๑๑๐. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติตลอดกาล

          Never Ended Practice in Accord with the Dhamma

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  485  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อผู้ปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริงแล้ว บุคคลนั้นย่อมถือเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย ไม่เป็นอื่นโดยประกอบความวิการใดๆ อย่างเด็ดขาด กล่าวคือ จักต้องลงมือทำจริงปฏิบัติจริง ให้เห็นผลจริง ด้วยตนเอง ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หมายถึง (๑) ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือ (๒) ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ (๓) ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม เพื่อให้บรรลุความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลายจากจิตใจ ที่เรียกว่า “สันติบทแห่งพระนิพพาน” หรือเพื่อให้สำเร็จแห่งพุทธภาวะในพระธรรมวินัยนี้ให้ได้ การปฏิบัติธรรมอย่างเล่นๆ ไม่ตั้งใจมั่นคง สิ่งที่ได้ก็เป็นเรื่องเล่นๆ อย่างไร้สาระได้เช่นกัน [กฎแห่งกรรม] ชีวิตก็กลายเป็นเรื่องเล่นๆ อยู่ในโลกแห่งมายาหลอกลวงแม้แต่ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นเข้ามาหลอกลวง สอพลอ บีบบังคับขู่เข็ญ แต่อย่างใด ตัวเองทำตัวเองทั้งสิ้น เพราะไม่ใช้ปัญญาประกอบด้วยเหตุผลในการคิดพิจารณาไตร่ตรองชีวิตของตนอย่างถูกต้องตามธรรมหรือสัจจธรรม ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” อนึ่ง ชีวิตแต่ละชีวิตต่างก็มีความเป็นอิสระ มีเสรีภาพ ในการดำเนินชีวิต ที่จะตัดสินใจเลือกทางดำเนินชีวิตให้เป็นของตน ถ้าถือเป็นชาวพุทธ ก็ให้เป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง รู้จริง ทำจริง ให้เห็นจริงๆ ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่าทำตัวเป็นไก่หลอกลิงไปวันๆ หนึ่ง ด้วยความไม่แจ้งจริง [อวิชชา] หรือทำไปเพราะหลงใหลขาดสติ [โมหะ] เพราะวิถีชีวิตเช่นนี้ประกอบด้วยความประมาทในพระธรรมและชีวิตอย่างน่าเสียดายเวลาชีวิต ก็ได้เกิดมาแล้วชาตินี้ ก็ทำสิ่งดีเป็นอุดมมงคลแก่ชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี นั่นคือ ดำเนินชีวิตถูกต้องตามพุทธธรรมแห่งพระพุทธศาสนา [เดี๋ยวก็วันพระอีกแล้ว ทำอะไรอยู่อีก แล้วไม่คิดอะไรอีกเลยเหรอ] ก็เท่านี้เอง แล้วมันยากตรงไหน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๐ ประจำปี ๒๕๕๙ – ธัมมานุธัมมปฏิปัตติตลอดกาล

 

ในการดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรมนั้น คือ ผู้ครอบสติสำรวมระลึกด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” [ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม] และสัมปชัญญะตระหนักรู้ชัดด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” [ปฏิบัติธรรมถูกหลัก] สิ่งนี้ย่อมแสดงถึง สาธุชนผู้ประกอบด้วยคุณธรรมส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามหรือธรรมเป็นเครื่องเจริญ ที่เรียกว่า “วุฑฒิธรรม ๔” [วุฒิ ๔] นั่นคือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อปัญญาวุฒิ [ปัญญาวุฒิธรรม] คือ เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา ดังนี้

 

“วุฑฒิธรรม ๔” หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญงอกงามหรือไพบูลย์ด้วยปัญญา ได้แก่

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ เสวนาสัตบุรุษ คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็น นั่นคือ เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณความดี มีความประพฤติชอบด้วย กาย–วาจา–ใจ

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” คือ สดับฟังสัทธรรม ใส่ใจเล่าเรียนฟังอ่านหาความรู้ให้ได้ธรรมที่แท้ ตั้งใจฟังคำสั่งสอนของท่าน เอาใจใส่เล่าเรียน

(๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคายด้วยกลอุบายวิธี รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี นั่นคือ รู้จักคิดพิจารณาให้เห็นเหตุผลคุณโทษในสิ่งที่ได้เล่าเรียนสดับฟังนั้น จับสาระที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน นั่นคือ นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลัก สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักการนั้นๆ

 

ฉะนั้น ความเจริญงอกงามแห่งปัญญาจึงเป็นกิจกรรมหรือภาระหน้าที่ของบุคคลผู้ทรงพุทธภาวะแห่งผู้รู้ ซึ่งแสดงนัยถึง บุคคลผู้เป็น “พหูสูต” หมายถึง ผู้เรียนรู้มาก ศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมมาก ผู้ยั้งถึงภูมิแห่งปัญญารอบรู้ในโลกและชีวิต หรือ ผู้ที่ทรงศีลทรงธรรมดังปราชญ์มุนีได้ พระพุทธศาสนานับเป็นพระศาสนาแห่งปัญญา ที่พัฒนาปัญญาให้เจริญงอกงามด้วยการใช้เหตุและผลที่สัมพันธ์ด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ผู้ที่ขึ้นชื่อว่า “พุทธศาสนิกชน–ชาวพุทธ” ดีแล้วนั้น จึงต้องใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิตไม่ประมาทละเลยการใช้ปัญญา กล่าวคือ ต้องรู้เห็นอะไร ด้วยความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ ชัดเจน ถูกต้อง ที่เป็นจริงด้วย “กฎธรรมชาติ” [ไตรลักษณ์–ธรรมฐิติ–ตถตา] ไม่ใช้เรียนรู้ด้วยอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำแห่งกิเลสตัณหาและทิฏฐิอย่างหลงใหลขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถที่จะกำจัดความลังเลสงสัยอันเป็นข้อกังขาในธรรมทั้งหลายได้ จึงทำให้กระบวนการคิดไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องตามเป็นจริง ดังนั้น ผู้ที่จะได้ชื่อว่า “ผู้รู้แห่งพุทธะ” นั้น ต้องเริ่มต้นพื้นฐานปัญญาด้วย “คุณสมบัติแห่งผู้เรียนรู้” ที่เรียกว่า “พหูสูตมีองค์ ๕” ดังนี้

 

“พหูสูตมีองค์ ๕” หมายถึง คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต นั่นคือ ผู้ได้เรียนรู้มาก

หรือผู้คงแก่เรียน ได้แก่

(๑) “พหุสฺสุตา” คือ ฟังมาก นั่นคือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก  

(๒) “ธตา” คือ จำได้ นั่นคือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำ  

(๓) “วจสา ปริจิตา” คือ คล่องปาก นั่นคือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องจัดเจน  

(๔) “มนสานุเปกฺขิตา” คือ เพ่งขึ้นใจ นั่นคือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความสว่างชัด  

(๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” คือ ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ [ทิฏฐิสัมปทา] นั่นคือ มีความเข้าใจลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล  

 

โดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้น ความสมบูรณ์ด้วยสมรรถนะทางด้านสมองของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีกระบวนการคิดจากขั้นพื้นฐานธรรมดา จนไปถึงขั้นสูง ที่เรียกว่า “อัจฉริยบุคคล” [Genius] หรือ “ผู้มีปัญญาล้ำเลิศ” [Illuminati] รวมทั้ง “ปราชญ์เมธี” [Philosopher] แต่ในทางธรรมนั้น หมายถึง “พหูสูต–สัพพัญญู” [Omniscience] รวมทั้ง “ปราชญ์มุนี” [The Calmed One or Sage] โดยเฉพาะอย่างยิง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลายนั้น ทรงได้รับพระฉายาว่า “มหาบุรุษ–เอกบุรุษ–อุดมบุรุษ–พระตถาคต–พระบรมศาสดาในโลก” [พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า–พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า] เพราะพระองค์ทรงประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้าหลักๆ ๒ ประการ ที่เรียกว่า “พุทธคุณ ๒” ดังนี้  

 

“พุทธคุณ ๒” หมายถึง คุณของพระพุทธเจ้า ได้แก่

(๑) “อัตตหิตสมบัติ” คือ ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน กล่าวคือ ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้

(๒) “ปรหิตปฏิบัติ” คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น กล่าวคือ ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระกรุณา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นโลกนาถ” คือ เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้

 

ดังนั้น พุทธคุณจึงสรุปย่อลงเป็นเพียง ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “ปัญญาคุณ” กับ (๒) “กรุณาคุณ” แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางดำเนินปฏิบัติตามเส้นทางแห่งอริยมรรค [ไตรสิกขา] นั้น ต้องประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงพุทธภาวะที่ประกอบด้วยพุทธคุณ ๓ ประการ [พุทธคุณ ๓: ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน] ได้แก่

(๑) “ปัญญาคุณ” [Wisdom] หมายถึง พระคุณคือพระปัญญา–อธิปัญญาสิกขา

(๒) “วิสุทธิคุณ” [Purity] หมายถึง พระคุณคือความบริสุทธิ์–อธิจิตตสิกขา 

(๓) “กรุณาคุณ” [Compassion] หมายถึง พระคุณคือพระมหากรุณา–อธิศีลสิกขา

 

ด้วยเหตุนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสำเร็จพุทธภาวะสมบูรณ์ยิ่งด้วย “พระปัญญาคุณ” อันถือเป็นแนวทางดำเนินปฏิบัติตามด้วย “ขันติ” และ “วิริยะ” ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั้น พึงต้องน้อมนำมาใส่ตนและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ให้ได้เห็นผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายแห่งการปฏิบัติ [ธัมมานุธัมมปฏิปทา]

 

“อุปัญญาตธรรม ๒” หมายถึง ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเห็นคุณประจักษ์กับพระองค์เอง นั่นคือ พระองค์ได้ทรงอาศัยธรรม ๒ อย่างนี้ ดำเนิน “อริยมรรคา” [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔] จนบรรลุจุดหมายสูงสุดด้วยพระองค์เอง ที่เรียกว่า “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [อริยผล (สัมมาญาณ) –นิพพาน (สัมมาวิมุตติ–สัมมัตตะ ๑๐ (สภาวะอันถูกต้องโดยชอบ) –อเสขธรรม) และประกอบด้วย “อนุตตริยะ ๓” คือ สภาวะอันเยี่ยม: ทัสสนานุตตริยะ–ปฏิปทานุตตริยะ–วิมุตตานุตตริยะ] ได้แก่

(๑) “อสนฺตุฏฺฐ ิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ” คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม [กุสลธัมมานุโยค] ความไม่รู้อิ่มไม่รู้พอในการสร้างความดีและสิ่งที่ดี ซึ่งตรงกับ “ขันติสังวร” (ข้อ ๔ ในสังวร ๕) คือ สำรวมด้วยขันติ เช่น อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ อันเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ]

(๒) “อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ” คือ ความไม่ระย่อในการพากเพียร [ชาคริยานุโยค] การเพียรพยายามก้าวหน้าเรื่อยไปไม่ยอมถอยหลัง ซึ่งตรงกับ “วิริยสังวร” (ข้อ ๕ ในสังวร ๕) คือ สำรวมด้วยความเพียร เช่น พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” อันเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิด “ปัญญาเห็นตรัสรู้ธรรม” [สัมโพธิญาณ]

 

เพราะฉะนั้น ในการเจริญอริมรรคนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องประพฤติอริยธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา” คือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกวิธี เพื่อให้เกิดอำนาจแห่งสมถะและวิปัสสนา ที่ให้เกิด “ภาวนามยปัญญา” [ปัญญาจักขุ] ที่เรียกว่า (๑) “ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง” [ทิพพจักขุญาณ–ยถาภูตญาณ] และ (๒) “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” [สัมโพธิญาณ] ในการบรรลุเข้าถึงคุณวิเศษ ที่เรียกว่า “อุตตรมนุสสธรรม” ทั้งหลายได้นั้น จึงประกอบด้วยคุณชาติ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “ขันติธรรม” กับ (๒) “วิริยธรรม” โดยต้องพึ่งพา “ศักยภาพทางกาย” [กายภาวนา–สีลภาวนา] และ “สมรรถนะทางปัญญา” [จิตตภาวนา (ฌาน–สมถะ)–ปัญญาภาวนา (ญาณ–วิปัสสนา)] ที่ปราศจากนิวรณ์หรือบรรดาเหล่ามารอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้น แนวทางดำเนินตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” เพื่อให้เข้าถึงอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔]นั้น จึงทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างประเสริฐ ไม่เป็นปฏิปักษ์กับ “มัชฌิมาปฏิปทา” บุคคลผู้ปฏิบัติถูกต้องได้ ย่อมมีปรีชาสามารถเข้าถึง “ความเป็นพุทธภาวะ” นั่นคือ “พุทธคุณ ๓” ได้แก่ (๑) ผู้รู้–ปัญญา โดยไม่ทำความชั่วทั้งหลาย (๒) ผู้ตื่น–วิสุทธิ โดยทำความดีทั้งปวง (๓) ผู้เบิกบาน–กรุณา  โดยทำจิตใจให้เบิกบาน กล่าวโดยสรุป ธรรมทั้งปวงมาประชุมลงที่ คำว่า “ความไม่ประมาท” [อัปปมาทะ]  นั่นคือ การดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยความไม่ประมาท มีชีวิตอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ มีปรีชาสามารถรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องตามเป็นจริง จึงทำให้สามารถปล่อยในความถือมั่นยึดมั่นในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ [อุปาทานขันธ์] จนกลายเป็นความทุกข์ไม่สิ้นสุดในชีวิต [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์] ในอีกนัยหนึ่ง การจะเข้าถึงภาวะอันถูกต้องได้ [สัมมัตตะ] ก็ต้องคิดและทำให้ถูกต้อง [สัมมาปฏิปทา] และในทางกลับกัน การดำรงมั่นในภาวะอันผิด [มิจฉัตตะ] ก็เพราะคิดผิดและทำผิด [มิจฉาปฏิปทา] นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ แนวคิดในการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามคลองธรรม จึงเป็นภาวะอันถูกต้อง [สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม] และภาวะอันเยี่ยม [อนุตตริยะ ๓] ประกอบกัน เพื่อจะนำทางสู่ความจริงอันประเสริฐ [อริยสัจจ์ ๔] และการบรรลุธรมสำเร็จถึง “บรมธรรมแห่งนิพพาน”

ในความเป็นจริงนั้น ธรรมเครื่องเกื้อหนุนในความตรัสรู้และสนับสนุนอริยมรรคา [มรรคภาวนา] หรืออริยมรรค นั้น เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [เสขปฏิปทา] ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–ปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ และมีคำไวพจน์ ได้แก่ “อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗” หรือ “สันติบท” [ธรรมที่เป็นไปเพื่อการบรรลุสันติ] รวมทั้งเป็น “อมตบท” และ “นิพพานบท” และยังถือเป็น “เสรีธรรม–ธรรมเสรี” อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดาสภาวธรรม [ปรมัตถสัจจะ ๓๗ องค์] นั้น ถ้านับตัวสภาวธรรมแท้ๆ ตัดจำนวนที่ซ้ำออกไป มี ๑๔ ได้แก่ สติ–วิริยะ–ฉันทะ–จิตตะ–ปัญญา–สัทธา–สมาธิ–ปีติ–ปัสสัทธิ–อุเบกขา–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา –สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติตามคลองธรรมอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จำเป็นต้องเข้าใจอย่างถูกต้องเช่นกันในบรรดาเหล่าสภาวธรรมแห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายนี้ด้วย กล่าวโดยสรุป คือ ให้ถือประพฤติปฏิบัติตามแนวทางอันประเสริฐใน “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“อริยมรรคมีองค์ ๘–อัฏฐังคิกมรรค” เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” คือ “มัคคังคะ” [องค์แห่งมรรค] โดยลำดับจาก “อธิปัญญา–อธิศีล–อธิจิตต์” โดยนัยแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ดังนั้น “มรรคมีองค์ ๘” มีความสำคัญในการเจริญภาวนา ทั้งฝ่ายสมถะ[ฌาน ๔] และฝ่ายวิปัสสนา [มรรค ๔–ผล ๔] ที่ต้องมี “มัคคังคะ ๘” [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] และ “จริยา ๘” คือ ลักษณะความประพฤติ การครองตน ดังนี้

 

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด คือ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง]

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ความนึกคิดที่เป็นกุศลจิต ได้แก่ เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา นั่นคือ ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ]

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ “วจีสุจริต ๔” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด  ต้นเหตุวจีทุจริต ๔ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม]

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ “กายสุจริต ๓” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุกายทุจริต ๓ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม]

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่หลอกล่วง การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์]

(๖) “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ “ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔” นั่นคือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้]

(๗) “สัมมาสติ” — ระลึกชอบ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก

ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สตพละ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต]

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ “ฌาน ๔” นั่นคือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน]

 

ฉะนั้น “มัคคังคะ ๘” คือ มรรคา [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] และ “จริยา ๘” คือ ลักษณะความประพฤติ การครองตน จะสัมพันธ์โดยตรงกับสภาวธรรมทั้งหมดที่เป็นองค์ประกอบใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗” [เสขปฏิปทา] โดยพิจารณาชนิดตามลำดับสภาวธรรมแต่ละองค์ธรรมหรือสภาวธรรม แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ปฏิบัตินั้น จะมีสภาวะแห่งจิตเป็นเช่นใด หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นใด ก็ตาม ซึ่งถูกควบคุมหรือกลุ้มรุมด้วยปริยุฏฐานกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งกิเลสอย่างละเอียด ที่ฝังลึกในพื้นจิตตสันดาน ที่จะพร้อมเข้ารวมสนธิกำลังในบางโอกาสที่เหมาะควร ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องมีจิตที่ประกอบด้วยความหนักแน่นด้วยเสถียรภาพมั่นคงไปแปรเปลี่ยนไปมาหรือง่อนแง่น ที่เรียกว่า “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [สมาธินทรีย์ ที่มีวิริยินทรีย์ คือ ปรารภวามเพียรในการกำจัดอกุศลและทำกุศลไม่ลดละดูดาย ซึ่งทำให้เกิดสตินทรีย์ที่สะอาดบริสุทธิ์ จึงทำให้เกิดปัญญินทรีย์กลายเป็นวิชชาและญาณ และอุเบกขินทรีย์ จึงวางเฉยในอารมณ์เพราะเห็นตามเป็นจริงในจตุตถฌาน] อันมีบาทฐานแห่งกำลังอำนาจด้วย “อธิจิตต์” คือ จิตอันยิ่ง ประกอบด้วย “มรรคา ๓” แห่ง ไตรสิกขา และ อริยมรรคมีองค์ ๘ ร่วมกัน ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔ ในขั้นนี้ ก็จะเห็นได้ว่า เกิดสภาวธรรมสัมปยุตต์กันระหว่าง “สมถะ–วิชชา” กับ “วิปัสสนา–ญาณ” [สหชาตธรรม: ธรรมที่เกิดร่วมกัน] ด้วย “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นด้วยปรีชาหยั่งรู้หรือญาณในวิปัสสนา

 

ด้วยเหตุนี้ หลักธรรมว่าด้วยการปฏิบัติธรรมให้ถูกวิธีคลองธรรมตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา  ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ก็คือ “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หรืออีกนัยหนึ่ง ก็ให้ดำเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรมโดย “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) ข้อมรรคา ๘ อย่าง กับ (๒) ข้อจริยา ๘ ลักษณะ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องประพฤติปฏิบัติให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังต้องมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวจริงจังในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุความสำเร็จถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ (๑) โลกุตตรมรรค (๒) โลกุตตรผล และ (๓) นิพพาน ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่ตั้งจุดมุ่งหมายไว้สูงสุดเช่นนี้ ก็ไม่ทราบว่าจะทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการปฏิบัติธรรมนี้เพื่ออะไร ก็เปรียบเสมือนคนไม่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ที่เรียกว่า “นรชนผู้หลงทิศ” ถ้ามีอาการหนักหน่อย ก็คงถึงขั้นเสียสติหรือมีสติฟั่นเฟือนไปเท่านั้นเอง ไร้สาระในชีวิต อยู่ไปวันๆ เท่านั้น หรือที่เรียกว่า “ผู้ไม่พบความเจริญ” เพราะฉะนั้น ความจำนงด้วยเจตนาอันสูงสุดหรืออย่างประเสริฐเพื่อปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะต้องประกอบด้วย “ความศรัทธาและฉันทะ” อย่างแรงกล้า และต้องมี “เหตุผล” ที่จะปลงใจเชื่ออย่างแท้จริงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คนที่มีเจตนาดีพร้อมนั้น ย่อมแสดงจริยาดีเช่นกัน นั่นคือ “ทำ–พูด–คิด” [กาย–วาจา–ใจ] ออกมาดีเป็นฝ่ายกุศลอย่างแน่นอน และมีเพียง “เหตุผล” เพียงอย่างเดียวนั้น ก็คงไม่พอ ต้องประกอบด้วย “ปัญญา” อีกฝ่ายหนึ่ง จึงจะสมบูรณ์บริบูรณ์จริง ดังนั้น คำว่า “ปัญญาและเหตุผล” นั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นประกอบทุกขั้นตอนในการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักเกณฑ์ “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” และให้สอดคล้องกับ “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔” อีกด้วยเช่นกัน และจำเป็นต้องประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะเพียงวันใดวันหนึ่งเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมเกิดความเข้าใจสรรพสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องตามจริงเป็น ก็วางเฉยด้วยใจเป็นกลาง “อุเบกขา” ได้กับสิ่งเหล่านั้น เพราะได้เห็นชอบตามเป็นจริง [รู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์] ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” เมื่อมีจิตคุ้นเคยกับสภาวธรรมที่เป็นอยู่เช่นนี้ ก็เท่ากับว่ามีความถึงพร้อมในการจะตรัสรู้ได้ เพราะสามารถเข้าถึงความรู้คมชัดแห่ง “อภิญญา” ได้ไม่ยากจนเกินไป และ “ปัญญากับเหตุผล” ได้ช่วยให้ลดอำนาจครองงำแห่งกิเลสทั้งหลายลงอย่างเบาบางไปเรื่อย จนถึงขั้นหมดสิ้นแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลายได้จริง

ฉะนั้น ผู้ที่เจริญแล้วทั้งหลาย ย่อมมีความเชื่อในแนวทางเดียวกันว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” นั่นคือ “สัจจธรรมเป็นอมตะ” อย่างเช่น “นิพพาน” เป็นทั้ง “บรมธรรม” และ “อมตธาตุ” ในเวลาเดียวกัน ไม่ปรากฏความไม่เที่ยงและความแปรปรวน เป็นภาวะที่ว่างเปล่าจากกิเลสอาสวะแล้ว คือ “อนัตตตา–สุญญตา” นอกจากนี้ “นิพพาน” ก็ยังเป็นมิติทางจิตที่ท้าทายผู้มีปัญญาและเหตุผลเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงธาตุนี้ได้ หรืออีกนัยหนึ่งนั้น บุคคลผู้จะมีปรีชาสามารถเข้าถึงนิพพานได้นั้น จะต้องมีปณิธานตั้งมั่นเป็นมั่นเหมาะจริงจึงจะสามารถรู้เห็นตรัสรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ ด้วยการยึดมั่นตามแนวทางการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักวิธี ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ดังได้บรรยายอย่างละเอียดในเบื้องต้น ฉะนั้น ความมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จอย่างยอดยิ่งในการปฏิบัติธรรมนั้น จึงเป็นของการพัฒนาจิตให้เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลายอย่างมีขั้นตอนที่เป็นระบบด้วยกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องตามกำหนดธรรมดาด้วยเช่นกัน ในสิงที่เป็นจริง ก็คือว่า การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องด้วย “สัมมาปฏิปทา” ก็ย่อมให้ผลลัพธ์ออกมาที่ถูกต้องเป็นที่ปรารถนา แต่การปฏิบัติธรรมที่ผิดทางจากหลักมัชฌิมาปฏิทาด้วย “มิจฉาปฏิปทา” ก็ย่อมให้ผลลัพธ์ออกมาที่ผิดไม่เป็นที่ปรารถนาอย่างใดเลย มีแต่พลอยจะเสียหายวิบัติไปทุกอย่าง ให้พิจารณานิยามของคำ ว่า “วิบัติ” ดังนี้

 

“วิบัติ ๔” หมายถึง ความผิดพลาด ความเคลื่อนคลาด ความเสียหาย ความบกพร่อง ความใช้การไม่ได้ ได้แก่  

(๑) “ศีลวิบัติ” คือ เสียศีล ทุศีล ความเสียแห่งศีล ประพฤติศีลบาป  

(๒) “อาจารวิบัติ” คือ เสียความประพฤติ จรรยามรรยาทไม่ดี

(๓) “ทิฏฐิวิบัติ” คือ ความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรมผิดวินัย ความผิดพลาดแห่งความคิดเห็น

(๔) “อาชีววิบัติ” คือ ประกอบอเนสนาหรือมิจฉาชีพ หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด

 

เพราะฉะนั้น ความคลาดเคลื่อนในความคิดเห็นนั้น ก่อให้เกิดกิเลส “ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” ขึ้นมาสะสมในใจอย่างไม่รู้ตัว และเป็นเหตุให้นึกคิดปฏิเสธความดีพื้นฐานง่ายๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ คิดอะไรก็ไม่เป็นไปตามเหตุผลง่ายๆ ดูผิดพลาดหรือผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ไม่ย่อมรับความจริงในเรื่องการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลักถูกวิธีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ดังนั้น การที่จะนึกคิดเข้าไปใกล้ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น จะเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น ฟัง เห็น รู้ได้ แต่ไม่เข้าใจที่จะนำมาปฏิบัติได้ แค่เข้าสู่ฐานะแห่งพุทธบริษัทก็ยังมีแต่อุปสรรคเกิดขึ้นมากมาย ที่จะเข้ามาขัดขวางให้นึกคิดปฏิเสธคุณชาติของความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ ดังนั้น ความนึกคิดที่เป็นกุศลก็ยังยาก ส่วนการลงมือปฏิบัตินั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว กล่าวโดยสรุป ไม่ได้ดีสักเรื่องที่ว่าถือบัตรประจำตัวประชาชนเป็นชาวพุทธ

เมื่อพิจารณาถึงกรณีของความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีพร้อมนั้น ก็ให้ถือเกณฑ์ในเรื่องทัศนคติของบุคคลนั้น ที่มีต่อแนวทางดำเนินตามข้อประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาตาม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” นั่นคือ ปฏิบัติธรรมถูกหลักสมควรแก่ธรรม ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ ต้องมีความสามารถขบหลักธรรมทฤษฎีได้ ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือ ต้องการให้เกิดปัญญาแตกฉานประกอบด้วยเหตุผลในหลักธรรม และสามารถนำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ โดยดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม รู้จักใช้วิจารณญาณด้วยเหตุผลอันดียิ่งในการไตร่ตรองพิจารณาถึงความถูกต้องหรือความไม่ถูกต้องในการปฏิบัติธรรมได้ด้วยตนเอง เพราะในการตรัสรู้ธรรมทั้งปวง ต้องกระทำด้วยตนเองและเป็นเรื่องเฉพาะตน จะไปอาศัยคนอื่นมาทำแทนตนไม่ได้โดยเด็ดขาดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อรู้จักการดัดแปลงความคิดอย่างสร้างสรรค์ ก็ย่อมรู้จักการต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล อันนำไปสู่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตได้ ที่เรียกว่า “สัมโพธิญาณ” เนื่องจากไม่ใช่กรณีของเหตุการณ์ที่จะเป็นขึ้นได้อย่างส่งเดชตำซั่ว ที่ใครก็ได้ก็จะทำได้ในการบรรลุธรรมวิเศษในพระธรรมวินัยนี้ ยิ่งเป็นบุคคลที่พอกพูนกลุ้มรุมด้วยกิเลสมูลแห่ง “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ที่แรงกล้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ปฏิบัติได้ยาก ทั้งรู้ผลยากขึ้นไปอีกเท่านั้นเช่นกัน ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมายแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกหลัก นั่นคือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ [สัมโพธะ] ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) นั่นคือ “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” เมื่อต้องเผชิญกับมารอุปสรรคด้วยกิเลสเช่นนี้ ยิ่งสร้างสิ่งบั้นทอนขวัญกำลังใจมากขึ้นเท่านั้น โอกาสที่ต่อสู้กับกิเลสจะได้รับชัยชนะนั้น ก็เห็นจะได้ยาก ยิ่งเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวนี้ บุคคลนั้นจะต้องเอาชนะจิตใจตนเองให้ได้จริงๆ ไม่ท้อแท้ท้อถอยหนีความลำบากดังกล่าวนั้น แม้จะทุกข์ทรมานมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็อย่าลืมการใช้วิธีการวางเฉยต่อสภาวการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นด้วย “อุเบกขาเวทนา” ด้วยการทำจิตให้ไม่ฟุ้งซ่านไม่ฟั่นเฟือนเสียสติ ไม่ให้เสียสมาธิ ทั้งอยู่ในขณะภาวนา [มนสิการกรรมฐาน] หรือขณะดำเนินชีวิตตามปกติอยู่ ในอันดับสุดท้าย ก็คือ การเจริญสติสัมปชัญญะด้วย “สติปัฏฐาน ๔” อย่างหนักแน่นมั่นเหมาะ ประกอบด้วยบรรดาหลักธรรมที่เกื้อหนุนความตรัสรู้และอริยมรรคที่เหลืออยู่ ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [มรรคภาวนา] ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–ปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ให้คิดพิจารณาอย่างทั่วถ้วนในมรรคภาวนาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมกำลังมนสิการบรรดาธรรมข้อใดอยู่ ก็ไม่สามารถทิ้งหรือละเลยหลักธรรมในมรรคภาวนาไปได้เลย ที่ต้องถือปฏิบัติร่วมกับข้อธรรมอื่นด้วย ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา” [จรณะ ๑๕] หมายถึง ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา หรือนิพพาน ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ เพราะฉะนั้น การพิจาณาธรรมทั้งหลายให้เกิดความเป็นหนึ่งกันนั้น ที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” จึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่เกิด “ญาณสัมปยุตต์” ในขณะที่เข้าไปสู่ความตรัสรู้หรือความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวงในขั้นตอนต่างๆ ของการปฏิบัติธรรมของตน อันขึ้นกับระดับของ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ของแต่ละบุคคลว่าจะเข้าขั้นปัญญาแตกฉาน [เสขปฏิสัมภิทา] ได้มาน้อยแค่ไหน ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ดังนั้น ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้บรรยายมาข้างต้นนั้น ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมน้อมนำจิตให้อยู่ในกระแสแห่งอริยมรรคด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” อยู่ตลอดกาล จนกว่าจะบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลาย และมีปรีชาหยั่งรู้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้จริง โดยไม่ลำบากหรือไม่ประสบมารอุปสรรคที่เกินกำลังจะชนะได้ อย่าประมาทอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือมีจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลใดๆ อีกเลย.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4703179