [สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ = สัมมาญาณ คือ สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ] —ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 (๕) “นิสสรณวิเวก” —ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อ “นิสสรณวิเวก” ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน” ซึ่งหมายถึง “อรหันตผลวิมุตติ” [อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ คือ อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ] อันเป็น “สัมมาวิมุตติ” หรือ “อริยวิมุตติ”

 

 

เมื่อภาวะจิตอยู่ในความสงัดสงบ คือ “กายปัสสัทธิ” [กองเจตสิก] และ “จิตตปัสสัทธิ” [จิต] รวมทั้งฝ่ายร่างกายก็สงบระงับจากความเดือดร้อน นั่นคือ “จิตเป็นสมาธิ” ที่ก้าวไปสู่ “จตุตถฌาน” หมายถึง จิตเป็นสมาธิด้วยสมาธิในจตุตถฌาน ได้แก่ จิตบริสุทธิ์ ด้วยความบริสุทธิ์แห่ง “อุเบกขา” และ “สติ” ทำให้จิตผุดผ่อง ผ่องใส จิตไม่มีกิเลส เพราะกิเลสมี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ถูกกำจัดออกไปด้วยการทำลายปัจจัยมี “สุขเวทนา–ทุกขเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา” ฉะนั้น จิตปราศจากอุปกิเลส จิตไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส เพราะไม่มีกิเลส จิตเบา [ลหุตา] และ จิตอ่อน [มุทุตา] เพราะอบรมดีแล้ว หมายถึง จิตถึงความชำนาญ คล่องแคล่ว [ปาคุญญตา] เพราะจิตเป็นไปในอำนาจที่บังคับได้ จิตควรแก่การงาน [กัมมัญญตา] เพราะจิตอ่อนโยน นั่นคือ ควรแก่การงาน เหมาะแก่การงาน จิตมีความชื่อตรง [อุชุกตา] เพราะว่าจิตอ่อน เป็นจิตที่ควรแก่การงาน เหมือนทองคำบริสุทธิ์ จะขึ้นรูปดัดแปลงอย่างไรก็ได้ตามใจนึก เพราะฉะนั้น “จิตเป็นสมาธิ” [อัปปนาสมาธิ] จะกลายเป็น “สมาธิในวิปัสสนา” ต่อไป แล้วเริ่มเจริญวิปัสสนาภาวนาในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ในขั้นตอนนี้ เป็นฝ่ายสมถะ ที่ฝึกอบรมจิตให้เกิด “ปัสสัทธิ–ลหุตา–มุทุตา–ปาคุญญตา–กัมมัญญตา–อุชุกตา–ตัตรมัชฌัตตตา–และ–เอกัคคตา” นั้น ย่อมเป็นสมุฏฐานสาเหตุทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ดวงตามเห็นธรรม–ธรรมจักษุ] ฉะนั้น คำว่า “ธรรม” ในขั้นแรก คือ “ขันธ์ ๕” ซึ่งหมายถึง เห็นธรรมชาติของขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วยความไม่เที่ยง ทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน เห็น “ธรรมนิยาม ๓” ในขันธ์ ๕ อันเป็น “สังขตธรรม” คือ สภาพที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยตามสภาพที่เป็นจริง นั่นคือ “กฎธรรมชาติ–กำหนดแห่งธรรมดา” สิ่งนี้ คือ “ธรรม” ในขั้นที่สอง นั่นคือ “ปัญญาเห็นธรรม” ที่ก้าวไปสู่ “ภูมิแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [ปัจจยปริคคหญาณ ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ หรือ จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ คือ ปัญญากำหนดรู้เหตุปัจจัยแห่งทุกข์ รวมทั้ง ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย และกฎแห่งกรรม] ที่ต้องมาลงในข้อสรุปทั่วไปที่เป็น “กฎ” ที่นิยามว่า  “สิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา” และ “ธรรม” ในขั้นสุดท้าย คือ การพิจารณาเห็น “ความเกิด–ความดำรงอยู่–ความเสื่อมดับไป” แห่งสรรพสิ่งทั้งหลายในสังขตธรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม [นามรูป] ก็ตาม ซึ่งเป็นขั้นตอนใน “โยนิโสมนสิการ” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ที่ประกอบด้วย (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ในฝ่ายพิจารณาหาสาเหตุแห่งทุกข์ คือ “สมุทยวาร ”คือ ฝ่ายสมุทัย หรือ “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” (ข้อ ๒ ในอริยสัจจ์ ๔) กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ในฝ่ายพิจารณาหาการดับสาเหตุแห่งทุกข์ คือ “นิโรธวาร” คือ ฝ่ายนิโรธ หรือ “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” (ข้อ ๓ ในอริยสัจจ์ ๔) ทั้งหมดนี้ จึงได้ชื่อว่า “ปัญญาเห็นธรรม”

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” โดยแสดงตามลำดับ จากต้นไปหาปลาย เรียกว่า “อนุโลมเทศนา” ดังนี้

(๑) – (๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี  

(๓) เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี  

(๔) เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี  

(๕) เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี  

(๖) เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี  

(๗) เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี  

(๘) เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี  

(๙) เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี  

(๑๑) เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี  

(๑๒) เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” โดยแสดงตามลำดับ จากปลายย้อนกับไปหาต้น เรียกว่า “ปฏิโลมเทศนา” ดังนี้

(๑) – (๒) เพราะ อวิชชา ได้ถูกสำรอกดับไปไม่เหลือ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะสังขาร ได้ถูกสำรอกดับไป วิญญาณ จึงดับ  

(๔) เพราะวิญญาณ ได้ถูกสำรอกดับไป นามรูป จึงดับ  

(๕) เพราะนามรูป ได้ถูกสำรอกดับไป สฬายตนะ จึงดับ  

(๖) เพราะสฬายตนะ ได้ถูกสำรอกดับไป ผัสสะ จึงดับ  

(๗) เพราะผัสสะ ได้ถูกสำรอกดับไป เวทนา จึงดับ  

(๘) เพราะเวทนา ได้ถูกสำรอกดับไป ตัณหา จึงดับ  

(๙) เพราะตัณหา ได้ถูกสำรอกดับไป อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะอุปาทาน ได้ถูกสำรอกดับไป ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะภพ ได้ถูกสำรอกดับไป ชาติ จึงดับ  

(๑๒) เพราะชาติ ได้ถูกสำรอกดับไป ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็ดับพร้อม

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นการเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่อยู่ใน “โสฬสญาณ –ญาณ ๑๖” ทั้งระบบซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้

 

(๑) ปัญญาเห็นธรรมขั้นต้น ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นสภาพปัญหา สาเหตุปัญหา ภาพรวมปัญหา

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ —ญาณกำหนดแยกนามรูป

๒. ปัจจัยปริคคหญาณ —ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป

๓. สัมมสนญาณ —ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

 

(๒) ปัญญาเห็นธรรมขั้นกลาง ซึ่งเป็นปัญญาที่จะละสังขารทั้งหลาย “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ให้ถึงมรรค

๔. อุทยัพพยญาณ —ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

๕. ภังคญาณ —ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

๖. ภยญาณ —ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

๗. อาทีนวญาณ —ญาณคำนึงเห็นโทษ

๘. นิพพิทาญาณ —ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ —ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

๑๐. ปฏิสังขาญาณ —ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

๑๒. อนุโลมญาณ —ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

๑๓. โคตรภูญาณ —ญาณครอบโคตร

 

(๓) ปัญญาเห็นธรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นปัญญาใน “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เพื่อความตรัสรู้ถึงสัมโพธิญาณ

๑๔. มัคคญาณ —ญาณในอริยมรรค

๑๕. ผลญาณ —ญาณในอริยผล

๑๖. ปัจจเวกขณญาณ —ญาณที่พิจารณาทบทวน

 

 

ในการฝึกฝนอบรมจิตให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่ตั้งอยู่ในสมมุตติฐานที่ว่า “ความเกิดและความดับเสื่อม” ที่เกิดขึ้นในลักษณะของรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน คือ “เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป” จะมีลำดับดังต่อไปนี้

 

ฝ่ายรูปธรรม  “เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป” อันเป็นวัฏฏทุกข์ ดังนี้

(๑) “อุปจยะ” คือ ความก่อตัวหรือเติบขึ้น

(๒) “สันตติ” คือ ความสืบต่อ 

(๓) “ชรตา” คือ ความทรุดโทรม

(๔) “อนิจจตา” คือ ความปรวนแปรแตกสลาย 

 

ฝ่ายนามธรรม  “เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป” อันเป็นวัฏฏทุกข์ ดังนี้

(๑) “ภวังคจิต” คือ จิตในภาวะที่เป็นองค์แห่งภพ ซึ่งเกิดดับสืบเนื่องต่อกันไปตลอดเวลา

 (๒) “วิถีจิต–จุติจิต” คือ จิตในวิถีแห่งการรับรู้เสพอารมณ์ในวิถีพ้นจากภวังค์

(๓) “ตกภวังค์” คือ จิตในช่วงสิ้นสุดกระบวนของวิถีจิต แล้วเกิดเป็นภวังคจิตขึ้นใหม่

 

ฉะนั้น สภาวะที่ “เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป” อันเป็นวัฏฏทุกข์ คือ ความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุด เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ  [ภวจักร–สังสารจักร] นี้ เป็นข้อปฏิเสธที่ปฏิปักษ์ต่อ “อริยมรรค” เพราะเป็นภาวะจิตที่ประกอบด้วย “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ที่ไม่สิ้นสุด อันมีรากฐานมาจากกิเลสตัณหา คือ “อวิชชา” [ตัณหา] ดังอธิบายไว้ใน “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” และ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” รวมทั้ง ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลายด้วย  [องค์ประกอบในภวจักรหรือสังสารจักรทั้งหมด] ซึ่งจะกลายเป็นนิยามที่ดีที่สุดของความหมายใน คำว่า “ปัญญาเห็นธรรม” ที่มีนิยามข้อสรุปที่ว่า

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”

 

ถ้าไม่เข้าใจดีลึกซึ้งในธรรมดังกล่าวนี้ ย่อมแสดงถึงสัญญาณเบื้องต้นแห่งความล้มเหลว ความผิดพลาด ความวิปริตผิดเพี้ยน [มิจฉาทิฏฐิแห่งมิจฉัตตะ ๑๐ คือ สภาวะที่ผิด สิ่งที่ผิด] ในข้อประพฤติปฏิบัติในการเจริญภาวนา เพราะไม่ใช่แนวทางใน “มัชฌิมาปฏิทา” คือ “เส้นทางสายกลายแห่งปัญญา” ที่ถือปฏิบัติด้วยปฏิปทาอันยิ่งด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่ประกอบด้วยปัจจัยองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4878700