๙๐. แนวปฏิบัติให้บรรลุถึงความหลุดพ้น

       Modes of Progress to Deliverance

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1126

 ความสำคัญของบทความ

 

พระพุทธศาสนาได้จำแนกคุณบทแห่งบุคคลออกเป็นหลายประเภท โดยเริ่มจากผู้ด้อยปัญญามากที่สุด จนไปถึงผู้มีปัญญามากที่สุด ซึ่งแต่ละบุคคลสามารถสร้างปัญญาบารมีให้มากยิ่งขึ้นด้วย ที่เรียกว่า “บุคคล ๔” ได้แก่ (๑) “อุคฆฏิตัญญู” คือ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน (๒) “วิปจิตัญญู” คือ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ (๓) “เนยยะ” คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ (๔) “ปทปรมะ” คือ ผู้อับปัญญา ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี ดำเนินชีวิตอยู่ในคลองธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ฉะนั้น การสะสมพอกพูน “อริยมรรค” ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ และไพบูลย์ยิ่งขึ้น ย่อมเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า อีกไม่นานบุคคลนั้นจะสามารถหยั่งถือ “สัมโพธะ–ความตรัสรู้” ได้ โดยมีลำดับแนวทางปฏิบัติและผลที่จะเกิดขึ้นตามลำดับต่อไปนี้ (๑) “ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้านี้ นับเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะประการทั้ง ๒ คือ เพราะปฏิบัติลำบากและเพราะรู้ได้ช้า (๒) “ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะปฏิบัติลำบาก (๓) “สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวกแต่รู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะรู้ได้ช้า และ (๔) “สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว” ฉะนั้น ส่วนปฏิปทา ที่ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาประณีต” เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติสะดวก และเพราะรู้ได้เร็ว สำหรับปฏิปทาข้อสุดท้ายนี้ ย่อมเกิดจาก (๑) การสั่งสมความดีในสมถะ และ (๒) การพอกพูนอธิการในวิปัสสนา ด้วยเหตุนี้ คนที่เกิดมาในสังคมพุทธได้นั้น ถือเป็นผู้มีโชคในขั้นแรก แต่ถ้ายังไม่รู้จักการปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าเป็นคนโชคร้ายในชาตินี้ นั่นคือ “เกิดมาเสียชาติเกิดไปเปล่า” ในการน้อมนำคำสอนของพระศาสดามาถือปฏิบัติในการดำรงชีวิตด้วยอุบายวิธีที่แยบคาย โดยถือเป็นเรื่องปกติในชีวิต จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมจะมีขึ้นเฉพาะในวันอาทิตย์เท่านั้นที่จะทำได้ ต้องทำได้ในทุกวัน เพราะธรรมของพระตถาคตไม่มีวันหยุดและไม่ประกอบด้วยเวลา แต่เป็นจริงได้ทุกขณะ เมื่อบุคคลนั้นประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักธรรม และประกอบด้วยเหตุผลและปัญญารอบรู้จริง เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นการตรวจสอบ “จิตวิญญาณของตนเอง”  คือ ภาวะจิตนั้นเป็นเครื่องระลึกของ “สติ” และเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” การสั่งสมปัญญาทั้งหลายต้องทำอยู่เสมอเป็นนิตย์ เพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญยิ่ง จนเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว เรียกว่า “สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา” จึงชื่อว่า “ปฏิปทาประณีต” ที่จะบรรลุถึงความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๙๐ ประจำปี ๒๕๕๘ – แนวปฏิบัติให้บรรลุถึงความหลุดพ้น

 

เมื่อพิจารณาถึงแนวปฏิบัติ อันเป็นทางดำเนินให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติธรรม นั่นคือ “ความหลุดพ้นอันปราศจากอาสวะทั้งหลาย” (ความตรัสรู้) นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับ (๑) การศึกษา การค้นคว้า การวิจัยธรรม ที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” และ (๒) การพิจารณาตรวจสอบ ไตร่สวน หรือ พินิจพิเคราะห์ ที่สืบเนื่องในตน คือ การรู้จักคิดพิจารณาที่ถูกต้องตามเป็นจริง ไม่ฝ่าฝืนตาม “กฎธรรมชาติ” ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ฉะนั้น ปัจจัยทั้ง ๒ ประการ นี้ เรียกว่า “ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒” หมายถึง ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้อง ต้นทางของปัญญาและความดีงามทั้งปวง ได้แก่

(๑) “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลาย อย่างเช่น พระอริยสงฆ์ หรือพระอรหันตขีณาสพ สำหรับผลานิสงส์แห่งการประพฤติปฏิบัตินี้ ย่อมเกิด “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ได้

(๒) “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น นั่นคือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย  หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความทำไว้ในใจโดยแยบคาย นั่นคือ มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง มนสิการโดยอุบาย มนสิการโดยคลองธรรม คือ (๑)  มนสิการโดยนัยใน “อนิจจลักษณะ” ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง หรือ (๒) มนสิการโดยนัยใน “ทุกขลักษณะ” ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ หรือ (๓) มนสิการโดยนัยใน “อนัตตลักษณะ” ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา หรือ (๔) มนสิการโดยนัยใน “อสุภสัญญา” ในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม หรือการพิจารณา การตามพิจารณา การรำพึง การใคร่ครวญ การใส่ใจ อนุโลมในของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา = มีสัมปชัญญะ–ปัญญา สำหรับผลานิสงส์แห่งการประพฤติปฏิบัตินี้ ย่อมเกิด “จินตามยปัญญา–จินตามยญาณ” ได้

 

 

แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น “ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ๒” หมายถึง ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง ต้นทางของความเห็นผิดและความอกุศลไม่ดีงามทั้งปวง ได้แก่

 

(๑) “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น (ผู้ไม่รู้จริง หรือ ลัทธินอกพระพุทธศาสนา: ลัทธิกรรมเก่า–ลัทธิพระเป็นเจ้า–ลัทธิเสี่ยงโชค) โดยเฉพาะการไม่ได้สดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร  

 

(๒) “อโยนิโสมนสิการ” คือ การไม่ใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น นั่นคือ ไม่ทำในใจโดยแยบคาย ไม่มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา ไม่รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรืออีกนัยหนึ่ง  คือ ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (วิปลาส) หมายถึง (๑) ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่เทียง ว่าเที่ยง (๒) ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (๓) ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัวตน (๔) ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม หรือความนึก ความนึกเนืองๆ ความคิดความพิจารณา ความทำไว้ในใจแห่งจิต โดยผิดจากความจริง = ไม่มีสัมปชัญญะ–อวิชชา

 

 

เพราะฉะนั้น ในการแสวงหาความรู้ในฐานะที่ยังเป็น “อันธปุถุชน” (ผู้ไม่มีการศึกษาพระสัทธรรมอย่างถูกต้อง) อยู่นั้น นั่นคือ “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ผู้มีใจถูกครอบครองไว้ด้วย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ผู้พอกพูนด้วย “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” ทั้งหลายนั้น ย่อมมีทางทางเลือกในการดำเนินชีวิตใน ๒ แนวทางแห่งการแสวงหา (Search) สิ่งทั้งหลายในชีวิต ดังนี้

 

 

“ปริเยสนา ๒” หมายถึง การแสวงหา ในการเลือกวิถีทางของการดำรงสภาพของชีวิต ได้แก่

(๑) “อนริยปริเยสนา” (อามิสปริเยสนา) คือ แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ แสวงหาอย่างอนารยะ นั่นคือ “ตนเองเป็นผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ และ สังกิเลสเป็นธรรมดา” ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่ “สิ่งอันมีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ และ สังกิเลสเป็นธรรมดา” แต่สำหรับคนสามัญทั่วไปนั้น หมายถึง “มิจฉาอาชีวะ”

(๒) “อริยปริเยสนา” (ธรรมปริเยสนา) คือ แสวงหาอย่างประเสริฐ แสวงหาอย่างอารยะ นั่นคือ “ตนเองเป็นผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ และ สังกิเลสเป็นธรรมดา” แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่แสวง “ธรรมอันเกษม–โยคเกษมธรรม–บรมธรรม” คือ “นิพพาน” (อมตธาตุ) อันไม่มีสภาพเช่นนั้น ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะ” ผู้ในในภูมิแห่ง “สอุปาทิเสสนิพพาน” และ (๒) “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” ผู้ในในภูมิแห่ง “อนุปาทิเสสนิพพาน” แต่สำหรับคนสามัญทั่วไปนั้น หมายถึง “สัมมาอาชีวะ”

 

 

ฉะนั้น การเลือกปฏิบัติด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” หมายถึง (๑) ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (๒) ปฏิบัติธรรมถูกลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน (๓) ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม ที่สัมปยุตต์ด้วยกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้อันเป็นไปเพื่อ “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ซึ่งจะเป็นปทัฏฐานในการเกิด “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ที่ทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘ ทั้งหลาย  (นั่นคือ ความรู้เพียงแค่ว่า “มรรคมีองค์ ๘” ประกอบด้วยองค์แห่งมรรคแค่ ๘ องค์ เท่านั้น ยังไม่พอ ต้องเข้าใจถึงการที่มรรคาทั้ง ๘ นั้น ไปสัมปยุตต์กับธรรมอื่นๆ ได้อย่างไรด้วย) อันสามารถเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้เช่นกัน และต้องประกอบด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่วิปริตใน “ปฏิปัตติสัทธรรม” (ข้อ ๒ ในสัทธรรม ๓ หมายถึง สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา) ฉะนั้น ให้พิจารณาถึงธรรมทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในกระแสแห่งอริมรรคด้วย ได้แก่

(๑) “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี

(๒) “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาท  

(๓) “วิริยารัมภะ” คือ การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น

 (๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความมักน้อย ไม่เห็นแก่ได้

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ  

(๖) “สัมปชัญญะ” คือ ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา  

 (๗) “กุสลธัมมานุโยค” คือ การหมั่นประกอบกุศลธรรม  

(๘) “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งศีล  

 (๙) “ฉันทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ ความใฝ่ฝันที่สร้างสรรค์

(๑๐) “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว

(๑๑) “ทิฏฐิสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ

(๑๒) “อัปปมาทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ 

 

 

เพราะฉะนั้น การครองตนและการครองใจในความเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ที่ได้ชื่อว่า “พุทธบริษัท ๔: ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา” หรือ “สมณะผู้เป็นอริยสาวกของตถาคต: ผู้มีคุณชาติเป็นพระพุทธเจ้า” จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นเสียเวลาหายใจทิ้งกันไปวันๆ หนึ่ง หรือมาห่วงใยหวั่นไหวไปกับเรื่องปากเรื่องท้อง ช่วยกันแต่ทำมาหากิน จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมได้จริง หรือทำได้ก็เป็นเพียงการสร้างภาพพจน์ว่าเป็น “นักปฏิบัติธรรม” ทั้งหลอกตนเองและผู้อื่น ที่โง่พอๆ กัน แล้วเข้าใจอย่างเดียวกัน ไปในแนวทางเดียวกัน “ลงนรก” (ภาวะอันไม่เจริญเสื่อมในความดีกุศลทั้งหลาย) เช่น เจ้าของร้านขายเหล้า  เจ้าของโรงงานสุราหรือยาสูบ เจ้าของซ่องอาบอบนวด (บุคคลหรือสถานที่อโคจร) พากันบริจาคเงินสร้างศาลาวัดและนั่งสมาธิจนสว่างคาตา เพื่อเอาชนะมารทั้งหลาย เป็นที่น่าศรัทธาและเลื่อมใสมาก ที่วัดดงบักแงว อำเภอนาดอนอีแหลว เป็นต้น พอกลับบ้าน ก็ทำธุรกิจชั่วต่อ หลอกเขากิน และไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นผู้ร่วมทุกข์กับตน เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ก็อธิบายไม่ถูกในการประกอบอาชีพเช่นนั้น เป็นเรื่องการแสวงในทางเสื่อม “มิจฉาอาชีวะ” เพราะส่งเสริมคนทำชั่ว หรือหาเงินที่เกิดจากความไม่บริสุทธิ์มาทำบุญ จึงไม่ได้บุญเท่าที่ควร เพราะไม่ได้ถึงกุศลผลบุญใน “สัมปทาคุณ ๔” (Excellence: สัมปทา) ดังนี้

 

 

“สัมปทาคุณ ๔” หมายถึง ความถึงพร้อม ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งทำให้ทานที่บริจาคแล้ว เป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก อาจเห็นผลทันตา ได้แก่

(๑) “วัตถุสัมปทา” คือ ถึงพร้อมด้วยวัตถุ นั่นคือ บุคคลผู้เป็นที่ตั้งรองรับทาน เช่น “ทักขิไณยบุคคล” เป็น “พระอรหันต์” หรือ “พระอนาคามี” ผู้เข้า “นิโรธสมาบัติ”ได้  

(๒) “ปัจจัยสัมปทา” คือ ถึงพร้อมด้วยปัจจัย นั่นคือ สิ่งที่จะให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม  

(๓) “เจตนาสัมปทา” คือ ถึงพร้อมด้วยเจตนา นั่นคือ มีเจตนาในการให้สมบูรณ์ครบ ๓ กาล ทั้ง (๑) ก่อนให้ (๒) ขณะให้ และ (๓) หลังให้ ด้วย “จิตโสมนัส ปฏิสังยุตประกอบด้วยปัญญา”  

(๔) “คุณาติเรกสัมปทา” คือ ถึงพร้อมด้วยคุณส่วนพิเศษ นั่นคือ ปฏิคาหกมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น “ทักขิไณยบุคคล” นั้น ออกจาก “นิโรธสมาบัติ” ใหม่ๆ  

 

 

ฉะนั้น “ความเป็นเลิศ–Excellence –ความสมบูรณ์แบบ–Perfection –ความถูกต้อง–Accuracy –ความเชื่อถือได้–Reliability” นั้น เป็นเรื่องเกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่จะละเลยไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะตามนัยเหล่านี้ คือ “อริยะ–ความประเสริฐ: Noble” (โลกุตตระ–โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม) เช่น อริยธรรม (อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ) อริยมรรค (มรรคญาณ–มัคคญาณ–มรรค ๔ หรือ ผลญาณ–สามัญผล–ผล ๔) อริยสัจจธรรม (อริยสัจจ์ ๔) อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘ ถ้าข้อประพฤติปฏิบัติไม่จัดอยู่ในขั้นระดับเดียวกัน ก็ย่อมไม่สามารถเข้าถึง ชั้นอัตถภาพเดียวกันได้เช่นกัน คือ “สิ่งที่ดีที่สุด ย่อมอยู่กับสิ่งที่ดีที่สุด” หรือ “อริยะ ย่อมคู่กับโลกุตตระ” ฉะนั้น ถ้าต้องการไปสู่ภาวะที่เป็นโลกุตตรภูมิ ก็ต้องมีแนวทางประพฤติปฏิบัติที่เป็นอริยะนั้นเอง ถ้ามีพฤติกรรมชั่วๆ แล้วยังคิดว่าจะไปสู่ภาวะที่เจริญเป็นโลกุตตระนั้น จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุผล ไม่เป็นจริง หรือในอีกกรณีหนึ่ง การไปหลอกให้พระอริยบุคคลมาช่วยประกอบอาชีพการงาน ก็ไม่เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ที่จะเข้าไปวุ่นวายกับทางโลก “สมณะคือบุคคลผู้หนีออกจากโลกียวิสัย แต่ถ้าไปเกี่ยวข้องกับโลกียวิสัย ย่อมผิดข้อปฏิบัติในพระธรรมวินัยนี้” เพราะฉะนั้น ก็อย่ามาบวชให้เสียเวลาดีกกว่า แถมยังสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สาธุชนผู้มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนา เกิดการกล่าวคำบาปคำชั่วติเตียนอันไม่สมควรเสียเปล่าๆ ซึ่งกันและกัน กลายเป็นวิบัติธรรมได้จริง การหาข้ออ้างเพื่อให้ตนพ้นผิดในพระธรรมวินัยทั้งฝ่ายสมณะกับฝ่ายฆราวาส ไม่ใช่ทางรอดปลอดภัยจากโยคธรรมทั้งหลายดีแน่ อกุศลธรรมเหล่านี้ จะปรากฏในพื้นจิตแห่งตนเมื่อมีความก้าวหน้าในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะเป็นอกุศลกิเลสที่หน่วงเหนี่ยวไม่ให้เจริญก้าวหน้าในวิปัสสนาต่อไป เสียเวลาตามกลับไปแก้ไขอีก กับวิบากกรรมที่เกิดขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ความประพฤติการกระทำใดๆ ของตน ไม่มีใครรู้ดีได้เท่ากับตัวผู้กระทำเองเลย ทุกอย่างแก้ไขที่ตัวเราเองเท่านั้น เพื่อความหลุดพ้นอย่างแท้จริง ให้พิจารณาแนวทางประพฤติปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ปฏิปทา ๔” ดังนี้

 

 

“ปฏิปทา ๔” หมายถึง แนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ได้แก่  

(๑) “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า “พระจักขุบาล” อาจเป็นตัวอย่างในข้อนี้ได้  

(๒) “ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น แต่มีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียก “พระมหาโมคคัลลานะ” เป็นตัวอย่าง  

(๓) “สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” (สุขโสมนัส) เนื่องจาก“ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือเจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต แต่มีอินทรีย์อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า  

(๔) “สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้ไว เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” (สุขโสมนัส) เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือเจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔”  อันเป็นสุขประณีต อีกทั้งมีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียก “พระสารีบุตร” เป็นตัวอย่าง

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น ในการที่จะบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ได้นั้น มักเป็นข้อ ๑ คือ “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา) นั่นคือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ไม่ว่าจะเป็น (๑) “สมถภาวนา” หรือ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” ก็ตาม เพราะฉะนั้น การอุบัติเกิดขึ้นของพระอรหันต์ในพระธรรมวินัยนี้ จึงมีได้ยากมาก เปรียบเทียบได้กับ “เอาปลายนิ้วแห้งๆ จิ้มลงบนพื้นทรายที่แห้งๆ เช่นกัน จำนวนเม็ดทรายที่ติดปลายนิ้วขึ้นมานั้น คือ โอกาสแห่งคุณอันใหญ่ (โลกุตตรธรรม) ที่เกิดเป็นพระอรหันต์ในพระสัทธรรมนี้” กล่าวโดยสรุป การรักษาประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่สุด และรู้ผลได้ช้า เพราะผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ อย่างเข้มงวดเป็นอย่างดีเลิศ จึงรอดพ้นจากบ่วงมารทั้งหลายได้จริง “พระอรหันตขีณาสพ” จึงถือว่าเป็น “ยอดคนแห่งโสภณบุรุษในมวลมนุษยชาติทั้งหลายอย่างแท้จริง” ที่จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่จะอุบัติเกิดขึ้นมนุษยโลก อันคำกล่าวที่สมจริง ดังนั้น ผู้ที่ถือว่าเป็น “พุทธบริษัท” จึงเป็นบุคคลที่มีโอกาสดีที่สุดในชีวิต ดีกว่าชีวิตนับล้านๆ ชีวิตที่หลงทางใน “สงสารวัฏ” ที่มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด เพราะความไม่รู้จริงในพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย

 

 

ด้วยเหตุนี้ ในการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรหลงลืมคำสอนของพระศาสดา ซึ่งต้องน้อมนำมาใส่ใจเพื่อปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่ไปคิดสร้างคำสอนของพระศาสดาขึ้นมาใหม่ เพื่อประกอบประโยชน์ของตน จนกลายเป็นเรื่องหลอกลวง ที่เรียกว่า “พระสัทธรรมปลอม” เพราะ “ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของอธิคมธรรมตามคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” มีจริง แต่อย่าไปหลงงมงายใน “ฤทธิ์ปาฏิหาริย์” เหล่านั้น จนทำให้หลงทางในสิ่งที่ผิด “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด ให้ทำความเข้าใจว่า “รรมวิเศษเหล่านั้นเป็นจริง” ไม่ใช่สรณะที่พึ่งของชีวิต และย่อมเป็นได้เพียงเครื่องมือที่เป็นทางแห่งความหลุดพ้นสิ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย คือ มีปัญญาที่ประกอบด้วย “โยนิโสมนสิการ” ในขั้นของการเจริญวิปัสสนาภาวนา โดยไม่วิปริตจากความเป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ” ถ้ามีความนึกคิดที่มโนภาพผิดไปจากแนวทางนี้ ย่อมไม่เป็นจริงตามอันควร แต่เป็นเรื่องความคิดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงโดยปรมัตถ์ ไม่ตรงตามสิ่งที่ปรากฏจริงในธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม–สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ” คือ “ปรมัตถสัจจะ” (ปรมัตถ์) ฉะนั้น ความจริงโดยปรมัตถ์โดยธรรมชาติของความเป็นจริงนี้ ย่อมกลายเป็นธรรมเครื่องขัดแย้งกับ “กิเลสตัณหา–กิเลสอาสวะ” (ธรรมเครื่องทำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว ไม่สามารถเข้าถึงความดีกุศลได้) ทั้งหลายของมนุษย์โลก ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘”  คือ ธรรมดาของโลก เรื่องของโลกความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ๑ ได้แก่ “มีลาภ–มียศ–มีสรรเสริญ–มีสุข” หมายถึง “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา ฝ่ายหนึ่ง และในอีกฝ่ายหนึ่ง ก็อยู่ในสภาวะที่ “เสื่อมลาภ–เสื่อมยศ–มีนินทา–มีทุกข์” หมายถึง “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา  ฉะนั้น ภาวะความหลุดพ้นจากกิเลสอกุศลทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ในขณะจิตมีการพัฒนาตนถึงขั้น “จตุตถฌาน” ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงด้วย “สมาธิ” และ “ปัญญาในสมาธิ” (สมถพละ–เจโตวิมุตติ) ที่สัมปยุตต์ด้วยปัญญาในข้อ ๗ ของ “วิสุทธิ ๗” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ (ปัญญาในวิปัสสนา: วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ) คือ “ความรู้ในอริยมรรค ๔” หรือ “มรรคญาณ” อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อ “อริมรรค” (มรรคจิต) แต่ละขั้นได้เกิดแล้ว “ผลจิต” แต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆฉะนั้น “ความเป็นอริยบุคคล” (โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์) ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุ “ผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ” หรือ “ไตรสิกขา” หรือ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

ฉะนั้น ยังมีปัจจัยที่นอกเหนือจาก “ความเป็นเลิศ–Excellence –ความสมบูรณ์แบบ–Perfection –ความถูกต้อง–Accuracy –ความเชื่อถือได้–Reliability” คือ “ความละเอียดประณีตในการมนสิการกรรมฐานในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” (Delicateness) ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ”  ที่ประกอบด้วยองค์ความรู้ คือ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิด “ปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง” (ยถาภูตญาณทัสสนะ–สัมโพธะ) ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) รวมทั้ง “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา–กฎแห่งกรรมของสัตว์” จนรวมถึง “ไตรลักษณ์” หมายถึง (๑) “สามัญลักษณะ–ลักษณะสากล: Universality” คือ ลักษณะที่เป็นสามัญ นั่นคือ ร่วมกันหรือเสมอกัน ที่เป็นธรรมที่คู่กับ “ปัจจัตตลักษณะ–ลักษณะเฉพาะ: Uniqueness” และ (๒) ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยแต่งขึ้น โดยมีใจ (วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก) หรือเจตนาปรุงแต่งกรรมให้เกิดขึ้น (องค์แห่งปัจจัย ๑๒ อย่างในปฏิจจสมุปบาท รวมทั้ง “ปัจจัย ๒๔” แห่งปัจจยาการ) ได้แก่ สภาพที่เกิดแต่เหตุทั้งปวง ฉะนั้น ในการทำ “โยนิโสมนสิการ” ตามขั้นตอนนี้ จะประกอบด้วย ๔ ลำดับ เพื่อไม่ให้เกิดความนึกคิดโดยวิปริต คือ การพิจารณา การตามพิจารณา การรำพึง การใคร่ครวญ การใส่ใจ อนุโลมในของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้

 

(๑) มนสิการตามแนว “อนิจจลักษณะ” ในนามรูปด้วยปัญญาว่า: สิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง

(๒) มนสิการตามแนว “ทุกขลักษณะ” ในนามรูปด้วยปัญญาว่า: สิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์

(๓) มนสิการตามแนว “อนัตตลักษณะ” ในนามรูปด้วยปัญญาว่า: สิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา

(๔) มนสิการตามแนว “อสุภสัญญา” ในนามรูปด้วยปัญญาว่า: สิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม

 

 

“สัญญา ๑๐” หมายถึง ความกำหนดหมาย สิ่งที่ควรกำหนดหมายไว้ในใจหรือแนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน ได้แก่

(๑) “อนิจจสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร

(๒) “อนัตตสัญญา” คือ กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง

(๓) “อสุภสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย

(๔) “อาทีนวสัญญา” คือ กำหนดหมายโทษแห่งกาย คือ มีอาพาธต่างๆ

(๕) “ปหานสัญญา” คือ กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม

(๖) “วิราคสัญญา” คือ กำหนดหมายวิราคะ คือ “อริยมรรค” ว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต

(๗) “นิโรธสัญญา” คือ กำหนดหมายนิโรธ คือ “อริยผล” ว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต

(๘) “สัพพโลเก อนภิรตสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง

(๙) “สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง

(๑๐) “อานาปานัสสติ” คือ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก

 

 

กล่าวโดยสรุป ตามนัยของขั้นตอนนี้ เมื่อจิตได้วิวัฒน์ไปสู่ภูมิแห่ง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” (จิตประภัสสร: อุบกขา–เอกัคคตา = อัปปนาสมาธิ คือ เป็นปัญญาสมาธิในวิปัสสนาต่อไป ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” หรือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ”) ที่สมบูรณ์ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมสามารถน้อมนำจิตไปสู่การพิจารณาธรรมอันเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานในขณะได้ ซึ่งประกอบด้วย ๓ ขั้นตอนใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมายคือมรรคผลนิพพาน ๑๖ อย่าง ดังนี้

 

 

(๑) ก่อนวิปัสสนาญาณ:

๑. “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป

๒. “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป

๓. “สัมมสนญาณ” คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

 

(๒) วิปัสสนาญาณ ๙:

๔. “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

๕. “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

๖. “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

๗. “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

๘. “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

๙. “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

๑๐. “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

๑๑. “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

๑๒. “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

(๓) เหนือวิปัสสนาญาณ:

๑๓. “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร คือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน

๑๔. “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค

๑๕. “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล

๑๖. “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณที่พิจารณาทบทวน

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ คือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่เกี่ยวข้องกับ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” โดยพิจารณาให้เห็นความสัมพันธ์อย่างแท้จริง เพื่อให้เห็นภาพรวมที่องค์รวมแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี ดังนี้

 

(๑) ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ คือ ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ (ทุกขอริยสัจจ์)

๑. “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป

 

(๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย (อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒–กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของสัตว์) คือ ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ (ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์)

๒. “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป

 

(๓) ไตรลักษณ์ คือ ขั้นกำหนดนิโรธสัจจ์ (ทุกขนิโรธอริยสัจจ์)

๓. “สัมมสนญาณ” คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

๔. “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

๕. “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

๖. “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

๗. “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

๘. “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

๙. “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

๑๐. “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

๑๑. “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

๑๒. “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

(๔) อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔–ญาณ ๓ (สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ) คือ ขั้นกำหนดมรรคสัจจ์ (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์)

๑๓. “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ หัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน

๑๔. “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค

๑๕. “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล

๑๖. “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณที่พิจารณาทบทวน

 

 

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ในการปฏิบัติธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดประณีต ซึ่งเป็นเรื่องพึงสำรวมระวัง ที่เรียกว่า “สังวร ๕” (Restraint) เป็นเหลักใหญ่โดยมีพื้นฐานสำคัญเริ่มด้วย “สังวรศีล” หมายถึง ศีลคือสังวร ความสำรวมเป็นศีล ดังนี้

 

 

“สังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม–ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล ได้แก่  

(๑) “ปาฏิโมกขสังวร” คือ สำรวมในปาฏิโมกข์ นั่นคือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์  

(๒) “สติสังวร” คือ สำรวมด้วยสติ นั่นคือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น = อินทรียสังวร

(๓) “ญาณสังวร” คือ สำรวมด้วยญาณ นั่นคือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ = ปัจจัยปัจจเวกขณ์

(๔) “ขันติสังวร” คือ สำรวมด้วยขันติ นั่นคือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ

(๕) “วิริยสังวร” คือ สำรวมด้วยความเพียร นั่นคือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” = อาชีวปาริสุทธิ

 

 

ในอันดับถัดไป คือ ความมุ่งมั่นที่แก่กล้าอย่างแท้จริง โดยพิจารณาไปตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดแรงกำลังใจหรือขวัญกำลังใจที่บริสุทธิ์ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในกาลข้างหน้าได้ เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ดังนี้

 

 

“อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่  

(๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา

(๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

 

ในขั้นถัดไป คือ การพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจให้เกิดความงดงามใฝ่ใสกุศล ที่เรียกว่า “สัทธรรม ๗” ดังนี้

 

 

“สัทธรรม ๗” หมายถึง ธรรมที่ดี–ธรรมที่แท้–ธรรมของคนดี–ธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ มีความเชื่อประกอบด้วยเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ

(๒) “หิริ” คือ มีความละอายต่อบาป

(๓) “โอตตัปปะ” คือ มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป

(๔) “พาหุสัจจะ” คือ มีความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก

(๕) “วิริยารัมภะ” คือ มีความเพียรอันปรารภแล้ว

(๖) “สติ” คือ มีสติมั่นคง ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่

(๗) “ปัญญา” คือ มีความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้วินิจฉัย และ รู้ที่จะจัดการ

 

 

ฉะนั้น การพัฒนาวิวัฒน์ตนไปสู่การเป็นคนดีจึงเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเช่นกัน คือ ละเว้นการทำชั่วทั้งปวง มีความถึงพร้อมด้วยการทำดี และต้องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย เพื่อให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “ฌาน ๔” ซึ่งประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” (สัมมัปปธาน ๔–สติปัฏฐาน ๔–ฌาน ๔) ดังนี้

 

 

“ญาณในธรรมที่อันตรายและอุปการะแก่สมาธิ”

(๑) “เนกขัมมะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “กามฉันทะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๒) “อัพยาบาท” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “พยาบาท” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๓) “อาโลกสัญญา” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “ถีนมิทธะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๔) “อวิกเขปะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อุทธัจจะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๕) “ธรรมววัตถาน” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “วิจิกิจฉา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๖) “ญาณ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อวิชชา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๗) “ปราโมทย์” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อรติ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อกุศลธรรมทั้งปวง” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

 

 

“ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “กุศลฌาน–จตุกกนัย” [ฌานพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อนฌานอื่นๆ]โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน แต่ก็ควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป และควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 319–320 FILE 78) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา (มรรคมีองค์ ๘) เพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก (ปราศจากนิวรณ์) อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานทีมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นไปในภายใน [เป็นของภายในเฉพาะตน] เป็นธรรมชาติผ่องใส [ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว] เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  [ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก [ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ = วิตก] ไม่มีวิจาร  [ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาอารมณ์ ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์อยู่เนืองๆ = วิจาร] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ  [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้] อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเขกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อรวม (๑)  “สีลสัมปทา–สังวร ๕” (๒) “อปัณณกปฏิปทา ๓” (๓) “สัทธรรม ๗” และ (๔) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” เข้าด้วยแล้ว เรียกว่า “จรณะ ๑๕” หมายถึง เครื่องดำเนิน ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา นั่นคือ “วิชชา ๓–วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ นั่นเอง อันเป็นบาทฐานสำคัญในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” จนรวมถึง “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘” (ปัญญา ๑๐) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ใน “การมนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ” เพื่อให้เกิด “ปัญญา–ญาณ” จากภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ดังนี้

 

 

“วิชชา ๓–ญาณ ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่  

(๑)  “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ 

(๒)“จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  

(๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ “ความตรัสรู้–โลกุตตรญาณ” เกิดต่อจาก “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกุตตรญาณ]

 

 

“วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑)  “วิปัสสนาญาณ” คือ ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา นั่นคือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน

(๒)“มโนมยิทธิ” คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ นั่นคือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้หรือแปลงร่างใหม่ได้  

(๓) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” คือ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ นิรมิตกายหลายคน ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น

(๔) “ทิพพโสต” คือ หูทิพย์ ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา

(๕) “เจโตปริยญาณ” คือ ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้ ญาณที่ให้ทายใจรู้ใจความนึกคิดคนอื่นได้

(๖)  “ปุพเพนิวาสานุสสติ” คือ ระลึกชาติได้  ปัญญารู้ทั้งอดีตและอนาคต

(๗) “ทิพพจักขุ” คือ ตาทิพย์  จักษุทิพย์ [จุตูปปาตญาณ] คือ ดูอะไรเห็นได้หมด

(๘) “อาสวักขยญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ = “โลกุตตรญาณ”

 

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เมื่อละนิจจสัญญาได้

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เมื่อละสุขสัญญาได้

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เมื่อละอัตตสัญญาได้

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เมื่อละความพอใจได้

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เมื่อละราคะได้

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ เมื่อละสมุทัยได้

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อละความยึดถือได้

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป เมื่อละฆนสัญญาได้

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย เมื่อละนิมิตได้

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง เมื่อละปณิธิได้

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า เมื่อละอภินิเวสได้

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ เมื่อละอาลยาภินิเวสได้

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง เมื่อละอัปปฏิสังขะได้

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป เมื่อละสังโยคาภินิเวสได้

 

 เมื่อข้ามโคตรจากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล ด้วยการเจริญวิปัสสนาในอริยมรรคทั้ง ๔ ดังนี้

(๑) เมื่อเจริญ “โสดาปัตติมรรค” ย่อมละกิเลสที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับทิฏฐิได้

(๒) เมื่อเจริญ “สกทาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างหยาบเสียได้

(๓) เมื่อเจริญ “อนาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างละเอียดได้

(๔) เมื่อเจริญ “อรหัตตมรรค” ย่อมละกิเลสทั้งหมดได้ 

 

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

 

 

อย่างไรก็ตาม “โลกุตตรธรรม” ที่เป็น “เอกายนมรรค” (ทางอันเอก) หมายถึง ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และ บรรลุนิพพาน นั่นคือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องไม่มองข้ามความสำคัญไป เพราะเป็นธรรมเครื่องสนับสนุนความสำเร็จทั้งฝ่ายสมถภาวนาและฝ่ายวิปัสสนาภาวนา และโดยภาพรวมนั้น ยังสนับสนุนอริยมรรคด้วย ดังนี้

 

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมายถึง ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ หรือสนับสนุนอริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาถึง “มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน” ดังนี้

 

 

“อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

เพราะฉะนั้น “อริยบุคคล ๔” จึงหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐด้วยอริยมรรคและอริยผล ได้แก่ (๑) พระโสดาบัน (๒) พระสกทาคามี (๓) พระอนาคามี (๔) พระอรหันต์ ตามลำดับ และลำดับอันเป็นปรมัตถประโยชน์ คือ “พระอรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “สัมมาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นชอบ ชื่อว่า “อเสขธรรม” หรือ “วิมุตตานุตตริยะ” คือ ความหลุดพ้นอันเยี่ยมจากกิเลสและกองทุกข์ นั่นคือ “นิพพาน ๒” ดังนี้

 

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ อันเป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล” หมายถึง บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่ ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ “พระเสขะ” คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ที่ยังต้องเจริญไตรสิกขาอีก ยกเว้น “พระอรหันต์”

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง “พระอรหันต์สิ้นชีวิต” เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” หรือ “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] คือ บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ “พระอรหันต์” ผู้บรรลุถึง “อริยสัจจภาวะแห่งสันติบทในนิพพานธาตุหรืออมตธาตุ” อย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หลังจากพระมหาบุรุษทรงเลือกเป็นที่บำเพ็ญเพียร ในตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้นานถึง ๖ ปี ทรงปฏิเสธ “ที่สุด ๒ อย่าง” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาดไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ (๑)  “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงเจริญด้วย “เนกขัมมวิตกภาวนา” ด้วยการเสด็จออกบรรพชาหรือออกบวช หลังจากทอดพระเนตรเห็น “นิมิต ๔” คือ เทวทูตของยมเทพทั้ง ๓ ที่เป็นสื่อแจ้งข่าวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิต มิให้มีความประมาท เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตม มีพระมหากุศลเจตนาเสด็จออกบรรพชาในตอนนั้น ได้แก่ “คนแก่–คนเจ็บ–คนตาย” คือ “เทวทูต ๓” และรวม “สมณะ” อีกนิมิตหนึ่ง และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า หรือการทรมานตนให้ลำบากเปล่า พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจเลือกทดลองบำเพ็ญเพียรทำ “ทุกรกิริยา” เสร็จแล้ว ทรงพิจาณาไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการว่า ไม่สมเหตุผลที่จะสามารถบรรลุอริยมรรคได้จริง พระพุทธองค์ทางอุปมากับ “ท่อนฟืนเปียกกับแห้ง” ในการกำจัดราคะ และเปลี่ยนมาทรงดำเนินใน “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยยึดหลัก “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” โดยเจริญด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็นชอบที่เป็นทั้ง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–และ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่

๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ”

 

จนกระทั้งพระพุทธองค์ได้ปฏิญาณตนว่าตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แปว่า “ปัญญาหยั่งรู้ตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม” หลังจากพระพุทธองค์ได้เจริญ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (“ญาณ ๓ = สัจจญาณ–กิจญาณ–กตญาณ” ปริวัฏฏ์รอบใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔ = ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” จำนวน ๓ รอบ เรียกว่า “มีอาการ ๑๒” หรือ “ปัจจเวกขณญาณ” อันเป็นญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ = ปัญญาจักขุ) ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ สถานที่แห่งนี้ ในตำบลอุรุเวลา ในขณะเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ “อาสวักขยญาณ” ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้ ตัวอย่างในยุคร่วมสมัย

 

 

 

“ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน (ให้เปรีบเทียบกับ นิโรธ ๕) เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อรวมแล้วจะเกิด “ญาณทัสสนะ ๑๙ ประเภท” หรือ “ปัจจเวกขณวิถี ๑๙ ประการ” โดยใช้ปัญญาหยั่งรู้และญาณทัสสนะทบทวนใน “มรรควิถี ๔–อริยมรรค ๔–มรรค ๔–มรรคญาณ” กับ “สามัญผล ๔–ผล ๔–ผลญาณ” เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ ได้แก่

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

 ๑๙      ประการ

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนภายใน “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น ให้พิจารณาถึง “ญาณ ๓” อีกชุดหนึ่ง ดังนี้

 

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่   

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้มาก

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว  

 

“ญาณ ๓” ในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือ ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ) “ปริวัฏฏ์ ๓” หรือ “วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว ให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่า “รู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว” ได้แก่   

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา

 

 

ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้วางเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

 

(๑) “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต = “ปริญญา”

(๒) “สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป = “ปหานะ”

(๓) “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ = “สัจฉิกิริยา”

(๔) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา = “ภาวนา”  

 

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึง “อริยมรรค ๔” กับ “อริยผล ๔–สามัญผล ๔” แล้ว ญาณในวิปัสสนาที่เกิดขึ้นได้ในอันดับต่อไป เรียกว่า “อาสวักขยญาณ” จนถึง “นิพพาน ๒” (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) โดยพิจารณาจาก “อินทรีย์ ๓” ที่เรียกรวมว่า “อาการ ๖๔” (มรรค ๔–ผล ๔) ดังนี้

 

 

อาสวักขยญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1036–1040 FILE 68)

 

[๒๕๘] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็น “อาสวักขยญาณ”อย่างไร

 

“อินทรีย์ ๓” ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

 

“อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค ๑ “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล

 

(๑) โสดาปัตติมรรค

[๒๕๙] “ในขณะโสดาปัตติมรรค” ด้วยอรรถว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นั้น “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” นั้น

 

(๒) โสดาปัตติผล

[๒๖๐] “ในขณะโสดาปัตติผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๓) สกทาคามิมรรค

[๒๖๑] “ในขณะสกทาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๔) สกทาคามิผล

“ในขณะสกทาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๕) อนาคามิมรรค

“ในขณะอนาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๖) อนาคามิผล

“ในขณะอนาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

 (๗) อรหัตมรรค

“ในขณะอรหัตมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๘) อรหัตผล

[๒๖๒] “ในขณะอรหัตผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญาตาวินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตผล” นั้น “อัญญาตาวินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญาตาวินทรีย์” นั้น

 

“อินทรีย์ ๘” หมวดเหล่านี้ รวมเป็น “อาการ ๖๔” ด้วยประการฉะนี้

 

หมายเหตุ: ให้พิจารณาถึง “อินทรีย์ ๒๒” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ขันธ์ ๕–นามรูป” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นั่นเอง

 

 

กล่าวโดยสรุป นั่นคือ ในการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องสามารถลำดับแนวประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง และเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องในธรรมเช่นกัน โดยเฉพาะที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็นชอบที่เป็นทั้ง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” และ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่

 

(๑) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๒) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๓) “อริยมัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ” อันเป็นการเจริญภาวนาในการดับกิเลสทั้งหลาย

(๔) “อริยผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ” (ตามด้วยความตรัสรู้แห่งอาสวักขยญาณ)

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ” (โลกุตตรมรรค) นั่นคือ ความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยความตรัสรู้ “สัมมาสัมโพธิญาณ” ซึ่ง “อมตธาตุแห่งพระนิพพาน” (อรหัตตผลวิมุตติ = สัมมาวิมุตติ)

 

 

ฉะนั้น แนวทางปฏิบัติให้บรรลุถึงความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายในพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า (๑) “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา) คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า นั่นคือ บุคคลใดย่อมบรรลุฌาน เพราะปฏิบัติลำบากและรู้ได้ช้า “ฌาน” นั้นของบุคคลนั้น เรียกว่า “ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” ซึ่งเป็น “ปฏิปทา” (การเจริญฌานตั้งแต่เริ่มตั้งใจครั้งแรก จนถึงอุปจารแห่งฌานนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไป) และ “อภิญญา” (ปัญญาที่ดำเนินไปตั้งแต่อุปจาร จนถึงอัปปนา) ของบุคคลมีกิเลสกล้า มีอินทรีย์อ่อน (๒) ส่วนปฏิปทาและอภิญญาของผู้มีอินทรีย์กล้าก็เป็น “ขิปปาภิญญา” (รู้ได้เร็ว) (๓) ปฏิปทาและอภิญญาของบุคคลผู้มีกิเลสอ่อน อินทรีย์อ่อนก็เป็น “สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” (สุขาปฏิปทา = ปฏิบัติสะดวก) (๔) ส่วนปฏิปทาและอภิญญาของบุคคลผู้มีอินทรีย์กล้าก็เป็น “ขิปปาภิญญา”

 

 

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบประเภทแห่งปฏิปทาและอภิญญาเหล่านั้นด้วย “อำนาจแห่งตัณหาและอวิชชา” และด้วย  “อำนาจแห่งการบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา” ด้วยเหตุนี้ (๑) ปฏิปทาของบุคคลผู้ถูก “ตัณหา” ครอบงำแล้ว เป็น “ทุกขาปฏิปทา” (๒) ปฏิปทาของผู้ไม่ถูก “ตัณหา” ครอบงำแล้ว เป็น “สุขาปฏิปทา” และ (๓) ปฏิปทาของบุคคลผู้ถูก “อวิชชา” ครอบงำแล้ว เป็น “ทุกขาภิญญา” (๔) ปฏิปทาของผู้ไม่ถูก “อวิชชา” ครอบงำแล้วเป็น “ขิปปาภิญญา” อนึ่ง (๑) บุคคลใดไม่สร้าง “ความดี” ในสมถะไว้ ปฏิปทาของบุคคลนั้นเป็น “ทุกขาปฏิปทา” (๒) ปฏิปทาของบุคคลผู้สร้าง “ความดี” ในสมถะไว้ เป็น “สุขาปฏิปทา” (๓) บุคคลใดไม่ทำ “อธิการ” (คุณความดีสำคัญที่ได้บำเพ็ญมา) ไว้ในวิปัสสนา ปฏิปทาของบุคคลนั้นเป็น “ทันธาภิญญา” (๔) ปฏิปทาของผู้ทำ “อธิการ” ไว้ในวิปัสสนาเป็น “ขิปปาภิญญา”

 

 

อย่างไรก็ตาม พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายปฏิปทา ที่เรียกว่า “ปฏิปทา ๔” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 195–196 FILE 15) ดังนี้  

(๑) “ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้านี้ นับเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะประการทั้ง ๒ คือ เพราะปฏิบัติลำบากและเพราะรู้ได้ช้า

(๒) “ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะปฏิบัติลำบาก

(๓) “สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า” ฉะนั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวกแต่รู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาที่ทราม” เพราะรู้ได้ช้า

(๔) “สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา” คือ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว” ฉะนั้น ส่วนปฏิปทา ที่ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็น “ปฏิปทาประณีต” เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติสะดวก และเพราะรู้ได้เร็ว

 

 

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นธรรมอันเยี่ยมเกี่ยวคุณบทแห่งบุคคลผู้ที่สำเร็จในระดับต่างๆ แห่งความตรัสรู้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติประเภทใดก็ตามใน “ปฏิปทา ๔” นั้น ไม่ว่าจะเป็นไปตาม (๑) อำนาจแห่งกิเลสและอินทรีย์ (๒) อำนาจแห่งตัณหาและอวิชชา หรือ (๓) อำนาจแห่งการบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา (วิโมกข์ ๘) ก็ตาม ที่เรียกว่า “อริยบุคคล ๗” ดังนี้  

 

 

“อริยบุคคล ๗” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุคคลบัญญัติ โดยเรียงจากสูงลงมา (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 195 FILE 15) ได้แก่

(๑) “อุภโตภาควิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน นั่นคือ ท่านที่ได้สัมผัส “วิโมกข์ ๘” ด้วยกาย และสิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอรหันต์” ผู้ได้ “เจโตวิมุตติ” ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ “ปัญญาวิมุตติ”

(๒) “ปัญญาวิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา นั่นคือ ท่านที่มิได้สัมผัส “วิโมกข์ ๘” ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอรหันต์” ผู้ได้ “ปัญญาวิมุตติ” ก็สำเร็จเลยทีเดียว

(๓) “กายสักขี” คือ ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือ ผู้ประจักษ์กับตัว นั่นคือ ท่านที่ได้สัมผัส “วิโมกข์ ๘” ด้วยกาย และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอริยบุคคล” ผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มี “สมาธินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ

(๔) “ทิฏฐิปปัตตะ” คือ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ นั่นคือ ท่านที่เข้าใจ “อริยสัจจธรรม” ถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอริยบุคคล” ผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มี “ปัญญินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ  

(๕) “สัทธาวิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา นั่นคือ ท่านที่เข้าใจ “อริยสัจจธรรม” ถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มี “ศรัทธา” เป็นตัวนำ หมายเอา “พระอริยบุคคล” ผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มี “สัทธินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ

(๖) “ธัมมานุสารี” คือ ผู้แล่นไปตามธรรม หรือ ผู้แล่นตามไปด้วย “ธรรม” นั่นคือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ “โสดาปัตติผล” ที่มี “ปัญญินทรีย์” แก่กล้า อบรม “อริยมรรค” โดยมี “ปัญญา” เป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็น “ทิฏฐิปปัตตะ”

(๗) “สัทธานุสารี” คือ ผู้แล่นไปตามศรัทธา หรือ ผู้แล่นตามไปด้วย “ศรัทธา” นั่นคือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ “โสดาปัตติผล” ที่มี “สัทธินทรีย์” แก่กล้า อบรม “อริยมรรค” โดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็น “สัทธาวิมุต”  

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ “วิโมกข์ ๘” ดียิ่งขึ้น อันเป็นฝ่ายสมถภาวนา (รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔) ซึ่งมีความเกี่ยวกับ “โยนิโสมนสิการ” ใน ๔ อาการ ได้แก่ (๑) เห็นความไม่เที่ยง เป็น “อนิจจสัญญา”  (๒) เห็นความทุกข์ เป็น “ทุกขสัญญา” (๓) เห็นความไม่ใช่ตัวตน เป็น “อนัตตสัญญา” และ (๔) เห็นความไม่งาม เป็น “อสุภสัญญา” ตามลำดับ ดังนี้

 

 

“วิโมกข์ ๘” หมายถึง ความหลุดพ้น–ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวหรือปลอดตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน “ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘” ได้แก่

(๑)  “วิโมกข์ที่ ๑” คือ โยคาวจรบุคคล [ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา] ผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมใน “รูปภายใน” ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ได้แก่ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณที่กำหนดวัตถุในกายของตน เช่น สีผม

(๒)“วิโมกข์ที่ ๒” คือ โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมใน “รูปภายนอก” ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก ได้แก่ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก

(๓) “วิโมกข์ที่ ๓” คือ โยคาวจรบุคคลเป็นผู้น้อมจิตไปว่า “งามแท้” ได้แก่ ฌานของผู้เจริญวรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือ เจริญอัปปมัญญา

(๔) “วิโมกข์ที่ ๔” คือ โยคาวจรบุคคลก้าวล่วง “รูปสัญญา” โดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่ง “ปฏิฆสัญญา” [สัญญาที่เกิดขึ้นด้วยการกระทบกันระหว่าง “อารมณ์ ๕” กับ “อินทรีย์ ๕” ได้แก่ รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา]  เพราะไม่มนสิการซึ่ง “นานัตตสัญญา” (ความสำคัญสภาวะเป็นต่าง ๆ กัน อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต) โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ “อากาสานัญจายตนฌาน” โดยบริกรรมว่า “อากาศไม่มีที่สุด” 

(๕) “วิโมกข์ที่ ๕” คือ โยคาวจรบุคคลก้าวล่วง “อากาสานัญจายตนะ” โดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ “วิญญาณัญจายตนฌาน” โดยบริกรรมว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด–วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๖)  “วิโมกข์ที่ ๖” คือ โยคาวจรบุคคลเพราะก้าวล่วง “วิญญาณัญจายตนะ” โดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ “อากิญจัญญายตฌาน” โดยบริกรรมว่า “วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี–ไม่มีอะไรเลย ”

(๗) “วิโมกข์ที่ ๗” คือ โยคาวจรบุคคลก้าวล่วง “อากิญจัญญายตนะ” โดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน–เนวสัญญานาสัญญายตนะ”

(๘) “วิโมกข์ที่ ๘” คือ โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงเสียซึ่ง “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” โดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ “สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ” อยู่ [สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อยู่”]  

 

 

ฉะนั้น แนวทางปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุถึงความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวงนั้น ต้องเกิดขึ้นจากบาทฐานที่ถูกต้องที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ” คือ “คิดถูกต้องและทำถูกต้อง” อันเป็นการสร้างกุศลกรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นในฝ่าย “สมถภาวนา” (ปัญญาในสมาธิ) หรือปัญญาที่เกิดขึ้นในฝ่าย “วิปัสสนาภาวนา” (ปัญญาในวิปัสสนา) ก็ตาม และอย่าเข้าใจผิดว่า: “มาปฏิบัติธรรมแล้วทำให้ร่ำรวยมั่งคั่งไพบูลย์ด้วยทรัพย์สิน” ซึ่งเป็นเรื่อง “การพอกพูนกิเลสตัณหา” เป็นเรื่องของชาวโลกผู้หลงงมงายในฝ่าย “วัตถุนิยม” (Materialism) และ “บริโภคนิยม” (Consumerism) คือ “พวกกิเลสหนา” (ปัญญาควาย) เพราะหลงใหลอย่างไม่มีสติ “อวิชชา–ตัณหา” (มูล ๒) อันนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” ยิ่งมีครอบครองมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความทุกข์เดือดร้อนมากเท่านั้น ในโลกนี้ ไม่พวกเศรษฐีคนไหนนอนตาหลับสบาย เป็นสุขเกษมจากนิวรณ์หรือโยคธรรมทั้งหลาย มีแต่ความกังวลวิตกจริตในทรัพย์สินและชื่อเสียงที่ตนมีอยู่อย่างปลอมๆ คือ “หลอกตัวเอง” (หลงผิด) สำหรับหลักในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนานั้น คือ การสลัดทิ้งในบรรดาเครื่องยึดเหนี่ยวอันเกาะเกี่ยวกับ (๑) “กิเลส” (๒) “กรรม” และ (๓) “วิบาก” ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” (The Triple Round) นั่นเอง

 

 

“วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” หมายถึง องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร–สังสารจักร” ได้แก่  

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน”

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ประกอบด้วย “สังขาร–และ–กรรมภพ”

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ประกอบด้วย “วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา” ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรา–มรณะ” และตามด้วย “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส”    

 

 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่อง “การขัดเกลากิเลส” ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจอย่างถาวร ที่เรียกว่า “สัลเลขธรรม” หมายถึง ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งหลาย ด้วย “คุณ ๕ ประการ” ได้แก่ (๑) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย (๒) สันตุฏฐี–ปวิเวก–ความสันโดษ [ความสงัด] (๓) วิราคะ–วิสังโยค–อปจยะ–ความขัดเกลากิเลส [ความคลายกำหนัด–ความไม่ประกอบทุกข์–ความไม่พอกพูนกิเลส] (๔) สุภรตา–ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย และ (๕) วิริยารัมภะ–การปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วย ศีล ปัญญา วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้สอน แนะให้เข้าใจชี้ชวนพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 347 FILE 18: ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา) สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:  

 

ดูก่อนอานนท์ ก็แลกถานี้นั้นเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สะดวกแก่การเปิดเผยจิต (ออกจากกิเลส) เป็นไปพร้อม (๑) เพื่อ “เอกันตนิพพิทา” คือ ความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว (๒) เพื่อ “วิราคะ” คือ การสำรอกกิเลส (๓) เพื่อ “นิโรธะ” คือ การดับกิเลส (๔) เพื่อ “อุปสมะ” คือ การสงบระงับกิเลส (๕) เพื่อ “อภิญญา” คือ ปัญญาอันยิ่ง (๖) เพื่อ “สัมโพธะ” คือ การตรัสสู้ (๗) เพื่อ “พระนิพพาน” คือ ความดับสนิทแห่งกิเลส (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 233 FILE 17: ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗ ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดา)

 

 

เพราะฉะนั้น แนวทางประพฤติปฏิบัติที่อยู่นอกเหนือจาก “สัลเลขธรรม” ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่คำสอนของพระศาสดาที่แท้จริง เป็นการบิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีจุดประสงค์ในแสวงหา “ธรรมที่ทำให้หลุดพ้นอยู่เหนือโลกวิสัย” (วิวัฏฏะ) ไม่ใช่ “จมปรักอยู่กับโลก” การที่มนุษย์มาเกิดบนโลกนี้ เพราะมี “กิเลสแห่งอวิชชาตัณหา” เป็นตัวกำหนดแดนเกิดของตน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้ถือปฏิบัติธรรมตามแนวทาง “มัชฌิมาปฏิปทา” เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง ไม่ใช่การเสวยสุขอยู่บนโลกนี้ต่อไป “การปฏิบัติธรรมทำให้รวยจึงไม่เป็นความจริง” แต่ทำให้ “สุขใจด้วยกุศลกรรม จนมีปรีชาหยั่งรู้ด้วยปัญญาในสมาธิและปัญญาในวิปัสสนาที่จะดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง” พวกที่ชอบไปหลอกพระสงฆ์องคเจ้าทั้งหลายด้วยการเข้าวัดปฏิบัติว่าจะได้รวยกัน จึงเป็น “พวกบ้าเสียสติ” มิฉะนั้น ทั้งผู้ว่ามาบวชกับผู้แสวงหาโชค ก็เป็นบ้าทั้งคู่ จึงสมคู่กันแบบบ้าๆ พอๆ กัน เช่น พากันไปหาเลขเด็ด เป็นต้น พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการทำมาหากินที่สุจริต โดยเว้นจากสิ่งที่เป็นอกุศล ได้แก่ ไม่อยากได้ของผู้อื่นที่ไม่ควร ไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น และ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างความดีในการเจริญสมาธิภาวนา การสร้างอธิการในวิปัสสนา นั้น เป็นการสั่งสมบุญบารมีให้เกิดขึ้นในอนาคต ที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ “ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” (ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา) แต่เมื่อพอกพูนกุศลแห่งอริมรรคไปเรื่อยๆ ย่อมถึง “ปฏิปทาประณีต” ที่เรียกว่า “ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว” (สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา) ได้เช่นกัน ฉะนั้น ความเพียรความอดทนความมีปัญญา ๑ แม้จะให้ผลได้ช้า แต่มีความแน่นอนที่จะให้ผลคุ้มค่ากับการปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” บุคคลใดอดทนรอไม่ได้ ย่อมมีจิตที่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ด้วย “อกุศลมูล ๓: โลภะ–โทสะ–โมหะ” คือ รากเหง้าแห่งความชั่วทั้งหลาย เช่น การแย่งกันทำมาหากินในสังคมปัจจุบัน ที่ต้องฉลาดแกล้มโกง เพื่อสร้างฐานะให้มั่งคั่งกว่าคนอื่น เอาชนะกันทุกวิถีทาง ไม่ชอบอาชีพที่สุจริต เพราะรวยช้า แต่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ทำอาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์ให้มากที่สุด ไม่ขัดขวางการสร้างความดี คือ “การปฏิบัติธรรม” อันเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตที่แท้จริง “การปฏิบัติธรรม” จึงไม่ใช่เรื่องแสวงโชค ที่พวกอับปัญญาจำนวนมากมาเลือกปฏิบัติว่าจะทำให้รวยได้ เหมือนกับการทำบุญแล้วขอโชคให้รวย ที่เป็นเอารัดเอาเปรียบสวรรค์ (เบียดเบียนเทวดา) ที่ลงทุนน้อย แต่มีกิเลสตัณหาโลภมาก ทำบุญ ๑ บาท ขอถูกรางวัลที่ ๑ หรือ ขอเป็นเศรษฐีกับเขา เป็นต้น การทำบุญทำทาน การนั่งสมาธิ ทำให้สุขใจ ด้วยจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นๆ จากกิเลสเครื่องเศร้าหมองขุ่นมัว ไม่สุขทุกข์ไปกับกระแสสังคมโลกที่ประกอบด้วย “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” เป็นการแปรสภาพจาก “ปุถุชนสามัญ” ไปเป็น “อริยบุคคล” จนถึงขั้นสูงสุด คือ “พระอรหันต์” ได้จริง “บุคคลผู้มีคุณสมบัติแห่งพุทธะ” นั่นคือ “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน” ทุกคนมีสิทธิ์ทำได้เหมือนกันหมด ไม่แบ่งชั้นวรรณะอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดที่บรรยายเป็นเรื่องจริง ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4957693