๑๐๔. สิ่งที่ไม่คาดคิดย่อมเป็นปรมัตถสัจจะ  

          An Unexpected Thing as the Ultimate Truth

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  410  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากอาจหลงลืมในการพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ–ทิพพจักขุญาณ] ในสภาวธรรมทั้งหลายที่ได้กล่าวถึงนั้น ก็คือ “สิ่งที่ไม่คาดคิด” [เทียบเคียงได้กับ “ตัวแปรแทรกซ้อน” ในงานวิจัย] ที่เป็นปัจจัยองค์ประกอบที่ต้องปราศจากไป ที่เรียกว่า “วิคตปัจจัย” (ข้อ ๒๓ ในปัจจัย ๒๔) ก็สามารถเปรียบเทียบได้กับกรณีที่ว่า “เมื่อมีกุศลธรรม ก็ย่อมมีอกุศลธรรม” ได้เช่นกัน ถึงแม้จะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ได้ในกรณีนั้นๆ ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยที่มองไม่เห็นหรือไม่คาดคิดไว้ก่อนนั้น ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมมองโลกอย่างผิดๆ ไม่ถูกต้องตามเป็นจริง [ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–ตถตา] นั่นคือ มีกระบวนทัศน์ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจิรงตาม “กฎธรรมชาติ–ไตรลักษณ์” [ธรรมนิยาม ๓–สัมมาทัสสนะ] เมื่อคิดพิจารณาหาเหตุผลไม่ได้ ทำให้เกิดความคิดวิปลาสจากความเป็นจริง [วิปลาส ๔] แล้วนำไปสู่ความมีอคติลำเอียงด้วยอกุศลธรรม [อคติ ๔] และยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเป็นใหญ่ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง [อุปาทาน ๔–ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓] แม้จะไปพูดคุยกับชาวโลกก็ไม่รู้เรื่อง [ปปัญจธรรม ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] เพราะมีเหตุผลอย่างผิดๆ จากธรรมชาติที่เป็นจริง นั่นเอง บุคคลเหล่านี้ มักเชื่อในสิ่งที่งมงายไม่เป็นจริง แต่กลับสนับสนุนตรงกับจริตนิสัยใจคอของตน และกลายเป็นแรงเร่งไปสู่ความหายนะฉิบหายในชีวิตทั้งเลวและเร็วยิ่งขึ้นกว่าเวลาอันควรเป็น ความเสื่อมในทางฉิบหายดังกล่าวนี้ มีกระจายทั่วไปในสังคมกลุ่มคนที่ทุศีลไม่ทรงธรรม ซึ่งมักนำเสนอความคิดที่อุบาทว์สู่สังคมที่วิปริตพิการเช่นกัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เนื่องมาจาก ความไม่รู้จริง หรือ ความไม่เข้าใจ ในสภาวธรรม ที่เรียกว่า “สิ่งที่ไม่คาดคิด” ที่ซ้อนตัวแฝงเร้นอยู่ในสภาวธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๐๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – สิ่งที่ไม่คาดคิดย่อมเป็นปรมัตถสัจจะ 

 

พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติพวกเราทั้งหลายไม่ให้ประมาทในชีวิต คือ ให้ไตร่ตรองด้วยเหตุผลอย่างมีสติ และให้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยปัญญาอย่างมีสัมปชัญญะ ก่อนตัดสินใจในการกระทำกรรมใดๆ ให้เกิดขึ้นต่อไปในชีวิต เพราะการกระทำกรรมใดๆ นั้น ย่อมส่งผลกระทบถึงผลวิบากในกาลแห่งอนาคตทั้งสิ้น กรรมย่อมแสดงถึงผลวิบากแห่งเจตนาทั้ง ๖ [สัญเจตนา] ที่เกี่ยวข้องกับการปรุงแต่งทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้แก่ ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ คำว่า “การปรุงแต่ง” [อภิสังขาร ๓] นั้น หมายถึง เจตนาที่เป็นได้ทั้งความปรารถนาหรือความไม่ปรารถนา จนรวมทั้งความรู้สึกเฉยๆ เป็นกลางจากการรับรู้เสวยอารมณ์ต่างๆ ทั้ง ๖ ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ ที่มีมูลฐานมาจาก “กิเลสตัณหา–ทิฏฐิ” [อวิชชา–ความไม่รู้จริงในสภาวธรรมตามกฎธรรมชาติ] ที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตสันดานของบุคคลนั้น นั่นคือ จิตหรือสภาวะแห่งจิตในขณะนั้น [วิถีจิต] ไม่สะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ ยังหลงใหลไม่มีสติสัมปชัญญะ [ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล–สัมโมหะ] ไม่สามารถเจริญด้วย “อโยนิโสมนสิการ” หมายถึง การคิดไม่ถี่ถ้วนด้วยปัญญาและเหตุผล หรืออีกนัยหนึ่ง จิตฟุ้งซ่านไม่เป็นจิตอันยิ่ง “อธิจิตต์” ซึ่งต้องประกอบด้วย (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ [วิริยินทรีย์] (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ [สตินทรีย์] และ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ [สมาธินทรีย์] ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” นั่นคือ จิตที่ได้รับการพัฒนาบรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ (๑) “ตัตรมัชฌัตตตาแห่งอุเบกขา” [อุเบกขา–อุเปกขินทรีย์] คือ “อุเบกขาเวทนา” ความรู้สึกเฉยๆ ความวางใจเป็นกลาง โดยพิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม และรวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน [กัมมัสสกตาปัญญา] กับ (๒) “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [สมาธิ–สมาธินทรีย์–จิตตัสเสกัคคตา] คือ ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิดจิตตสมาธิ นั่นคือ ความตั้งมั่นของจิต ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) ปราโมทย์–ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส (๒) ปีติ–ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ (๓) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย (๔) สุข–ความรื่นใจไร้ความข้องขัด และ (๕) สมาธิ–ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ โดยไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย เมื่อเปรียบเทียบกับ “องค์ฌาน ๖” ได้แก่ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา ในทางตรงกันข้าม ถ้าจิตที่ฟุ้งซ่านไม่เป็นสมาธิในฌานขั้นต่างๆ นั้น จะเป็นจิตในกระแสวิถีแห่งโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ อันเป็นเหตุนำไปสู่สงสารทุกข์ ได้แก่ (๑) ลาภ–ได้ลาภ (๒) อลาภ–เสื่อมลาภ (๓) ยส–ได้ยศ (๔) อยส–เสื่อมยศ  (๕) นินทา–ติเตียน (๖) ปสังสา–สรรเสริญ (๗) สุข–ความสุข และ (๘) ทุกข์–ความทุกข์ คำว่า “สงสารทุกข์” หมายถึง ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ที่ประสบในภาวะแห่งการว่ายวนอยู่ใน “กระแสแห่งกิเลส–กรรม–และ–วิบาก” [วัฏฏะ ๓] ในคำว่า “สงสารวัฏ–สงสารวัฏฏ์” หมายถึง วังวนแห่งสงสาร นั่นคือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมี “อวิชชาเป็นสังสารนายิกา” [ตัวนำสังสาระ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] อนึ่ง ข้อพึงสังวรระวังเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรม นั่นคือ การทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลายเป็นเบื้องต้น โดยชำระให้สะอาดหมดจดด้วยการเจริญสมถภาวนาอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ ไม่เผอเรอประมาท ผัดเพี้ยน ปล่อยปละละเลย ชะล่าใจ ละลืมสติสัมปชัญญะ เผลอขาดสติ ด้วยการสำรวมระวังด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ย่อมเข้าถึงเจตสิกฝ่ายดีงาม ที่เรียกว่า “โสภณเจตสิก ๒๕” (ข้อ ๒๘–๕๒ ในเจตสิก ๕๒)  คือ “จิตฝ่ายดีงาม” ย่อมเกิดขึ้นจากการเจริญสมถภาวนา โดยจำแนกออกเป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้

 

(๑) “โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙” หมายถึง เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง ได้แก่

(๒๘) “สัทธา” คือ ความเชื่อ  

(๒๙) “สติ” คือ ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่  

(๓๐) “หิริ” คือ ความละอายต่อบาป  

(๓๑) “โอตตัปปะ” คือ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป  

(๓๒) “อโลภะ” คือ ความไม่อยากได้อารมณ์  

(๓๓) “อโทสะ” คือ ความไม่คิดประทุษร้าย  

(๓๔) “ตัตรมัชฌัตตตา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ  

(๓๕) “กายปัสสัทธิ” คือ ความสงบแห่งกองเจตสิก  

(๓๖) “จิตตปัสสัทธิ” คือ ความสงบแห่งจิต  

(๓๗) “กายลหุตา” คือ ความเบาแห่งกองเจตสิก  

(๓๘) “จิตตลหุตา” คือ ความเบาแห่งจิต  

(๓๙) “กายมุทุตา” คือ ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก  

(๔๐) “จิตตมุทุตา” คือ ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต  

(๔๑) “กายกัมมัญญตา” คือ ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก  

(๔๒) “จิตตกัมมัญญตา” คือ ความควรแก่การงานแห่งจิต  

(๔๓) “กายปาคุญญตา” คือ ความคล่องแคล่วแห่งกอง

(๔๔) “จิตตปาคุญญตา” คือ ความคล่องแคล่วแห่งจิต  

(๔๕) “กายุชุกตา” คือ ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก  

(๔๖) “จิตตุชุกตา” คือ ความซื่อตรงแห่งจิต  

(๒) “วิรตีเจตสิก ๓” หมายถึง เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น ได้แก่

(๔๗) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ  

(๔๘) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ  

(๔๙) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ  

(๓) “อัปปมัญญาเจตสิก ๒” หมายถึง เจตสิกคืออัปปมัญญา ได้แก่  

(๕๐) “กรุณา” คือ ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์  

(๕๑) “มุทิตา” คือ ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข  

(๔) “ปัญญินทรียเจตสิก ๑” หมายถึง เจตสิกคือปัญญินทรีย์  ได้แก่  

(๕๒) “ปัญญินทรีย์–อโมหะ” คือ ความรู้เข้าใจ ไม่หลง  

 

เพราะฉะนั้น ข้อพึงพิจารณาเป็นพิเศษนั้น คือ “โสภณจิต–จิตฝ่ายดีงาม”  ย่อมเป็นสภาวะแห่งจิตที่เกิดจากการเจริญจิตตภาวนาโดย “ฌานสมาธิ” เพื่อให้กลายเป็นจิตอันยิ่ง [อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ในสภาวะแห่งจิตที่ปราศจากนิวรณ์ [จตุตถฌาน] นั้น ย่อมประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) อธิศีล (๒) อัปปมัญญาธรรม และ (๓) ปัญญา และในขณะที่จิตวิวัฒน์ไปสู่ “จตุตถฌาน” นั้น ทำให้เกิด “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” หมายถึง อิทธิฤทธิ์แห่งจตุตถฌานที่ทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆ ๕ ประการ (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ดังนี้

 

(๑) หมวดอนุปุพพนิโรธ คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับในสมาธิ

(๑) “บาทแห่งฌานทั้งปวง” คือ “รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔” และ “นิโรธสมาบัติ” [สัญญาเวทยิตนิโรธ]

(๒) หมวดอภิญญา [อภิญญา ๕] คือ ความรู้ยิ่งยวด

(๒) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

(๓) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

(๔) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้

(๕) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

(๖) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

(๓) หมวดญาณ [ญาณ ๒] คือ ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญาหยั่งรู้

(๗) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๘) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้

(๔) หมวดอรูปฌาน [ข้อ ๗ ในกรรมฐาน ๔๐] คือ อรูปฌาน ๔ ที่เป็นบาทฐานในการเข้านิโรธสมาบัติ

(๙) “อากาสานัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้”

(๑๐) “วิญญาณัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๑๑) “อากิญจัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะไม่มีอะไรเลย”

(๑๒) “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่”

(๕) หมวดโลกุตตระ คือ ภาวะเหนือโลกียธรรม ที่จิตปราศจากกิเลสและทุกข์แล้ว

(๑๓) “โลกุตตรจตุตถฌาน” คือ จิตน้อมถึง “เจโตวิมุตติ” [สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ]

 

แต่อย่างไรก็ตาม ใน “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” นั้น ผู้ที่จะบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย [นิวรณ์ = กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา– อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย] เพื่อให้เกิดความรู้ประจักษ์แจ้งใน คำว่า “นิวรณ์” นั้น ให้พิจารณาถึง “สมธรรม” ที่ดับนิวรณธรรมทั้งหลาย อันเป็นธรรมตรงข้ามกัน ดังนี้

 

[๗๒๕] คำว่า “สมธรรม” [ธรรมสงบ–ธรรม ๓๗ ประการ] ความว่า:

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 802 FILE 69)

 

[A] ฝ่ายสมถพละ [ปัญญาในสมาธิ–อารัมมณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑–คือ ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘ [ปริตตะ–กามาวจร]

(๑) เพราะท่านละ “กามฉันทะ” ได้แล้ว “เนกขัมมะ” จึงเป็น “สมณธรรม” [Monastic Observances]

(๒) เพราะท่านละ “พยาบาท” ได้แล้ว “อัพยาบาท” จึงเป็นสมธรรม

(๓) เมื่อท่านละ “ถีนมิทธะ” ได้แล้ว “อาโลกสัญญา” จึงเป็นสมธรรม

(๔) เพราะท่านละ “อุทธัจจะ” ได้แล้ว “อวิกเขปะ” จึงเป็นสมธรรม

(๕) เพราะท่านละ “วิจิกิจฉา”ได้แล้ว “ธรรมววัตถาน” จึงเป็นสมธรรม

(๖) เพราะท่านละ “อวิชชา” ได้แล้ว “ญาณ” [ฌาน] จึงเป็นสมธรรม

(๗) เพราะท่านละ “อรติ” ได้แล้ว “ปราโมทย์” จึงเป็นสมธรรม

 

หมายเหตุ: นับจากขั้นนี้ไป เรียกว่า “กุศลธรรมทั้งปวง” = (๑) มหัคคตะ [คั่นระหว่าง กามาวจร กับ โลกุตตระ] และ (๒) อัปปมาณะ

 

[] ในอันดับ ข้อ ๘–๑๑ คือ รูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–รูปาวจร]

(๘) เพราะท่านละ “นิวรณ์” ได้แล้ว “ปฐมฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๙) เพราะท่านละ “วิตก–วิจาร” ได้แล้ว “ทุติยฌาน” [ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๐) เพราะท่านละ “ปีติ” ได้แล้ว “ตติยฌาน” [สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๑) เพราะท่านละ “สุข” ได้แล้ว “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา = จิตประภัสสร] จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๑๒–๑๕ คือ อรูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–อรูปาวจร]

(๑๒) เพราะท่านละ “รูปสัญญา–ปฏิฆสัญญา–นานัตตสัญญา” ได้แล้ว “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๓) เพราะท่านละ “อากาสานัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๔) เพราะท่านละ “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๕) เพราะท่านละ “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้แล้ว “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

 

[B] ฝ่ายวิปัสสนาพละ [ปัญญาในวิปัสสนา–ลักขณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑๖–๓๓ คือ มหาวิปัสสนา ๑๘ [คั่นระหว่าง มหัคคตะ–อัปปมาณะ]

(๑๖) เพราะท่านละ “นิจจสัญญา” ได้แล้ว “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๗) เพราะท่านละ “สุขสัญญา” ได้แล้ว “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๘) เพราะท่านละ “อัตตสัญญา” ได้แล้ว “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๙) เพราะท่านละ “นันทิสัญญา” [ความเพลิดเพลิน] ได้แล้ว “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๐) เพราะท่านละ “ราคสัญญา” ได้แล้ว “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๑) เพราะท่านละ “สมุทยสัญญา” ได้แล้ว “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๒) เพราะท่านละ “อาทานสัญญา” [ความสำคัญโดยความถือมั่น] ได้แล้ว “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๓) เพราะท่านละ “ฆนสัญญา” [สำคัญว่าเป็นก้อน] ได้แล้ว “ขยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๔) เพราะท่านละ “อายูหนา” [การประมวลมา] ได้แล้ว “วยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๕) เพราะท่านละ “ธุวสัญญา” [สำคัญว่ายั่งยืน] ได้แล้ว “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๖) เพราะท่านละ “นิมิตตสัญญา” ได้แล้ว “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๗) เพราะท่านละ “ปณิธิสัญญา” [การตั้งมั่นแห่งกิเลส] ได้แล้ว “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๘) เพราะท่านละ “อภินิเวส” [ยึดมั่น–อัตตาภินิเวส] ได้แล้ว “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๙) เพราะท่านละ “สาราทานาภินิเวสะ” [ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ] ได้แล้ว “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม [การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง]

(๓๐) เพราะท่านละ “สัมโมหาภินิเวส” [ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง] ได้แล้ว “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็นสมธรรม

(๓๑) เพราะท่านละ “อาลยาภินิเวส” [ยึดมั่นในอาลัย] ได้แล้ว “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๒) เพราะท่านละ “อัปปฏิสังขา” [ไม่พิจารณา] ได้แล้ว “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๓) เพราะท่านละ “สังโยคาภินิเวสะ” [ยึดมั่นในการประกอบกิเลส] ได้แล้ว “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๓๔–๓๗ คือ อริยมรรค ๔ [โมนะ = ญาณในอริยมรรค ๔ หรือ อัปปมาณะ–โลกุตตระ]

(๓๔) เพราะท่านละ “กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ” ได้แล้ว “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๕) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างหยาบ” ได้แล้ว “สกทาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๖) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างละเอียด” ได้แล้ว “อนาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๗)  เพราะท่านละ “กิเลสทั้งปวง” ได้เด็ดขาดแล้ว “อรหัตตมรรค” จึงเป็นสมธรรม

 

ฉะนั้น ในการดับนิวรณ์ทั้งหลายได้ในขณะการบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัตินั้น โดยปกติแล้ว บุคคลย่อมเข้าถึงคุณวิเศษด้วยการกำจัดกิเลส ได้แก่ (๑) นิโรธ –การดับ (๒) ปหาน–การละกิเลส (๓) วิมุตติ–ความหลุดพ้น (๔) วิเวก–ความสงัด –ความปลีกออก (๕) วิราคะ–ความคลายกำหนัด–ความสำรอกออกได้ และ (๖) โวสสัคคะ–ความสละ–ความปล่อย โดยจำแนกประเภทออกเป็น ๕ ระดับ ได้แก่ (๑) “วิกขัมภนะ” [วิกขัมภนนิโรธ–วิกขัมภนปหาน–วิกขัมภนวิมุตติ–วิกขัมภนวิเวก–วิกขัมภนวิราคะ–วิกขัมภนโวสสัคคะ] คือ ด้วยอาการข่มกิเลสไว้ของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น และ (๒) “ตทังคะ” [ตทังคนิโรธ–ตทังคปหาน–ตทังควิมุตติ–ตทังควิเวก–ตทังควิราคะ–ตทังคโวสสัคคะ] คือ ด้วยองค์นั้นๆ ที่จะกำจัดกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ สำหรับ “ในอันดับ ข้อ ๓๔–๓๗ คือ อริยมรรค ๔” ดังกล่าวข้างต้นนั้น เรียกว่า (๓) “สมุจเฉท” [สมุจเฉทนิโรธ–สมุจเฉทปหาน–สมุจเฉทวิมุตติ–สมุจเฉทวิเวก–สมุจเฉทวิราคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ] หมายถึง การกำจัดกิเลสด้วยตัดขาด หมายถึง ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วย “โลกุตตรมรรค” [บรรลุด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘”] นั้นเอง แต่ถ้ากำจัดด้วย “อริยผล ๔” เรียกว่า (๔) “ปฏิปัสสัทธิ” [ปฏิปัสสัทธินิโรธ–ปฏิปัสสัทธิปหาน–ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ] หมายถึง กำจัดด้วยสงบระงับ คือ อาศัย “โลกุตตรมรรค” ชำระกำจัดกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว จึงบรรลุ “โลกุตตรผล” [สัมมาญาณ–บรรลุด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๙”] กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก แต่ถ้ากำจัดชำระกิเลสด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป เรียกว่า (๕) “นิสสรณะ” [นิสสรณนิโรธ–นิสสรณปหาน–นิสสรณวิมุตติ–นิสสรณวิเวก–นิสสรณวิราคะ–นิสสรณโวสสัคคะ] นั่นคือ “อมตธาตุ–บรมธรรม–นิพพาน” [วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุติ–สัมมาวิมุตติ–บรรลุด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๑๐” ที่เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม”] อันหมายถึง  “อรหัตตผลวิมุตติ–อนุปาทิเสสนิพพาน–ชีวิตสมสีสี”

ดังรายละเอียดเกี่ยวกับ (๑) สมถภาวนา [ฌาน–สมาธิ–อธิจิตต์] กับ (๒) วิปัสสนาภาวนา [ญาณ–ปัญญา–อธิปัญญา] ดังกล่าวข้างต้นนั้น การชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นภาระหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งด้วย “จิตตภาวนาแห่งสมถะ” ก่อนที่บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมนั้น จะก้าวไปสู่ “ปัญญาภาวนาแห่งวิปัสสนา” ตามลำดับ เมื่อสมาธิเกิดความบริสุทธิ์ พร้อมด้วยปัญญาบริสุทธิ์ในเวลาเดียวกันนั้น ย่อมทำให้บุคคลนั้น ได้รับประโยชน์อานิสงส์ สามารถบรรลุได้ “ปัญญาเห็นธรรม” รู้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีวิถีชีวิตดำเนินตามอำนาจแห่งกรรมของตน พิจารณาสภาวธรรมนั้นๆ ได้ตามความเป็นจริง อย่างเช่น การรู้เห็น “อวิชชาเป็นสังสารนายิกา” [ตัวนำสังสาระแห่งทุกข์–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: ทิพพจักขุญาณ] ด้วยศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า [อธิโมกข์: กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา] และสามารถพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมได้อย่างถี่ถ้วนประณีตละเอียดอย่างครบถ้วนกระบวนแห่งธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ–มีสติสัมปชัญญะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ประกอบด้วยอโยนิโสมนสิการ] หรือสามารถบรรลุถึงระดับความแตกฉาน ความรู้แตกฉาน หรือปัญญาแตกฉาน ที่เรียกว่า “เสขปฏิสัมภิทา” หมายถึง สำเร็จปฏิสัมภิทาของเสขบุคคล ได้เสขปฏิสัมภิทา นั่นคือ ปฏิสัมภิทาของพระเสขะ [พระอรหันต์] หรือ “ปฏิสัมภิทา ๔: อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” เพราะฉะนั้น ในบรรดาสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นสิ่งไม่คาดคิดตามปกติที่ปุถุชนจะพึงระลึกไม่ได้หรือละเลยข้ามไปนั้น บุคคลที่มีจิตปราศจากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย ย่อมพึงระลึกพิจารณารู้เห็นได้ตามสภาพที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” ย่อมเป็นเหตุให้มีจิตสะอาดบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับ “สังกิเลส” ทั้งหลาย [โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] ที่จะครอบงำจิตใจได้ในทุกขณะ นั่นคือ รู้เห็นอย่างเท่าทันกิเลสทั้งหลายแห่งโลกธรรม โดยไม่ติดใจพอใจใน (๑) “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา [ลาภ–ยส–สรรเสริญ–สุข] หรือ (๒) “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา [อลาภ–อยส–นินทา–ทุกข์]

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ตามแนวทางปฏิบัติแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ดีแล้ว ซึ่งต้องประกอบด้วย (๑) ศีลบริสุทธิ์ (๒) สมาธิบริสุทธิ์ (๓) ปัญญาบริสุทธิ์ ตามลำดับ ในขณะที่จิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์จนบรรลุถึง “จตุตถฌานกุศลจิต” [สมถภาวนา] อันเป็นจิตที่ดีงาม [โสภณจิต] รวมทั้ง “ปัญญาญาณ” [วิปัสสนา] ซึ่งสภาวะแห่งจิตเป็น “จิตประภัสสร” นั่นคือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลายดีแล้ว จิตจึงดำรงตั้งมั่นอยู่ตามสภาพดั้งเดิมของจิตและเจตสิก โดยเป็น (๑) “อัปปนาสมาธิ” คือ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” โดยตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างแนบสนิท และ (๒) “อุเบกขาจิต” คือ  “ตัตรมัชฌัตตตา” โดยมีความเป็นกลางในอารมณ์นั้น [สภาวธรรม] เพราะมีปัญญารู้แจ้งในสภาวะดังกล่าวนั้นแล้ว [กัมมัสสกตาญาณ–ทิพพจักขุญาณ] ดังนั้น ในสภาวะแห่งจิตที่วางตนเป็นกลางเฉยต่อสังขารนิมิตทั้งหลายที่พึงจะเกิดขึ้นในการเจริญภาวนานั้น พึงเกิดปฏิสัมพันธ์กับธรรมทั้งหลายเช่นกัน โดยจำแนกออกเป็น ๑๐ อาการ ดังต่อไปนี้

 

“อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมออันมาใน “เยวาปนกธรรม” ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑ มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ]

(๕) “ฌานุเปกขา” คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยเข้า “จตุตถฌาน” มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วยอนัตตตา

(๘) “สังขารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา

(๙) “เวทนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขโดยจิตเป็นกามาวจรกุศล

(๑๐) “วิริยุเปกขา” คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล

 

ดังนั้น ให้พิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงเสมอ [ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถ์] ในทุกขณะจิตที่ต้องดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ในภาวนากรรมฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้ดำรงตั้งมั่นในฐานะผู้ดื่มด่ำธรรม ที่เรียกว่า “ธมฺมปีติ” ไม่ว่าสภาวธรรมใดที่นับเป็น “ปัจจัยธรรม” โดยจำแนกออกเป็น (๑) อิทัปปจยตา–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ได้แก่ อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ หรือองค์ธรรมประกอบในสังสารจักรทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ ปัญญาที่จะรู้ประจักษ์แจ้งในธรรมทั้งหลายดังกล่าวนี้ได้ ย่อมเกิดจากการปรารภความเพียรอย่างจริงจังในการภาวนากรรมฐาน [ให้เปรียบเทียบกับ “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้] นั่นคือ การเจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” ได้แก่ (๑) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ในฝ่ายสมถภาวนา และ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) ในฝ่ายวิปัสสนาภาวนา เพราะฉะนั้น ในบรรดา “สังขารนิมิต” ทั้งหลายนั้น ย่อมประกอบด้วย (๑) สิ่งที่เป็นความรู้แจ้ง [สติ–สัมปชัญญะ] นั่นคือ “วิชชา” หรือความรู้คมชัด นั่นคือ “อภิญญา” กับ (๒) สิ่งที่เป็นความหลงใหลไม่มีสติสัมปชัญญะ [มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ] นั่นคือ “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริงด้วย “สัมมาทิฏฐิ” หรือ “สัมโมหะ” คือ ความหลงใหล อนึ่ง ให้เปรียบเทียบธรม ๒ ระหว่าง (๑) สติ–สัมปชัญญะ กับ (๒) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) สติ–สัมปชัญญะ [วิชชา]

(๒.๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

(๒.๓) “สัมปชัญญะ ๔” [Awareness] (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒ อีกข้อ ๑ คือ สติ) หมายถึง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ตระหนัก–ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้ มักมาคู่กับ “สติ” [Mindfulness หมายถึง ความระลึกจำได้ โดยจำแนกออกเป็นคำไวพจน์ ดังนี้ (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม (๓) สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ] ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ส่วนคำว่า “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

(๒) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ [อวิชชา]

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปีติปราโมทย์ในธรรมทั้งหลายได้นั้น จึงเป็นผู้ล่วงรู้ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรม” หรือพิจารณาโดยรวม หมายถึง “ปัจจัยธรรม” ด้วยการเจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖–ทิพพจักขุญาณ = ธัมมปฏิสัมภิทา] ฉะนั้น สภาวธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สิ่งที่คาดไม่ถึง” ย่อมไม่หลงเหลือให้เป็นข้อกังขาสงสัยในจิตทุกขณะ ไม่เจริญตกต่ำไปในความฟุ้งซ่านจนเสียสติหรือมีสติฟั่นเฟือนสับสนในการเจริญอริยธรรมหรืออริยมรรคแต่ประการใดทั้งสิ้น นั่นคือ สิ้นความสงสัยในธรรมที่ตนกำลังดำเนินปฏิบัติธรรมอยู่ ที่เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัด ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง หรือความไม่แน่ใจได้ [วิจิกิจฉา ข้อ ๕ ในนิวรณ์ ๕ –ข้อ ๔ ในอนุสัย ๗ –ข้อ ๖ ในกิเลส ๑๐ –ข้อ ๒ ในสังโยชน์ ๑๐] คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อธรรมดังกล่าวนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ [ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์] เพราะ (๑) ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา (๒) ความรู้ตามความเป็นจริง รู้ตามที่มันเป็น และ (๓) ความตั้งตนไว้ในความเห็นชอบแห่งทิฏฐิสัมปทา

ดังนั้น การทำจิตให้สะอาดจากกิเลสทั้งหลายได้นั้น ย่อมทำให้เกิด “วิชชา” ได้ นั่นคือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ โดยเกิดการหยั่งรู้และการหยั่งเห็นในภาวนานิมิตต่างๆ ด้วย “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นกล่าวคือการหยั่งรู้ การเห็นที่เป็นญาณหรือเห็นด้วยญาณ อย่างต่ำสุด หมายถึง “วิปัสสนาญาณ”  นอกนั้นในที่หลายแห่งหมายถึง (๑) ปัญญาญาณในสมถภาวนา ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” และ (๒) ปัญญาญาณในวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ (๑) “มรรคญาณ” คือ ความตรัสรู้ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ที่เรียกว่า “สมุจเฉทนิโรธ” [ดับด้วยตัดขาดแห่งโลกุตตรมรรค] (๒) “ผลญาณ” คือ ความตรัสรู้ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๙” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ–สัมมาญาณ] ที่เรียกว่า “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” [ดับด้วยสงบระงับแห่งโลกุตตรผล] (๓) “ปัจจเวกขณญาณ” มีอาการ ๑๙ หมายถึง ความตรัสรู้ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๑๐” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ] ที่เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐ –อเสขธรรม” หรือ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” มีอาการ ๑๒ [ความตรัสรู้แห่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ] หรือหมายรวมถึง “อาสวักขยญาณ” อันมีอาการ ๖๔ ด้วยก็ได้ สำหรับผู้ได้วิชชาสามหรืออภิญญาหก และ (๔) “สัพพัญญุตญาณ–Omniscience” หมายถึง ญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู พระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งนับเป็นปัญญาญาณใน “สมันตจักขุ” (ข้อ ๕ ในจักขุ ๕) หมายถึง จักษุรอบคอบ ตาเห็นรอบอันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ เป็นคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้า หรือเป็นข้อธรรมสูงสุดสำหรับพระศาสดาเท่านั้น ในบรรดาปัญญาญาณในวิปัสสนาทั้งหลายที่จะเรียกเป็นอะไรได้นั้น ทั้งนี้สุดแต่ข้อความแวดล้อมในที่นั้นๆ ที่บุคคลพึงจะบรรลุคุณวิเศษได้เฉพาะตน ด้วยเหตุนี้ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาที่ครบถ้วนกระบวนความนั้น คำว่า “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นด้วยวิปัสสนาญาณที่มีพื้นฐานจากจตุตถฌานกุศลจิต [โสภณจิต–จินอันงดงาม] นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องทุกขั้นในการปฏิบัติธรรมว่า “ญาณทัสสนะ” มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นพุทธะ–พุทธภาวะ” หรือ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้ ฉะนั้น ข้อธรรม “ญาณทัสสนะ” จะอยู่ในส่วน ที่เรียกว่า “ปัญญาคุณ” [ปัญญาในสมถะและปัญญาในวิปัสสนา] เพื่อชำระจิตใจให้หมดจดจากบรรดาเหล่ากิเลสทั้งหลาย [วิสุทธิ ๗: ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ หรือธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน] นั่นเอง  ดังนั้น “ญาณทัสสนะ” นั้น ย่อมทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมรู้เห็นสภาวธรรมได้อย่างชัดเจนทั้งที่เปิดเผยชัดเจนและซ้อนเร้น โดยรู้เห็นสิ่งไม่สามารถเปิดบังซ้อนเร้นได้ หรือพึงคาดคะเนเหตุการณ์ไม่ได้ เพราะอาศัย “ทิพพจักขุญาณ” เป็นสติปัญญาในการหยั่งรู้หยั่งเห็นได้ทุกประการ

ในประการสุดท้ายนี้ ปรากฏการณ์ที่นับเป็น “สิ่งที่ไม่คาดคิด” [ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถธรรม] ใดๆ นั้น ย่อมสามารถล่วงรู้หรือการเห็นด้วยญาณได้โดยการใช้ “ญาณทัสสนะ” [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] ตามแนวทางปฏิบัติด้วย “อริยมรรค” [มัชฌิมาปฏิปทา] ในการพยากรณ์สภาวการณ์ต่างๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยการคำนวณวงโคจรของดวงดาวในจักรวาลหรือฤดูกาลเวลามาประกอบคำทำนายในการวางแผนดำเนินชีวิตโดยตรง แต่ให้พิจารณาปัจจัยองค์ประกอบในเหตุการณ์เป็นสำคัญ ว่ามีความสัมพันธ์ในระดับกว้างแคบลึกตื้นมากน้อยเพียงใด ที่เรียกว่า “ปัจจัยธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาวะแห่งจิตของตนที่ต้องไปสัมพันธ์กับสภาวะแห่งจิตของผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง พร้อมด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมแลภูมิประเทศ นอกจากนี้ ควรพึงระวังปัจจัยมิติแห่งเวลาที่เป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งทั้งหลายตาม “กฎอนิจจัง” คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ประกอบด้วยความแปรปรวน [วิปริณาม] อันเป็นเหตุให้เกิดสงสารทุกข์ [วิปริณามทุกขตา] ในการพิจารณาเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมมีองค์ประกอบด้วย ๒ ด้าน ได้แก่ (๑) กุศลธรรมแห่งทางเจริญ กับ (๒) อกุศลธรรมแห่งทางเสื่อม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นจะตัดสินใจเลือกทำในสิ่งใด เพื่อดับทุกข์ทั้งหลายของตนอย่างถูกวิธี ไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนผละผู้อื่น นั่นคือ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ นึกคิดประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลโดยชอบธรรมตามเป็นจริง ไม่ใช่หลงใหลไปตามอำนาจครอบงำแห่งกิเลสตัณหาทั้งหลายด้วยความประมาท ฉะนั้น การไม่ใช้ปัญญาและเหตุผล [มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ = อโยนิโสมนสิการ] จึงเป็นการใช้ชีวิตไปในทางเสื่อมวิบัติทั้งหลาย ไม่นึกคิดประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ในการกระทำกรรมทั้งหลาย [กุศลกรรมบถ ๑๐] ด้วย ได้แก่ กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓ แต่กลับเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” [อกุศลกรรมบถ ๑๐: กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓] ดังนั้น “สิ่งที่ไม่คาดคิด” จึงเป็นได้ทั้ง “กุศลธรรม” หรือ “อกุศลธรรม” ก็ได้ ที่เป็น “ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” และบุคคลผู้ที่จะรู้เห็นได้ตามเป็นจริงนั้น ต้องบรรลุเข้าถึง “ปัญญาเห็นธรรม” ทั้งหลายตามเป็นจริง [ธรรมปีติ] เช่นกัน.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674162