๑๐๓. ไตรสภาวะแห่งพุทธะ  

           Trio States of Buddha  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  514  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อกล่าวถึงขั้นตอนในการตรัสรู้ธรรมวิเศษด้วยปฏิเวธมหากุศลผลวิบากแห่งการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วนั้น บุคคลนั้นย่อมได้บรรลุถึง “ไตรสภาวะแห่งพุทธะ” อย่างแน่นอน อันเป็นข้อธรรมองค์ประกอบในความจริงแห่งอริยสัจจธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” โดยสหรคตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [มัชฌิมาปฏิปทา] นั่นคือ (๑) “มรรคจิต” และ (๒) “มรรคปัญญา” [มัคคญาณ–โลกุตตรมรรค] ได้แก่ (๑) ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “ปริญญา” นั่นคือ การกำหนดรู้ อันควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา (๒) สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “ปหานะ” นั่นคือ การละ อันต้องกำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหาให้หมดสิ้นไป  และ (๓) นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “สัจฉิกิริยา” นั่นคือ การทำให้แจ้ง อันเข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ ฉะนั้น เมื่อเกิดการเข้าถึง “สัจจสภาวะแห่งพุทธะ” ทั้ง ๓ ประการ ข้างต้นนี้ได้สมบูรณ์พร้อมแล้ว ย่อมสามารถเข้าถึง “อริยมรรค” ได้อย่างแน่นอน นั่นคือ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” หมายถึง “ภาวนา” ด้วยการเจริญมรรคาทั้ง ๘ อย่าง [อริยมรรคมีองค์ ๘] หรือ มรรคอันควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้นอันเป็น “ปัจจุบันธรรม” ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์” หรือ “ทุคติ” ซึ่งประกอบด้วย “ภูมิ ๓๑” ทั้งหลาย หรือสภาวธรรมที่ดำรงอยู่ใน “โลกียธรรม” [ปปัญจธรรม ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ทั้งหลาย ได้แก่ กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม ดังนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๐๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – ไตรสภาวะแห่งพุทธะ

 

ในการพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ในวิปัสสนาภูมินั้น นั่นคือ เมื่อจิตวิวัฒน์ไปสู่จิตตสมาธิด้วยการเจริญสมถภาวนาด้วยขั้นสูงสุดด้วย “จตุตถฌานกุศลจิต–จิตประภัสสร” อันสหรคตด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ดีพร้อมแล้ว [สัมมสนะ–คือ พิจารณา สัมมสนะญาณ–คือ ปรีชาหยั่งรู้หรือปรีชาญาณด้วยสามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์จนเกิดปัญญาญาณรู้เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงโดยการเจริญวิปัสสนาภาวนา] นั้น ย่อมหมายถึง การใช้ปัญญาประกอบด้วยเหตุและผล เพื่อให้ค้นหาสืบสวนหาความจริง หรือสัจจธรรมอันประกอบด้วยสภาวธรรมใดๆ มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยรวมเป็นภาพแห่งองค์รวม ที่มีระบบและโครงสร้างพึ่งพาอาศัยกันอยู่ในขณะอาการทั้ง ๓ ได้แก่ อุปปาทิขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ ในช่วง “วิปริณามแห่งกาล–Time Transformation” ทั้ง ๓ [วิปริณาม หมายถึง ความแปรปรวน ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป] ได้แก่ อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา ซึ่งเป็นปรีชาญาณหยั่งรู้ด้วย “ญาณ ๓” ได้แก่

 

(๑) “อตีตังสญาณ” [Knowledge of the Past] คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต โดยรู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ โดยพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ในอารมณ์แห่งกรรมฐานที่กลายเป็น “สัจจธรรม–ตถตา–Reality” ตามลำดับต่อไปนี้ ที่เรียกว่า “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน โดยเกิดอาการลักษณะร่วมแห่งปรมัตถธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกุปปาทะ” (๒) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกนิโรธะ” และ (๓) ทั้งมี “มหาภูตรูป” และ “จิตวิญญาณ” เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว  ที่เรียกว่า “เอกนิสสยะ”

 

(๒) “อนาคตังสญาณ” [Knowledge of the Future] ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต โดยรู้อนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ โดยพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ในอารมณ์แห่งกรรมฐานที่กลายเป็น “สัจจธรรม–ตถตา–Reality” ตามลำดับต่อไปนี้ ที่เรียกว่า “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน โดยเกิดอาการลักษณะร่วมแห่งปรมัตถธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกุปปาทะ” (๒) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกนิโรธะ” และ (๓) ทั้งมี “มหาภูตรูป” และ “จิตวิญญาณ” เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว  ที่เรียกว่า “เอกนิสสยะ”

 

(๓)  “ปัจจุปปันนังสญาณ” [Knowledge of the Present] คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน โดยรู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ โดยพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ในอารมณ์แห่งกรรมฐานที่กลายเป็น “สัจจธรรม–ตถตา–Reality” ตามลำดับต่อไปนี้ ที่เรียกว่า “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน โดยเกิดอาการลักษณะร่วมแห่งปรมัตถธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกุปปาทะ” (๒) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกนิโรธะ” และ (๓) ทั้งมี “มหาภูตรูป” และ “จิตวิญญาณ” เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว  ที่เรียกว่า “เอกนิสสยะ”

 

ดังนั้น ในกระบวนการคิดพิจารณาสภาวธรรมในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” ดังกล่าวนั้น ต้องประกอบด้วยปรีชาหยั่งรู้ [ปรีชาญาณ–ญาณทัสสนะ–วิปัสสนาญาณ] ที่เป็นเหตุให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” [อาสวักขยะ–สัมโพธะ–ความตรัสรู้] นั่น จำแนกปัญญาออกเป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้

 

(๑) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นเหตุแห่งธรรม ที่เรียกว่า “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” (ข้อ ๒ ในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ [อนุโลม] ได้แก่ “ตัณหา ๓” คือ กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา โดยมีนัยถึงถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั่นคือ การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม ฉะนั้น เมื่อทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้ การที่จะดับทุกข์ ก็คือ ดับธรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ [ปฏิโลม] โดยนัยรวมนั้น การเกิดปัญญาเห็นสาเหตุแห่งความทุกข์นั้น เรียกเป็นคำซ้อนกันว่า “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” [ภาวะที่อันนี้ๆ มี เพราะอันนี้ๆ เป็นปัจจัย หรือประชุมแห่งปัจจัยเหล่านี้ๆ] หรือเรียกอีกอย่างว่า “ปัจจยาการ ๑๒” นั่นคือ อาการที่เป็นปัจจัยแก่กัน หรืออีกนัยหนึ่งมีนัยตรงกับข้อธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๒ ในปฏิสัมภิทา ๔ = จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ หรือ ปัจจยปริคคหญาณ ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก นั่นคือ เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พิจารณาเห็นสาเหตุ หรือ “เหตุปัจจัย” แห่งธรรม (ข้อ ๑ ในปัจจัย ๒๔) หรือสภาวธรรมใดๆ แล้ว ที่เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [สมุทัยวาร] ย่อมต้องพิจารณาเห็นสภาวะการดับแห่งธรรมนั้นๆ ได้ด้วย ที่เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [นิโรธวาร]

 

(๒) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นผล ที่เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์” (ข้อ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ–ชรา–มรณะ–การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก–การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก–ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [อุปาทานทุกข์–สังสารทุกข์] หรืออีกนัยหนึ่งมีนัยตรงกับข้อธรรม ที่เรียกว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔ = ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ข้อ ๑ ในวิชชา ๓ หรือ นามรูปปริจเฉทญาณ ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย นั่นคือ เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล

 

(๓) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นความตรัสรู้ ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” (ข้อ ๓ ในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป หรือ ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา [ปหานะ–ละหรือกำจัด = อวิชฺชา ปหียติ คือ มรรคปัญญาเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นมรรคปัญญาก็เพิกถอนอวิชชาพร้อมทั้ง ๓ ราก ทีเดียว ได้แก่ กาม–ภพ–ทิฏฐิ นั่นคือ อวิชชา ๔ หรือละอวิชชาใหญ่ที่มีมูลแห่งวัฏฏะได้ในฐานะทั้ง ๘ นั่นคือ อวิชชา ๘ ในพระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 354 File 33] หมายเหตุ: ให้พิจารณาอาการลักษณะของความไม่รู้แห่งอวิชชาเพิ่มเติม ดังนี้

 

อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ [องค์แห่งอวิชชาพร้อมด้วย “สหชาตธรรม” คือ ธรรมที่เกิดร่วมกันในขณะที่ละอวิชชาได้ นั่นคือ มรรคจิต (สมถญาณ) –มรรคปัญญา (วิปัสสนาญาณ)] ได้แก่

(๑) อัญญาณ  —ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) อทัสสนะ  —ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) อนภิสมัย  —ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) อนนุโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) อสัมโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) อัปปฏิเวธะ  —การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) อสังคาหณา  —ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) อปริโยคาหณา  —ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) อสมเปกขนา  —ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) อปัจจเวกขณา  —ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) อัปปัจจักขกรรม  —ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) ทุมมิชฌะ  —ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) พาลยะ  —ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) อสัมปชัญญะ   —ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) โมหะ  —ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด] 

(๑๖) ปโมหะ  —ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) สัมโมหะ  —ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) อวิชชา  —รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) อวิชโชฆะ  —โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ]

(๒๐) อวิชชาโยคะ  —โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) อวิชชานุสัย  —อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) อวิชชาปริยุฏฐาน  —การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) อวิชชาลังคี  —กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) โทสะ  —ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) โลภะ  —ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว [วิราคะ–สำรอกหรือคลายกำหนัด] ๑ ไม่ถูกย้อม [จิตผ่องแผ้วไม่ถูกย้อมด้วยราคะ = ราโค ปหียติ คือ มรรคจิตเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นมรรคจิต ก็เพิกถอนราคะพร้อมทั้งรากทีเดียว ในพระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 354 File 33]หมายเหตุ: ให้พิจารณาพระคาถาในธรรมบทนี้ว่า:

 

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ

เอตมฺปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย.

ชนเหล่าใด ถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมตกไป

ตามกระแส เหมือนแมลงมุมตกไปตายใยข่ายที่ตนเอง

ทำไว้ ชนเหล่านั้น ตัดกระแสนั้นได้แล้ว ไม่เยื่อใย

ละกามสุขเสีย ย่อมบวช ดังนี้.

 

(พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 10 File 33)

 

รตฺตสฺส หิ อุกฺกุฏิกํ ปทํ ภเว

ทุฏฺฐสฺส โหติ อวกฑฺฒิตํ ปทํ

มูฬฺหสฺส โหติ สหสานุปีฬิตํ

วิวฏจฺฉทสฺส อิทมีทิสํ ปทนฺติ.

แท้จริง รอยเท้าของผู้ที่ถูกราคะย้อมแล้วพึงเป็น

รอยเท้ากระหย่ง รอยเท้าของผู้ที่ถูกโทสะประทุษ-

ร้ายแล้ว พึงเป็นรอยเท้าจิกปลาย รอยเท้าของผู้ที่ถูก

โมหะให้ลุ่มหลงแล้ว พึงเป็นรอยเท้าที่กดลงส้นเท้า

นี้เป็นรอยเท้าของผู้ที่มีหลังคาเปิดแล้วแล.

 

(พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 119 File 33)

 

ไม่ติดข้อง–วิสังโยค ๑ หลุดพ้น–วิมุตต ๑ สงบ–วิเวก ๑ ปลอดโปร่ง–เนกขัมมะ ๑ เป็นอิสระ–อตัมมยตา [ภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งนั้น ความไม่เกาะเกี่ยวกับมัน ความเป็นอิสระ ไม่ติดไม่ข้องไม่ค้างใจกับสิ่งใดๆ ไม่มีอะไรยึดถือผูกพันที่จะได้จะมีจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ ความปลอดพ้นปราศจาก “ตัณหา” รวมทั้ง “มานะ” และ “ทิฏฐิ” ที่เนื่องกันอยู่ ที่เรียกว่า “ปปัญจธรรม ๓”] ๑ และ สภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ต่างเรียกว่า “นิพพาน” หมายเหต: ให้พิจารณาธรรมที่เป็นไวพจน์พระนิพพาน (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 356–357 FILE 77) ดังนี้

 

(๑) “อเสสวิราโค” คือ คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ

(๒) “อเสสนิโรโธ” คือ ดับโดยไม่มีเหลือ

(๓) “จาโค” คือ ความสละ

(๔) “ปฏินิสฺสคฺโค” คือ ความสละคืน

(๕) “มุตฺติ” คือ ความหลุดพ้น

(๖) “อนาลโย” คือ ความไม่อาลัย

(๗) “ราคกฺขโย” คือ ความสิ้นราคะ

(๘) “โทสกฺขโย” คือ ความสิ้นโทสะ

(๙) “โมหกฺขโย” คือ ความสิ้นโมหะ

(๑๐) “ตณฺหกฺขโย” คือ ความสิ้นตัณหา

(๑๑) “อนุปฺปาโท” คือ ความไม่เกิด

(๑๒) “อปฺปวตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๓) “อนิมิตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๔) “อปฺปณิหิตํ” คือ ความไม่มีที่ตั้ง

(๑๕) “อนายูหนํ” คือ ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ

(๑๖) “อปฺปฏิสนฺธิ” คือ ความไม่สืบต่อ

(๑๗) “อนุปปตฺติ” คือ ความไม่อุบัติ

(๑๘) “อคติ” คือ ความไม่มีคติ

(๑๙) “อชาตํ” คือ ความไม่เกิด

(๒๐) “อชรํ” คือ ความไม่แก่

(๒๑) “อพฺยาธิ” คือ ความไม่เจ็บ

(๒๒) “อมตํ” คือ ความไม่ตาย

(๒๓) “อโสกํ” คือ ความไม่โศก

(๒๔) “อปริเทวํ” คือ ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ

(๒๕) “อนุปายาสํ” คือ ความไม่เหือดแห้งใจ

(๒๖) “อสงฺกิลิฏฺฐํ” คือ ความไม่เศร้าหมอง

 

เพราะฉะนั้น ก่อนที่บุคคลจะตรัสรู้ [อาสวักขยะ–สัมโพธะ–การลุถึงอภิสมัยแห่งนิพพาน] ได้นั้น จิตของต้องวิวัฒน์พัฒนาไปสู่ความรู้ชัดหรือความรู้ยิ่งยวด [มรรคจิต–มรรคปัญญา] ได้ ที่เรียกว่า “อภิญญา” นั่นคือ ให้สำเร็จประโยชน์ ให้ถึงพร้อม ให้บริบูรณ์ เจริญเพิ่มพูน [กิมตฺถมนุโภต] ซึ่งพัฒนาด้วย “มรรคจิต” [จิตฺตํ ภาวียติ] ด้วยความที่จิตมีอารมณ์เดียวอย่างแน่วแน่ ให้เป็นไปในส่วน “วิชชา” [วิชฺชาภาคิยา–สมถะ] ให้เพิ่มพูนแล้วให้เจริญแล้ว [วิปสฺสนา ภิกฺขเว ภาวิตา] ด้วย “มรรคปัญญา” อันวิปัสสนาให้เจริญ คือ ให้เพิ่มพูนให้พัฒนา [ปญฺญา ภาวียติ] ซึ่งหมายถึง “ญาณ” [วิปสฺสนา] กำหนดสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ ในหัวข้อ “การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นความตรัสรู้” นั้น จึงเป็นประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สัมมสนะ–พิจารณา” หรือ “วิปัสสนา–พิจารณาไตร่ตรอง” ที่เป็นกิจแห่ง “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ปรีชาญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองเห็นตามแนวไตรลักษณ์ นั่นคือ รู้ว่า “ไม่เที่ยง–ทนอยู่ไม่ได้–ไม่ใช่ตัวตน” แต่อย่างไรก็ตาม กิจในทุกขนิโรธอริยสัจจ์นั้น ย่อมหมายถึง “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้งหรือการบรรลุใน “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” [พุทธภาวะ] โดยการอาศัยการพัฒนาปัญญาด้วยตนเอง [และ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนั้น คือ บุคคลนั้นต้องมีการเจริญพัฒนาภาวนาตนให้ถึงพร้อมสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยวิชชาและปัญญาญาณ อย่างถูกต้องและยอดเยี่ยมด้วย “ทัสสนานุตตริยะ” หมายถึง การเห็นอันเยี่ยม ด้วยปัญญาเห็นธรรม [สัมมาทิฏฐิ] จนถึงเห็นนิพพานได้ในเวลาเดียวกัน ที่เป็นเหตุให้คิดค้นหาแนวทางในการดับทุกข์ที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว นั่นคือ “ปฏิปทานุตตริยะ” หมายถึง การปฏิบัติอันเยี่ยม ในอันดับถัดต่อจากนั้นไป คือ ต้องพิจารณาเห็นความเป็นไปได้ที่จะหลุดพ้นจากกิเลสแห่งวัฏฏะทั้งหลายได้จริง ที่เรียกว่า “วิมุตตานุตตริยะ” หมายถึง  ความหลุดพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น เช่นกัน นั่นคือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือ “นิพพาน–บรมธรรม–อมตธาตุ”

 

กล่าวโดยสรุป ในการปฏิบัติธรรมนั้น บุคคลจะต้องพัฒนาตนหลักๆ ใน ๒ ด้าน ได้แก่ (๑) “สมถะ–ฌาน–วิชชา” ซึ่งทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” กับ (๒) “วิปัสสนา–ญาณ” โดย “สหชาตธรรม” ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ ทำให้เกิดกระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมิ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นเหตุแห่งธรรม–สมุทัยสัจจ์ (๒) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นผล–ทุกขสัจจ์ และ (๓) การใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เห็นความตรัสรู้–นิโรธสัจจ์ องค์ประกอบแห่งปัญญาทั้ง ๓ อย่าง ดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้เกิดปัญญาที่ค้นหาแนวทางพัฒนาเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายให้ได้ ที่เรียกว่า “มรรคสัจจ์” [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา] และทำให้เกิดปัญญาที่เข้าถึง “ความจริงแห่งอริยสัจจธรรม” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] กับ “กิจภาระที่ต้องทำในอริยสัจจ์” [ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] ้นๆ อย่างแท้จริง ในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ไม่รู้ความจริงอันประเสริฐและไม่รู้เรื่องว่าจะทำอะไรต่อไปอีก ซึ่งเป็นอาการลักษณะทางจิตประสาท ที่เรียกว่า “ความเป็นอวิชชากินกระบาล” [อโยนิโสมนสิการ ให้ทบทวนหัวข้อ “อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ”] อันเป็นสภาวธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ “บรมธรรม–อมตธาตุ–นิพพาน” เพราะในการบรรลุเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้นั้น บุคคลต้องประกอบด้วยปัญญาและการใช้เหตุผลตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจัยธรรมทั้งหลาย] ที่มีเกณฑ์มาตรฐานตามกำหนดแห่งธรรมดา ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” อันเป็นความจริงที่ประเสริฐ นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔” พร้อมด้วย “กิจในอริยสัจจ์ ๔” และต้องเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงในกาลทั้ง ๓ ด้วย ซึ่งเป็นอำนาจแห่งการพยากรณ์ความจริงที่ปรากฏขึ้น ธรรม–สภาวธรรม [สรรพสิ่ง–ปรมัตถธรรม–ปรมัตถสัจจะ–สมถนิมิต–วิปัสสนานิมิต] –สัจจธรรม–เหตุการณ์–ปรากฏการณ์ เป็นต้น ที่เรียกว่า “อัทธา ๓” (ข้อ ๑ ในภาวจักร–สังสารจักร) ได้แก่ อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา หรือ “ญาณ ๓” ได้แก่ อดีตังสญาณ –อนาคตังสญาณ –ปัจจุปปันนังสญาณ เพราะฉะนั้น “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” นั้น ก็ต้องประกอบด้วยหลักไตรสิกขาเป็นพื้นฐาน อันมีธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “รูปธรรม” [ศีล] คือ ฝ่ายร่างกายที่มีตัวตนสัมผัสได้ ที่ดำเนินไปสู่ (๒) “นามธรรม” [สมาธิ–ปัญญา] คือ ฝ่ายจิตใจที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย] แต่สัมผัสด้วย “จิตแห่งสติตามพิจารณาจิตตามสภาพแห่งกระแสวิถี” ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ความรู้นั้นๆ จนกลายเป็น “ปัญญา” ด้วย “จิตแห่งสัมปชัญญะ” ฉะนั้น ในรายละเอียดพื้นฐานดังกล่าวนี้ ดูเหมือนเรียบง่ายธรรมดา แต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนในกระบวนการคิดในเชิงนามธรรมสัญลักษณ์ ทั้งที่เป็นฝ่ายจิต [สมถะ–จิตฺตํ ภาวียติ = มรรคจิต] กับฝ่ายปัญญา [วิปัสสนา–วิปสฺสนา ภิกฺขเว ภาวิตา = มรรคปัญญา] ที่ต้องพัฒนาให้พร้อมสมบูรณ์ทั้ง ๒ ฝ่าย อย่างเท่าเทียมกัน

 

            จากภาพประกอบข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า “ปัญญาสามัญ” ถ้าเป็นคนดีย่อมเป็นผู้มีจริยธรรม แต่ยังมีจิตประกอบด้วยเจตนาอันสหรคตหรือย้อมด้วย “ตัณหาราคะ” [ความทะยานอยากติดใจ] และ “อวิชชา” [ความไม่รู้จริงด้วยสัมมาทิฏฐิ] ทำให้ดำรงภพภูมิอยู่ใน “สังสารวัฏฏ์” [อุปาทานทุกข์–สังสารทุกข์] แต่ถ้าปรารภความเพียรด้วยการเจริญภาวนากรรมฐานตามหลักไตรสิกขา [อริยมรรคมีองค์ ๘] เพราะจิตของมนุษย์นั้นมี “ปรีชาญาณ–ปรีชาหยั่งรู้” ตามปกติ ย่อมเกิดจิตที่ยกระดับสูงขึ้น [มรรคจิต] อันประกอบด้วย “วิชชา” [วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ] และในขณะเดียวกันก็เกิด “ปัญญาญาณ” [มรรคปัญญา] ด้วยเช่นกัน อันประกอบด้วย “วิปัสสนาญาณ” ทั้งหลาย เมื่อมี “วิชชา” [ความรู้แจ้ง] ประกอบดับ “ญาณ” [ความหยั่งรู้] อันทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” ร่วมกันเป็น “สหชาตธรรม” จนความรู้ปัญญาที่ที่ผุดขึ้นในภาวนากรรมฐาน ย่อมทำให้เกิดความรู้ชัดในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “อภิญญา” [ความรู้ยิ่งยวด ได้แก่ อภิญญา ๖ = (๑) โลกียอภิญญา ๕: อิทธิวิธา–ทิพพโสต–เจโตปริยญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติ–ทิพพจักขุ และ (๒) โลกุตตรอภิญญา ๑: อาสวักขยญาณ] จนเกิดปรีชาหยั่งรู้ประจักษ์แจ้งในธรรมทั้งหลาย จึงสามารถบรรลุถึง “อธิคมธรรมแห่งพุทธะ” ในฝ่ายวิปัสสนา ที่เรียกว่า “สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ” หรือในฝ่ายสมถะ ที่เรียกว่า “อาสวักขยะ–อาสวักขยญาณ” นั่นคือ “ความตรัสรู้” ถึงสภาวะที่ปลอดหรือปราศจากกิเลสอาสวักแล้ว ที่เรียกว่า “นิพพาน” [อภิสมัย] หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ซึ่งจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ที่เรียกว่า “นิพพาน ๒” ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน–กิเลสปรินิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยการดับกิเลสยังมีอุปาทิเบญจขันธ์เหลือ [สัญญา–เวทนา] และ (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน–ขันธปรินิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยการดับกิเลสไม่มีอุปาทิเบญจขันธ์เหลือ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] หมายถึง ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต หรือผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี ด้วยเหตุนี้ ในการตรัสรู้ธรรมวิเศษทั้งหลายนั้น จิตต้องปราศจากนิวรณ์ และประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลใน “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] โดยมีกิจร่วมด้วย “สหชาตธรรม” กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] ฉะนั้น “มัคคญาณ–โลกุตตรมรรค” ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วย “ไตรสภาวะแห่งพุทธะ” ได้แก่ (๑) ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “ปริญญา” นั่นคือ การกำหนดรู้ อันควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา (๒) สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “ปหานะ” นั่นคือ การละ อันต้องกำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหาให้หมดสิ้นไป  และ (๓) นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ด้วยกิจแห่ง “สัจฉิกิริยา” นั่นคือ การทำให้แจ้ง อันเข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ ฉะนั้น เมื่อเกิดการเข้าถึง “สัจจสภาวะแห่งพุทธะ” ทั้ง ๓ ประการ ข้างต้นนี้ได้สมบูรณ์พร้อมแล้ว ย่อมสามารถเข้าถึง “อริยมรรค” ได้อย่างแน่นอน นั่นคือ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” หมายถึง “ภาวนา” ด้วยการเจริญมรรคาทั้ง ๘ อย่าง [อริยมรรคมีองค์ ๘] หรือ มรรคอันควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา ดัวยประการฉะนี้.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705645