๑๐๘. การแสวงหาอย่างอารยะย่อมไม่ผิดทาง   

           A Noble Search Is Just the Right Way

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  563  

 

ความสำคัญของบทความ

 

มนุษย์ทุกรูปทุกนามต่างก็แสวงหาสิ่งที่ดีอย่างประเสริฐให้แก่ชีวิตของตน ก็มีน้อยคนมากที่จะใฝ่หาสิ่งที่เป็นภัยอันตรายแก่ตน นอกจากจะถูกบีบบังคับและไม่มีทางเลือกในการแก้ปัญหาชีวิตเท่านั้น และสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องแสวงหาอยู่ตลอดเวลานั้น คือ อาหา ยา ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน และ ชื่อเสียง ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งตามปกติทางคติโลก ที่ประพฤติปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่ แม้จะได้สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาด้วยวิธีใดก็ตาม แม้จะด้วยการเบียดเบียนผู้อื่นก็ตาม ในบางครั้งก็จำยอมต้องทำในความปรารถนานั้น ด้วยไม่ใช้ปัญญาและเหตุผลที่ถูกต้องตามคลองธรรมก็ตาม เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจใครจะทำอะไรก็ตาม ศีลธรรม หิริ และโอตตัปปะ ได้ถูกละเมิดฝ่าฝืนด้วยทุศีลเป็นเรื่องธรรมดา จนเกิดความชินชาคุ้นเคยเหมือนไม่มีอะไรผิด เพราะ “ต่างฝ่ายต่างยอมรับความอุบาทว์ในการแสงหาที่ไม่ใช่ทางอริยะต่อกันทั้งสองฝ่าย” แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในทางฝ่ายคติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนั้น อกุศลกรรมด้วยบาปชั่วทั้งหลายย่อมส่งผลวิบากต่อกรรมของตนอย่างแน่นอน [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] ฉะนั้น ปัญญาหยั่งรู้วิบากแห่งกรรมทั้งหลายนั้น ย่อมทำให้เกิดจิตสำนึกรับผิดชอบชั่วดีได้ นั่นคือ “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม] ที่เห็นตามเป็นจริง [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] อันเป็นเหตุทำให้ถึงคุณสมบัติของคนดีแห่งสัตบุรุษได้เสมอ ข้อพึงสำรวมระวังนั้น คือ “พุทธธรรม” ย่อมทำให้ผู้ประพฤติธรรมนั้น ได้เข้าถึง “พุทธภาวะ” ได้อย่างแน่นอน อันประกอบด้วย “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้ [ขันติ–วิริยะ] ที่ต้องปรารภอยู่เสมออย่างสืบเนื่อง ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ และพร้อมไพบูลย์พอกพูนด้วยอริยธรรม ที่หมายถึง “ปัญญา” ทั้งหลาย ที่จะเป็นกำลังในการหยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณทัสสนะ] และตรัสรู้ธรรมทั้งปวงได้ในที่สุด.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๐๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – การแสวงหาอย่างอารยะย่อมไม่ผิดทาง

 

บุคคลผู้ไม่เคยลดละในการแสวงหาสิ่งต่างๆอย่างอริยะเช่นผู้เจริญแล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน เพราะแนวทางค้นหาที่ประเสริฐก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ประเสริฐเช่นกัน เพราะเกิดจากความตั้งใจดีเป็นอริยะ ที่มุ่งสร้างแต่กรรมดีฝ่ายกุศลเพื่อชีวิตที่งดงาม สร้างสิ่งแวดทางสังคมที่ดี อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นในคราวเดียวกัน ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเกิดแนวคิดที่เหมือนกันเช่นนี้ได้ ความสันติสุขย่อมเกิดขึ้นทั่วสังคม ประการสำคัญ สภาวะแห่งจิตของผู้คนส่วนใหญ่ก็เป็นกุศลจิตหรือจิตที่ดีงามแห่งโสภณจิต อันเป็นพื้นฐานสำคัญในบาทฐานแห่งการเจริญภาวนากรรมฐานที่มีความพร้อมดียิ่งขึ้น และเรียบง่ายที่จะโน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตามเส้นทางแห่งอริยมรรค เพราะจิตที่สะอาดบริสุทธิ์โดยพื้นฐานที่ดีประเสริฐมาก่อนนั้น ย่อมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลในการสร้างกรรมดีฝ่ายกุศลให้ต่อยอดให้ก้าวหน้าได้ดียิ่งขึ้น ไม่ลำบากในการทำความดีในภายข้างหน้า นั่นคือ ไม่ฝืนความรู้สึกใจให้ลำบากทุกข์ทรมานแต่อย่างใดเลย แม้จะคิดอะไรก็เป็นแต่เรื่องฝ่ายดีเป็นกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ผู้คนที่อยู่ล้อมรอบก็เกิดความรู้สึกเป็นสุขเช่นกัน และในเวลาเดียวกัน ก็ได้รับโอกาสดีเป็นกุศลให้สร้างความดีได้เช่นกัน ในการคิดดีทำดีแล้วไม่ติดยึดมั่นจนเป็นทุกข์ด้วย “อุเบกขา” นั้น ทำให้จิตใจเป็นอิสระ ไม่ติดเกี่ยวข้องกับความนึกคิดใดๆ [สังขารนิมิต] จนทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันเป็นเจ้าของด้วยอคติลำเอียง จนทำให้ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง เพราะเกิดอาการวางไม่ลงไปในที่สุด ไม่เกษมจากโยคธรรม [กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา] ความทะยายอยากในความเป็นเจ้าของนั้น เป็นเหตุแห่งความทุกข์และทำให้เกิดความคิดที่วิปลาสไป [สัญญาวิปลาส –จิตตวิปลาส –ทิฏฐิวิปลาส นำไปสู่ปัญญามืดบอด ได้แก่ วิปลาสเห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยงวิปลาสเห็นทุกข์ เป็นสุขวิปลาสเห็นอนัตตา เป็นอัตตาวิปลาสเห็นไม่งาม เป็นงา] ความวิปลาสในความนึกคิดด้วยวิปริตวิการไปนั้น ทำให้ชีวิตเคลื่อนสู่สภาวะที่เสื่อมลดถอยสู่อบายภูมิเข้ากลุ้มรุมจิตใจไม่สิ้นสุด ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรมากนัก แต่กลับเป็นอันว่าอาการหนักเอาการ เพราะกิเลสทั้งหลายมันเข้าสิงหมักดองลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจหรือพื้นจิตตสันดา [นิสัย–อุปนิสัย] ที่คอยจะแสดงฤทธิ์เมื่อได้โอกาสเหมาะควร ที่ตนเองไม่สามารถควบคุมไว้ได้ ถ้าไม่ได้ฝึกอบรมด้วยการเจริญภาวนากรรมฐานมาอย่างถูกวิธี ที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ–ทิพพจักขุญาณ] ที่จะมีความนึกคิดพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตตามเป็นจริงและสามารถวางเฉยเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ได้ จริงเสมอไป โดยไม่มีอาการเสียธรรมใดๆ เกิดขึ้นให้เป็นสงสารทุกข์อยู่ร่ำไป

บุคคลส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ไม่ค่อยเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ดังเช่น ทำดีย่อมได้ดี และทำชั่วย่อมได้ชั่ว [กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา] และมักเกิดความประมาทในธรรมดังกล่าวนี้ ว่าไม่เป็นจริง โดยมักคิดเอาแต่ได้เป็นเกณฑ์ในการพิสูจน์หรือการประเมินผลความดีกับความชั่ว ไม่ยอมใช้เหตุผลในการพินิจพิเคราะห์ในการสืบสวนไตร่ตรองต้นเหตุทั่วถึงปลายเหตุตามเป็นจริง [ปัจจัยธรรม] จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง อันเป็นเหตุให้เกิดความนึกคิดอย่างประมาท ไม่มองโลกในแง่ดี แต่กลับครุ่นคิดแต่สิ่งร้ายๆ “บุคคลที่มองโลกในแง่ดี” [Optimisms] ที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ย่อมทำให้เกิด (๑) ความคิดริเริ่ม  (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง โดยรวมนั้น คือ เกิด (๔) ความคิดต่อยอด ที่ดีกว่าความคิดดั้งเดิมที่เป็นต้นแบบอยู่ก่อน “ปัญญา” [ภาวนามยปัญญา] ในวิปัสสนาภูมิสามารถสร้างพื้นฐานในกระบวนการคิดให้สมบูรณ์บริบูรณ์และไพบูลย์พอกพูนด้วยธรรมทั้งหลาย [ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ] นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดปรีชาหยั่งรู้รอบรู้ในสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง [ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์–สัมมสนญาณ] นั่นคือ เข้าใจอย่างถูกต้องในสัจจธรรมทั้งหลายโดย (๑) ธรรมนิยาม ๓ (๒) ธรรมฐิติ และ (๓) สัมมาทัสสนะ ถ้าเรียกโดยรวม ก็คือ “สัมมาทิฏฐิ” [เห็นชอบ] ซึ่งประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) อริยสัจจ์ ๔ (๓) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๔) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ และ (๕) ไตรลักษณ์ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมเกิดจากใส่ใจในการศึกษาประพฤติตามหลักไตรสิกขา [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ที่ดำเนินปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยไม่ต้องเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องพิสูจน์ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองให้เห็นสัจจธรรมให้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ให้กลับมาพิจารณานัยของ คำว่า “ปริเยสนา” [เอสนา–คเวสนา] หมายถึง การแสวงหา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนเพิ่มขึ้น โดยจำแนกออกเป็น ๒ อย่าง ดังนี้

 

(๑) “อนริยปริเยสนา” (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒) คือ การแสวงหาที่ไม่เป็นอริยะ นั่นคือ แสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชาติ ชรามรณะ หรือสิ่งที่ระคนอยู่ด้วยทุกข์ กล่าวคือ แสวงหาสิ่งอันทำให้ติดอยู่ในโลก [โลกิยะ–วัฏฏะ–สังสารวัฏฏ์] สำหรับชาวบ้านท่านว่า หมายถึง การแสวงหาในทางมิจฉาชีพ  [มิจฉาอาชีวะ]

 

(๒) “อริยปริเยสนา” (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒) คือ การแสวงหาที่ประเสริฐ นั่นคือ แสวงหาสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งชาติ ชรามรณะ หรือกองทุกข์ โดยความ ได้แก่ แสวงหา “โมกขธรรม” [โยคเกษมธรรม] เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ [โลกุตตระ–วิวัฏฏะ–นิพพาน] ความหมายอย่างง่าย ได้แก่ การแสวงหาในทางสัมมาชีพ [สัมมาอาชีวะ]

 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาชนิดไหน ก็ให้วางใจเฉยเป็นกลาง [อุเบกขาในอนัตตานุปัสสนา] โดยตั้งใจไว้ในฝ่ายกุศลหรือโสภณจิต [จิตอันงดงาม] นั่นคือ ให้เข้าใจอย่างถูกต้องทั้ง “อกุศลธรม” กับ “กุศลธรรม” หรือ “อนริยะ” [สัตว์] กับ “อริยะ” [มนุษย์] เมื่อรู้ประจักษ์แจ้งดีแล้วนั้น ก็ขอให้รู้เห็นว่า “อริยะ” [ดีประเสริฐ] ใช่ทางแห่งอริยมรรคให้ได้ จึงวางเฉยเพราะเห็นไปตามความจริงในกำหนดแห่งธรรมดา [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓] เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความพอใจติดใจแห่งนิกันติ [ฉันทราคะ: ความพอใจติดใคร่–ความชอบใจจนติด–ความอยากที่แรงขึ้นเป็นความติด] จนทำให้เกิดจิตไปติดมั่นยึดมั่นกลายเป็น “อุปาทานทุกข์” ได้เหมือนกัน ไม่เข้าใจที่จะพิจารณารู้เห็นด้วย “อนัตตสัญญา” [อุเบกขา ๑๐] ดังนั้น ในกระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมินั้น ผู้ปฏิบัติธรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องเข้าใจถึงขั้นตอนความนึกคิดที่จะใช้ “สติ” พิจารณามนสิการกรรมฐานหรือสภาวธรรมอย่างถูกต้อง จนเกิด “วิชชา” [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] ด้วยอำนาจแห่งสมถะ และกำหนดให้ “สัมปชัญญะ” ก็ทำหน้าที่เรียนรู้อย่างรอบรู้ในมิติความสัมพันธ์แห่งปัจจัยธรรมทั้งหลายอย่างถ่องแท้ จนเกิด “ญาณ–ปัญญาญาณ” [ความหยั่งรู้–ญาณในวิปัสสนา] ได้จริง ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา อำนาจแห่งสมถะกับวิปัสสนารวมกันทำให้เกิด “การรู้เห็นด้วยญาณ” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” ที่กลายเป็น “ญาณในวิปัสสนา” ตลอดในกระบวนการชำระไตรสิกขาให้สะอาดหมดจดจากกิเลสทั้งหลาย อันเป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง โดยนัยสำคัญอีกหนึ่ง หมายถึง “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] ที่เรียกว่า “โลกุตตรมรรค” [อริยมรรคมีองค์ ๘] ที่เป็นบาทฐานให้บรรลุถึง “โลกุตตรผล” [อริยมรรคมีองค์ ๙ (อรหัตตผล–สัมมาญาณ]  และบรรลุความตรัสรู้ [อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ] ถึง “นิพพาน” [อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม–อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ] หรือ ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” ในขั้นสุดท้ายนี้ จึงนับเป็นกระบวนการวิวัฒน์ปัญญาขั้นสูงสุดแห่งมวงมนุษยชาติ

เมื่อกล่าวถึงการแสวงหาในทางพระพุทธศาสนานั้น ย่อมหมายถึง การแสวงหาปัญญาอันประเสริฐยิ่งในชีวิต อันเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐเช่นกัน ที่เรียกว่า “อริยทรัพย์” [ลาภานุตตริยะ (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๖: ภาวะอันยอดเยี่ยม สิ่งที่ยอดเยี่ยม) คือ การได้อันเยี่ยม ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้อริยทรัพย์] ซึ่งต้องประกอบด้วยเหตุปัจจัยก่อนนั้น ๖ ประการ ได้แก่ ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม  

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และ รู้ที่จะจัดทำ

 

ดังนั้น “ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ–ทิฏฐิสัมปทา] จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต และยิ่งยวดในอริยมรรควิถีแห่งการปฏิบัติธรรมอันประเสริฐ การเจริญกุศลธรรมแห่ง “อริยปริเยสนา” นั้น ย่อมแสดงถึงการดำเนินชีวิตอย่างดีและถูกต้องตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยจำต้องดำเนินปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” [ไตรสิกขา: ศีล–สมาธิ–ปัญญา] เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นอริยธรรมใน “อริยสัจจ์ ๔” ด้วยการเจริญปัญญาภาวนาตาม “โยนิโสมนสิการแห่งทิพพจักขุญาณ” (จุตูปปาตญาณ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓: สมถพละ) หรือ “โยนิโสมนสิการแห่งปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖: วิปัสสนาพละ) ในคำว่า “โยนิโสมนสิการ” นั้น หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคายด้วยการคิดค้นหาอุบายวิธีในการแก้ไขปัญญาให้เสร็จสิ้นได้ หรือการมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [โดยนัยนี้ เรียกว่า “ปัจจัยธรรม” หมายถึง ธรรมที่เหตุปัจจัยร่วมกันที่เกิดจาก (๑) “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง หรือ (๒) “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก [มูล ๒ ข้อ ๖ ในปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] ได้แก่ (๑) อิทัปปัจจยตา –ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] ข้อพึงสังวรระวังประการหนึ่ง คือ การเชื่อมโยงบรรดาธรรมทั้งหลาย ที่มีมิติความสัมพันธ์ร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญทางกระบวนการคิดเชิงทฤษฎีอย่างมีเหตุผลตามแนวคิดแบบ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดหาเหตุไปถึงผลตามแนวคิดสมุทยวาร [จากอวิชชาไปถึงทุกข์ เมื่อมีอวิชชาย่อมมีทุกข์เป็นธรรมดา] และ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดย้อนกลับในการดับเหตุได้ผลนั้นย่อมดับตามกันไป ตามแนวคิดนิโรธวาร [ทุกขดับได้เพราะดับอวิชชา] เพราะฉะนั้น ในกระบวนการคิดขั้นสูงในการเจริญภาวนากรรมฐานตามแนวทางปฏิบัติสัมมาปฏิปทาทางพระพุทธศาสนานั้น อาศัยหลักธรรมที่เป็นคำไวพจน์ต่อกัน ได้แก่ (๑) อิทัปปัจจยตา ๑๒ (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๓) ปัจจยาการ ๑๒ หรือ (๔) ตถตา โดยจำแนกวิธีคิดเป็นอีก ๒ แนวทางปฏิบัติ ได้แก่ (๑) “อนุโลม” [Deduction–อุปนัย] คือ คิดเปรียบเทียบแบบเชิงวิเคราะห์ [Analytic Comparison] ซึ่งเท่ากับปัญญาแตกฉานในเหตุหรือธรรมของพระอรหันต์ผู้ได้ปฏิสัมภิทาสี่ ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตโต” [เสขปฏิสัมภิทา] หรือที่เรียกว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” [ขั้นกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์] และ (๒) “ปฏิโลม” [Induction–นิรนัย] คือ คิดเทียบเคียงแบบเชิงสังเคราะห์ [Synthetic Analogy] ซึ่งเท่ากับปัญญาแตกฉานในผลหรือความหมาย ที่เรียกว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” [ขั้นกำหนดรู้ทุกขสัจจ์] ดังนั้น แนวทางกระบวนการคิดเช่นนี้ จะดำเนินไปจนถึงขั้นตอนการตรัสรู้ [สัมโพธะ–อภิสมัย] ในธรรมทั้งปวง อย่างรู้แจ้งแทงตลอด [ปฏิเวธะ] ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [พุทธภาวะแห่งบรมธรรม] หรือเรียกว่า “อมตธาตุ” ให้พิจาณารายละเอียดเกี่ยวกับวิธีคิดตามหลักอิทัปปัจจยตา ที่ประกอบด้วย (๑) อนุโลม กับ (๒) ปฏิโลม ดังนี้

 

(๑) “อนุโลม–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [Deductive Method–วิธีการนิรนัย-อนุมาน] หมายถึง การสรุปแบบอนุมาน เป็นการใช้เหตุผลจากทฤษฎี หลักการ ไปลงข้อสรุป โดยมีแหล่งความรู้มาจาก ผู้รู้–การหยั่งรู้–ขนบธรรมเนียมประเพณี–ประสบการณ์–เหตุผล เทียบเคียงได้กับ “การวิเคราะห์” [Analysis] โดยมีลำดับ ได้แก่ ข้อเท็จจริงใหญ่–ข้อเท็จจริงย่อย–ข้อสรุป[กฎย่อย]

 


ภาพประกอบ ๑: ลำดับขั้นในวิธีอนุมาน

 

(๒) “ปฏิโลม–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [Inductive Method–วิธีการอุปนัย-อุปมาน] หมายถึง การสรุปจากความจริงย่อย เป็นประโยคอ้าง เพื่อลงข้อสรุปเป็นความจริงใหม่ ถ้าประโยคอ้างเป็นจริง ข้อสรุปนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นจริง เทียบเคียงได้กับ “การสังเคราะห์” [Synthesis] โดยมีลำดับ ได้แก่ ข้อเท็จจริงย่อย–ข้อเท็จจริงใหญ่–ข้อสรุป [ทฤษฎีหลัก]

 


ภาพประกอบ ๒: ลำดับขั้นในวิธีอุปมาน

 

(๒.๑) “วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์” [Perfect Inductive Method] เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากทุกหน่วยของกลุ่มประชากร [การหาค่าพารามิเตอร์ของประชากรที่ต้องการศึกษาทั้งหมด เรียกว่า ค่าพารามิเตอร์–Parameter] จึงสรุปไปสู่ส่วนใหญ่ เช่น ต้องการทราบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองนั้นนับถือผีเทวดาอะไร ก็ต้องมาถามจากผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นว่าทุกคนนับถือผีเทวดาอะไร แล้วจึงนำมาสรุปรวมว่า ผู้ที่อาศัยในเมืองนั้นนับถือศาสนาอะไรบ้าง

  

 


ภาพประกอบ ๓: ลำดับขั้นในวิธีอุปมานแบบสมบูรณ์

 

(๒.๒) “วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์” [Imperfect Inductive Method] เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากบางส่วนของกลุ่มประชากร [สุ่มตัวอย่างบางส่วน ที่เป็นตัวแทนประชากรทั้งหมด เรียกว่า ค่าสถิติ–Statistic] แล้วสรุปรวมไปสู่ส่วนใหญ่ ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากทุกๆหน่วยของกลุ่มประชากร จึงใช้วิธีรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากร

 

 

  ภาพประกอบ ๔: ลำดับขั้นในวิธีอุปมานแบบสมบูรณ์

 

 

ด้วยเหตุนี้ การแสวงหาอย่างประเสริฐตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จึงเป็นคุณสมบัติของผู้ดีที่มีปรารถนาถึงความหลุดพ้นจากโลกียะแบบชาวโลกทั่วไป ผู้ยังเป็น “ชนผู้หลงทิศ” ที่ต่างเข้าใจนึกคิดเอาเอง ว่าตนเองดีเด่นกว่าคนอื่นๆ เพราะมีฐานะร่ำรวยหรือมีการศึกษาสูง [ปัญญาทางโลกในพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ดิรัจฉานวิชา” คือ วิชาความรู้ที่ไม่สามารถให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ได้จริง] ในความจองหองพองขนของพวกคิดเอาเองว่าตนเองเก่งหรือดีกว่าคนอื่นนั้น ทำให้เกิด “ทิฏฐิกับมานะ” [คำว่า “ทิฏฐิ” ในที่นี้หมายถึง ความเห็นดื้อดึง ถึงผิดก็ไม่ยอมแก้ไข และ “มานะ” คือ ความถือตัว รวมทั้ง ๒ คำ เป็น “ทิฏฐิมานะ” หมายถึง ถือรั้นอวดดี หรือดึงดื้อถือตัว] ที่เป็นกิเลสคอยปิดกั้นไม่ให้จิตเปิดโอกาสเข้าถึงความดีกุศลธรรมได้เลย ที่คล้ายคลึงกับ “นิวรณ์–นิวรณธรรม” หมายถึง ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม อกุศลธรรมที่กดทับจิต ปิดกั้นปัญญา มี ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันท์–พอใจใฝ่กามคุณ (๒)พยาบาท–แค้นเคืองคิดร้ายเขา (๓) ถีนมิทธะ–หดหู่ซึมเซา (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ–ฟุ้งซ่านรำคาญใจ และ (๕)วิจิกิจฉา–ลังเลสงสัย เรียกอีกอย่างว่า “นิวรณูปกิเลส” คือ “โทษเครื่องเศร้าหมองคือนิวรณ์” ดังนั้น การปรารภความเพียรในการชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย] จึงเป็นเรื่องกิจวัตรประจำวันตลอดเวลาของชาวพุทธทั้งหลาย นั่นคือ การเจริญสมถภาวนาด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ซึ่งต้องเป็นจิตอันยิ่งประกอบด้วย (๑) ความเพียรใหญ่–สัมมัปปธาน ๔–อุปัฏฐาน [ความเพียรพอดี] นั่นคือ “สัมมาวายามะ” (๒) ความระลึกชอบ–สติปัฏฐาน ๔–ทัสสนะ [เห็น] นั่นคือ “สัมมาสติ” และ (๓) ความตั้งจิตมั่นชอบ–รูปฌาน ๔–วิชชา [ญาณ] นั่นคือ “สัมมาสมาธิ” ในธรรมสมาธิดังกล่าวนี้ ทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นกล่าวคือการหยั่งรู้ การเห็นที่เป็นญาณหรือเห็นด้วยญาณในภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะดำเนินด้วยการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายจนถึงขั้นตรัสรู้แห่งวิมุตติ [ญาณทัสสนวิสุทธิ = องค์ความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔ หรือ อริยมรรค] ขั้นตอนการชำระจิตให้เป็นจิตอันยิ่งนั้น [อธิจิตต์] เรียกว่า “อธิจิตตสิกขา” [จิตประภัสสร–รูปาวจรกุศลจิต–อัปปนาสมาธิ–จตุตถฌานกุศลจิต = โสภณจิต คือ จิตอันงดงามที่ปราศจากนิวรณ์แล้ว]

ดังนั้น เมื่อสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์แล้ว ย่อมเกิด “ญาณทัสสนะ” ในการมนสิการกรรมฐานหรือสภาวธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบด้วย “สหชาตธรรม” [ธรรมที่เกิดคู่ร่วมกัน] เกิดขึ้นระหว่าง (๑) สมถะ–สมถภาวนา–สมถพละ [เจโตวิมุตติ] กับ (๒) วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา–วิปัสสนาพละ [ปัญญาวิมุตติ] นั่นคือ (๑) วิชชา–ความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ กับ (๒) ญาณ–ปรีชาญาณในการหยั่งรู้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ในการตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยตนเองโดยชอบอันเยี่ยม ที่เรียกว่า “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [หรือเรียกอีกอย่างว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒” สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น] ดังกล่าวนั้น ลำดับการศึกษาปฏิบัติเริ่มจาก “สมถะ” ไปถึง “วิปัสสนา” [อนุปุพพสิกขา] แต่ในขั้นตรัสรู้ธรรมวิเศษนั้น ต้องเป็นสภาวะแห่งจิตที่มี “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” เกิดพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียวกันและดับไปพร้อมกัน ที่เรียกว่า “สหวุตติ” [Omnipresence] หมายถึง  มีความเป็นไปร่วมกัน ได้แก่ (๑) “เอกุปปาทะ” ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว (๒) “เอกนิโรธะ” คือ ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว  และ (๓) “เอกนิสสยะ” คือ มีมหาภูตรูปและจิต [นามรูป] เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว [ตถตา] ซึ่งเทียบเคียงได้กับหลักธรรม “ขณะ ๓” ในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ (๑) อุปาทขณะ คือ ช่วงเกิดขึ้น (๒) ฐิติขณะ คือ ช่วงตั้งอยู่ และ (๓) ภังคาขณะ คือ ช่วงดับไป ซึ่งปรากฏพร้อมๆ กัน ในแต่ละช่วงกาลเวลาเหมือนๆ กัน ที่เรียกว่า “อัทธา ๓” ได้แก่ (๑) อดีตอัทธา คือ อดีตกาล (๒) อนาคตอัทธา คือ อนาคตกาล และ (๓) ปัจจุบันนัทธา คือ ปัจจุบันกาล ฉะนั้น ในความรู้เห็นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดดังกล่าวนี้ ต่างก็เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ที่เป็นปฏิปักษ์กับ “อวิชชา ๔ [ไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ ใน ๔ ข้อแรก] –อวิชชา ๘” [อสัมปชัญญะ] หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จริง ได้แก่ (๑) ไม่รู้ในทุกข์ (๒) ไม่รู้ในทุกขสมุทัย (๓) ไม่รู้ในทุกขนิโรธ (๔)ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๕) ไม่รู้ในส่วนอดีต (๖) ไม่รู้ในส่วนอนาคต (๗) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต  และ (๘) ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา ในอีกนัยหนึ่ง จะเห็นได้ว่า “สัมมาทิฏฐิ” ก็คือ “สัมปชัญญะ” นั่นเอง ดังนี้

 

“สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

“สัมปชัญญะ ๔” (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒ อีกข้อ ๑ คือ สติ) หมายถึง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ตระหนัก–ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้ มักมาคู่กับ “สติ” [Mindfulness หมายถึง ความระลึกจำได้ โดยจำแนกออกเป็นคำไวพจน์ ดังนี้ (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม (๓) สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ ตรงกันข้ามกับ คำว่า “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง สติฟั่นเฟือน–อยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม] ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ส่วนคำว่า “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

ประการสุดท้ายนี้ ดังรายละเอียดที่บรรยายมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า “การแสวงหาแห่งปริเยเสนา” นั้น สามารถแบ่งเป็น ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ในทางคติโลก คือ ทรัพย์สิน–ปัญญา [อวิชชา–เดรัจฉานวิชา] กับ (๒) ในทางคติธรรม คือ อริยทรัพย์–อธิปัญญา [วิชชา–ญาณ] สิ่งที่จะเป็นประโยชน์อานิสงส์ตามมาแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่จะต้องใช้วิจารณญาณตามพิจารณาไตร่ตรองเอาเอง ว่าจะเลือกประพฤติปฏิบัติเช่นใด ดังข้อเตือนใจใน “ปริเยเสนา ๒” ข้างล่างนี้

 

(๑) “อนริยปริเยสนา” (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒) คือ การแสวงหาที่ไม่เป็นอริยะ นั่นคือ แสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชาติ ชรามรณะ หรือสิ่งที่ระคนอยู่ด้วยทุกข์ กล่าวคือ แสวงหาสิ่งอันทำให้ติดอยู่ในโลก [โลกิยะ–วัฏฏะ–สังสารวัฏฏ์] สำหรับชาวบ้านท่านว่า หมายถึง การแสวงหาในทางมิจฉาชีพ  [มิจฉาอาชีวะ]

 

(๒) “อริยปริเยสนา” (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒) คือ การแสวงหาที่ประเสริฐ นั่นคือ แสวงหาสิ่งที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งชาติ ชรามรณะ หรือกองทุกข์ โดยความ ได้แก่ แสวงหา “โมกขธรรม” [โยคเกษมธรรม] เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ [โลกุตตระ–วิวัฏฏะ–นิพพาน] ความหมายอย่างง่าย ได้แก่ การแสวงหาในทางสัมมาชีพ [สัมมาอาชีวะ]

 

ฉะนั้น ก็ให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามเป็นจริง ว่าไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่จะได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร และในการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นการลงทุนลงแรงอย่างแท้จริง นั่นคือ ต้องวัดใจกันด้วยชีวิต ไม่มีการล้อเล่นเป็นเด็ดขาด ผู้ปฏิบัติธรรม [พุทธบริษัท] ทั้งหลายนั้น ต้องเกิดศรัทธาเลื่อมใสและฉันทะความพึงพอใจอย่างแรงกล้า ที่จะมุ่งมั่นหมั่นเพียรภาวนากันจริงๆ ไม่ถอยหนีมารอุปสรรคใดๆ ที่จะเข้าปิดกั้นโอกาสชีวิตที่จะได้เห็นคุณอันใหญ่แห่งบรมธรรมในชาตินี้ให้ได้ดังใจปรารถนา ด้วยเหตุนี้ ความเด็ดเดี่ยวกระตือรือร้นไม่สันโดษในการสร้างกุศลบารมีทั้งหลาย จึงกลายเป็นคุณสมบัติอันเยี่ยมแห่งความสำเร็จบรรลุธรรมวิเศษได้จริง ที่เรียกว่า “ขันติ–วิริยะ” ที่ต้องสำรวมระวังไว้ในใจตลอดกาล และยังต้องประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลตามเป็นจริงด้วย ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ด้วยหลักอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท [ทิพพจักขุญาณ] จนกว่าจะมีปรีชาสามารถได้เสวยวิมุตติสุขจริงๆ ซึ่งก็ไม่เกินความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องเอาใจไว้เป็นประธานในการเข้าถึง “โลกุตตรภูมิ” ดังพระอริยเจ้าทั้งหลายต่างสรรเสริญในกุศลกรรมดังกล่าวนี้ “ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ” ในทุกขณะที่ประกอบด้วยความมี “สติสัมปชัญญะ” เพราะคนที่เสียสติไม่สามารถเข้าถึงคุณอันใหญ่ได้เลย เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ก็ต้องประพฤติปฏิบัติในขณะที่ตนเองยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีพร้อม อย่าไปรอจนสงสารทุกข์ทั้งหลายเข้าบุกกระหน่ำชีวิต ถึงจะเริ่มรู้สึกว่าวัดอยู่ที่ไหน สถานปฏิบัติธรรมอยู่หนใดอีกเลย เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้องไปในทางเดียวกัน ก็น่าจะได้สุขฤกษ์มงคลชีวิตในการเริ่มเข้าถึงการเจริญภาวนาได้แล้ว.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739591