๑๐๕. อุเบกขาในการเจริญภาวนากรรมฐาน   

           Equanimity in the Mental Development   

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  488  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความนิ่งสงบในกายและใจของผู้เจริญสมธรรมแห่งพระพุทธศาสนานั้น ย่อมเกิดจากการพัฒนาปัญญาให้รู้ประจักษ์แจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” นั่น การเป็นผู้มีปรีชาหยั่งรู้แจ้งเห็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้เห็นเหตุปัจจัยของการปรากฏแห่งสภาวธรรมใดๆ ตามเป็นจริง หรือมีปรีชาหยั่งรู้ถึงบรรดาสัตว์ทั้งหลายจุติและอุบัติไปตามอำนาจแห่งกรรมของตน [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาญาณ] อันเป็นเหตุให้ต้องวางเฉยเป็นกลางในสภาวธรรมหรือ “สังขารนิมิต” ดังกล่าวนั้น ด้วย “อุเบกขานิมิต” ตลอดไป เพราะรู้เห็นตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” หมายถึง ปรีชาญาณที่รู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่หมายถึง “สามัญลักษณะ ๓: อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” โดยผ่านกระบวนการนึกคิด พิจารณา ไตร่ตรอง สืบค้นหาต้นเหตุและปลายเหตุ ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ในกระบวนการคิดดังกล่าวนี้ มีความสำคัญมากในการพิจารณาสภาวธรรมในวิปัสสนากาวนา โดยอาศัยสมถภาวนาทำให้ “สติ” เกิดความบริสุทธิ์คมชัดด้วย “จตุตถฌานกุศลจิต” คือ จิตปราศจากนิวรณ์ [จิตประภัสสร] และทำให้ “สัมปชัญญะ” มีความแก่กล้ากลายเป็น “ญาณ” คือ การหยั่งรู้ เรียกรวมกันว่า “ญาณทัสสนะ” คือ การหยั่งรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น “อุเบกขา” คือ ความวางเฉยในอารมณ์ใดๆ ในขณะที่จิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ [อัปปมาสมาธิ] ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมไม่เกิดการเสียธรรมใดๆ เช่นกัน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๐๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – อุเบกขาในการเจริญภาวนากรรมฐาน

 

การพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่รอบตัว ให้เห็นชอบตามเป็นจริงตามกำหนดแห่งธรรมดาได้นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ปุถุชนทั่วไปจะพึงนึกคิดได้จริง และสามารถปล่อยว่างไม่ยึดมั่นถือมั่นให้เป็นความทุกข์ร้อนกายและใจ ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] การกำหนดรู้ทุกขสัจจ์ไม่ได้นั้น ย่อมไม่มีปรีชาสามารถมนสิการกรรมฐานได้อย่างถูกต้องโดยไตรลักษณ์ ไม่เห็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของนามรูปได้จริง จึงลงความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายดังกล่าวนั้นเป็นจริงด้วย “ทิฏฐิแห่งตน” อันเป็นวิปลาผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงตามธรรมชาติ นอกจากจดจำด้วยสัญญาที่ผิด [สัญญาวิปลาส] นั้น ยังเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งตามอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลายที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตตสันดาลของตน [จิตตวิปลาส] เลยเป็นเหตุให้ถือผิดยิ่งขึ้น [ทิฏฐิวิปลาส] ไม่สามารถพิจารณาเห็นสามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์ได้ด้วย จึงวางเฉยเป็นกลางในอารมณ์แห่งกรรมฐานที่กำลังประสบอยู่ไม่ได้ ให้พิจารณาความหมายของคำว่า “อุเบกขา” [Equanimity] คือ ความวางเฉยเพราะเห็นตามเป็นจริง [Indifference] ไม่ใช่เพราะไม่รู้อะไรเลย ดังเช่น

(๑) “อทุกขมสุขเวทนา–อุเบกขาเวทนา” (ข้อ ๓ ในเวทนา ๓ –ข้อ ๕ ในเวทนา ๔) คือ ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่

(๒) “อุเบกขา” (ข้อ ๔ ในพรหมวิหาร ๔) คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน

(๓) “อุเบกขา” (ข้อ ๗ ในโพชฌงค์ ๗) คือ ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง

(๔) “อุเบกขา” (ข้อ ๑๐ ในบารมี ๑๐) คือ ความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม และดำรงอยู่ในธรรม ไม่เอนเอียงหรือหวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ

(๕) “อุเบกขา” (ข้อ ๙ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐) คือ ความมีจิตเป็นกลาง

(๖) “อุเปกขินทรีย์” (ข้อ ๑๔ ในอินทรีย์ ๒๒) คือ อินทรีย์เป็นอุเบกขาเวทนา

 

ดังนั้น ความเข้าใจอย่างถูกต้องในความหมายของ “อุเบกขา” แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและในการปฏิบัติธรรม ย่อมทำให้ปล่อยวางในความเป็นตัวตนอย่างหลงผิดในโลกธรรมได้ ทำให้เห็นทุกข์เพราะความแปรปรวน และความเป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตน นั่นคือ การประกอบความเพียรให้เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์อยู่ตลอดกาล ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

“อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

 

 

  

จากภาพประกอบ ๑ แสดงให้เห็นว่า “อุเบกขา” มีความเกี่ยวพันกับปัญญาพิจารณาเห็น “นามรูป” โดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] โดยเห็นชอบ [สัมมาทิฏฐิ] ด้วย (๑) “อนิจจานุปัสสนา” มนสิการว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง” (๒) “ทุกขานุปัสสนา” มนสิการว่า “สังขารทั้งหลายแปรปรวนเป็นทุกข์” (๓) “อนัตตานุปัสสนา” มนสิการว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน” จนรวมถึง (๔) “อสุภวิปัสสนา” มนสิการว่า “ร่างกายทั้งหลายไม่งาม” เมื่อเกิดปัญญาเห็น “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ดังนั้น ปัญญาเห็นธรรม [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓]ดังกล่าวนี้ ยังรวมถึง “กัมมัสสกตาญาณ” [ทิพพจักขุญาณ] ด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุทำให้ผู้บรรลุธรรมวิเศษนี้ ปล่อยวาง ทำจิตให้สมดุลเป็นกลางได้กับสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นในวิปัสสนาภูมิ และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณา “อุเบกขา” ในอาการลักษณะต่างๆ ดังนี้

  

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา ข้อ ๓๔ ในเจตสิก ๕๒] คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ และเป็นเจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง] หมายถึง อุเบกขาที่นำ “สหชาตธรรม” [ธรรมที่เกิดร่วมกัน] ไปเสมอกัน อันมาใน “เยวาปนกธรรม” [เจตสิก ๑๖ โดยเว้น ๓ ข้อแรกในกุศลจิตและอกุศลจิต] คือ ธรรมจำพวกที่กำหนดแน่ไม่ได้ว่าข้อไหนจะเกิดขึ้นทั้งในกุศลจิตหรืออกุศลจิต ดังนี้

(๑) “กุศลจิต ๙” คือ ความนึกคิดที่ดี ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา–อุเบกขา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ สัมมาวาจา–วจีทุจริตวิรัติ ๑ สัมมากัมมันตะ–กายทุจริตวิรัติ ๑ สัมมาอาชีวะ–มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “อกุศลจิต ๑๐” คือ ความนึกคิดที่ไม่ดี ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ มานะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ ถีนะ ๑ มิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑ กุกกุจจะ ๑

 

ฉะนั้น กล่าวคือ อุเบกขาให้วางเฉยเพราะเห็นไปตามเป็นจริง ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นในธรรมที่ปฏิบัติ แล้วเกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] เพราะสามารถแยกดีแยกชั่ว [กุศลธรรม–อกุศลธรรม] ได้จริง โดยทำกุศลกรรมด้วย “โยนิโสมนสิการ” ทำให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” [ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ]

 

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” (ข้อ ๔ ในพรหมวิหาร ๔) หมายถึง อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง กล่าวคือ ผู้ที่เจริญอัปปมัญญาจนชำนาญ มีจิตเสมอกันต่อสรรพสัตว์ และเข้าถึงฌานแล้ว สามารถแผ่อุเบกขาต่อสัตว์ทั้งหลาย แผกผันไปได้ต่างๆ ได้แก่

(๑) “อโนธิโสผรณา” คือ แบบกว้างขวางไม่มีขอบเขต

(๒) “โอธิโสผรณา” คือ แบบจำกัดขอบเขต

(๓) “ทิสาผรณา” คือ แบบเฉพาะเป็นทิศๆ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญาหรือความรู้แจ้ง [วิชชา] คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน [อธิโมกข์ = กัมมัสสกตาสัทธา–กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ]

  

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” (ข้อ ๗ ในโพชฌงค์ ๗) หมายถึง อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันเป็นอาการของความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง ในบรรดาธรรมอันเกิดร่วมกัน โดยอาศัย “วิเวก” ดังนี้

 

“วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส ได้แก่

(๑) “กายวิเวก” คือ ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี

(๒) “จิตตวิเวก” คือ ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และพร้อมด้วย อริยมรรค–อริยผล

(๓) “อุปธิวิเวก” คือ ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน

 

“วิเวก ๕” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ได้แก่

(๑) “วิกขัมภนวิเวก” คือ ปลีกออกด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึง ปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น

(๒) “ตทังควิเวก” คือ ปลีกออกด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับ สักกายทิฏฐิ ด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ

(๓) “สมุจเฉทวิเวก” คือ ปลีกออกด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วย โลกุตตรมรรค

(๔) “ปฏิปัสสัทธิวิเวก” คือ ปลีกออกด้วยสงบระงับ คือ อาศัย โลกุตตรมรรค ดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุ โลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก

(๕) “นิสสรณวิเวก” คือ ปลีกออกด้วยสลัดออกได้ หรือ ดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อ นิสสรณนิโรธ ได้แก่ อมตธาตุ คือ นิพพาน  

 

สำหรับ คำว่า “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ (๑) “สติ” คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง (๒) “ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม (๓) “วิริยะ” คือ ความเพียร (๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ (๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ (๖) “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ (๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง

  

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ] นั่นคือ เมื่อ ได้เห็น–ได้ยิน–ได้กลิ่น–รู้รส–รู้สิ่งต้องกาย–รู้เรื่องในใจ ก็เกิดความรู้สึกว่า “ไม่ดีใจ–ไม่เสียใจ” เป็นผู้มีอุเบกขา [อุเบกขาเวทนา– อทุกขมสุขเวทนา] และมีสติสัมปชัญญะ [อัปปมาทะ–ไม่ประมาท] กล่าวอีกนัยหนึ่ง ย่อมแสดงนัยถึง “ธรรม ๒” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “อินทรียสังวร” (ข้อ ๑ ในอปัณณกปฏิปทา ๓) หมายถึง การสำรวมอินทรีย์ คือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ คำว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ (๑) อินทรียสังวร–การสำรวมอินทรีย์ (๒) โภชเนมัตตัญญุตา–ความรู้จักประมาณในการบริโภค (๓) ชาคริยานุโยค–การหมั่นประกอบความตื่น 

(๒) “สติสังวร” (ข้อ ๒ ในสังวร ๕) หมายถึง สังวรด้วยสติ สำรวมด้วยสติ คือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ อย่าง ได้แก่ จักขุ–ตา ๑ โสตะ–หู ๑ ฆานะ–จมูก ๑ ชิวหา–ลิ้น ๑ กาย–กาย ๑ มโน–ใจ ๑ เพื่อระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป–ได้ยินเสียง–ได้กลิ่น–รู้รส–รู้สิ่งต้องกาย–หรือ–รู้เรื่องในใจแห่งความนึกคิด [สังขารนิมิต]

 

(๕) “ฌานุเปกขา” (ข้อ ๕ ในองค์ฌาน ๖) หมายถึง อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม คำว่า “องค์ฌาน ๖” หมายถึง องค์ประกอบของฌาน องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ ได้แก่

(๑) “วิตก” คือ ความตรึก ความตริ การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ปักจิตลงสู่อารมณ์

(๒) “วิจาร” คือ ความตรอง การพิจารณาอารมณ์ การตามฟั้นอารมณ์

(๓) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ

(๔) ”สุข” คือ ความสุข ความสบายใจ

(๕) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง

(๖) “เอกัคคตา” คือ จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ความมีอารมณ์หนึ่งเดียว

 

ฉะนั้น ในการบำเพ็ญเพียรตบะหรือภาวนากรรมฐานนั้น ผู้เจริญฌานสมาบัติต้องมีความเข้าใจอย่างละเอียดในสภาวะแห่งจิตที่ประกอบด้วยองค์ฌานในฌานสมาบัติแต่ละขั้น ที่เรียกว่า “รูปฌาน ๔” [Absorptions] หมายถึง ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ธรรมที่เป็นรูปาวจรซึ่งท่องเที่ยวไปในรูป นั่นคือ เนื่องอยู่ในระดับจิตชั้น “รูปภพ” อันเป็นโลกเป็นที่อยู่ของพวกพรหม [รูปฌาน] หรือระดับที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าถึงรูปฌานได้ จึงเป็นผู้เข้าถึง “รูปพรหม” คือ เหล่าพรหมในชั้นรูปภพ พรหมที่เกิดด้วยกำลังรูปฌาน มี ๑๖ ชั้น ดังนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” [ฌานที่ ๑] มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน” [ฌานที่ ๒] มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน” [ฌานที่ ๓] มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน” [ฌานที่ ๔] มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

ในการบรรลุรูปฌาน [สมาบัติ–ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง] ในแต่ละขั้นนั้น ย่อมแสดงนัยถึงความติดใจในรูปธรรมอันประณีต ที่เรียกว่า “รูปราคะ” (ข้อ ๑ ในอุทธัมภาคิยสังโยชน์) ซึ่งเป็นสังโยชน์เบื้องสูง [สังโยชน์ = กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ กำจัดด้วยโลกุตตรมรรค] เพราะฉะนั้น ความก้าวหน้าในการเจริญฌานสมาบัติในขั้นนี้ จึงประกอบด้วยการละออกจาก “ราคะ” คือ ความติดใจในรูปธรรม ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน ความปรารถนาในรูปภพ หรือ ความกำหนัดย้อมใจในรูปภพ [สาราค–ราคะกล้า] กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การเข้าไปรับรู้ในสภาวะแห่งจิตที่ดำเนินไปอย่างสงบราบเรียบดีแล้ว เกิดความพอใจติดใจในสภาวะแห่งอารมณ์ในกรรมฐานดังกล่าวนั้น แล้วจึงค่อยละความกำหนัดติดใจนั้นออกไปทีละสภาวะแห่งจิตในอารมณ์นั้นๆ ความรู้เห็นในรูปฌานแต่ละขั้นนั้น ย่อมเข้าถึงสภาวะในอารมณ์แห่งกรรมฐานได้ตามสภาพที่เป็นจริง ด้วยความบริสุทธิ์โดย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [สมาธิ–สมาธินทรีย์–จิตตัสเสกัคคตา = อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] อันเป็นเหตุให้มีปรีชาสามารถรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] สภาวะตามสภาพเป็นจริงในรูปภพแต่ละขั้นได้จริง นั่นคือ “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้เห็นสภาวะที่สัตว์ทั้งหลายจุติและอุบัติตามอำนาจกรรมของของตนได้ ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ปรีชารู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย มีจักษุทิพย์มองเห็นสัตว์กำลังจุติบ้าง กำลังเกิดบ้าง มีอาการดีบ้าง เลวบ้างเป็นต้น ตามกรรมของตน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เข้าถึง “จตุตถฌาน” ได้ อันถือเป็นจิตที่งดงาม [โสภณจิต] จึงสามารถละองค์ฌานแห่งรูปภพต่างๆ ได้ ตามลำดับแห่งรูปฌาน จนเหลือเพียง “อุเบกขา–เอกัคคตา” [จิตประภัสสร] เท่านั้น โดยสามารถข่มระงับนิวรณ์ได้ในฌานขั้นนั้นๆ [อาศัยเอกัคคตาแห่งสมาธิชำระกิเลสนิวรณ์ได้ในแต่ละขั้น] จึงไม่ติดใจหลงใหลในรูปภพชั้นนั้นๆ [ภูมิ ๑๖–รูปาวจรภูมิ ๑๖] ด้วย อำนาจแห่งอุเบกขาจิต เพื่อให้เดินก้าวหน้าต่อไปในการเจริญภาวนากรรมฐานขั้นที่สูงขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เจริญรูปฌานนั้น ต้องมีสติดำรงมั่นคมชัดได้ด้วย “สติปัฏฐาน ๔” [อุปัฏฐาน] ที่เรียกว่า “สัมมาสติ” ก่อนข้ามไปสู่ “สัมมาสมาธิ” [เอกัคคตา–รูปฌาน ๔] ซึ่งทำหน้าที่ให้สติเกิดความบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์ และสัมปชัญญะเกิดการเรียนรู้สภาวธรรม [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] จนเกิดความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ [วิชชา] ดังเช่น จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ เป็นต้น

 

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยการบรรลุเข้าถึง “จตุตถฌาน” [จิตประภัสสร] มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “สัมมาสติ” [อุปัฏฐานแห่งสติปัฏฐาน ๔] หรือ “สติวิสุทธิ” และทำให้เกิด “วิชชา ๓” ได้โดยตรงในระหว่างที่เป็น “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [สมาธิ–สมาธินทรีย์–อัปปนาสมาธิ–จิตตัสเสกัคคตา = อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง “จตุตถฌาน–จิตประภัสสร” นั้น จึงหมายถึง “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” [อัปปนาสมาธิ] เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย ที่กลุ้มรุมจิตใจในปัจจุบัน ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตตสันดานชั้นลึก ที่เรียกว่า “อนุสยกิเลส” ซึ่งต้องกำจัดชำระด้วย “อธิปัญญาสิกขา” แต่อย่างไรก็ตาม ในการเจริญรูปฌานนั้น จิตที่ทำหน้าในการควบคุมความเป็นไปในองค์ฌานทั้งหลายนั้น คือ “สติ” [Mindfulness] หรือ “สติ คือ จิตตัววิปัสสนา” นั่นเอง เมื่อทำหน้าที่พิจารณา “อุเบกขา” [Equanimity] ในองค์ฌานแห่งจตุตถฌาน สติจึงต้องสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์ เพราะพิจารณารู้เห็นตามเป็นจริง และมี “สัมปชัญญะ” [Awareness] ทำหน้าที่เรียนรู้สภาวธรรมที่ปรากฏขึ้น [ปรีชาญาณที่พิจารณาไตร่ตรองสังขารนิมิตในอารมณ์แห่งกรรมฐาน = โยนิโสมนสิการ–ญาณทัสสนะ] และเป็นเหตุทำให้เกิด “ปัญญาหยั่งรู้–ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาปัญญา” หมายถึง ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญ [ยังไม่เป็นอธิปัญญา] และเป็น “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” [ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักขุ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–กัมมัสสกตาญาณ] เมื่อรู้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องสิ้นสงสัยดีแล้ว จึงวางเฉยต่อสังขารนิมิตในอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนั้นอีกต่อไป กล่าวโดยรวม การชำระอุเบกขาให้บริสุทธิ์จากกิเลสในขั้นนี้ เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) นับเป็นการกำหนดสมุทัยสัจจ์

  

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วย “อนัตตตา” สาระสำคัญในข้อนี้ คือ การเจริญวิปัสสนาภาวนาหรือมนสิการกรรมฐานให้เกิดปรีชาญาณหรือปรีชาหยั่งรู้ในสภาวธรรมที่ดำเนินไปตามช่วงเวลาแห่งกาลทั้ง ๓ [อัทธา ๓: อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา] หลังจากบรรลุถึง “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) หรือ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) โดยเรียกรวมๆ ในเบื้องต้นว่า ได้เกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” และต่อจากนั้น ก็ดำเนินวิปัสสนาถึง “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง [ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม] หรือ ปัญญาญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์  ปัญญาหยั่งรู้ที่กำหนดพิจารณานามรูป คือ ขันธ์ ๕ ตามแนวไตรลักษณ์ หรือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็น (๑) ของไม่เที่ยง–อนิจจตา (๒) ของเป็นทุกข์–ทุกขตา (๓) ของมิใช่ตัวตน–อนัตตตา  กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มีปรีชาหยั่งรู้สภาวธรรมทั้ง (๑) สังขตะ–สังขตธรรม กับ (๒) อสังขตะ–อสังขตธรรม ว่า “ไม่ใช่ตัวตนแห่งอนัตตตา” ปัญญาญาณที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ เป็นเหตุให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมั่นคงแน่นอนในภาวนากรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือ “วิปัสสนาญาณ ๑๐” ได้แก่ สัมมาสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ โดยจะไม่เกิดการหลงทางหรือฟุ้งซ่านในธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ ให้พิจารณาลำดับการเจริญวิปัสสนาใน ๙ ขั้น [การทุบขันธ์ ๕] อย่างละเอียด ดังนี้

 

“วิปัสสนาญาณ ๙” หมายถึง ญาณในวิปัสสนา ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือที่จัดเป็นวิปัสสนา คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ได้แก่   

(๑) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด

(๒) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด

(๓) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น

(๔) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์  

(๕) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่า เป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ  

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น  

(๗) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป  

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้  

(๙) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป

 

 (๘) “สังขารุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา [วิปัสสนาพละ] คำว่า “นิวรณ์” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา– อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือ เป็นการทำลาย “สังขารนิมิต” [สิ่งที่นึกคิดในใจเป็นอารมณ์] ที่ก่อเกิดขึ้นด้วยอำนาจครอบงำแห่งกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย ให้หมดสิ้นไปด้วยการวางใจเป็นกลางในสภาวธรรม [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] นั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นึกคิดในใจเป็นอารมณ์ในวิปัสสนากรรมฐานนั้น ย่อมเกิดจากผลวิบากแห่งกรรมที่เป็นของของตน อันมีมูลเหตุเกิดจาก “กิเลสนิวรณ์–นิวรณธรรม” [กัมมัสสกตาญาณ] จึงทำให้เข้าใจอย่างถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] ควรวางตนวางใจเป็นกลางใน “สังขารนิมิต” [นามรูป] ทั้งหลายเหล่านั้นได้จริง ซึ่งเป็นการดับนิวรณ์ด้วยปัญญาญาณ ที่เกิดควบคู่กับอำนาจสมถะ [สมถพละ] นั่นคือ ดับนิวรณ์ด้วย “จตุตถฌาน” ด้วยจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร”

  

(๙) “เวทนุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาที่ “ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุข” โดยจิตเป็น “กามาวจรกุศล” อันเป็นสภาวะที่จิตเรียนรู้สภาวธรรมด้วยปัญญาสามัญธรรมดา เพื่อวางเฉยเป็นกลางต่ออารมณ์ที่รับรู้ผ่านเข้ามาด้วยการสัมผัสทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ที่เรียกว่า “อุเบกขาเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา” (ข้อ ๓ ในเวทนา ๓ –ข้อ ๕ ในเวทนา ๕) หรือ “อุเปกขินทรีย์” (ข้อ ๑๔ ในอินทรีย์ ๒๒) คือ อินทรีย์เป็น “อุเบกขาเวทนา” แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาถึงในการเจริญสติปัฏฐานในฐาน “เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน” หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า “เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น ก็ให้กำหนดสติพิจารณาสภาวธรรมเหล่านั้น เป็น “สังขตธรรม” ที่เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน จึงให้กำหนดรู้เป็นกลางในอารมณ์ ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นแห่งตัวตน ตามอำนาจครอบงำแห่งกิเลสนิวรณ์ ที่ปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุปัจจัยเพราะความไม่รู้จริง [อวิชชา] หรือความลุ่มหลง [โมหะ] เพราะไม่มีสติปัญญา [สติสัมปชัญญะ] ไม่ประกอบด้วยความไม่ประมาท [อัปปมาทะ]  เพราะฉะนั้น การวางเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึก ที่เรียกว่า “เวทนุเปกขา–อุเบกขาเวทนา” ทำให้เข้าใจถึงสภาวะแห่งการสัมผัส [ผัสสะ ๖: ตาเห็นรูป–หูได้ยินเสียง–จมูกได้กลิ่น–ลิ้นได้รส–กายสัมผัสโผฏฐัพพะ–ใจรู้สิ่งนึกคิดในใจหรือธรรมารมณ์] โดยฝึกสติและสัมปชัญญะให้รู้อย่างเท่าทันกับกิเลส ไม่ไปลุ่มหลงปรุงแต่งต่อเติมในความรู้สึกแห่งอารมณ์นั้นๆ อีกต่อไป เพราะไม่ใช่ตัวตนอย่างแท้จริง แม้จะเป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ แม้จะเป็นสุข ก็ไม่ต้องเป็นสุข ด้วยเสมอไป กำหนดสติและสัมปชัญญะให้รู้เท่าทันถึงจิตตามสภาพที่เป็นจริง [ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ] พิจารณาหรือสัมมสนะสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง [ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–ตถตา] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นึกคิดให้ได้ตามเป็นจริงแห่งนามรูปนั้นโดยไตรลักษณ์ ฉะนั้น การวางเฉยต่อ “เวทนา ๓–เวทนา ๕” [การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์] ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในทุกขณะจิต จึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้อย่างเท่าทัน [โยนิโสมนสิการ] พิจารณาด้วยความเห็นโดยชอบ [สัมมาทิฏฐิ] ดังนี้

 

“เวทนา ๓” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์ ได้แก่

(๑) “สุขเวทนา” คือ ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม  

(๒) “ทุกขเวทนา” คือ ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม  

(๓) “อทุกขมสุขเวทนา–อุเบกขาเวทนา” คือ ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่  

  

“เวทนา ๕–อินทรีย์ ๕” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ได้แก่  

(๑) “สุข–สุขเวทนา–สุขินทรีย์” คือ ความสุข ความสบายทางกาย  

(๒) “ทุกข์ –ทุกขเวทนา–ทุกขินทรีย์” คือ ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย  

(๓) “โสมนัส–โสมนัสสเวทนา–โสมนัสสินทรีย์” คือ ความแช่มชื่นสบายใจ สุขใจ  

(๔) “โทมนัส –โทมนัสสเวทนา–โทมนัสสินทรีย์” คือ ความเสียใจ ทุกข์ใจ  

(๕) “อุเบกขา–อทุกขมสุขเวทนา–อุเปกขินทรีย์” คือ ความรู้สึกเฉยๆ  

 

(๑๐) “วิริยุเปกขา” หมายถึง อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล เมื่อพิจารณาถึงความไม่เที่ยงด้วย “อนิจจานุปัสสนา” ในสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นเช่นนี้ ย่อมถอน “วิปลาสนิมิต” ได้โดยไม่ยึดมั่นในสภาวธรรมหรืออารมณ์แห่งกรรมฐานดังกล่าวนั้น นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรม (๑) หมั่นเพียรเจริญสมถะด้วย “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนด “อนิจจลักษณะ” และ (๒) หมั่นเพียรเจริญวิปัสสนาด้วย “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนิจจตา” แล้วถอนนิมิตเสียได้ อาศัย “อนิจจานุปัสสนา” ถอน “วิปัลลาสนิมิต” นั่นได้ อนึ่ง คำว่า “วิปลาส” นั้น บุคคลย่อมรู้ได้ด้วยปัญญาพิจารณาเห็นธรรมหรือนามรูปด้วยไตรลักษณ์ ถึงจะกำจัดความวิปลาสในความนึกคิดได้ ดังนี้

 

“วิปัลลาส ๔–วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง  

วิปลาส มี ๓ ระดับ ได้แก่

(๑) “สัญญาวิปลาส” คือ สัญญาคลาดเคลื่อน หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยปรุงแต่งตามสภาพความทรงจำมาอย่างผิดๆ เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู

(๒) “จิตตวิปลาส” คือ จิตคลาดเคลื่อน ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยนึกคิดผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร

(๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง เพราะยึดมั่นในความเห็นหรือความนึกคิดของตนเป็นใหญ่ โดยเฉพาะเชื่อถือไปตาม “สัญญาวิปลาส” หรือ “จิตตวิปลาส” นั้น ยกตัวอย่าง เช่น มี “สัญญาวิปลาส” เห็น “เชือกเป็นงู” แล้วเกิด “ทิฏฐิวิปลาส” เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้น “มีงูชุม” หรืออาจมี “จิตตวิปลาส” ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง” จึงเกิดถือเอา “ทิฏฐิวิปลาส” ว่า “แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล” ดังนี้ นั่นคือ ท่านบ้ามีขั้นตอนด้วยวิปริตไปแล้ว

 

เพราะฉะนั้น “วิปลาส ๓ ระดับ” นี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน ๔ ด้าน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นจริงตามธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์ ได้แก่

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข  

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน  

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม  

 

ดังนั้น บุคคลที่มีถึงพร้อมความนึกคิดที่ถูกต้อง “ทิฏฐิสัมปทา” หรือดำรงมั่นอยู่ด้วยความเห็นชอบ “สัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ ปรารภความเพียรรู้เห็นสรรพสิ่งถูกต้องโดยไตรลักษณ์ ไม่มีความคิดวิปริตวิการอย่างผิดๆ จากความเป็นจริง ย่อมประกอบความเพียรด้วย “วิริยุเปกขา” โดยพิจารณาสรรพสิ่งต่างๆ หรือสภาวธรรมโดย “อุเบกขานิมิต” ได้เสมอ โดยไม่หลงลืม มีสติฟั่นเฟือน ปราศจากสติปัญญา [มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ] เมื่อรู้เห็นเข้าใจสภาวธรรมหรืออารมณ์แห่งกรรมฐานได้ดีแล้ว คือ รู้เห็นตามเป็นจริง [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] โดยเฉพาะเข้าใจได้เป็นอย่างดีโดย “ธรรมนิยาม ๓” [สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงสังขารทั้งหลาย แปรปรวนเป็นทุกข์ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่ใช่ตัวตน ๑ และเกิด ปฏิกูลสัญญา หรือ อสุภสัญญา ได้ตามเป็นจริง] ย่อมปล่อยวางเป็นกลางในอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นได้ เพราะเห็นตามเป็นจริงด้วย “อุเบกขาสัญญา” และ “อุเบกขาจิต” นั่นเอง

 

เมื่อพิจารณาถึงสภาวะแห่งจิตที่ดำรงอยู่ใน “อุเบกขาจิต” กับ “ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก” นั้น ต้องประกอบด้วย ปัญญาเห็นนามรูปตามเป็นจริงโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] มิฉะนั้น จะไม่เกิดการวางเฉยในอารมณ์ต่างๆ ได้ แต่จะกลับไปยึดมั่นถือมั่นจนเกิดความเดือดร้อนเป็นทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “สงสารทุกข์แห่งสังสารจักร” อันมีเหตุปัจจัยเกิดจาก “วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก” ที่วกวนหมุนเวียนไม่สิ้นสุด หรือดำรงอยู่ใน “ทุคติ” นั่นคือ เกิดปัญญาเห็น “กฎแห่งกรรม” หรือปัญญาเห็นบรรดาสัตว์ทั้งหลายจุติและอุบัติไปตามอำนาจกรรมของตน [กัมมัสสกตาปัญญา–ทิพพจักขุญาณ] จึงทำให้ต้องนึกคิดพิจารณาวางตนเป็นกลางในสภาวธรรมหรืออารมณ์แห่งกรรมฐานทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย “อุเบกขา” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “การเสียธรรม” ด้วยการเข้าไปยึดมั่นใน “วิปลาสนิมิต–ความแปรปรวนแห่งวิปริณาม–ความไม่ใช่ตัวตน” เพราะฉะนั้น “อุเบกขา” จะเกิดขึ้นคู่กับ “สัมมสนญาณ” หมายถึง ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เพราะที่เงียบเฉย วางเฉย ปล่อยวาง เพราะเกิดปัญญาเห็นตามเป็นจริง [โยนิโสมนสิการ] ไม่ใช่เพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาแต่อย่างใด [อโยนิโสมนสิการ] ดังนั้น คนที่เงียบจึงแบ่งออกเป็น ๒ พวก ได้แก่ (๑) รู้ตามเป็นจริง กับ (๒) ไม่รู้อะไรเลย ในบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จัดอยู่ในพวกแรกเท่านั้น.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4703169