๑๐๐. ความเข้าใจจริงในภาวนากรรมฐาน

         The Right Understanding about Mental Development

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  557  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความรู้แจ้งแทงตลอดในทางดำเนินของการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น เป็นการวางแผนในการปฏิบัติธรรมที่รอบคอบอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ให้มากที่สุด และเป็นการป้องกันการสูญเสียเวลาในการเข้าถึงความสำเร็จในการบรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายที่ควรจะเป็น ฉะนั้น การศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง จึงเป็นการเพิ่มพูนความเข้าใจในธรรมทั้งหลายอย่างละเอียดประณีต ทำให้เกิดภาพรวมในการปฏิบัติธรรมที่ชัดเจนอย่างมีเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่ดำเนินไปอย่างไร้ทิศทางและมีข้อสงสัยกังวลเกิดขึ้นในธรรมที่ตนเองกำลังปฏิบัติอยู่ ความไม่แน่ใจหรือความวิตกกังกับงานที่ตนเองกำลังปฏิบัติอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้มีอาการเสื่อมศรัทธาขึ้นได้ ในสิ่งที่จะเป็นคุณอันใหญ่ในอนาคต คือ การบรรลุโลกุตตรธรรมได้ แต่อุปสรรคต่างๆ ย่อมเข้ามาให้ผจญตามวาระผลแห่งกรรมที่ได้ประกอบไว้ก่อนหน้านั้นหรือในปัจจุบัน ก็ต้องรู้เห็นและเข้าใจอย่างเท่าทันสถานการณ์นั้นๆ ให้ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่หลงใหลไปกับสิ่งที่ล่อลวงใจให้ล้มเลิกในการปฏิบัติธรรม อันเป็นทางดำเนินที่ถูกต้องตามกำหนดธรรมดาแห่งธรรมชาติ และตามคำสอนของพระพุทธเจ้า [มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘] อนึ่ง สิ่งใดๆ ที่ไม่ถูกต้องเป็นไปตามหลัก “กฎธรรมชาติ” สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของตน และทำให้เกิด “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” อย่างไม่จบสิ้น ยิ่งมีการตอบสนองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดทุกข์มากเท่านั้น ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมเป็นภาระหน้าที่ในการค้นหาหรือแสวงแนวทางในการดับทุกข์ [อริยมรรค ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ที่ต้องเจริญภาวนาให้สำเร็จในกิจนั้นๆ] ไม่ใช่การแสวงหาความร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไปตามคติทางโลก แต่เป็นค้นหาเส้นทางแห่งอริยมรรคเพื่อเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ให้ได้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๐๐ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความเข้าใจจริงในภาวนากรรมฐาน

 

เมื่อพิจารณาถึง “จิตตสมาธิ” ของผู้ปฏิบัติธรรมที่ดำเนินมาถูกต้องตามหลักธัมมานุธัมมปฏิปัตตินั้น ย่อมเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพและนำไปใช้งานได้จริง โดยเฉพาะในขณะเผชิญปัญหาต่างๆ ทำให้คิดหาอุบายวิธีอันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้นๆ ประการสำคัญ เป็นการหลีกหนีจากการก่ออกุศลวิบากกรรมได้ นั่นคือ “การตัดกรรม” ในชาติปัจจุบันลงไปได้ เพราะรู้จักคิดรู้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นได้ดี ฉะนั้น “จิตทรงสมาธิ” หรือ “จิตตสมาธิ” นั้น มีความแตกต่างจากจิตในกระแสวิถีแห่งโลกธรรม หรือ “วิถีจิต” ที่เกิดดับในกระบวนการวิญญาณกิจของ “ภวังคจิต” กับ “ตกภวังค์” ที่เป็นจิตที่ไม่ได้ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อนึ่ง “วิถีจิต” เป็นจิตที่เกิดนับไม่ถ้วนในทุกขณะจิต อันสหรคตด้วยอารมณ์ทั้ง ๖ ประการ ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ เช่นกัน ที่ทำให้เกิดการรู้แจ้งอารมณ์ เพราะรู้สึก “เวทนา ๖” ต่ออารมณ์นั้นๆ และเข้ไปปรุงแต่งตามแรงปรารถนา “สัญญา ๖” หรือตามเจตจำนงด้วย “สัญเจตนา ๖” ทำให้เกิด “กรรมภพ” ต่างๆ [สังขาร ๓] และการลื่นไหลไปตามกระแสวิถีแห่งโลกธรรมทั้ง ๘ นั้น เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา อันเป็นเหตุให้เกิด “ตัณหา ๓–ตัณหา ๖” และเอาจิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสภาวธรรมนั้นๆ อีก ที่เรียกว่า “อุปาทาน ๔” ผลลัพธ์ที่ตามมาแห่งวิบากกรรมนั้น ย่อมเกิด “สังสารทุกข์” ด้วยบรรดา “สังกิเลส” ทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” ในกระบวนการคิดพิจารณาสภาวะแห่งจิตที่กำลังดำเนินอยู่ในกระแสวิถีวิญญาณกิจนี้ คือ การพิจารณาถึงองค์ปัจจัยต่างๆ ที่มี การเกิด–การตั้งอยู่–การดับ ตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือมิติความสัมพันธ์ของบรรดา “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย ดังนั้น ความรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] และรู้แจ้งรู้จริง [วิชชา–อภิญญา] ในการกำหนดรู้ “ทุกขสัจจ์” ได้ จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำองค์ความรู้จากการฝึกฝนอบรมการเจริญสมาธิภาวนาอย่างถูกต้องมาใช้ในชีวิตจริง และเป็นประโยชน์อันสนับสนุนเกื้อกูลในการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าสูงยิ่งๆ ขึ้นไป จนกว่าจะถึงปรมัตถประโยชน์แห่งนิพพาน อันสุดรอบแห่งชีวิตนี้ได้ จิตทรงสมาธิในขั้น “จตุตถฌาน” นั้น เป็นจิตที่สะอาดจากกิเลสนิวรณ์อย่างกลาง ที่เรียกว่า “วุฏฐานกิเลส” หมายถึง  กิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตไม่เป็น “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ในอธิจิตตสิกขา จนเกิดความรู้สึกคุ้นเคยในกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย เมื่อจิตมีแต่กิเลสนิวรณ์เครื่องเศร้าหมองจิตนั้น ย่อมทำให้บุคคลนั้นเข้าถึงความดีได้ยาก มีความนึกคิดมองโลกในแง่ร้าย เพราะ “นิวรณ์” [อุปสรรค] ทั้งหลาย นั่นเอง จิตปราศจากนิวรณ์นี้ เรียกว่า “จิตประภัสสร” หมายถึง จิตที่ชำระตนให้ถึงจิตตามสภาพดั้งเดิมด้วยอำนาจครอบครองแห่งอธิจิตต์ ที่สามารถข่มระงับกิเลสนิวรณ์ได้ในขณะที่ทรง “สัมมาสมาธิ–กุศลรูปาวจรฌานจิต” อยู่นั้น อันไม่ใช่ภาวะที่จิตเป็นสมาธิสามัญทั่วๆ ไปในชีวิตปกติ เช่น ในขณะเรียนหรืออ่านหนังสือ เดิน ยืน นั่ง นอน ทำ คิด เป็นต้น  “จิตประภัสสร” นี้ ยังไม่ถือเป็นจิตที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงจากกิเลสอย่างละเอียดที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตตสันดาน [จิตไร้สำนึก] ที่เรียกว่า “อนุสยกิเลส” เช่น อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๑๐–อาสวะ ๔ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปปัญจธรรม ๓” ที่ปิดกั้นปัญญาให้ไม่รู้ปัญหาทุกข์ง่ายๆ ไม่ออก ไม่รู้ตามสภาวะที่เป็นจริงตามกำหนดธรรมดาได้จริง ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ ที่จิตของปุถุชนแพ้ทางอยู่ตลอด หรือผสมปนเปกับ “อนุสัย ๗” [สังโยชน์ ๗] ยิ่งเพิ่มกำลังจิตให้รุนแรงในอารมณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ กามราคะ–ปฏิฆะ–ทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–มานะ–ภวราคะ–อวิชชา เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมมาอย่างถูกวิธีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมมีจิตรู้เท่าทัน [สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ] กับเหตุปัจจัยอันเกิดสภาพแห่งทุกข์ [ทุกขตา–ทุกขสัจจ์–ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ = ทิฏฐิวิสุทธิ (ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง อันเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด] และรู้เท่าทันกับอุบายวิธีในการดับทุกข์นั้นๆ ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” คือ เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาท [ธัมมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ]

ดังนั้น ในการพัฒนาจิตไปสู่จิตปราศจากกิเลสนิวรณ์ [นิวรณ์: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] ได้นั้น เพื่อเป็นการเข้าไปรู้เห็นจิตตามสภาพที่เป็นจริงดั้งเดิม ที่เรียกว่า “ฐิติภูต–ฐิติภูตะ–ฐิติภูตัง” นั่นคือ จิตตามสภาพดั้งเดิม ปฐมวิญญาณ ที่ไม่ถูกกลุ้มรุมด้วย “ปริยุฏฐานกิเลส” [นั่นคือ จิตที่สะอาดบริสุทธิ์แต่ยังไม่บริสุทธิ์จาก “อนุสยกิเลส–กิเลสานุสัย” ซึ่งต้องชำระให้หมดจดได้ด้วย “อธิปัญญาสิกขา” เท่านั้น] ซึ่งตรงกับ คำว่า “จิตประภัสสร” หมายถึง จิตเดิมแท้ที่ยังว่างอยู่ ยังไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง ยังไม่ถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส ไม่ถูกหุ้มห่อด้วยผลของกิเลส คือ ความดี ความชั่ว เป็นต้น เหมือนอย่างเพชร มันมีรัศมีในตัวมันเอง มันเรืองแสงของมันได้ เหมือนอย่างจิตเดิมแท้ประภัสสร แต่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ มันจึงเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงต้องมีการอบรมจนเป็นประภัสสรที่ถาวร ชนิดที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้น กุศลวิบากจิตที่เกิดจากเจริญฌานจิตนั้น ทำให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ได้จริง เพระฉะนั้น จิตตัวต้นทางแห่งรากเหง้าของอวิชชาจึงมาจาก “ฐิติภูต” หรือดวงจิตแห่งอาตมัน [พื้นจิตตสันดาน–จิตไร้สำนึก: Unconscious Mind] ที่สะสม “กรรม–วิบากตามกิเลส” ที่เรียกว่า “ไตรวัฏฏะ–วัฏฏะ ๓” หรือ “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” คือ สภาพแห่งทุกข์ที่เกิดดับ หมุนเวียน เวียนว่าย ตายเกิด อย่างไม่สิ้นสุด หลายภพหลายชาติ [รู้เห็นด้วย: ทิพพจักขุญาณ] ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ คือ “วงจรชีวิต" [The Cycle of Life] ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องของทุกชีวิต [ชีวิตสันตติในสังสางจักร] ไม่เกี่ยวข้องว่าจะนับถือศาสนาใด หรือมีความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใน ในลัทธิใดๆ คำว่า “ทุกข์–ทุกขตา” นี้ ย่อมเป็น “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] นั่นคือ ตถตา–Dependent Origination: สัจจธรรมแห่งชีวิตที่แน่นอน เป็นความจริงที่ประเสริฐสูงสุด เป็นความจริงแห่งอริยะ ที่เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์” [The Universality of Suffering] ส่วนรากเหง้าแห่งทุกข์ คือ “อวิชชา–Ignorance” ก็ถือเป็น “สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” [The Universality of the Cause of Suffering] หรือทั้ง “ทุกข์” กับ “สมุทัย” นั้น หมายถึง ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ และรากเหง้าอันเป็นที่สุดแห่งอวิชชา นั่นคือ “ฐิติภูต–ฐิติภูตะ–ฐิติภูตัง” ที่ทำหน้าที่เป็น “เหตุปัจจัย” ของความไม่รู้จริง หรือความหลงใหลขาดสติสัมปชัญญะ [อโยนิโสมนสิการ] เมื่อรากเหง้าแห่งอวิชชาถูกระงับกิเลสอย่างกลางลงไปได้ คือ “นิวรณูปกิเลส” ทั้งหลาย ขั้นต่อไปยังต้องอาศัย “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” [มัคคญาณ] เป็นกุศลธรรมเครื่องทำลายดับ “สังโยชน์อวิชชา” ขั้นกิเลสอย่างละเอียดขึ้นไปอีก คือ ดับด้วย (๑) วิชชาในสมาธิ กับ (๒) ญาณในวิปัสสนา–ภาวนามยปัญญา นั่นคือ อภิญญาญาณเครื่องดับ “อวิชชา” ด้วยสมาธิและปัญญา [ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ–วิชชา กับ ปัญญาในวิปัสสนา–ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ–ธัมมฐิติญาณ] ด้วยการทำกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” คือ การพิจารณาไตร่ตรองปัญหาแห่งทุกข์ให้ครบถ้วน ในทุกขั้นตอน ทุกแง่มุม ของสภาพแห่งทุกข์นั้นๆ และเหตุปัจจัยแห่งทุกข์นั้นๆ เพื่อให้เห็นสภาพแห่งความจริงของความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง ซึ่งกระบวนการคิดแห่งธรรมดังกล่าวนี้ เรียกว่า “อริยสัจจธรรม: อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” [The Universality of Absolute Truths] อันถือเป็นความจริงสูงสุดที่แน่นอนตามกำหนดธรรมดา คือ “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] หรือ “ธรรมนิยาม ๓” [สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์–สัมมสนญาณ (สัมมสนะ = พิจารณา–คิดไตร่ตรอง ให้รู้เห็นตามเป็นจริง: อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา)] หมายถึง คำอธิบายสภาวธรรมแห่งสัจจธรรม [ธรรมฐิติ–ตถตา] โดยเกิดบรรลุธรรมถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงในอาณาจักรแห่งธรรมทั้งหมด [ธรรมจักร: กุศลธรรม–อกุศลธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] แล้วต้องเกิดปัญญาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ โดยเริ่มจาก “สังขตธรรม” จนไปสู่ “อสังขตธรรม” [นิพพาน] ด้วยปัญญารู้ชัดแห่งสัญญา [อนุปัสสนา–อภิญญา] ใน “อนัตตตา–สุญญตา” จนเกิดปัญญาตรัสรู้ [สัมโพธะ] ด้วยความรู้แจ้งแทงตลอดถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นสภาวะแห่งบรมธรรมในพระธรรมวินัยนี้

นอกจากนี้ ข้อพึงสังเกตในการปฏิบัติธรรมนั้น คือ กระบวนการคิดในการแก้ปัญหาเชิงวิจัย ในการวินิจฉัย การตรวจสอบ การค้นหา เกี่ยวกับสาเหตุของสภาพแห่งทุกข์ ปัญหา อุปสรรค หรือ สิ่งกีดขวางในชีวิตให้ไม่สงบสุข [วิปฏิสาร–ความเดือดร้อน] โดยให้ไตร่ตรองถึง “วิถีชีวิตแห่งจิตวิญญาณ” ทั้งกระบวนชีวิต ที่เรียกว่า “ชีวิตสันตติแห่งสังสารจักร” ซึ่งต้องเป็นไปตามอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔] ไม่ใช่เป็นไปตามความนึกคิดของใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้กำหนดได้ดังใจนึก คือ ความเป็นบ้าตามกระแสโลกนิยม ที่ทางธรรมเรียกว่า “โลกธรรม ๘” อันเป็นกระบวนวิถีชีวิตใน “วัฏฏสงสารแห่งปุถุชน” ผู้ไม่ได้ศึกษาธรรมตามคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าบุคคลผู้กำหนดจิตให้อยู่เหนืออำนาจความใคร่ปรารถนาและความไม่ใคร่ปรารถนาในโลกธรรมได้ บุคคลนั้น ย่อมได้ชื่อว่า มีจิตหรือมีอารมณ์แห่งอรหันต์ อยู่เหนือสภาพแห่งทุกข์ ได้แก่ ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ และ “สังกิเลส” ทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส อันเป็นภาวกำหนดแห่งธรรมดาในวัฏฏะทั้ง ๓ คือ กิเลส–กรรม–วิบาก ซึ่งมีเจตนาจำนงจากพื้นจิตตสันดานแห่งอนุสยกิเลส ดังเช่น อนุสัย ๗ [สังโยชน์ ๗] ได้แก่ กามราคะ–ปฏิฆะ–ทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–มานะ–ภวราคะ–อวิชชา โดยจะต้องอาศัยอำนาจแงปัญญาในวิปัสสนาในการดับกิเลสอย่างละเอียดดังกล่าวนี้เท่านั้น นั่นคือ “มัคคญาณ” หรือปัญญารู้แจ้งใน “ทุกขนิโรธรมมินีปฏิปทาอริยสัจจ์” [มรรค ๔] รวมทั้ง ปัญญาในการดังอาสะทั้งหลายได้ คือ ความตรัสรู้ด้วยความรู้แจ้งแทงตลอดโดยอธิคมธรรม นั่นคือ “อาสวักขยญาณ” [มีอาการ ๖๔] อันเป็นอินทรีย์ที่แกกล้าเพื่อการบรรลุบรมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” [อรหัตตผลวิมุตติ] หรือ “สัมมาวิมุตติ” แห่งพระอเสขปฏิปทาที่สุดรอบเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น หลักการใหญ่ คือ “อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” ส่วนข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งนั้น คือ “ไตรสิกขา–สิกขา ๓”  ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา [อนุปุพพสิกขา–ศึกษาและปฏิบัติตามลำดับนั้น] ในกระบวนการคิดพิจารณาที่มนสิการกรรมฐาน คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) นำไปสู่ปัญญา ซึ่งเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ดังนั้น หลักปฏิบัติธรรมอันเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเจริญภาวนาอยู่อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ คือ “อภิญญาเทสิธรรม” หมายถึง ปัญญารู้แจ้งแทงตลอดแห่งความตรัสรู้ ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ และส่วนปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในภูมิแห่งวิปัสสนานั้น ได้แก่ วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ รวมทั้งธรรมอันเป็นผลจากปัจจัยธรรม ได้แก่ กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา

ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบสำคัญในการปฏิบัติธรรมจึงมี ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ภาคทฤษฎี กับ (๒) ภาคปฏิบัติ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความถึงพร้อมอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ “ทิฏฐิสัมปทา” ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” และสามารถพัฒนาไปสู่ “ทิฏฐิวิสุทธิ” จนถึง “ญาณทัสสนวิสุทธิ” [ความรู้ในอริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔] กระบวนการคิดพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายนั้น ต้องเกิดขึ้นในกำลังแห่งสมถะและวิปัสสนา อันหมายถึง “เจโตวิมุตติ” กับ “ปัญญาวิมุตติ” [วิมุตติ ๒] ที่มาประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” เท่านั้น อันเป็นสภาวะที่ถูกต้องและดีเยี่ยม หรือ ภูมิแห่งอริยะ นั่นคือ “โลกุตตรภูมิ” เพราะฉะนั้น ฐานกำลังอันสำคัญเพื่อให้เกิดปัญญาตรัสรู้ [อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ] จึงเป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องในขณะมนสิการกรรมฐาน นั่นคือ “อารมณ์แห่งกรรมฐาน” ที่เกิดขึ้นทุกขณะจิตระหว่า “อินทรีย์ ๖” กับ “อารมณ์ ๖” โดยเกิดปัญญาเห็นธรรมในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สัมมสนะ–สัมมาสนญาณ” [ความประกอบความเพียรด้วยการเจริญ “อนุปัสสนา ๗” อันเป็นฐานสำคัญแห่งปัญญาญาณที่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาแตกฉานในธรรมทั้งหลาย ๔ ประการ ที่เรียกว่า “จุตปฏิสัมภิทาญาณ” หรือ “ปฏิสัมภิทา ๔” ซึ่งจะต่อยอดทำให้เกิด “ปุถุปัญญา” และ “หาสปัญญา” แห่งพระอรหันต์] ฉะนั้น การเข้าถึงการบรรลุอธิคมปฏิเวธในอริยสัจจธรรมในพระธรรมวินัยนี้ จึงเป็นเรื่องของ (๑) สมาธิแห่งอธิจิตตสิกขา–พระสุตตันตปิฎก กับ (๒) ปัญญาแห่งอธิปัญญาสิกขา–พระอภิธรรมปิฎก โดยมีหลักประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาอันยิ่งแห่งทศบารมีที่มาจาก (๓) ศีลแห่งอธิสีลสิกขา อันเป็นรากฐานสำคัญยิ่งแห่งพระวินัยปริยัติทั้งปวง สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” จึงมาจาก (๑) “ปรโตโฆสะ” กับ “โยนิโสมนสิการ” คือ ความประกอบความเพียรในการค้นคว้าธรรมและหมั่นตริตรึกกับไตร่ตรองด้วยการจำแนกแจกธรรมได้ จนสามารถบรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม” คือ การเห็นอันเยี่ยมในอาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง [ทัสสนานุตตริยะ] จนถึงปัญญาเห็นธรรมในระดับบรมธรรม [พระนิพพาน] ว่ามีสภาพเป็นเช่นใด ที่จะเข้าไปถึงได้ ที่เรียกว่า “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” แล้วต้องรู้ด้วยว่า วิธีการจะปฏิบัติให้ถึง “โลกุตตรธรรม” นั้น คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “ปฏิปทานุตตรยะ” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัตินี้ จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายกับทุกข์ทั้งปวง คือ ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ เรียกว่า “วิมุตตานุตตริยะ” ฉะนั้น ฐานปัญญาอันยิ่งดังกล่าวนี้ เกิดจาก “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” คือ ปัญญาแตกฉานในอริยธรรมและอริยมรรคทั้งหลาย ซึ่งต่อยอดปัญญาเป็น (๑) “ปุถุปัญญา” อันเป็นปัญญาที่พึ่งตนเองได้ “ความเป็นอัตตนาถะ” อย่างอิสระ และ (๒) “หาสปัญญา” อันเป็นปัญญาที่สหรคตด้วย “กรุณาธรรม” ด้วยร่าเริงใจปราศจากกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ด้วย  นั่นคือ “ความเป็นโลกนาถ” กล่าวคือ คุณธรรมเหล่านี้ต่างเป็นคุณสมบัติแห่งโพธิสมภารเพื่อความตรัสรู้สัมโพธิญาณ นั่นอง

ประการสุดท้ายนี้ ในการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเลือกสถานที่ที่เป็นชัยภูมิแห่ง “สัปปายะ” อันเป็นสภาแวดล้อมอันเหมาะควรแก่อริยธรรม ไม่ใช่สถานที่อโคจร ทุกสิงทุกอย่างต้อมีความเหมาะสมเป็นเหตุเป็นผลต่อกันและกัน ไม่ใช่มีแต่ความขัดแย้ง ไม่เป็นสิริมงคล เป็นสมบัติไม่ใช่วิบัติแห่งธรรม แต่อย่างไรก็ตาม สภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง ถ้าใจไม่เป็นประธานเป็นอธิบดีแห่งวิปัสสนา เป็นคุณชาติแห่งสมถะแล้ว วิบกกรรรมที่เกิดขึ้นย่อมอยู่ห่างไกลจากการบรรลุธรรมอย่างแน่นอน เมื่อใจเป็นใหญ่ เป็นอิสระ ไม่เป็นทางกิเลส เป็นจิตปราศจากนิวรณ์ ย่อมมีความรู้เห็นแห่ง “ญาณทัสสนะ” ที่สหรคตด้วยความรอบรู้แห่ง “สัมปชัญญะ” คือ มีปัญญารู้และเห็นว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่ใช่ประโยชน์ นอกจากนี้ ในการรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐานให้เจริญพอกพูนมากขึ้นด้วยอริยมรรคอันยิ่ง คือ ไม่อับจนปัญญาด้วย “อโยนิโสมนสิการ” [อวิชชา–คิดไม่ออก] พร้อมทั้ง อย่าลืมกรรฐานสำคัญที่ต้องดำเนินตลอดทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม คือ การเจริญ “อานาปานสติสมาธ” ที่มั่นคงแห่งจิตอันทำให้รู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง จนเกิดการเห็นแจ้งในอาณาจักแห่งธรรมด้วย “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลาย นั่นคือ เห็นกายสังขารทั้งปวง เห็นเวทนาแห่งวจีกรรมทั้งปวง เห็นจิตแห่งมโนกรรมทั้งปวง และเห็นธรรมแห่งอริยสัจจธรรมทั้งปวง ด้วยปัญญาและเหตุผลว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้น สักว่า กาย–เวทนา–จิต–ธรรม ไม่ใช่ตัวตนที่จะต้องไปยึดมั่นถือมั่นให้จิตมัวหมองขุ่นมัว ไม่เป็นอิสระเบิกบานใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คือ “อกุศลนิวรณ์” ธรรมเครื่องเศร้าหมองที่ครอบงำปัญญาให้ออกจากความจริง อันเป็นอริยสัจจธรรมในพระธรรมวินัยนี้ ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นการบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญา แล้วนำไปต่อยอดปัญญา ให้ยิ่งไพบูลย์สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นไป จนก้าวไปสู่ “โลกุตตรธรรม” ที่สุดเขตแดนแห่งปัญญาที่ “บรมธรรม–อมตธาตุ” ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” อันเป็นอารมณ์ของอรหันต์อย่างแท้จริง ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674194