๙๘. แนวทางปฏิบัติที่เป็นพุทธะ

       The Path towards a Buddha

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1091

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อคิดถึงแนวทางดำเนินข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นในธรรมนั้น สิ่งที่ควรเข้าใจอย่างถูกต้องแจ่มชัด คือ นัยสำคัญของ คำว่า “ธรรม” ตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แก่ (๑) สภาพที่ทรงไว้ [States] –ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง (๒) เหตุปัจจัย [Conditions] คือ ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ (๓) สิ่ง [Things] คือ ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด (๔) คุณธรรม [Virtues] คือ ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ (๕) วิทยาการ [Knowledge] คือ เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม–หน้าที่ (๖) ความชอบ [Righteousness] คือ ความถูกต้อง–ความยุติธรรม (๗) พระธรรม [Doctrines] คือ พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจถึง “ธรรมทั้งหลาย” อันเป็น “ปรมัตถสัจจะ” ที่ถูกต้องเป็นเรื่องของ “ธรรมชาติแห่งจักรวาล” [สรรพสิ่ง] ฉะนั้น การเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง ก็ยิ่งไม่ซับซ้อนอะไรมากขึ้น สามารถที่จะเข้าใจอะไรได้ง่าย แนวทางดำเนินเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นก็ยิ่งมีความชัดเจนมากขึ้น มีความมั่นใจที่จะตั้งใจปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น คำว่า “พุทธะคือธรรมชาติ” นั่นคือ “ธรรมชาติเป็นครู” [ธรรมกาย] เมื่อเข้าใจและเห็นธรรมชาติอย่างถูกต้อง ก็คือ มีปัญญาเห็นพุทธะได้จริง เห็นธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเริ่มพิจารณากรรมฐานจาก “กายและใจของตนเอง” ด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่การออกไปสำรวจจักรวาลที่มีเขตเป็นอสงไขยไม่สิ้นสุด หรือขึ้นไปนั่งสมาธิบนเครื่องบินรอบโลก เพราะได้เข้าไปใกล้สวรรค์ชั้นฟ้ามากที่สุด แต่ในทางกลับกัน ยิ่งปฏิบัติธรรมมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการปิดช่องอินทรีย์ทวารให้มากเท่านั้น ยิ่งไม่คลุกคลีหมู่คนมากเท่านั้น เพราะ “จิต” และ “ปัญญา” ได้รับการพัฒนาละเอียดประณีตยิ่งขึ้น จนเกิด “ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ” กับ “ปัญญาในวิปัสสนา–ญาณ” เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คนตามืดบอด แต่ทำให้เกิด “แสงสว่างแห่งปัญญาตามเป็นจริง” ที่ไพศาลด้วยการหยั่งรู้ไม่จำกัดขอบเขต ทั้งฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งพลังจิตและพลังปัญญาที่รวมกัน เมื่อมนสิการกรรมฐานอันเป็นภาวะภายในตนดีแล้ว ย่อมเห็นภาวะภายนอกตนได้ดีเช่นกัน ได้แก่ คนอื่น สัตว์ทั้งหลาย แม้แต่ความลึกลับของจักรวาลที่ไพศาล แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไม่ปรารถนาความไพบูลย์แห่งโลกียธรรม พระองค์ทรงเน้นให้ไปให้ถึงธรรมในฝ่ายโลกุตตระมากกว่า [โลกุตตรธรรม] สำหรับขั้นตอนการพัฒนาตนหรือจิตใจนั้น ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ภาวนา ๔ วิสุทธิ ๗ ไตรสิกขา–สิกขา ๓ อริยสัจจ์ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ รูปฌาน ๔ โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ไตรลักษณ์ อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ นิพพาน ๒ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า “ปฏิปัตติสัทธรรม” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในเจริญภาวนากรรมฐาน เพราะการตรัสรู้ได้ ต้องอาศัยทั้งสมาธิและปัญญาเป็นสำคัญ ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๙๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – แนวทางปฏิบัติที่เป็นพุทธะ

 

สาธุชนทั้งหลายผู้นับถือพรพุทธศาสนานั้น อาจมีข้อสงสัยในแนวทางปฏิบัติอันนำไปสู่บรมธรรม นั่นคือ “พระนิพพาน” ว่า ธรรมอันใดที่เป็นธรรมอันจริงที่ต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และธรรมอัดใด ไม่ใช่ทางสายกลางแห่งปัญญา “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ไม่สามารถนำทางไปสู่ความหลุดพ้นได้จริง รวมทั้ง คุณบทแห่งบุคคลอันใดคือ บุคคลผู้เป็นพุทธะ เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริยสงฆ์ กันอย่างแท้จริง เพราะการไปเสียเวลากับของปลอม [สัทธรรมปฏิรูป] ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมหรือบุคคลผู้หลงทิศ ย่อมนำความหายนะหรือความวินาศอย่างใหญ่หลวงมาสู่เส้นทางชีวิตของตน อย่าลืมว่า ของปลอม ของเลียนแบบบางประเภท อาจมีคุณสมบัติเทียบเท่าของจริง บางครั้งคนส่วนใหญ่ใช้ของปลอมอยู่นานเกินไป เกิดความคุ้นเคย เมื่อไปบอกของจริง ให้ถือปฏิบัติตาม กลับคิดว่า ของจริงกลายเป็นของปลอม สิ่งที่ผิดพลาด สิ่งที่คาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ โดยกินเวลานานๆ เป็นทศวรรษ จนถึง ๕ ทศวรรษ หรือกึ่งหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่จะเปลี่ยนคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนรุ่นต่อไป ของปลอมที่มีอยู่นั้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ยังถือเป็น ธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมใหม่ ในคนรุ่นนั้นๆ ถ้าไม่เช่นนั้นจริง คงไม่มีการสังคายนาพระไตรปิฎกเกิดขึ้น ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เช่น พวกเดียรถีย์เข้ามาบวช เพื่อแสวงหาลาภสักการะ ความสุขสบาย ความมั่นคั่ง ในพระพุทธศาสนาครั้นกระโน้ม คนพวกนี้เข้ามาอยู่เกาะกินกันเป็นคระกูลเป็นเครือญาติในพระศาสนา ใช้พระศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำตลาด เพื่อเรี่ยไรบริจาคทานทำบุญอย่างไม่มีเหตุผล บางหมู่บ้านทางภาคอีสาน บวชเถื่อนเข้ามาหลอกต้มในเมืองใหญ่ๆ โดยอ้างเหตุผลอย่างเดียว “ก็มันจน ไม่มีจะกิน ห่มผ้าแปลงร่างหน่อย คนทั้งให้ทั้งไหว้ ดีกว่าไถนาทำไร่ ให้พวกพ่อค้าคนกลางหลอกโกง” [สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เรื่องนี้ อย่าให้แต่เงิน ให้ปัญญาด้วย] ในความเป็นจริงของชีวิตนั้น ทุกคนเกิดมาพร้อมด้วยกรรมของตนเป็นแดนเกิด นั่นคือ ตนเองย่อมเป็น “ผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส และสังกิเลสเป็นธรรมดา” ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่ “สิ่งอันมี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส และสังกิเลสเป็นธรรมดา” แปลว่า “แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ แสวงหาอย่างอนารยะ” ที่เรียกว่า “อนริยปริเยสนา” (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒) ก็คงเข้าทำนองที่ว่า: “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินได้” นั่นคือ “อริยปริเยสนา” (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒) หมายถึง  แสวงหาอย่างประเสริฐ แสวงหาอย่างอารยะ คือ ตนเป็นผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส และสังกิเลสเป็นธรรมดา แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่แสวงธรรมอันเกษม [โยคเกษมธรรม–บรมธรรม–อมตธรรม] คือ “นิพพาน” อันไม่มีสภาพเช่นนั้น สำหรับ คำว่า “สังกิเลส” หมายถึง ความเศร้าหมอง ความสกปรก สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ธรรมที่อยู่ใน “หานภาค” คือ ในฝ่ายข้างเสื่อม ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้ตกต่ำเสื่อมทราม เช่น “อโยนิโสมนสิการ–อคติ–ตัณหา–มานะ–ทิฏฐิ–อวิชชา” ซึ่งตรงข้ามกับ “โวทาน” หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว การชำระล้าง การทำให้สะอาด ธรรมที่อยู่ใน “วิเสสภาค” คือ ในฝ่ายข้างวิเศษ ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไปจนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์ เช่น “โยนิโสมนสิการ– กุศลมูล–สมถะ–และ–วิปัสสนา ตลอดถึง “นิพพาน”

 

 

เมื่อสาธุชนทั้งหลายรู้อย่างนี้แล้ว ก็ให้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตให้ดำเนินตามแสวงหาอย่างประเสริฐดีกว่า เพราะไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อน [ทำวิปฏิสาร–ประกอบอเนสนา คือ หลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ] นั่นคือ ถือศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิศีล” หรือตรงกับ “วิริยสังวร” (ข้อ ๕ ในสังวร ๕) หมายถึง สำรวมด้วยความเพียร คือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” [โวทานจริยา = เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบด้วยความบริสุทธิ์ นั่นคือ ประพฤติ “อธิสีลสิกขา” คือ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ หรือ ไม่นึกคิดด้วย “มโนทุจริต ๓” ความประพฤติชั่วด้วยใจ ความทุจริตทางใจ ได้แก่ (๑) “อภิชฌา” คือ ความเพ่งเล็งอยากได้จ้องจะเอาของเขา (๒) “พยาบาท” คือ ความขัดเคืองคิดร้าย (๓) “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิดจากคลองธรรม] ในการสร้างความดีนั้น ก่อนทำ ระหว่างทำ หรือหลังทำ อย่าไปวาดหวังคำชม คำสรรเสริญ จากผู้ใดเลย ทำให้มันเป็นอุปนิสัย ไม่ต้องมีใครมาชักนำให้ทำ ทำจนเป็นจริตประจำตัวเอง ไม่ว่าท่านทั้งหลายจะอยู่ในฐานะอะไรบนโลกนี้ ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “นั่งสมาธิ” นั้น จึงประกอบด้วยภาวะจิต ๓ ประการ ด้วย “อานาปานสติสมาธิ” ดังนี้

(๑) ดับดวงจิตให้เป็นกลางด้วยอุเบกขาทั้งหลาย = ไม่มีทั้งกุศลและอกุศล [อาเนญชา–ปรมัตถสัจจะ]

(๒) ให้ดวงจิตดับด้วยจากความมืดมิดแห่งสังกิเลส = ไม่มีอกุศล

(๓) ให้ดวงจิตเกิดด้วยแสงสว่างแห่งโวทาน = มีกุศลธรรม

 

 

ฉะนั้น ข้อ (๑) จึงตรงกับพุทธโอวาทข้อ ๓ ว่า “สจิตฺตปริโยทปนํ” คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ นั่นคือ “จิตประภัสสร” [มีจิตเป็นสมาธิและอุเบกขา ไม่หวั่นไหวสัดส่ายไปทางใฝ่ต่ำหรืออชั่วทรามปัญญา] ที่มีปัญญารอบรู้และความระลึกได้ เท่ากับ “มีสติสัมปชัญญะ” มีความนึกคิดไปตามความเป็นจริง คือ “กฎธรรมชาติ” [Natural Law = ปรมัตถสัจจะ] เช่น ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ธรรมนิยาม ๓ ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ๔ ข้อ (๒) จึงตรงกับพุทธโอวาทข้อ ๑ ว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ส่วนข้อ (๓) จึงตรงกับพุทธโอวาทข้อ ๒ ว่า “กุสลสฺสูปสมฺปทา” คือ ทำความดีให้เพียบพร้อม ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ให้ถือปฏิบัติไปเช่นนี้ ค่อยศึกษาพระธรรมแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง [ปฏิปัตติสัทธรรม] ให้มากยิ่งขึ้นและลงมือนั่งสมาธิจริงๆ เพื่อให้เห็นปาฏิหาริย์ [ปฏิเวธสัทธรรม = อนุสาสนีปาฏิหาริย์] ตามพระธรรมวินัย พระสัตถุสาสน์ คำสอนของพระศาสดา [ปริยัติสัทธรรม] ก็อย่าไปหลงฤทธิ์เดชแห่งอำนาจจิต คือ เกิดความฟุ้งซ่าน ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” คือ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” บางส่วนหรือทั้งหมด กินกระบาล เพราะปฏิบัติต่างไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เกิดปัญญารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์จริง ส่วนใหญ่นิยมเป็นร่างทรง ที่น่าสงสาร คือ เป็นร่างทรงไม่มีนัวนอนปลายตีน เพราะร่างนั้นเป็นผีไร้ญาติ ผียังไม่รู้จักตัวเอง แล้วยังมาสิงคนเป็นร่าง เลยงงทั้งคนและผีไปตามๆ กัน] สำคัญผิดในธรรมที่ปฏิบัติ ว่าตนเองได้บรรลุธรรมวิเศษ [อธิคมธรรม] ได้แก่ ฌาน มรรค ผล นิพพาน แล้ว แล้วคิดการใหญ่จะเปิดนิกายใหม่ขึ้นบนแผ่นดินอาณาจักรสยาม [ตามบัญชาสวรรค์ ไม่รู้ว่าไปทำหนังสือข้อตกลงการค้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่ คือ Joint Venture Agreement] เพื่อเป็นเกียรติและสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล แต่เท่าที่ปรากฏ ก็เห็นเป็นบ้าไปแล้วหลายสำนัก

 

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสียบางประการสำหรับค่านิยมในสังคมไทย คือ “ไม่ชอบศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง” แต่ชอบฟังจากปากคนอื่น เล่าและเชื่อตามนั้นมา [มุขปาฐะ–คำสอนที่ไม่ใช่ธรรมจากพระอริยสงฆ์ แต่พออริยสงฆ์เทศน์ให้ฟัง กลับไม่เชื่อ เพราะพูดให้ง่ายเกินไป ไม่ขลัง ไม่มีคำบาลียากๆ ประกอบ ต้องให้ฟังไม่รู้เรื่อง มีอาการเป็นงง แล้วคิดว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์] ที่เขาตีไข่ใส่ฟองความคิดทั้งที่ถูกต้องและที่ผิดผสมปนเปลงไป กลายเป็นโจ๊ก กลายเป็นนิทานพื้นบ้าน แล้วก็เชื่อกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตายแล้วก็ยังเชื่อเรื่องนั้นๆ อีก ไม่ถอยหนีจากความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา คนส่วนใหญ่ยังชอบมีลูกพี่หรือหัวหน้าเป็นผู้นำ ไม่ชอบคิดเอง ทำเอง เป็นตนของตัว พอมาปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องที่ต้องรู้เห็นพระธรรมด้วยตนเอง ด้วยปัญญาของตนเอง [อันวิญญูชนพึงรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะมีสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะ ถ้าไม่มีคุณชาติ ๒ ประการนี้ เรียกว่า “อัสสุตวาปุถุชน” คือ ผู้ไร้การศึกษาพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมตาบอดอยู่ ไม่เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” ได้ ตามพระอนุสาสนีอันอัศจรรย์จริง] กับต้องอยู่ใกล้พระอาจารย์ ชอบอ้างคุณชาติท่านเป็นของตน ตนเองไม่ได้ปฏิบัติอะไร เสียชาติเกิดที่อยู่ใกล้พระอรหันต์ กลับไปบอกว่า พระอาจารย์กูมีดีกว่าตรงนี้ตรงนั้น เล่นเอาพระอาจารย์หัวหมุน ถึงขั้นเสียธรรมก็มี เพราะไว้ใจลูกศิษย์บ้าๆ ถ้าจะเหมาเข่งกัน ก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของพระอาจารย์ [ลืมปฏิบัติตาม “มงคล ๓๘” หรือ “อุดมมงคล” อันเป็นสิริมงคล]แก่ชีวิตจริงๆ] ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ถ้ามีข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียว มีจิตถึงความหวั่นไหวไปตามกระแสโลกียะ คือ ความฟุ้งซ่าน ธรรมสมาธิแห่งฌานสมาบัติที่ได้มา ย่อมเสื่อมไปได้ทุกขณะเช่นกัน เพราะไม่เป็นไปหลักธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค คือ ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ที่เรียกว่า “สัมมัปปธาน ๔” หรือไม่สอดคล้องกับ “พุทธโอวาท ๓” ได้แก่

(๑) “สังวรปธาน” คือ เพียรระวัง–เพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น  

(๒) “ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

 

 

ในข้อประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการปฏิบัติธรรมนั้น คือ คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สอนจากเรื่องง่ายๆ ไปสู่เรื่องยากๆ ขึ้นไป ตามกำลังสมองความคิดของผู้ปฏิบัติธรรม [พระโยคาวจร] โดยแบ่งคุณบทแห่งบุคคลออกเป็น “บุคคล ๔” ได้แก่

(๑) “อุคฆฏิตัญญู” คือ ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง

(๒) “วิปจิตัญญู” คือ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป  

(๓) “เนยยะ” คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำฝึกสอนอบรมให้เข้าใจได้  

(๔) “ปทปรมะ” คือ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย

 

 

เพราะฉะนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะบรรลุถึง “อธิคมธรรม” ได้ ถ้าทำจริงอย่างถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ประกอบด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] และ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา” กับ “สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ประกอบด้วย กุศลวิตก ๓ หรือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อพึงระวัง คือ การกล่าวถึงแต่สิ่งดีๆ มากจนเกินไป บางคนทำผิด ก็จะมีความไม่ยินดีในการทำดีเกิดขึ้น เรียกว่า “อรติ” เมื่อทำดีไม่ได้ ก็ประชดไปเลย ก็มีเหมือนกัน เช่น หมั่นไส้ผู้บรรลุอธิคมธรรม หาเรื่องแกล้งเล่นๆ หรือเสียอกเสียใจที่คนอื่นได้ดี เป็นต้น “อรติ” จัดเป็นนิวรณ์ข้อหนึ่ง ที่เป็นอันตรายแก่ “สมาธิธรรม” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] ทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน “อุทธัจจะ” ที่ต้องดับด้วย “อวิเขปปะ” คือ ความไม่ฟุ้งซ่านหรือหวั่นไหวไปตามกระแสโลกธรรม การทำจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ [รวมด้วย อวิชชา อรติ และ อกุศลธรรมทั้งปวง] จึงเป็นการปฏิบัติธรรมในขั้นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง คือ พยายามทำให้ได้ดีที่สุด ให้จิตเป็น “จิตตสมาธิ” ที่สหรคตด้วย “ธรรมสมาธิ” ทั้ง ๕ ประการ [เพราะเกิดความศรัทธาปสาทะ ความเลื่อมใสในธรรมที่ปฏิบัติ จิตจึงผ่องใส ปรีดาปราโมทย์ ในสิ่งที่ปฏิบัติที่ถูกต้อง เกิดธรรมปีติได้จริง ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ดับนิวรณ์ทั้งหลายได้ด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ”] จนจิตได้ฌานที่เป็น “ปฐมฌาน: วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ฉะนั้น สมาธิที่เกิดขึ้นใน “ปฐมฌาน” นั้น อาจเป็น “อปจารสมาธิ” [สมาธิจนเจียนยังรู้สึกตัวถึงลมหายใจเข้าออกอยู่] หรือ “อัปปนาสมาธิ” [สมาธิที่แน่วแน่ไม่อุเบกขาจิตที่เป็นกลางต่ออารมณ์ใดก็ตาม คือ ดับทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” แห่งจตุตถฌาน] ก็ได้ แต่อย่างไร จิตก็เกิดการดำรงมั่นด้วย “สติปัฏฐาน ๔” โดยเฉพาะ “อานาปานสติสมาธิ” เป็นสำคัญ และพร้อมตามด้วยวัตถุอีก ๕ ประการ ได้แก่ “อิริยาบถ–สัมปชัญญะ–ปฏิกูลมนสิการ–ธาตุมนสิการ–นวสีวถิกา” [พยายามกำหนดหมายรู้ด้วย “สัญญาบริสุทธิ์” ที่เป็น “ปฏิภาคนิมิต” ที่เคลื่อนไหวได้ เพื่อให้เป็นธรรมเครื่องระลึกของ “สติ” และธรรมเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” อันเป็นพื้นฐานให้เข้าถึง “ปฐมฌาน” ได้ ด้วย “อานาปานสติสมาธิ” นี้] ในฐานตั้งมั่นสติที่เป็น “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” นั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม ในเจริญฌานสมาบัตินั้น ให้เน้นที่ “รูปฌาน ๔” ไว้ก่อน เพื่อให้เข้าถึง “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ที่บริสุทธิ์จากนิวรณ์จริงๆ ก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะก้าวไปสู่ฐานปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้น คือ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” เพราะเมื่อจิตบริสุทธิ์จาก “นิวรณูปกิเลส” [กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง] ทั้งหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมยังต้องกำจัดองค์ฌานบางส่วนออกไปด้วยตามลำดับขั้นของรูปฌานสมาบัตินั้นๆ ดังนี้

 

“ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “กุศลฌาน–จตุกกนัย” [ฌานพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อนฌานอื่นๆ]โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน แต่ก็ควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป และควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 319–320 FILE 78) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา (มรรคมีองค์ ๘) เพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก (ปราศจากนิวรณ์) อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานทีมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นไปในภายใน [เป็นของภายในเฉพาะตน] เป็นธรรมชาติผ่องใส [ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว] เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  [ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก [ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ = วิตก] ไม่มีวิจาร  [ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาอารมณ์ ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์อยู่เนืองๆ = วิจาร] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ  [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้] อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเขกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

 

อนึ่ง การที่จะเข้าถึง “รูปฌาน ๔” ได้นั้น ไม่ใช่อยู่ๆ ก็นั่งสมาธิเอาเลย ย่อมไม่ประสบความสำเร็จอย่างถูกต้อง ได้จริง เพราะอาจจะกลายเป็น “มิจฉามาธิ” คือ ตั้งใจผิด นำสมาธิไปใช้ในทางที่ผิด เพราะฉะนั้น พื้นฐานสำคัญจึงต้องเริ่มต้นด้วย “จรณะ ๑๕” [ซึ่งเรียกว่า “เสขปฏิปทา” หมายถึง ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–และ–ฌาน ๔] ของผู้ปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงได้ฌานจริง ฉะนั้น คำว่า “จรณะ” นั้น หมายถึง เครื่องดำเนิน ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา นั่นคือ “วิชชา ๓” กับ “วิชชา ๘” ดังนี้

 

“วิชชา ๓–ญาณ ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่  

(๑)  “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ 

(๒)“จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  

(๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ “ความตรัสรู้–โลกุตตรญาณ” เกิดต่อจาก “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกุตตรญาณ]

 

“วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑)  “วิปัสสนาญาณ” คือ ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา นั่นคือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน

(๒)“มโนมยิทธิ” คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ นั่นคือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้หรือแปลงร่างใหม่ได้  

(๓) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” คือ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ นิรมิตกายหลายคน ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น

(๔) “ทิพพโสต” คือ หูทิพย์ ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา

(๕) “เจโตปริยญาณ” คือ ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้ ญาณที่ให้ทายใจรู้ใจความนึกคิดคนอื่นได้

(๖)  “ปุพเพนิวาสานุสสติ” คือ ระลึกชาติได้  ปัญญารู้ทั้งอดีตและอนาคต

(๗) “ทิพพจักขุ” คือ ตาทิพย์  จักษุทิพย์ [จุตูปปาตญาณ] คือ ดูอะไรเห็นได้หมด

(๘) “อาสวักขยญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ = “โลกุตตรญาณ”

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นกรณีพิเศษสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ เรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–สัมมาปฏิปทา”

 

“จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” คือ อิทธิฤทธิ์แห่งจตุตถฌานที่ทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆ ๕ ประการ (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ได้แก่

 

(๑) หมวดอนุปุพพนิโรธ คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับในสมาธิ

(๑) “บาทแห่งฌานทั้งปวง” คือ “รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔” และ “นิโรธสมาบัติ” [สัญญาเวทยิตนิโรธ]

(๒) หมวดอภิญญา คือ ความรู้ยิ่งยวด

(๒) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

 (๓) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

(๔) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้

(๕) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

(๖) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

(๓) หมวดญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญาหยั่งรู้

(๗) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๘) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้

(๔) หมวดอรูปฌาน [ข้อ ๗ ในกรรมฐาน ๔๐] คือ อรูปฌาน ๔ ที่เป็นบาทฐานในการเข้านิโรธสมาบัติ

(๙) “อากาสานัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้”

(๑๐) “วิญญาณัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๑๑) “อากิญจัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะไม่มีอะไรเลย”

(๑๒) “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่”

(๕) หมวดโลกุตตระ คือ ภาวะเหนือโลกียธรรม ที่จิตปราศจากกิเลสและทุกข์แล้ว

(๑๓) “โลกุตตรจตุตถฌาน” คือ จิตน้อมถึง “เจโตวิมุตติ” [สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ]

 

 

ฉะนั้น ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายอันเกิดจาก “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” นั้น เป็นทั้งอธิการในวิปัสสนาต่อไป แล้อาจเป็นทั้งอกุศลกรรมที่จะเกิดกับผู้ปฏิบัติธรรมได้เช่นกัน “อะไรมีคุณอนันต์ ก็ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน” สิ่งที่มีคุณอนันต์ใหญ่หลวงต้องอยู่กับมือผู้มีปัญญาที่บริสุทธิ์ มีศีลธรรม มีคุณธรรม สิ่งนั้นถึงจะใช้สร้างคุณประการต่อตนเองและผู้อื่นได้สมจริง คนโง่ครอบครองจตุตฌานได้ ย่อมนำไปใช้สร้างความฉิบหายให้ผู้อื่นได้ คือ ทำวิปฏิสารความเดือนร้อนไม่สิ้นสุด เพราะไม่มีปัญญา [อวิชชา–อโยนิโสมนสิการ–คิดไม่เป็นในทางที่ดี เช่น บางคนได้ “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” หมายถึง แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ เช่น นิรมิตกายคนเดียวเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียว ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น ก็ใช้ได้เพียงไปตามดูผัวอยู่กับเมียน้อย เพื่อจะล้างแค้น หรือไปแกล้งรังแกชาวบ้านให้เดือดร้อน เป็นต้น] เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อได้จตุตถฌานดีแล้ว ก็อย่าหลงใหลในฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้น เพราะมันไม่มีอะไรดีจริง เราใช้เป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อกลาง เพื่อเป็นทางผ่านไปสู่โลกุตตระเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง “อนัตตตา” [อนัตตานุปัสสนา] ถ้าบุคคลนั้น ไม่สามารถรู้เท่าทันกิเลสทั้งหลายได้ ย่อมไปมัวเมาติดอยู่กับฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้นๆ จนทำให้วิปัสสนาไม่ก้าวหน้า มีแต่ข้อเสียหาย ความนึกคิดที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงตามธรรมชาติ ทำให้บุคคลนั้น ไม่สามารถเข้าถึงความจริงแห่งธรรมชาติได้จริง ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็กลายเป็นสิ่งที่ล้มเหลว ไร้ค่าที่จะเป็นคุณอนันต์แห่งคุณอันใหญ่ คือ “โลกุตตรธรรม” เป็นความสูญเสียที่ไร้ค่าอย่างน่าเสียดาย พระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แค่นึกคิดผิดเป็นนิดเดียว แล้ววกกลับมาใหม่ มาเริ่มต้นใหม่ ก็มีมลทินราคะติดอยู่ในพื้นจิตที่ยากจะชำระออกไปให้หมดได้จริง เพราะเป็นเรื่องจิตของตนเอง ใครก็ชำระล้างให้ได้ยาก ตนย่อมรู้แก่ตนเพียงคนเดียว แม้คนอื่นอยากมารู้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตา] ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้ตัดกรรมทั้งหลายด้วยการเจริญอนุปุพพสิกขา ได้แก่ (๑) “อธิสีลสิกขา” ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ (๒) “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ และ (๓) “อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ ตามลำดับ บุคคลผู้ปฏิบัติผิดไปจากข้อบัญญัติดังกล่าวนี้ ย่อมไม่ใช่ทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทาอย่างแท้จริง เป็นการหลอกตัวเอง หรือการโกหกแม้แต่ตัวเอง ว่าตนดำเนินการมาถูกต้อง สิ่งนี้คือความละเลย ที่เรียกว่า “ประมาท–ปมาทะ” ความประมาทดังกล่าวนี้ เกิดจากความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา นั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้

 

“อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ” [องค์แห่งอวิชชา] ได้แก่

(๑) “อัญญาณ” คือ ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) “อทัสสนะ” คือ ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) “อนภิสมัย” คือ ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) “อนนุโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) “อสัมโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) “อัปปฏิเวธะ” คือ การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) “อสังคาหณา” คือ ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) “อปริโยคาหณา” คือ ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) “อสมเปกขนา” คือ ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) “อปัจจเวกขณา” คือ ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) “อัปปัจจักขกรรม” คือ ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) “ทุมมิชฌะ” คือ ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) “พาลยะ” คือ ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) “โมหะ” คือ ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด] 

(๑๖) “ปโมหะ” คือ ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) “สัมโมหะ” คือ ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) “อวิชชา” คือ รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) “อวิชโชฆะ” คือ โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ = วิวัฏฏะ]

(๒๐) “อวิชชาโยคะ” คือ โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) “อวิชชานุสัย” คือ อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) “อวิชชาปริยุฏฐาน” คือ การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) “อวิชชาลังคี” คือ กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) “โทสะ” คือ ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) “โลภะ” คือ ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

 

เพราะฉะนั้น การทำลายสังกิเลสทั้งหลาย ที่มีเหตุมาจาก “อวิชชา” ได้ จิตย่อมก้าวสู่ “จตุตถฌาน” ได้อย่างไร้ข้อกังขาในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ดังนี้

 

“รูปาวจรจตุตถฌาน” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 318–319 FILE 44) ถึงความไม่หวั่นไหว เพราะประกอบด้วย “โวทานธรรม” ทั้ง ๑๖ ประการ (การชำระล้างให้บริสุทธิ์–การทำให้สะอาดไม่มัวหมอง หรือ “โวทานํ” ได้แก่ ความผ่องแผ้ว ธรรมฝ่ายวิเศษ) สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า:

(๑) จิตที่ไม่ฟุบลง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๒) จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๓) จิตไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ราคะ (ความกำหนัด)

(๔) จิตไม่ผลักออก ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน พยาบาท (ความขัดเคืองแค้นใจ)

(๕) จิตที่ไม่เกี่ยวเกาะ ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

(๖) จิตที่ไม่ผูกพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ฉันทราคะ (ความพอใจติดใคร่)

(๗) จิตที่หลุดพ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ)

(๘) จิตที่ไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลส (ความเศร้าหมอง)

(๙) จิตที่ไม่มีเขตแดน เป็นต้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน เขตแดน (กิเลส)

(๑๐) จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลสต่างๆ   

(๑๑) จิตที่ศรัทธากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อสัทธิยะ (ความไม่มีศรัทธา)

(๑๒) จิตที่วิริยะกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๑๓) จิตที่สติกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ปมาทะ (ความประมาท)

(๑๔) จิตที่สมาธิกำกับแล้ว ชื่อ อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๑๕) จิตที่ปัญญากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อวิชชา (ความไม่รู้จริง)

(๑๖) จิตที่ถึงความสว่างแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ความมืดแห่งอวิชชา

 

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเข้าถึง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อันเป็นธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้และอริยมรรค ซึ่งเป็นธรรมที่ต้องสัมปยุตต์กับการเจริญภาวนาทุกขั้นตอน (๑) สมถภาวนา กับ (๒) วิปัสสนาภาวนา จึงจะทำให้การปฏิบัติธรรมมีความสมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้าปราศจาก “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ไปแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นๆ ย่อมล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมายถึง ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ หรือสนับสนุนอริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้ดีแล้ว การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ ขั้นตอนการชำระร่างกายและจิตวิญญาณ นั่นคือ “ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” ให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” โดยทำให้เกิดความบริสุทธิ์หมดจดเช่นกัน ด้วยการเจริญธรรม ที่เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” ดังนี้

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “วิสุทธิ ๗” นั้น จะทำหน้าที่สัมปยุตต์กับ “ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” และในส่วนที่เป็น “ปัญญาภาวนา–วิปัสสนาภาวนา” นั้น คือ “ญาณ ๑๖” ดังนี้

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาถึง “มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน” ดังนี้

 

“อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

เพราะฉะนั้น “อริยบุคคล ๔” จึงหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐด้วยอริยมรรคและอริยผล ได้แก่ (๑) พระโสดาบัน (๒) พระสกทาคามี (๓) พระอนาคามี (๔) พระอรหันต์ ตามลำดับ และลำดับอันเป็นปรมัตถประโยชน์ คือ “พระอรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “สัมมาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นชอบ ชื่อว่า “อเสขธรรม” หรือ “วิมุตตานุตตริยะ” คือ ความหลุดพ้นอันเยี่ยมจากกิเลสและกองทุกข์ นั่นคือ “นิพพาน ๒” ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ อันเป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล” หมายถึง บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่ ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ “พระเสขะ” คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ที่ยังต้องเจริญไตรสิกขาอีก ยกเว้น “พระอรหันต์”

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง “พระอรหันต์สิ้นชีวิต” เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” หรือ “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] คือ บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ “พระอรหันต์” ผู้บรรลุถึง “อริยสัจจภาวะแห่งสันติบทในนิพพานธาตุหรืออมตธาตุ” อย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หลังจากพระมหาบุรุษทรงเลือกเป็นที่บำเพ็ญเพียร ในตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้นานถึง ๖ ปี ทรงปฏิเสธ “ที่สุด ๒ อย่าง” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาดไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ (๑)  “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงเจริญด้วย “เนกขัมมวิตกภาวนา” ด้วยการเสด็จออกบรรพชาหรือออกบวช หลังจากทอดพระเนตรเห็น “นิมิต ๔” คือ เทวทูตของยมเทพทั้ง ๓ ที่เป็นสื่อแจ้งข่าวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิต มิให้มีความประมาท เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตม มีพระมหากุศลเจตนาเสด็จออกบรรพชาในตอนนั้น ได้แก่ “คนแก่–คนเจ็บ–คนตาย” คือ “เทวทูต ๓” และรวม “สมณะ” อีกนิมิตหนึ่ง และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า หรือการทรมานตนให้ลำบากเปล่า พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจเลือกทดลองบำเพ็ญเพียรทำ “ทุกรกิริยา” เสร็จแล้ว ทรงพิจาณาไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการว่า ไม่สมเหตุผลที่จะสามารถบรรลุอริยมรรคได้จริง พระพุทธองค์ทางอุปมากับ “ท่อนฟืนเปียกกับแห้ง” ในการกำจัดราคะ และเปลี่ยนมาทรงดำเนินใน “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยยึดหลัก “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” โดยเจริญด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็นชอบที่เป็นทั้ง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–และ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่

๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ”

 

จนกระทั้งพระพุทธองค์ได้ปฏิญาณตนว่าตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แปว่า “ปัญญาหยั่งรู้ตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม” หลังจากพระพุทธองค์ได้เจริญ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (“ญาณ ๓ = สัจจญาณ–กิจญาณ–กตญาณ” ปริวัฏฏ์รอบใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔ = ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” จำนวน ๓ รอบ เรียกว่า “มีอาการ ๑๒” หรือ “ปัจจเวกขณญาณ” อันเป็นญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ = ปัญญาจักขุ) ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ สถานที่แห่งนี้ ในตำบลอุรุเวลา ในขณะเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ “อาสวักขยญาณ” ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้ ตัวอย่างในยุคร่วมสมัย

 

“ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน (ให้เปรีบเทียบกับ นิโรธ ๕) เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อรวมแล้วจะเกิด “ญาณทัสสนะ ๑๙ ประเภท” หรือ “ปัจจเวกขณวิถี ๑๙ ประการ” โดยใช้ปัญญาหยั่งรู้และญาณทัสสนะทบทวนใน “มรรควิถี ๔–อริยมรรค ๔–มรรค ๔–มรรคญาณ” กับ “สามัญผล ๔–ผล ๔–ผลญาณ” เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ ได้แก่

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

                                  

แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนภายใน “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น ให้พิจารณาถึง “ญาณ ๓” อีกชุดหนึ่ง ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่   

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้มาก

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว  

 

 

“ญาณ ๓” ในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือ ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ) “ปริวัฏฏ์ ๓” หรือ “วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว ให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่า “รู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว” ได้แก่   

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา

 

 

ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้วางเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

(๑) “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต = “ปริญญา”

(๒) “สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป = “ปหานะ”

(๓) “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ = “สัจฉิกิริยา”

(๔) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา = “ภาวนา”  

 

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึง “อริยมรรค ๔” กับ “อริยผล ๔–สามัญผล ๔” แล้ว ญาณในวิปัสสนาที่เกิดขึ้นได้ในอันดับต่อไป เรียกว่า “อาสวักขยญาณ” จนถึง “นิพพาน ๒” (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) โดยพิจารณาจาก “อินทรีย์ ๓” ที่เรียกรวมว่า “อาการ ๖๔” (มรรค ๔–ผล ๔) ดังนี้

 

อาสวักขยญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1036–1040 FILE 68)

 

[๒๕๘] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็น “อาสวักขยญาณ”อย่างไร

 

“อินทรีย์ ๓” ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

 

“อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค ๑ “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล

 

(๑) โสดาปัตติมรรค

[๒๕๙] “ในขณะโสดาปัตติมรรค” ด้วยอรรถว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นั้น “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” นั้น

 

(๒) โสดาปัตติผล

[๒๖๐] “ในขณะโสดาปัตติผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๓) สกทาคามิมรรค

[๒๖๑] “ในขณะสกทาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๔) สกทาคามิผล

“ในขณะสกทาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๕) อนาคามิมรรค

“ในขณะอนาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๖) อนาคามิผล

“ในขณะอนาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

 (๗) อรหัตมรรค

“ในขณะอรหัตมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๘) อรหัตผล

[๒๖๒] “ในขณะอรหัตผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญาตาวินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตผล” นั้น “อัญญาตาวินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญาตาวินทรีย์” นั้น

 

“อินทรีย์ ๘” หมวดเหล่านี้ รวมเป็น “อาการ ๖๔” ด้วยประการฉะนี้

 

หมายเหตุ: ให้พิจารณาถึง “อินทรีย์ ๒๒” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ขันธ์ ๕–นามรูป” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นั่นเอง

 

 

ประการสุดท้ายนี้ การทำลายรากเหง้าของอกุศลธรรม [ราคะ–โทสะ–โมหะ] ทั้งหลายนั้น เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด เพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติว่ายากง่ายแตกต่างกันอย่างไร ที่เรียกว่า “ปฏิปทา ๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ปฏิปทา ๔” หมายถึง แนวปฏิบัติ–ทางดำเนิน–การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ได้แก่

(๑) “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า พระจักขุบาลอาจเป็นตัวอย่างในข้อนี้ได้  

(๒) “ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น แต่มีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียกพระมหาโมคคัลลานะเป็นตัวอย่าง  

(๓) “สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือ เจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต แต่มีอินทรีย์อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า

(๔) “สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” [ปฏิปทาประณีต] คือ “ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้ไว” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือ เจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต อีกทั้งมีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง

 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น ให้ตั้งสมมติฐานไว้ที่ ข้อ (๑) ไว้ก่อน คือ “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” หมายถึง “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” เพราะเป็นบุคคลผู้มีกิเลสหนาเป็นพิเศษ ทุกข์ระทมตรมกล้ำกลืนมาแสนเข็ญนัก จะได้ไม่ต้องไปคิดมากว่า: “ทำดีแล้วไม่ได้ดี” [คือ ปฏิบัติธรรมมานานแล้วยังไม่เกิดผลอะไรให้ได้เห็น] ก็ให้ดำเนินปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างถูกวิธี ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” ก็แล้วกัน หรือมิฉะนั้น ก็อย่าดับเครื่องถอนหลังเข้าคลองก็แล้วกัน เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป จะใจร้อนไม่ได้ ใครเขาสำเร็จตรัสรู้ได้ก่อน รู้แจ้งแทงตลอดก่อน มีแต่อนุโมทนาบุญไปด้วยกับเขา “มุทิตาจิต” เอาไว้ ไม่ใช่ “อรติ” บุญของคนอื่นเขา ถ้าจะให้ดี ก็ไปขอคำแนะนำดีๆ จากผู้ประสบความสำเร็จ เพราะแต่ละคนมีเทคนิคการปฏิบัติเป็นแบบฉบับของตนอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เป็นการแสดงน้ำใจนักปฏิบัติธรรมที่ดีที่มีต่อกันและกัน ความเข้าใจที่เห็นในภาพรวมของการปฏิบัติธรรมนั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติของตนได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดข้อวิตกกังขาในระหว่างปฏิบัติธรรม ทุกอย่างต้องมีความมั่นใจว่า ไม่ผิดทางอย่างแน่นอน เพราะความไม่มั่นใจ ความไม่ศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง นำไปสู่ความล้มเหลว หรือความผิดพลาดได้ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น ถ้ารู้จักแก้ไขปรับปรุงในทางสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่ควรมองข้ามคุณสมบัติข้อนี้ไป สิ่งนี้คือคุณสมบัติของผู้เจริญแล้ว ธรรมทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้แนะให้บุคคล ดำเนินชีวิจไปสู่ภาวะที่เจริญอันประเสริฐด้วยคุณธรรมของการเป็นคนดี สัตบุรุษ ถ้าเป็นปราชญ์ก็เป็นผู้มีความรู้คู่กับคุณธรรม ฉะนั้น การจะตรัสรู้อริมรรค ๔ อริยสัจจ์ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้นั้น ก็บุคคลนั้น ต้องประกอบด้วยแต่สิ่งที่เป็นอริยภาวะหรือความประเสริฐที่บริสุทธิ์สมบูรณ์จากกิเลสทั้งปวง ไม่ใช่อะไรก็ได้ ที่อนุโลมตามกิเลสตัณหาของตน ให้เสร็จสิ้นไปวันๆ หนึ่ง ไม่ต่างจากหมากับแมว แบบนี้ก็คงไม่เรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” ตามคำสอนของพระศาสดา ความมีระเบียบ ความเอาจริงจัง ความแข็งแกร่งของจิตใจ ความสู้งานหนักและเบา ความมีไหวพริบเชาว์ปัญญา ความมีเมตตาธรรม ธรรมเหล่านี้ ย่อมกลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี ก็ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4959604