๙๔. สมดุลยภาพแห่งธรรมทั้งปวง

        Equilibrium of the Truths 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1060

ความสำคัญของบทความ

 

ความเสมอกันแห่งธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็น “กุศลธรรม” คู่กับ “อกุศลธรรม” หรือ “โลกียธรรม” คู่กับ “โลกุตตรธรรม” ก็ตาม ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ แต่ละฝ่ายต่างสัมปยุตต์กัน โดยธรรมแต่ละอย่างต่างไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน ความเสมอกันระหว่างธรรมในแต่ระดับในหมวดเดียวกัน ย่อมเกิด “สมดุลยภาพแห่งธรรม” ที่เท่าเทียบกัน ที่เรียกว่า “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” คือ องค์ธรรมอันเป็นคู่ๆ ที่มีลักษณะเป็นคู่แห่งความสงบคู่กัน เช่น “โลกบาลธรรม” ได้แก่ “หิริ” และ “โอตตัปปะ” เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิด “ธรรมคุ้มครองโลก” หรือธรรมแห่งความสงบด้วยความเป็นกลาง คือ “อุเบกขา” ย่อมเกิดขึ้นใน “สมถภาวนา” เช่น “ฌานุเปกขา” [จตุตถฌาน] กับ “วิปัสสนาภาวนา” เช่น “สังขารุเปกขา” [ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร] เพราะในขั้นตอนของการตรัสรู้ [สัมโพธิ] นั้น ต้องมีความถึงพร้อมที่สมบูรณ์ใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” แต่ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ธรรมที่เป็น “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” กันนั้น ประกอบด้วยวิมุตติธรรม ๒ อย่าง ประการแรก คือ “เจโตวิมุตติ” [อธิจิตตสิกขา] โดยยึดมั่นเอา “อุเบกขา–เอกัคคตา” แห่งจตุตถฌาน โดยมีสมุฏฐานจาก “สมาธิ ๓” ได้แก่ (๑) “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ด้วยวิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยกำหนด “อนัตตลักษณะ” (๒) “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ด้วยวิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยกำหนด “อนิจจลักษณะ” (๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ด้วยวิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยกำหนด “ทุกขลักษณะ” กับ ประการหลัง คือ “ปัญญาวิมุตติ” [อธิปัญญาสิกขา] โดยยึดมั่นเอา “สังขารุเปกขาญาณ” แห่งวิปัสสนาญาณ ๙ โดยมีสมุฏฐานจาก “วิโมกข์ ๓” ได้แก่ (๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น โดยอาศัย “อนัตตานุปัสสนา” ถอน “อัตตาภินิเวส” (๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต โดยอาศัย “อนิจจานุปัสสนา” ถอน “วิปัลลาสนิมิต” (๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา โดยอาศัย “ทุกขานุปัสสนา” ถอน “ตัณหาปณิธิ” เพราะฉะนั้น ความเข้าใจในภาวะของนามรูปโดยไตรลักษณ์ ทำให้เกิดความนึกคิดวางเฉยเป็นกลางในอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ ที่เรียกว่า “อุเบกขา–ตัตรมัชฌัตตตา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดปัญญาเห็นธรรมที่ “เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป” หาแก่นสารไม่ได้ เจือคละไปด้วยทุกข์ที่แปรปรวนไม่สิ้นสุด จึงรู้เห็นแล้ว ก็เฉยไว้ดีกว่า ด้วยปัญญารู้เห็นว่า: “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ไม่ปลอดภัย อันตรายมากถึงชีวิต ไม่ใช่ธรรมที่เกษมจากโยคะกิเลสทั้งหลาย หนีจากมันดีกว่าด้วยแนวทางแห่ง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา: อริยมรรค ๔” [ไม่เชื่อก็ลองดู] ฉะนั้น “ความเสมอกันแห่งธรรมด้วยสมดุลยภาพ” นั้น ก็เป็นอีกมุมหนึ่งในความนึกคิดในใจที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนากรรมฐาน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดในทางสร้างสรรค์ภายในตน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๙๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – สมดุลยภาพแห่งธรรมทั้งปวง

 

ธรรมชาติของการดำรงชีวิตนั้น มนุษย์มี (๑) “ความฝันแห่งจินตนาการ” ที่ได้รับ (๒) “แรงดลบันดาลใจ” จาก (๓) “สิ่งแวดล้อม” เป็นสำคัญ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเกิดจากประสบการณ์ที่มนุษย์ได้จาก “การรับรู้–Acquisition” ซึมซับด้วยกระบวนการทางจิตภายในตน [โยนิโสมนสิการ] และ            “การเรียนรู้–Learning” [ปรโตโฆสะ] เพิ่มเติมในภายหลังจากสถาบันทางสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา เป็นต้น สภาวะที่เกิดขึ้นในสมองของมนุษย์นี้ เรียกว่า “กระบวนการสร้างความคิด” ซึ่งจะแสดงออกเป็น “กระบวนทัศน์–โลกทัศน์” นั่นคือ มุมมองที่มีต่อโลกและธรรมชาติตามกรอบความนึกคิดในใจ ได้แก่ ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ความคิดเห็น ค่านิยม ศาสนา ปรัชญา ขนบธรรมเนียม วิถีประชา ประเพณี กฎหมาย นิสัย อุปนิสัย อัธยาศัย ภาษา พฤติกรรม ทั้งหมดเรียกรวมกันว่า “วัฒนธรรม–Cultures” ฉะนั้น สิ่งที่เชื่อมระหว่าง “ความนึกคิด–Concepts” กับ “ภาษา–Lexicon” คือ “ความจริงแห่งสรรพสิ่ง–Significations” หรือ “ธรรมชาติ–Nature: สรรพสิ่ง–Reality หรือ สิ่งแวดล้อม–Environments” มนุษย์ทั่วไปคิด [วิถีจิต] และแสดงพฤติกรรม [กรรม ๓: กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม = สังขาร ๓: กายสังขาร–วจีสังขาร–มโนสังขาร] ออกมาตามความนึกคิดนั้นๆ เท่าที่จะสื่อความหมายได้ ที่เรียกว่า “อภิสังขาร ๓: เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม” ซึ่งจะทำหน้ากำหนดชั้นระดับคุณภาพของชีวิตและจิตใจตามสภาพเป็นจริงในขณะนั้นๆ ฉะนั้น ทั้ง “สังขาร ๓” กับ “อภิสังขาร ๓: ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำสัญเจตนาหรือเจตนาที่แต่งกรรม ๑ แต่อย่างไรก็ตาม สมองมนุษย์มีข้อจำกัดในการอธิบายหรือพรรณนาความจริงตามที่เป็นจริง เพราะอาศัยสื่อความหมายด้วย “ภาษา–ถ้อยคำ–Terms” [สมมติสัจจะ–นามบัญญัติ] ซึ่งไม่สามารถบรรยายความจริงได้อย่างครอบคลุมในทุกด้านของ “อรรถรส” [A Nuance of Language] นั้นๆ ได้ จึงเป็นการเปิดช่องโหว่ให้คิดในสิ่งที่ไม่เป็นจริงได้ตลอดเวลา เพื่อบอกว่ามันเป็นจริงตามนั้น ตามนัยทางพระพุทธศาสนานั้น มนุษย์ไม่ได้มีจิตที่บริสุทธิ์ เพราะการเกิดอุบัติของมนุษย์บนโลกนี้ ย่อมมี “เหตุมาจากความไม่บริสุทธิ์” [กิเลสที่กลุ้มรุมจิต] ทำให้ทำทั้ง “กรรมดีและกรรมชั่ว” ซึ่ง “ผลวิบากกรรม” นั้น กำหนดแดนเกิดในภพชาติต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด จึงเรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” นั่นเอง ทั้งหมดนี้ เกี่ยวข้องกับแนวคิดของ “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตา” [ภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน “ทำดีได้ดี–ทำชั่วได้ชั่ว”] ในข้อนี้ ต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นเรื่องที่จับต้องตัวไม่ได้ เป็นเรื่องของ “ปัญญา” ล้วนๆ และที่สำคัญ เป็นความจริง แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวนี้ ปุถุชนทั่วไปเข้าใจได้ยาก หรือไม่เชื่อเลยว่ามีจริง แต่ผู้ปฏิบัติธรรมมาอย่างถูกต้องนั้น สามารถเข้าใจได้ด้วยจิตที่เป็น “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วย “อภิญญา ” คือ ความรู้ยิ่งยวด–ความรู้ชัด กับ “ญาณ ๒” คือ ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ดังนี้

 

หมวดอภิญญา ๕

(๑) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

(๒) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

(๓) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้

(๔) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

(๕) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

หมวดญาณ ๒ 

(๑) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้

 

 

ในคราวนี้ ให้พิจารณาถึง คำว่า “สังขาร ๓–Volitions” [ตามนัยของสังขารในปฏิจจสมุปบาท] “อภิสังขาร ๓ –Activity” ดังนี้

 

“สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง–ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ–สัญเจตนาหรือเจตนาที่แต่งกรรม ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา: ความจงใจทางกาย  

(๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา: ความจงใจทางวาจา

(๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา: ความจงใจทางใจ  

 

“อภิสังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง–ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ–เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม ได้แก่

(๑) “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร  

(๒) “อปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย  

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ “กุศลเจตนา” ที่เป็น “อรูปาวจร ๔” หมายเอา “ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่” [อัปปนาสมาธิ] ด้วย “สมาธิแห่งจตุตถฌาน”

 

  

ในอันดับต่อไป ให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า “ธรรม” [Dhamma] ตามนัยทางพระพุทธศาสนา ดังนี้

 

“ธรรม” หมายรวมถึง “สภาวธรรม–ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] อันเป็นความหมายสูงสุดโดยนัยแห่ง “อรรถบัญญัติ” [Terms] ซึ่งความหมายทั้งหมดนี้ จะประมวลรวมลงที่ คำว่า “ขันธ์ ๕” ที่เป็นทั้ง “สังขตธรรม” และ “อสังขตธรรม” [นิพพาน] ดังนี้

(๑) สภาพที่ทรงไว้ [States] –ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง

(๒) เหตุ [Conditions] –ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ

(๓) สิ่ง [Things] –ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด

(๔) คุณธรรม [Virtues] –ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ

(๕) วิทยาการ [Knowledge] –เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม–หน้าที่

(๖) ความชอบ [Righteousness] –ความถูกต้อง–ความยุติธรรม

(๗) พระธรรม [Doctrines] –พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนิยามแบบใดก็ตาม ก็ให้ผู้ปฏิบัติแยกเป็นธรรม ๒ ประการ เพื่อกำหนดวางเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรม คือ (๑) เกิดมาอยู่ใน “โลกียธรรม” [วัฏฏะ] เพื่อแสวงหา “โมกขธรรม” ให้หลุดพ้นดับสังขารนี้ไปสู่ (๒) “โลกุตตรธรรม” [วิวัฏฏะ] ฉะนั้น ลัทธิหรือนิกายอันเป็นแนวทางปฏิบัตินั้นก็จำแนกออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) “มหายาน” คือ นิกายฝ่ายเหนือ ที่เรียกว่า “อุตรนิกาย” บางทีเรียกว่า “โพธิสัตวยาน” หมายถึง ยานของพระโพธิสัตว์ กับ (๒) “หีนยาน–เถรวาท” คือ นิกายฝ่ายใต้ ที่เรียกว่า “ทักษิณนิกาย” บางทีเรียกว่า “สาวกยาน” หมายถึง ยานของสาวก อย่างไรก็ตาม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกัน แยกออกเป็น ๒ นิกาย แต่เป็นเพียง “นิกายสงฆ์” มิใช่ถึงกับเป็น “นิกายพุทธศาสนา” นั่นคือ แยกกันเฉพาะในหมู่นักบวช ได้แก่ (๑) “มหานิกาย–คณะมหานิกาย” ซึ่งมีนัยถึง “คามวาสี–พระบ้าน” ซึ่งหมายถึง พระภิกษุที่อยู่วัดในบ้านในเมือง และ (๒) “ธรรมยุติกนิกาย–คณะธรรมยุต” ซึ่งแสดงนัยถึง “อรัญวาสี–ผู้อยู่ป่า–พระป่า” หมายถึง พระภิกษุที่อยู่วัดในป่า ที่เรียกว่า “พระกัมมัฏฐาน” ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็เป็นเรื่องของคนที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาได้ดีแค่ไหน เป็นเรื่อง “เจตนาของมนุษย์”  ที่คิดเข้าข้างตนเองว่า (๑) “ถ้าทำอย่างนี้ดี เพราะตรงกับจริตพวกตน–รับได้” [ภาวะอ่อนข้อต่อพระธรรมวินัย] หรือ (๒) “ถ้าทำอย่างนี้ไม่ดี เพราะไม่ตรงกับจริตพวกตน–รับไม่ได้” [ภาวะเอาดีตามพระธรรมวินัยทำให้เป็นพุทธะ–พระพุทธเจ้า] ก็ให้ระวังความเพี้ยนผิดทางเกิดขึ้น เพราะเข้าใจผิดๆ ให้เชื่อตาม “พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” [ถือปฏิบัติตามพระไตรปิฎก ปลอดภัยไว้ก่อน เพราะพวกมนุษย์ตดเหม็นเชื่อถือได้ยาก ชอบพาหลงทิศอยู่เรื่อย] เป็นคุณชาติที่ที่สุด

 

 

อนึ่ง ให้มาพิจารณาถึง คำว่า “ธรรม–ปรมัตถ์” ต่อดีกว่า หลังจากเข้าใจดีกับ คำว่า “ยาน” ที่จะพาข้ามฟากแม่น้ำแห่งโอฆะกิเลสทั้งหลาย [กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา หรือ “โอฆะ” คือ สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำ ที่หลากท่วมใจสัตว์ หรือ กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ–ภโวฆะ–ทิฏโฐฆะ–อวิชโชฆะ] พวกนี้คือ “ไฟ –อัคคี” [อัคคิ ๓: ราคะ–โทสะ–โมหะ = อกุศลมูล ๓] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ละเสีย มันร้อนและจะไหม้หัวเอาดื้อๆ อย่าไปล้อเล่นกับมัน มันไม่ใช่เพื่อน หรือให้เปรียบเทียบกับกิเลส “ปปัญจะ” [Mental Diffusion] คือ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า ดังนี้

 

“อัคคิ ๓” หมายถึง ไฟ–กิเลสที่เปรียบเหมือนไฟ เพราะเผาลนจิตใจให้เร่าร้อนและแส่พร่านไป ได้แก่

(๑) “ราคัคคิ” คือ ไฟคือราคะ ได้แก่ ความติดใจ กระสัน อยากได้  

(๒) “โทสัคคิ” คือ ไฟคือโทสะ ได้แก่ ความขัดเคือง ไม่พอใจ คิดประทุษร้าย  

(๓) “โมหัคคิ” คือ ไฟคือโมหะ ได้แก่ ความหลง ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง  

 

“ปปัญจะ ๓–ปปัญจธรรม ๓” หมายถึง กิเลสเครื่องเนิ่นช้า กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ได้แก่

(๑) “ตัณหา–ฉันทะ” คือ ความทะยานอยาก ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา

(๒) “ทิฏฐิ” คือ ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใครตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน หรือ ความยึดติดในทฤษฎี เป็นต้น ถือความคิดเห็นเป็นความจริง  

(๓) “มานะ” คือ ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียม หรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่  

 

 

เพราะฉะนั้น ทั้ง “อัคคิ ๓” กับ “ปปัญจะ ๓–ปปัญจธรรม ๓” นั้น เป็นเรื่อง “อกุศลธรรมในโลกียธรรม” แต่สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมต่อจากนั้น คือ “กุศลธรรมในโลกุตตรธรรม” ที่กลายเป็นธรรมคู่ขนานกัน  นั่นคือ “กุศลธรรม” คู่กับ “อกุศลธรรม” เท่ากับ “โลกียธรรม” และ “กุศลธรรม” แยกตัวออกเป็น “โลกุตตรธรรม” อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด พยายามนึกภาพให้ออกให้เข้าใจ ภาวะดังกล่าวนี้ คือ “เส้นทางแห่งปัญญา” ที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติในการเจริญภาวนากรรมฐาน อันเป็นแนวคิดหลักสำคัญ [ปรัชญา] ของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” ที่จะนำทางให้เข้าถึงการบรรลุความตรัสรู้ “สัมโพธิญาณ” [อาสวักขยญาณ] หรือ “กระแสแห่งพระนิพพาน” ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนนั้น มีแนวคิดอันเป็นอุบายวิธีหรือกุสโลบายที่แยบคายในความนึกคิดในใจ ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ การคิดอย่างถูกวิธี มีเหตุผล เป็นไปตามหลักปัจจยาการ ย่อมเกิดปัญญาญาณต่างๆ ไม่จำกัดในภูมิแห่งภาวนามยปัญญา แต่อย่าเกินคำสอนของพระศาสดา จนไปเปิดสาขาลัทธินิกายใหม่ๆ จนถึงขั้นทรยศต่อพระสัทธรรมที่แท้จริง แล้วพากันเป็นบ้าบอคอแตก ลงนรกกันเป็นคณะ ไม่ได้ดีอะไร เพราะ “ตัณหา [ฉันทะทิฏฐิ –มานะ” นั่นเอง ให้พิจารณาเปรียบเทียบธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ด้วยการใช้เหตุผลและภูมิปัญญาด้วยวิจารณญาณ อันไม่ใช่ความงมงายหรือความหลง ที่เป็นไปตาม “สีลัพพตปรามาส” (ข้อ ๓ ในสังโยชน์ ๑๐) คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร นั่นคือ พากันทำตามเจ้าสำนักพาเป็นตามอารมณ์ท่าน [คิดเอาเองตั้งตนเป็นศาสดา] ดังนี้

 

 

โลกียธรรม [ขึ้นทางฟากข้างนี้]

เหตุ

ผล

รูป

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

ขันธ์ ๕

รูป ๒๘

เจตสิก ๕๒

จิต ๘๙

วัฏฏะ

กิเลสวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์–วิปากวัฏฏ์   [อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน] = โลกธรรม ๘

สังสารทุกข์

เศร้าหมอง–อกุศลกรรม–ทุกข์

อันธปุถุชน

สมมติสัจจะ

 

 

ฉะนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมใช้ยานแห่งพระสัตถุสาสน์ของพระศาสดาเป็นหลักยึดมั่น อันไม่ผิดทางในการข้ามฟากนี้ มิฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะเจอดีแน่นอน คือ ความล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม เพราะอินทรีย์ไม่แก่กล้า แทนที่จะได้สั่งสม “อริยทรัยพ์” กลับเป็นการพอกพูน “นรกทรัพย์” อย่างสาสม เพราะไปเชื่อสิ่งที่ผิด คิดจนตัวตาย จะบอกให้ ถือว่าอยู่ประเทศไทยด้วยกันนะ ถึงบอกให้รู้เป็นเครื่องระลึกของ “สติ” [อนุสติ–สติน้อยๆ] และเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” [ปัญญารู้คมชัด–ปัญญารอบรู้] เจริญให้มาก “สติปัฏฐาน ๔”

 

 

โลกุตตรธรรม [ลงทางฟากข้างโน้น]

เหตุ

ผล

รูป

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

ขันธ์ ๕

รูป ๒๘

เจตสิก ๕๒

จิต ๘๙

วิวัฏฏะ

โลกุตตรกุศลฌาน–อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–สัมมาวิมุตติ –อริยสัจจ์ ๔ = โลกุตตรธรร ๙

นิพพาน

ผู้รู้–ไม่ทำชั่ว  ผู้ตื่น–ทำความดี  ผู้เบิกบาน–ทำใจให้บริสุทธิ์

พุทธะ

ปรมัตถสัจจะ

 

 

 

จากรายละเอียดในภาพประกอบทั้ง ๒ อย่าง ข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า มี “ขันธ์ ๕” อยู่ ๒ หมวด ที่จัดอยู่ใน (๑) “โลกียธรรม” ซึ่งประกอบด้วย “กุศลธรรม–อกุศลธรรม” หรือ “ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร” และ (๒) “โลกุตตรธรรม” ซึ่งประกอบด้วย “กุศลธรรม–อัพยากตธรรม [อาเนญชาภิสังขารแต่อย่างไรก็ตาม ให้ทำความเข้าใจถึง คำว่า “อาเนญชะ–อาเนญชา” ให้ถ่องแท้ถึง “จตุตถฌาน” ว่าเกี่ยวข้องกับภูมิธรรมอะไรบ้าง

 

“รูปาวจรจตุตถฌาน” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 318–319 FILE 44) ถึงความไม่หวั่นไหว เพราะประกอบด้วย “โวทานธรรม” ทั้ง ๑๖ ประการ (การชำระล้างให้บริสุทธิ์–การทำให้สะอาดไม่มัวหมอง หรือ “โวทานํ” ได้แก่ ความผ่องแผ้ว ธรรมฝ่ายวิเศษ) สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า:

(๑) จิตที่ไม่ฟุบลง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๒) จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๓) จิตไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ราคะ (ความกำหนัด)

(๔) จิตไม่ผลักออก ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน พยาบาท (ความขัดเคืองแค้นใจ)

(๕) จิตที่ไม่เกี่ยวเกาะ ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

(๖) จิตที่ไม่ผูกพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ฉันทราคะ (ความพอใจติดใคร่)

(๗) จิตที่หลุดพ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ)

(๘) จิตที่ไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลส (ความเศร้าหมอง)

(๙) จิตที่ไม่มีเขตแดน เป็นต้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน เขตแดน (กิเลส)

(๑๐) จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลสต่างๆ   

(๑๑) จิตที่ศรัทธากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อสัทธิยะ (ความไม่มีศรัทธา)

(๑๒) จิตที่วิริยะกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๑๓) จิตที่สติกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ปมาทะ (ความประมาท)

(๑๔) จิตที่สมาธิกำกับแล้ว ชื่อ อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๑๕) จิตที่ปัญญากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อวิชชา (ความไม่รู้จริง)

(๑๖) จิตที่ถึงความสว่างแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ความมืดแห่งอวิชชา

 

 

เพราะฉะนั้น จิตที่เบิกบานและสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย จัดเป็นธรรมในข้อ “อัพยากตธรรม” และ “อาเนญชาแห่งจตุตถฌาน” [ไม่รวมอรูปฌาน ๔] คือ การชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ในทุกขณะจึงเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติธรรม ที่นอกเหนือจาก “สีลวิสุทธิ” [สมาทานศีลและทำได้จริง ไม่ใช่แค่พูดแต่ลมปาก ซึ่งไม่ต่างจากลมตด คือ ตั้งใจไม่ทำบาปจะทำดีหลังให้สัจจะตอนไหว้พระสวดมนต์ แล้วเริ่มนั่งสมาธิ ที่เหลือจะเป็นเรื่องการเจริญ “จิตตภาวนา–จิตตวิสุทธิ” และ “ปัญญาภาวนา” ต่อไป ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิ–กังขาวิตรณวิสุทธิ–มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–ญาณทัสสนวิสุทธิ หลังจากนั้น ก็จะเป็นขั้นตอนเข้าสู่ “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔” โดยผ่าน “โคตรภูญาณ” จนถึงขั้นสุดท้าย นั่นคือ “ปัจจเวกขณญาณ” (อาสวักขยญาณ) เป็นอันสิ้นสุดญาณในวิปัสสนาในพระธรรมวินัยนี้] แล้ว ซึ่งเรียกว่า “จิตตภาวนา” [สมถพละ–ปัญญาในสมาธิ: ญาณทัสสนะ] กับ “ปัญญาภาวนา” [วิปัสสนาพละ–ปัญญาในวิปัสสนา: ญาณในวิปัสสนา]

 

 

ฉะนั้น ขั้นตอนการพัฒนาจิตให้เป็น “สมาธิ” นั้น จะเริ่มต้นตั้งแต่การเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ สำหรับด่านแรกสุดที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องฝึกฝนตนเองให้เกิดความชำนาญหรือความคล่องแคล้ว คือ “สติปัฏฐาน ๔” ซึ่งประกอบด้วยฐานที่ตั้งสติให้ดำรงมั่น เพื่อก้าวสู่ฐานสมาธิอันทำให้จิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์หนึ่งเดียว ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยตั้งปทัฏฐานในการมนสิการกรรมฐานใน ๔ อย่าง ด้วยปัญญาว่า “กายเวทนาจิตธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ก็สักว่ากายเวทนาจิตธรรม ไม่ใช่ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” [เพื่อให้จิตเจริญสู่สมาธิที่ประกอบด้วย “อุเบกขา” ในฌานสมาบัติที่เรียกว่า “จตุตถฌาน”] โดยพิจารณาทีละฐานที่ตั้งของสติ เมื่อจิตรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแห่งสมาธิ ก็เป็นการนำเอา “สติปัฏฐาน ๔” ไปสัมปยุตต์กับธรรมทั้งหลายที่เหลือใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” นี้ เพื่อเจริญ “จิตตภาวนา” และ “ปัญญาภาวนา” ต่อไป คำว่า “อนุปัสสนา + สติปัฏฐาน = ~นุปัสสนาสติปัฏฐาน” หมายถึง การพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานในฐานที่ตั้งแห่งสตินั้นๆ อยู่บ่อยๆ อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เพื่อทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรม อย่างน้อยที่สุดก็ “อนุปัสสนา ๓” ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา” (๒) “ทุกขานุปัสสนา” และ (๓) “อนัตตานุปัสสนา” ดังนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว] ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส] ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” [ปัญญามาก] ให้บริบูรณ์

 

 

ข้อที่พึงพิจารณาในตอนนี้ คือ ความหมายของคำว่า “สมดุล–ดุลยภาพ–สมดุลยภาพ” [Equilibrium: A state in which opposing forces or influences are balanced or the state of being physically balanced] หมายถึง ภาวะที่ลงตัวพอเหมาะกันทุกส่วนองค์ประกอบทั้งในระบบและโครงสร้าง ภาวะที่ขาดแหว่งหลุดหรือเกินขอบออกไปในหน่วยรวมนี้ ต้องประกอบด้วย “ความสมมาตร” [Symmetry: The quality of being made up of exactly similar parts facing each other or around an axis.] นั่นคือ ระบบหรือโครงสร้างในสิ่ง ๒ สิ่ง ย่อมมีองค์ประกอบภายในที่คล้ายคลึงกันครบในทุกส่วนของหน่วยรวมของสิ่งนั้นๆ ดังเช่น “ขันธ์ ๕” ย่อมเกิดขึ้นทั้งใน “โลกียธรรม” กับ “โลกุตตรธรรม” เพียงแต่ว่า ส่วนในฝ่ายแรกนั้น ประกอบด้วยกิเลสที่กลุ้มรุมหรือครอบงำจิตใจมนุษย์ ส่วนในฝ่ายหลังนั้น ปราศจากกิเลสกลุ้มรุมหรือครอบงำ เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ เป็นการบรรยายในภาพรวม ถึง “ไตรสิกขา” ที่ประกอบด้วยหน่วยรวมย่อย ได้แก่ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” คำว่า “สมดุลยภาพ” ที่เกิดขึ้นในสิกขาทั้ง ๓ ประการ ต้องประกอบด้วย “ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] อันเป็นปทัฏฐานที่สำคัญยิ่ง ไม่เช่นนั้น ย่อมเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” ไม่ได้โดยเด็ดขาด ผิดทางอริยมรรค คือ “เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” [เพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ “พระปัญญาธิกพุทธเจ้า–อุคฆฏิตัญญูโพธิสัตว์” ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีปัญญามาก สามารถที่จะตรัสรู้ธรรมได้โดยเร็วพลันทันที เพราะพระโพธิสัตว์ประเภทนี้ได้สร้างสมบารมีชนิดที่มีปัญญามาก แต่มีศรัทธาน้อย ดีใจไหมที่เกิดมาอยู่ยุคภัทรกัปของพระตถาคตพระองค์นี้ ถ้าปราโมทย์ปีติยินดีมาก ก็ปฏิบัติธรรมให้จริงจัง เทวดาทั้งหลายเข้าใจท่าน] ซึ่งจะต้องประกอบด้วยองค์ธรรม ๓ ได้แก่

(๑) “เริ่มต้นด้วยปัญญา” คือ มี “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่สืบเนื่องจาก “โยนิโสมนสิการ–ปรโตโฆสะ” หรือมิฉะนั้น ก็ต้องประกอบด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” คือ ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา นั่นคือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] และ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา”

(๒) “ดำเนินด้วยปัญญา” คือ มี “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” เพราะมีความรู้เห็นถึงอรรถธรรมหรือประโยชน์สูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมว่า จะสามารถบรรลุความตรัสรู้ “สัมโพธิญาณ” ได้แน่นอนโดยเริ่มจากศีลที่บริสุทธิ์ จนเห็นว่า “ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่วนะ” คือ บอกให้เลือกทำดี เว้นทำชั่ว คงเข้าใจดี ถ้ายังคิดชั่วๆ อยู่ เลยซะ ละอายใจตัวเองบ้าง

(๓) “นำไปสู่ปัญญา” คือ มี “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” เพราะเมื่อได้สร้างสมบุญบารมีอันเป็นฝ่ายกุศลดีแล้ว ย่อมส่งผลานิสงส์ให้เกิด “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” [ธรรมสมาธิ ๕] เพราะยึดมั่นในการทำความดี เป็นสุขทั้งในกาล ๓ อย่าง ได้แก่ “ก่อนทำ–ระหว่างทำ–หลังทำ” เมื่อมี “จิตตสมาธิ” คือ จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว นั่นคือ “กุศลบุญ” ด้วยปัญญาเห็นศีลอันบริสุทธิ์ เป็นปัญญาที่ถูกต้องในปัจจุบันขณะ ก็ยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น ถ้าเจริญฌานสมาบัติ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ต้องลังเลสงสัยอีกต่อไป หรือระแวงพระธรรมวินัยนี้หลอกแล้วหรือเปล่า ปัญญาในตอนนี้ มีความคมชัด อินทรีย์ก็แก่กล้า อะไรเข้ามาโดนใจ ก็ไม่หวั่นไหวหรือฟุ้งซ่านไปตามอย่างแน่นอน ก็ก้าวขึ้นยานสมถะนี้เลย ก็หมายเอา “จตุตถฌาน” ให้ได้ เพราะมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์หลายอย่าง ไม่สาธารณ์แก่ผู้ใจบาป จึงเกิดทั้ง อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ–อภิญญา ๕–ญาณ ๒–อรูปฌาน ๔ และ โลกุตตรกุศลฌาน [อริยมรรค ๔–อริยผล ๔] อันนำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง คือ ญาณในวิปัสสนา และ วิปัสสนาญาณ ๙ หรือเรียกรวมๆ ว่า “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ”

 

 

กล่าวโดยสรุป ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมนั้น [การเจริยวิสุทธิ ๗ เพื่อชำระไตรสิกขาให้บริสุทธิ์หมดจด] จะต้องประกอบด้วยปัญญา ๓ ประการ (๑) “ศีลบริสุทธิ์” ทำให้เกิดปัญญาในการรักษาศีล (๒) “สมาธิบริสุทธิ์” ทำให้เกิดปัญญาชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ ที่เป็นกิเลสเครื่องกีดกั้นการเข้าถึงความดี จนสามารถบรรลุโลกุตตระด้วย “เจโตวิมุตติ” และ (๓) “ปัญญาบริสุทธิ์” ทำให้รู้เห็นความจริงโดยชอบ จนสามารถบรรลุโลกุตตระด้วย “ปัญญาวิมุติ” ฉะนั้น “สมดุลยภาพแห่งไตรสิกขา” ต้องเกิดขึ้นอย่างมีจริงที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] และ “โยนิโสมนสิการ” อันเป็นการใช้เหตุผลอย่างถูกวิธี ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้น ที่จะสนับสนุนการตรัสรู้สัมโพธิญาณได้นั้น ก็มาประชุมลงที่ “อริยมรรคมีองค์ ๘” [อริยอัฏฐังคิกมรรค] ข้อสำคัญ เมื่อเข้าใจถูกต้องดีแล้ว แล้วยังไม่ลงปฏิบัติจริงในชีวิต ก็ไร้ค่าเปล่าๆ เพราะเป็นพวกแมงอ่านหนังสือจนสติฟั่นเฟือน

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็น “ลักษณะสากลแห่งธรรมทั้งปวง” ที่เรียกว่า “สมดุลยภาพแห่งพุทธะ” ต้องทำความเข้าใจอะไรบ้างให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นว่า “การบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ได้นั้น คือ คำว่า “ปล่อยวาง–ความว่างเปล่า–อนัตตา–สูญตา–อุเบกขา” เพราะตรงกับอรรถว่า “ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตตา” [มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับเป็นธรรมดา อย่าไปถือสาหาความกับสิ่งเหล่านี้] ซึ่งตรงกับ คำว่า “ความหลุดพ้น–วิโมกข์” เพราะฉะนั้น “ปัญญา–Wisdom” ต้องแผ่ไปในทุกส่วนทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม [ไตรสิกขา] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยอรรถว่า “ญาณ–ญาณํ” [ฝ่ายวิปัสสนา–ปัญญาในวิปัสสนา] คือ ความหยั่งรู้–ปรีชาหยังรู้ กับ “อภิญญา–อภิญฺญา” [ฝ่ายสมถะ–ปัญญาในสมาธิ] คือ ความรู้คมชัด–ความรู้ยิ่งยวด รวมทั้ง “วิชชา–วิชฺชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็คือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เพราะฉะนั้น “สมดุลยภาพแห่งปัญญา” ต้องสัมปยุตต์อยู่ใน “ภาวนา ๒” คือ การฝึกอบรมจิตใจ ทั้งฝ่าย “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ–การฝึกสมาธิ และฝ่าย “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง–การเจริญปัญญา ข้อพึงระวังเป็นอย่างมาก: การปฏิบัติธรรมไม่ได้มีจุดประสงค์ทำให้ร่ำรวยทรัพย์สินในทางโลก มีแต่เพิ่มมูลค่าใน “อริยทรัพย์ ๗: ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ [ทานปัญญา” เท่านั้น ไม่ใช่เพิ่มมูลค่าในตลาดหุ้นแห่งประเทศไทย อย่าไปหลอกพระสงฆ์ให้นั่งสมาธิดุมูลค่าตลาดหุ้น “นรก” [ความเดือดร้อน] นั้น มีจริง

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล

 

 

ให้พิจารณาเรื่อง “อุเบกขา–อทุกขมสุขเวทนา” ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดังนี้

 

 

สติปัฏฐานสูตร

ว่าด้วย เวทนาคืออรูปกัมมัฏฐาน

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 734–735 FILE 17)

 

แต่ในสติปัฏฐานสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสบอก “อรูปกัมมัฏฐาน” จึงได้ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวทนา เพราะว่า เมื่อตรัสบอก “ด้วยสามารถแห่งผัสสะ” หรือ “ด้วยสามารถแห่งวิญญาณ” [ฉะนั้น] กัมมัฏฐานจะไม่ปรากฏ จะปรากฏเหมือนความมืด ส่วนที่ตรัสบอก “ด้วยสามารถแห่งเวทนา” กัมมัฏฐานจะปรากฏเพราะเหตุไร

 

เพราะกัมมัฏฐานจะปรากฏ ก็เพราะ “เวทนา” เกิดขึ้น จริงอยู่ “ความเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา” จะปรากฏต่อเมื่อ “ความสุข” เกิดขึ้น ได้แก่ “ความสุข” ที่เกิดขึ้นทำให้สิ้นไปทั้งร่าง ไหลเอิบอาบไปจนท่วมท้น [หัวใจ] เหมือนการได้ดื่มเนยใสที่กวนตั้งร้อยครั้ง เหมือนให้ทาน้ำมันที่หุงแล้วร้อยครั้ง แ ละเหมือนให้ดับความเร่าร้อนด้วยน้ำพันหม้อ ทำให้เปล่งวาจาออกไปว่า  “สุขหนอ สุขหนอ” ดังนี้ทีเดียว [และ] ต่อเมื่อ “ความทุกข์” เกิดขึ้น ได้แก่ “ความทุกข์” ที่เกิดขึ้น ทำให้สั่นไปทั้งร่าง ไหลเอิบอาบไปจนท่วมท้น [หัวใจ] เหมือนให้เข้าไปสู่เปลวไฟที่ร้อนระอุเหมือนถูกลาดด้วยน้ำทองแดงที่ละลายคว้าง แ ละเหมือนโยนดุ้นไฟเข้าไปในป่าที่มีหญ้าแห้งและต้นไม้ยืนต้นตาย ถึงกับให้ร้องครวญครางว่า “ทุกข์จริง ทุกข์จริง” การเกิดขึ้นแห่ง “สุขเวทนา” และ “ทุกขเวทนา” จะปรากฏขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้

 

ส่วน “อทุกขมสุขเวทนา” [อุเบกขา] แสดง [ให้เห็น] ได้ยาก มืดมน ไม่แจ่มชัด “อทุกขมสุขเวทนา” นั้น จะปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้ยึดถือ โดยนัยว่า “อทุกขมสุขเวทนา” มีอาการเป็นกลาง โดย “การทิ้งความสำราญและไม่สำราญ”

 

ในเมื่อ “สุขและทุกข์” หมดไป เปรียบเหมือนอะไร เปรียบเหมือน “นายพรานเนื้อ” ตามรอยเนื้อตัวที่กระโดดขึ้นพลาญหินในระหว่างทาง แล้วหนีไปได้ [เขา] เห็นรอยเท้า ทั้งฟากนี้ ทั้งฟากโน้นของพลางหิน แม้จะไม่เห็น [รอยเท้า] ตรงกลาง [บนพลาญหิน] ก็ทราบได้โดยนัยว่า “เนื้อตัวที่ขึ้นทางฟากนี้ แล้วไปลงทางฟากโน้นคงจะผ่านไปด้านนี้บนพลาญหินตรงกลาง ฉันใด ‘ความเกิดขึ้นแห่งสุขเวทนา’ ก็ฉันนั้น จะปรากฏเหมือนรอยเท้า [ของเนื้อปรากฏ] ในที่ที่มันจะขึ้นไป ‘ความเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนา’ จะปรากฏเหมือนรอยเท้า [ของเนื้อปรากฏ] ในที่ ๆ มันลงแล้วฉะนั้น”

  

“อทุกขมสุขเวทนา” [อุเบกขา] จะปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้ยึดถือโดยนัยว่า “อทุกขมสุขเวทนา” มี “อาการเป็นกลาง” โดย “ทิ้งความสำราญ และความไม่สำราญ” ในเมื่อสุขและทุกข์หายไป เหมือนการยึดถือโดยนัยว่า “ผ่านไปตรงกลางนี้แหละ” โดย “ขึ้นทางฟากข้างนี้ แล้วลงทางฟากข้างโน้น” ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงสติปัฏฐาน โดยตรัสรูปกัมมัฏฐานก่อนแล้ว ยัง “อรูปกัมมัฏฐาน” ให้บังเกิด ด้วย “อำนาจแห่งเวทนา” ในภายหลัง

 

จบ เวทนานุปัสสนา [ส่วนต้น] --------------------------

 

 

ฉะนั้น คำว่า “อทุกขมสุขเวทนา–อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา–ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ] นั้น ย่อมแสดงถึงภาวะที่กลาง คือ มี “ภาวะแห่งสมดุลยภาพ” [อาเนญชาแห่งจตุตถฌาน] เกิดขึ้น ระหว่าง “กุศลธรรม” กับ “อกุศลธรรม” เพราะฉะนั้น ภาวะจิตในขณะเสวยจตุตถฌานผลสมาบัตินั้น “สมาธิแห่งฌาน” [ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ เนื่องด้วยสติบริสุทธิ์คมชัดเป็น “อำนาจแห่งอุปัฏฐาน” มีปัญญาผ่องใสเป็นจิตที่ประภัสสรด้วย “ศรัทธาแห่งอธิโมกข์” จึงมีทั้ง “ญาณ” และ “แสงสว่าง” บังเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน] พร้อมด้วย “ปัญญาในวิปัสสนา–ปัญญาญาณ” ที่เกิดขึ้น นอกเหนือจาก ยังมีผลานิสงส์แห่งจตุตถฌานอีกประการหนึ่ง คือ เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” คือ ความรู้รอบที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” [ปัญญินทรีย์แก่กล้า] ไม่ยอมก้มหัวให้กิเลสทั้งหลายอีกต่อไป เห็นพิษภัย และเบื่อหน่าย “สังขารนิมิต” ทั้งหลาย จึงเกิด “อุเบกขา” สังขารุเปกขาญาณ” (ข้อ ๘ ในวิปัสสนาญาณ ๙) หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้] ซึ่งทำให้เห็นหนทางที่จะทำให้หลุดพ้นอย่างแท้จริงจากกิเลสทั้งหลาย [ทุกขานิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] ด้วยการเข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙: อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑” เพราะฉะนั้น “สมดุลยภาพแห่งอุเบกขา” ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ต้องเกิดขึ้นคู่กันอย่างสมดุลระหว่าง “อุเบกขาแห่งจตุตถฌานในสมถภาวนา” [ฌานุเปกขา] อันจะเป็นส่วนเกื้อกูล “เจโตวิมุตติ” [สมาธิ ๓: สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ] กับ “สังขารุเปกขาญาณแห่งวิปัสสนาญาณ ๙ ในวิปัสสนาภาวนา” อันจะเป็นส่วนเกื้อกูล “ปัญญาวิมุตติ” [วิโมกข์ ๓: สุญญตวิโมกข์–อนิมิตตวิโมกข์–อัปปณิหิตวิโมกข์] เพราะจะมี “อุเบกขา” อยู่เพียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับ “สมดุลยภาพแห่งอุเบกขา” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ให้พิจารณาหัวข้อธรรม “อุบกขา ๑๐” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 “อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมออันมาใน “เยวาปนกธรรม” ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑ มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” (รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์) ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ)

(๕) “ฌานุเปกขา” คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยเข้า “จตุตถฌาน” มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วยอนัตตตา

(๘) “สังขารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา

(๙) “เวทนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขโดยจิตเป็นกามาวจรกุศล

(๑๐) “วิริยุเปกขา” คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล

 

 

ในการค้นพบและรู้เห็นแจ้งในเรื่อง “อุเบกขา” ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ย่อมถือได้ว่า เป็นการวางรากฐานด้วยความรู้ในศาสตร์สมัยใหม่หลายๆ สาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ความรู้ในวิชาวิจัยกับสถิติเพื่อการวิจัย ได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย [Mean] และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน [Standard Deviation] เป็นต้น ซึ่งเป็นสถิติที่ใช้ในการตรวจสอบทัศนคติหรือความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างในแบบสอบถาม ที่เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่กำหนดไว้ตามระยะเวลาของการศึกษาวิจัย ฉะนั้น ค่าคะแนนเฉลี่ยจึงเป็นค่าที่เป็นกลาง ถือว่าไม่มีความลำเอียง มีความเป็นกลางมากที่สุดในชุดข้อมูลนั้น ส่วน “อุเบกขา” ก็คือ ค่าของภาวะจิตที่เป็นกลางต่ออารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิต โดยวางใจเป็นกลางเพราะความนึกคิดที่เข้ามาเหล่านั้น เป็นพิษภัยแห่งกิเลส ไม่ควรไปยึดมั่นใส่ใจในสิ่งเหล่านั้น มีแต่จะสร้างความนึกคิดที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และหนีจากภาวะที่เป็นจริง สุดท้าย ทำให้ตกอยู่ในวังวนของ “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่งานวิจัยทางโลกนั้น ไม่สามารถค้นหา “ค่าของศูนย์บริสุทธิ์” [Absolute Zero Value = ± 0] ได้จริง เพราะจิตของปุถุชนไม่ใช่จิตของพระอรหันต์นั่นเอง แต่จิตของพระอรหันต์เป็น “กิริยาจิต” คือ จิตที่เป็นเพียงอากาแสดง ไม่มีผลเป็นอกุศลธรรมใน “กิเลส–กรรม–วิบาก = วัฏฏะ ๓” แต่ประการใด ฉะนั้น พระอรหันต์จึงเป็นบุคคลผู้ผ่านการพัฒนาจิตเป็น “จตุตถฌานกุศลจิต–โลกุตตรกุศลฌานจิต” ถึงพร้อมด้วย “อุเบกขา ๑๐” ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ฉะนั้น เมื่อพิจารณา “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” ในรายละเอียดเพิ่มเติม จะพบว่า มีธรรม ๕ ประการ อันเกิดอิทธิพลของ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ได้แก่ (๑) อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ (๒) อภิญญา ๕ (๓) ญาณ ๒ (๔) อรูปฌาน ๔ และ (๕) โลกุตตรกุศลฌาน ดังนี้

 

“จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” คือ อิทธิฤทธิ์แห่งจตุตถฌานที่ทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆ ๕ ประการ ได้แก่

 

(๑) หมวดอนุปุพพนิโรธ คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับในสมาธิ

(๑) “บาทแห่งฌานทั้งปวง” คือ “รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔” และ “นิโรธสมาบัติ” [สัญญาเวทยิตนิโรธ]

(๒) หมวดอภิญญา คือ ความรู้ยิ่งยวด

(๒) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

 (๓) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

(๔) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้

(๕) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

(๖) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

(๓) หมวดญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญาหยั่งรู้

(๗) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๘) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้

(๔) หมวดอรูปฌาน คือ อรูปฌาน ๔ ที่เป็นบาทฐานในการเข้านิโรธสมาบัติ

(๙) “อากาสานัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้”

(๑๐) “วิญญาณัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๑๑) “อากิญจัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะไม่มีอะไรเลย”

(๑๒) “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่”

(๕) หมวดโลกุตตระ คือ ภาวะเหนือโลกียธรรม ที่จิตปราศจากกิเลสและทุกข์แล้ว

(๑๓) “โลกุตตรจตุตถฌาน” คือ จิตน้อมถึง “เจโตวิมุตติ” [สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ]

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ ให้พิจารณาถึงแนวคิด [Approach] เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับหมวดธรรมในการปฏิบัติธรรม ได้แก่ (๑) “ปฏิปัตติสัทธรรม” และ (๒) “ปฏิเวธสัทธรรม” ซึ่งหมายถึง “การย่อยความคิด” เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นเพิ่มเติมจากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ และ “การตกผลึกทางความคิด” เพื่อให้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่จะทำให้เกิดแรงดลบันดาลใจหรือความรู้ริเริ่มในสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นการพัฒนาวิวัฒน์ปัญญาอยู่ตลอดเวลา ให้ทันยุคสมัยปัจจุบัน แต่เป็นองค์ความรู้ที่มีรากฐานภูมิหลังที่เป็นแก่นแท้ทางพระศาสนา ไม่ใช่ดัดแปลงจนเข้าป่าดงพงไพร คือ “ลัทธิถอยหลังเข้าคลอง” [Regressive Sects] แต่ถ้านำหลักธรรมมาอธิบายประยุกต์ให้เข้า “ทฤษฎี” หรือ “หลักการ” ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผลนั้น ก็เป็นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ถึงแม้จะไม่ใช่ทางที่ช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้ เช่น พระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกตัวอย่าง แนวความคิดเกี่ยวกับ “สมดุลยภาพ” [Equilibrium] กับ “ความสมมาตร” [Symmetry] ใช้เป็นแนวคิดในการศึกษาทฤษฎีในศาสตร์สมัยใหม่สาขาต่างๆ ในความเป็นจริง แนวความคิดนี้ ก็มีในพระไตรปิฎก ที่ผู้ศึกษาพระธรรมจะสามารถคิดได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นกับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของแต่ละบุคคล ภูมิปัญญาทางโลกนั้น ถึงจะเรียกว่า “ดิรัจฉานวิชา” [ความรู้ที่ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งหลาย] แต่ก็เป็น “ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน” และ “ทักษะการคิดขั้นสูง” [จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา] ที่สามารถนำมาประยุกต์ดังแปลงใช้ในการเจริญภาวนากรรมฐาน ที่เรียกว่า “ภาวนาปัญญา” คือ ปัญญาที่ต่อยอดจากภูมิรู้ทางโลกด้วยการเจริญปัญญาภาวนาให้มาก ให้บริบูรณ์สมบูรณ์เป็นที่สุดอย่างยิ่ง ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “ปัญญาในสมาธิ” และ “ปัญญาในวิปัสสนา” หรือ เรียกรวมๆ ว่า “พุทธปัญญาญาณ” [ปัญญาญาณ ๗๓] ทั้งหลาย ซึ่งพระอริยสาวกของตถาคตมีปรีชาเข้าถึงได้ ยกเว้น บรรดาปัญญาญาณที่ไม่สาธารณ์แก่พระอริยสาวกทั้งหลาย (ข้อ ๖๘–๗๓) ได้แก่ “อินทริยปโรปริยัตตญาณ–อาสยานุสยญาณ–ยมกปาฏิหาริยญาณ–มหากรุณาสมาปัตติญาณ–สัพพัญญุตญาณ–อนาวรณญาณ” เพราะฉะนั้น ทักษะการคิดในเชิงเปรียบเทียบและเทียบเคียงระหว่า “ศาสตร์ทางโลก” กับ “พระธรรมคำสอนของพระศาสดา” นั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชน เพราะแสดงถึงความมีปัญญาแตกฉานทางปฏิภาณ [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคม โดยให้ยึดมั่นใน “กุศลวิตก ๓” หมายถึง ความตรึกที่เป็นกุศล–ความนึกคิดที่ดีงาม ได้แก่ (๑) “เนกขัมมวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน (๒) “อพยาบาทวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย และ (๓) “อวิหิงสาวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย และประการสำคัญ “อย่าโง่เขลางมงายในสิ่งที่ไม่ควร” ก็ให้ดำรงชีวิตให้สมดุลยภาพร่วมกับผู้อื่นในสังคม อย่าให้คนอื่นมาจูงจมูกหลงทิศหลงทางก็แล้วกัน ขอให้เป็น ๓ อย่าง (๑) ผู้รู้ (๒) ผู้ตื่น (๓) ผู้เบิกบาน ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957745