๑๑๑. นึกคิดด้วยปัญญารู้รอบทุกมุมองศา

          Acquisitions with the Panoramic Eagle’s Eyes

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  508  

 

ความสำคัญของบทความ

 

สิ่งที่อยู่คู่เคียงกับชีวิตจิตใจของมนุษย์นั้น คือ “ปัญญารอบรู้” แต่สิ่งที่อยู่เหนือปัญญาขึ้นไปอีก คือ “วิธีคิด–ทักษะการคิด” ประการแรก เรียกกันว่า “วิชชา–ความรู้แจ้ง” คือ การเห็นตามเป็นจริง [สัมมาทัสสนะ–สัมมสนะ คือ พิจารณาเห็นด้วยสติ] ซึ่งประกอบด้วย (๑) สัมมาวายามะ–ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้] (๒) สัมมาสติ–อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต] และ (๓) สัมมาสมาธิ–อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน] ที่เรียกว่า “อธิจิตต์” [จิตประภัสสร] กับส่วนประการหลัง เรียกว่า “ญาณ–การหยั่งรู้” [ปรีชาหยั่งรู้ คือ เรียนรู้ด้วยสัมปชัญญะ] นั้น เกี่ยวข้องกับ (๑) “สัมมาทิฏฐิ” คือ ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง] และ (๒) “สัมมาสังกัปปะ” คือ อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ] ที่เรียกโดยรวมว่า “อธิปัญญา” ด้วยเหตุนี้ ทั้ง “วิชชา” กับ “ญาณ” จะต้องอาศัยกระบวนการคิดที่ถูกวิธีประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลโดยเจริญปัญญาตามวิธี “โยนิโสมนสิการ” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” [การรู้เห็นด้วยญาณ] ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมต้องใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการบรรลุขั้นตรัสรู้และนิพพาน แต่ในความเป็นจริงนั้น ปัญญาในวิปัสสนาภูมินั้น ต้องอาศัยการต่อยอดเพิ่มเติมจากปัญญาสามัญทางโลกเช่นกัน ที่เป็น ทักษะการคิดทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสูง เพื่อทำให้กระบวนการคิดสมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น [ย่อมสามารถรู้เห็นได้ทุกมุมองศา] เพราะ “ภาวนามยปัญญา” นั้น คือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ใน อธิจิตต์แห่งสมาธิ และ อธิปัญญาแห่งวิปัสสนา นั่นคือ “ทิพพจักขุญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ” [ปฏิจจสมุปบาท]  เพราะฉะนั้น “ญาณทัสสนะ” ที่เกิดจากญาณทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นเหตุทำให้เกิด “ปัญญารู้รอบทุกมุมองศา” นั่นเอง.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – นึกคิดด้วยปัญญารู้รอบทุกมุมองศา

 

แนวโน้มมุมองของผู้คนในสังคมยุคโลกาภิวัตน์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ได้รับอิทธิพลจากผลความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดทางเทคโนโลยีสมัยที่ล้ำยุค จนกระทั้งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบวิถีชีวิตมนุษย์แบบไม่รู้ตัว คือ ตกเป็นเหยื่อหรือทาสตามกระแสของเทคโนโลยีมากเกินความพอดี ที่จะทำให้มีความสุขอย่างเหมาะสม [ไม่หลงใหลในการโฆษณาชวนเชื่อ] คำว่า “ทาส” กับ “เหยื่อ” ต่างเป็นพี่น้องกัน เพียงแต่เหยื่อต้องถูกหลอกล้อให้ตายใจโดยหมายเอาชีวิตจากผู้ล่าสังหาร แต่พวกทาสจะถูกหลอกกินให้ทำงานจนกว่าจะตาย แต่ถ้าหมดประโยชน์ทำงานให้ไม่ได้ก็ตายเหมือนกัน สรุปตายได้ทั้งคู่ เพราะพี่น้องคู่นี้ ต่างไม่มี “สติสัมปชัญญะ” ที่จะสามารถคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง คือ ความไม่รู้จริง [อวิชชา] เพราะไม่พร้อมด้วยความละเอียดประณีตในขั้นตอนกระบวนการคิดอย่างถูกวิธีด้วยการใช้เหตุผลในการกลั่นกรองถึงประโยชน์อย่างแท้จริงที่จะเกิดขึ้นแก่ตน ที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยร่วมกัน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) อภิญญา –ปัญญารอบรู้คมชัดด้วยเห็นชอบโดย “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–ไตรลักษณ์ และ “ปัญญาภูมิ ๖” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ พร้อมด้วย ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖  (๒) โยนิโสมนสิการ –การคิดประกอบด้วยปัญญาหยั่งรู้ด้วยเหตุผลโดย “ญาณทัสสนะ” คือ การเห็นด้วยญาณในวิปัสสนา ได้แก่ ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ หรือ ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ และ (๓) สติสัมปชัญญะ –ความระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ โดย ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท ไม่ติด ไม่หมกมุ่น ไม่สยบ รู้เท่าทันเห็นโทษ มีปัญญาใช้สิ่งนั้นตามประโยชน์ ตามความหมายของมัน นั่นคือ เมือมีสิ่งของใดๆ และใช้สิ่งนั้นด้วย “สติสัมปชัญญะ” ดำรงตนเป็นอิสระ ปล่อยวางไม่ยึดมั่น ไม่หลงใหลอย่างเสียสติ ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งนั้น [อุเบกขาจิต] ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธีที่สามารถได้ “ดวงตาเห็นธรรม”[ธรรมจักษุ] อันเหมาะควรนั้น ย่อมกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพแห่งปัญญา นั่นคือ “ไหวพริบปฏิภาณ” ได้แก่ ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–และ–ความคิดประยุกต์ดัดแปลง ในทางโลก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ อัจฉริยบุคคล หรือ ปราชญ์เมธี ส่วนในทางธรรม หมายถึง “พระอรหันต์” ที่เป็นอริยบุคคลผู้ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ “เสขปฏิสัมภิทา” ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตโด” หมายถึง ผู้มีปัญญาแตกฉานด้วย “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” หรือผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔ [อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้ได้ชื่อว่าประกอบด้วยปัญญาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในทางโลกและทางธรรมก็ตาม ต้องมีศักยภาพร่วมอย่างหนึ่งในการคิดด้วยไหวพริบปฏิภาณที่เหนือชั้นขึ้นไปอีก ที่เรียกว่า “การต่อยอดความคิด” คือ มีสมรรถนะสูงทางปัญญาในการสร้างหรือผลิต “นวัตกรรมทางความคิด” ที่ทันสมัยและล้ำยุคได้ นั่นคือ เอาชนะไม่จำกัดด้วยกาลเวลาสมัย แต่ในทางตรงกันข้าม “ไม่ใช่ยิ่งเรียนยิ่งโง่เง่า–ยิ่งภาวนายิ่งทึ่มทึบพร้อมมืดมน” [Opaque] นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่า บุคคลที่เหนือโลกได้ ไม่ตามกระแสนิยมแบบงมงายหลงใหลในทางโลก คือ “พระอรหันต์” ไม่ใช่ “นักวิชาการ–นักวิทยาศาสตร์–ศาสตราจารย์–ปราชญ์เมธี” ผู้มีปัญญาประกอบด้วย “อวิชชา–โมหะ” แม้จะเป็นผู้ได้พัฒนาปัญญาทางโลกถึงขั้นสูงสุด [โลกียปรมัตถ์] ก็ตาม องค์ความรู้หรือปัญญาความรู้ ก็คงเรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” อยู่ดี แม้จะมีเรื่อง “จรรยาบรรณทางอาชีพ” [Career Ethics] เป็นบรรทัดฐานความซื่อสัตย์ต่อสังคมก็ตาม เพราะจริยธรรมในการประกอบอาชีพนั้น ร่างบัญญัติขึ้นมาโดยคณะบุคคลที่ยังมี “โลภะ–โทสะ–โมหะ” กลุ้มรุมจิตใจและความนึกคิดอย่างปุถุชนธรรมดาอยู่ ไม่ใช่ “พระอริยสงฆ์” ผู้มีกิเลสอาสวะหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้น คงเป็นแค่ความจริงตามสมมติบัญญัติทางโลกอยู่ดี [สมมติบัญญัติ] สำหรับสาเหตุ ที่เรียกความรู้ทางโลก ว่า “เดรัจฉานวิชา” เพราะเป็นปัญญาที่ไม่สามารถปลด “สงสารทุกข์แห่งชีวิต” ได้ แต่ในทางกลับกัน กลับเป็นการพอกพูนกิเลสตัณหามากยิ่งขึ้น ไม่ใช่วิธีการดับทุกข์อะไรทั้งสิ้น เพราะโลกเป็นเพียงเวทีแสดงละครชีวิต ไม่ใช่ความจริงตามกำหนดธรรมดา ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญเลย ยิ่งไปคิดว่า ตนเองประสบความสำเร็จมากที่สุด ก็ยิ่งแสดงว่า ตนได้ดีเพราะเยียบย้ำชีวิตคนไปมากเท่านั้น คือ “ความเจริญบนความฉิบหายของคนอื่น” แล้วยังมาปากดีคิดดีแบบหลอกๆ ชาวบ้านอีก ถ้าเป็นโจรจัญไรนั้น เรียกว่า “ปล้น” ถ้านักวิชาการหรือนักการเมือง หรืออื่นๆ เรียกว่า “ฉ้อโกงเชิงนโยบาย” คือ ปล้นแบบไม่ใช้อาวุธข่มขู่แบบทำร้ายร่างกายซึ่งหน้า “ปล้นมืด–ปล้นเงียบ” ที่บางประเทศนิยมกันมากในสังคมที่วิบัติทั้งระบบ ทางคติโลกเรียกปัญญาว่า “วิชา” คือ ความรู้–ความฉลาด แต่ทางคติธรรม เรียกว่า “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ [อย่าไปแปลตัว “” อีกตัว ว่า “แจ้ง–วิเศษ” ก็แล้วกัน]

แต่อย่างไรก็ตาม โดยข้อสมมติฐานในทางธรรมนั้น ให้พิจารณาถึงปัญญาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” [จุตูปปาตญาณ–กัมมัสสกตาญาณ] ที่เป็นเรื่องศรัทธาเลื่อมใสร่วมอยู่ด้วยในเรื่องนี้เช่นกัน [กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา] การมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ได้นั้น เนื่องจากอำนาจครอบงำแห่งกรรมของตน โดยมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลร่วมกัน ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะส่งผลวิบากมาก่อนกัน ในบางครั้ง ถ้าฝ่ายกุศลส่งผลวิบากก่อน สภาวะแห่งจิตก็ตกอยู่ใน “กามสุคติภูมิ” [สุคติภูมิที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม] หมายถึง กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ คือ “มนุษย์และสวรรค์ ๖” หรือในบางครั้ง ก็เป็นฝ่ายอกุศลส่งผลวิบากบากบาง สภาวะแห่งจิตก็ตกอยู่ใน “อบายภูมิ ๔”[นรก–ดิรัจฉาน–เปรต–อสุรกาย] ทั้งมีสุขและทุกข์สลับกันไปมาในกระแสแห่งวิถีชีวิตหรือ “ชีวิตสันตติแห่งสังสารวัฏฏ์” [ภวจักร–สังสารจักร] แต่ก็ให้ เรียกว่า “ทุคติ” ทั้งหมดมากกว่า เป็น “สุคติ” หรือ “กามาวจรภูมิ” ที่หมายถึง “กามภพ” (ข้อ ๑ ในภพ ๓) หมายถึง ที่เกิดของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม โลกเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔–มนุษยโลก ๑–และ–สวรรค์ ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้น “จาตุมหาราชิกา” ถึงชั้น “ปรนิมมิตวสวัตดี” รวมเป็น ๑๑ ชั้น ฉะนั้น “คุณภาพของชีวิต” คือ “ระดับชั้นของจิต” ณ ช่วงขณะจิตนั้นๆ จิตตกอยู่ในสภาพปัจจุบันเช่นใด สภาพชีวิตก็อธิบายด้วยอาการลักษณะของจิตในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้เป็นอนุสติอยู่เสมอว่า ให้ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์เป็น “ผู้เบิกบาน” ซึ่งถือเป็นการดำรงอยู่ในภูมิแห่งปัจจุบันธรรม ด้วยการเจริญจิตให้เป็นสมาธิในฌานขั้นต่างๆ กัน โดยขั้นสูงนั้นให้ถือเอา “จตุตถฌาน” (ข้อ ๔ ในรูปฌาน ๔) ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ (๑) “อุเบกขา” และ (๒) “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [นิยาม คำว่า “จิตประภัสสร” คือ จิตเดิมแท้ที่ยังว่างอยู่ ยังไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง ยังไม่ถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส ไม่ถูกหุ้มห่อด้วยผลของกิเลส คือ ความดี ความชั่ว เป็นต้น เหมือนอย่างเพชร มันมีรัศมีในตัวมันเอง มันเรืองแสงของมันได้ เหมือนอย่างจิตเดิมแท้ประภัสสร แต่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ มันจึงเปลี่ยนแปลงได้ มันจึงต้องมีการอบรมจนเป็นประภัสสรที่ถาวร ชนิดที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงได้] หรือเรียกอีกอย่างว่า “จิตปราศจากนิวรณ์” ทั้งหลายแล้ว และ คำว่า “นิวรณ์” ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา– อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่แค่เพียง ๕ ข้อแรกเป็นนิวรณ์เท่านั้น [นิวรณ์ ๕: สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรมธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง]

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงมีปรารถนาในการบรรลุถึง “ฌานสมาบัติ” ที่เรียกว่า “รูปฌาน ๔” โดยให้ยกระดับจิตถึง “จตุตถฌาน” ที่เรียกว่า “อัปปนาสมาธิ–จิตประภัสสร” [นั่นคือ “จิตดั้งเดิม–ปฐมวิญญาณ–ฐีติภูตัง” ไม่ได้มีการปรุงแต่งไปตามเจตนา ที่ประกอบด้วยกรรมจากอดีตผสมผสานกับกรรมในปัจจุบัน] ส่วนอานิสงส์ประโยชน์ที่เกิดจาก “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” นั้น ย่อมทำให้สติบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “สัมมาสติ” อันมีพื้นจิตที่พัฒนามาจากการปรารภความเพียรชอบ ที่เรียกว่า “สัมมาวายามะ” ทั้งสติกับความเพียรรวมกัน ส่งผลกลับไปสู่สมาธิอีก ทำให้เกิด “สัมมาสมาธิ” ที่ทำให้ “สัมปชัญญะ” มีความแก่กล้าคมชัดกลายเป็นความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ คือ “การเห็น” ที่เรียกว่า “วิชชา” [วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ] ที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล และกลายเป็น “ความรู้–การหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้–ปรีชากำหนดรู้” ที่เรียกว่า “ญาณ” [ญาณ ๓: การหยั่งรู้ในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ (๑) อตีตังสญาณ–ญาณในส่วนอดีต (๒) อนาคตังสญาณ–ญาณในส่วนอนาคต (๓) ปัจจุปปันนังสญาณ–ญาณในส่วนปัจจุบัน] เมื่อ “วิชชา” กับ “ญาณ” รวมกัน ย่อมเป็นบาทฐานให้เกิด “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นที่เป็นญาณหรือเห็นด้วยญาณ–การเห็นกล่าวคือการหยั่งรู้ ที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนา ต่อยอดจาก “รูปาวจรธรรม” [รูปฌาน ๔] ไปสู่ “อรูปาวจรธรรม” [อรูปฌาน ๔] และ “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] จนมีปรีชาญาณบรรลุถึง “ความตรัสรู้ถึงสัมโพธิญาณ” ที่หมายถึง “บรมธรรมแห่งนิพพาน” ในที่สุดท้าย เพราะฉะนั้น ในการเจริญธรรมสมาธิและสมาธิภาวนานั้น ก็เพื่อให้จิตปราศจากนิวรณ์ประกอบด้วย “สุข–สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ” ที่พร้อมด้วย “อาสวักขยะ” ซึ่งจะกลายพลังอำนาจในการเห็นแจ้งในการพิจารณาสภาวธรรมในวิปัสสนาด้วย ที่เรียกว่า “สติ–สมาธิหรือสัมมาทัสสนะในวิปัสสนา” กับ “สัมปชัญญะ–ญาณหรือปัญญาญาณในวิปัสสนา” แต่อย่างไรก็ตาม “สติสัมปชัญญะ” จะมีบทบาทหน้าที่ในการเจริญภาวนาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมถะหรือฝ่ายวิปัสสนาก็ตาม โดยทำให้เกิดอานิสงส์ประโยชน์สูงสุดด้วย “จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ปรีชารู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย มีจักษุทิพย์มองเห็นสัตว์กำลังจุติบ้าง กำลังเกิดบ้าง มีอาการดีบ้าง เลวบ้างเป็นต้น ตามกรรมของตน [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาญาณ] นั่นคือ พิจารณาเห็นด้วย “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ” หมายถึง ญาณคือทิพพจักขุ ความรู้ดุจดวงตาทิพย์ หรือ “ทิพยจักษุ” คือ ตาทิพย์ ญาณพิเศษที่ทำให้ดูอะไรเห็นได้หมดตามปรารถนา แต่โดยนัยนี้ ก็เรียกว่า “ทิพพจักขุ” (ข้อ ๗ ในวิชชา ๘ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ และ ข้อ ๕ ในอภิญญา ๖ คือ ความรู้ยิ่งยวด เรียกอีกอย่างว่า “จุตูปปาตญาณ” ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ) หมายถึง จักษุทิพย์ ตาทิพย์ ญาณพิเศษของพระพุทธเจ้า และท่านผู้ได้อภิญญาทั้งหลาย ทำให้สามารถเล็งเห็นหมู่สัตว์ที่เป็นไปต่างๆ กันเพราะอำนาจกรรมที่เป็นของของตน ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า “สติ” คือ ทำหน้าที่เห็นและเป็นจิตตัวผู้วิปัสสนา และ “สัมปชัญญะ” คือ ทำหน้าที่รู้และเป็นปรีชารู้หรือหยั่งรู้โดยญาณ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาสภาวธรรมร่วมกัน ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” ในภาวนากรรมฐาน ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” (ข้อ ๓ ในปัญญา ๓) แต่กระบวนการคิดนั้น เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท] โดยการใช้องค์ความรู้ที่เป็นหลักการ ทฤษฎี กฎ กฎเกณฑ์ ที่เป็นไปตามปัญญาพิจารณาหาเหตุผลในกาลทั้ง ๓ เพื่อเข้าถึง “อริยสัจจ์ ๔” ที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” อันหมายถึง “ปัจจัยธรรม” คือ ธรรมที่มีอวิชชาเป็นต้นเหตุอย่างเดียวกัน และในกระบวนการคิดพิจารณาในภาวนานั้น จะรวมเอา “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” [ธรรมเครื่ององค์ประกอบในภวจักรหรือสังสารจักร ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒] เข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าการรวมกันกันของปัญญาทั้งหลายดังกล่าวนี้ ย่อมสามารถ “กำจัดอวิชชา” [อาสวักขยะ คือ อาสวักขยญาณมีอาการ ๖๔ (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) –โลกุตตรมรรค คือ มัคคญาณ ๔ (ข้อ ๑๔ ในญาณ ๑๖)] ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าทั้งในฝ่ายสมถภาวนาและฝ่ายวิปัสสนาภาวนา

 ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดเพื่อให้รู้เห็นในสภาวธรรมที่จะปรากฏใน “วิปัสสนาภูมิ” [การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ ที่เรียกว่า “สัมมสนะ” มักแปลกันว่า “พิจารณา” หรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจะ–ทุกขะ–อนัตตา” อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด “ตรุณวิปัสสนา” ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป] สำหรับ คำว่า “วิปัสสนาภูมิ” ยังหมายถึง “ปัญญาภูมิ” คือ ธรรมที่เป็นภูมิของปัญญา แต่โดยนัยรวมนั้น หมายถึง  ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย หรืออาจเรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ ๖–ปัญญาภูมิ ๖” ด้วยก็ได้ หมายถึง ปรมัตถธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็น ขันธ์–อายตนะ–ธาตุ–สัจจะ–อินทรีย์–และ–ปฏิจจสมุปบาท     [ปัจจัยธรรมทั้งหลาย] ได้แก่ ประดาธรรมชุด ที่เรียกกันว่า “ปัญญาภูมิ” หรือ “วิปัสสนาภูมิ” ข้อพึงพิจารณาเป็นพิเศษประการหนึ่งนั้น คือ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่เข้าใจอย่างถูกต้องใน “ปัญญาภูมิ–วิปัสสนาภูมิ” ทั้งหลายเหล่านี้ได้ ก็ย่อมประสบกับปัญญาความคลาดเคลื่อนทางกำหนดรู้ ที่เรียกว่า “สัญญาวิปลาส” ความคลาดเคลื่อนทางความเห็น ที่เรียกว่า “ทิฏฐิวิปลาส” ที่จะส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนทางความนึกคิด ที่เรียกว่า “จิตตวิปลาส” อันเป็นเหตุให้เกิดความคลาดเคลื่อนในไตรลักษณ์อย่างรุนแรงในวิปัสสนา คือ “มิจฉาทัสสนะ ๔” ได้แก่ (๑) วิปลาสเห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง (๒) วิปลาสเห็นทุกข์ เป็นสุข (๓) วิปลาสเห็นอนัตตา เป็นอัตตา และ (๔) วิปลาสเห็นไม่งาม เป็นงาม เพราะฉะนั้น สังขารนิมิตทั้งหลายในวิปัสสนาภูมิที่ปรากฏขึ้นและหายไป ย่อมเกิดการพิจารณาสิ่งเหล่านั้น [สภาวธรรม–ตถตา: ธรรมทั้งหมดที่แสดงตามนัยสำคัญในองค์ประกอบทั้ง ๑๒ แห่งอิทัปปัจจยตา] ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงตามกำหนดธรรมดา ในการพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมทั้งหลายนั้น ถือเป็นวิธีหรือขั้นตอนของที่เกิดขึ้นในจิตแห่งกระบวนการให้ความหมายจากนิมิตแห่งสังขารขันธ์ [ความนึกคิด] ทั้งที่สื่อด้วยนัยแห่งรูปธรรมและนามธรรม [ขันธ์ ๕–อุปาทานขันธ์ ๕] สำหรับกระบวนการคิดขั้นสูงนั้น ก็จัดอยู่ในระดับนามธรรมขั้นสูง ที่สื่อมิติความสัมพันธ์ด้วย “ปรมัตถธรรม” [ปัจจัยธรรม] ทั้งหลาย อันเป็นการเชื่อมโยงหน่วยทางความคิด ที่เรียกว่า “ทฤษฎี” คล้ายคลึงกับ “สูตร–กฎ” หรือสมการทางพีชคณิตหรือทางค่าสถิติพรรณนา ทางฝ่ายคติธรรมเรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม–ปรมัตถ์” หรือสัมมาปฏิปทาใน “หลักธรรม–ข้อธรรม” [ธัมมานุปฏิปัตติ–ธัมมปฏิปัตติ = ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] หรือกล่าวอย่างหนึ่ง ในความนึกคิดในวิปัสสนาภูมินั้น ให้คิด [โยนิโสมนสิการ = สัมมสนะ คือ พิจารณาสภาวธรรม] ทั้ง (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ การคิดแบบเดินหน้าคล้อยตามเชิงเปรียบเทียบเพื่อจำแนกหมวดหมู่กันในรายข้อย่อยที่สามารถนำมาสรุปเป็นกฎย่อยได้เช่นกัน [ปัจจัตตลักษณะ–ลักษณะเฉพาะ] กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ การคิดแบบถอยหลังย้อนกลับเชิงเทียบเคียง เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นกฎหรือทฤษฎี [สากลลักษณะ–ลักษณะสามัญ คือ ไตรลักษณ์] หรือเพื่อไม่ให้สับสนไม่ฟั่นเฟือน ก็ให้จดจำไว้เพียงว่า “อนุโลม–วิเคราะห์เปรียบเทียบ” คือ พิจารณาความเป็นส่วนตัว [Uniqueness] กับ “ปฏิโลม–สังเคราะห์เทียบเคียง” คือ พิจารณาความเป็นส่วนรวม [Universality]

ในอีกนัยหนึ่งหนึ่งนั้น กระบวนการเรียนรู้และความคิดตามคติทางโลกนั้น ก็ได้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะรูปแบบที่ทันสมัยล้ำหน้าเช่นกัน ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์เป็นงานวิจัยทางการศึกษามาแล้ว และสามารถสรุปเป็นวิธีกระบวนการคิดขั้นพื้นฐานกับขั้นสูง อันเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนทางโลก [เดรัจฉานวิชา] ให้แตกฉานยิ่งขึ้น แต่ยังไม่จัดเป็นเรื่องความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษที่เกิดจากอำนาจแห่งสมถะหรือฌานสมาบัติในทางธรรม ที่เรียกว่า “วิชชา” [อภิญญา] เพราะเป็นเพียงการพิจารณาไตร่ตรองด้วยการหาเหตุผลธรรมดาสามัญ แล้วค้นพบข้อเท็จจริงนั้นๆ ขั้นสูงสุด คือ การทำงานศึกษาค้นคว้าทางวิจัย ที่จัดเป็นกระบวนการต่อยอดทางความคิด แต่ในทางธรรมนั้น เป็นการเห็นสัจจธรรมด้วยการหยั่งรู้ อันเกิดจากจิตปราศจากนิวรณ์ดีแล้ว [โยนิโสมนสิการสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา–อัตตสัมปทา] ซึ่งทำให้เข้าถึงเส้นทางสายกลางแห่งปัญญา [มัชฌิมาปฏิปทา] ได้ และดำรงอยู่มั่นในกระแสแห่งอริยมรรคได้ดี [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรคญาณ ๔ = โลกียสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ] และประเด็นอีกอย่างหนึ่ง ที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษเพิ่มเติม คือ การเรียนรู้เพิ่มพูนปัญญาทางโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีอะไร เพียงแต่ว่า ยังไม่ใช่เส้นทางแห่งอริยะอันประเสริฐ ดังเช่น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริงและเกิดปรีชาหยั่งรู้ในการบรรลุธรรมวิเศษจริง ย่อมมีจิตไม่ปรารถนาสิ่งใดๆ ในโลกนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากทางโลก กล่าวคือ ความสำเร็จในการศึกษาย่อมดำเนินไปเพื่อพอกพูนด้วยกิเลสตัณหา ด้วยการแสวงหาโลกธรรมทั้งฝ่ายพอใจปรารถนา [อิฏฐารมณ์] กับฝ่ายไม่พอใจปรารถนา [อนิฏฐารมณ์] นั่นคือ เรียกได้ว่า “สงสารทุกข์” หมายถึง มีทั้งทุกข์และสุขหมุนเวียนสลับกันไปไม่สิ้นสุดในชีวิตอย่างสืบเนื่องกันไป ให้พิจารณาถึงวิถีชีวิตหรือวิถีจิตของตนให้ดี อย่างละเอียดประณีต ประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลอย่างมีสติสัมปชัญญะ เพื่อให้เกิดปัญญาที่รู้ประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] ให้สว่างไสวขึ้นในจิตที่ปราศจากนิวรณ์จริง จะได้รู้เห็นสัจจธรรมแห่งชีวิต [นามรูปแห่งขันธ์ ๕] ให้หวนกลับมาทำการพิจารณาเรื่องปัญญาทางโลก [เดรัจฉานวิชา] กันอีกครั้ง [ทิศนา แขมมณี และคณะ (๒๕๔๙)] ดังนี้

 

 

 (๑) ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน  [ปัญญาปุถุชน–ปัญญาอนริยะ]

 

 • ทักษะการคิดที่ใช้ในการสื่อสาร [ปัญญาสามัญพื้นฐาน]

(๑) การฟัง        (๒) การพูด      (๓) การอ่าน     (๔) การเขียน

 

 • ทักษะการคิดที่เป็นแกน [ปัญญาสามัญหลัก]

(๑) สังเกต

(๒) สรุปอ้างอิง

(๓) สำรวจค้นหา

(๔) ตั้งคำถาม

(๕) ระบุ

(๖) เก็บรวบรวมข้อมูล

(๗) เปรียบเทียบ

(๘) คัดแยก

(๙) จัดกลุ่ม

(๑๐) จำแนกประเภท

(๑๑) เรียงลำดับ

(๑๒) แปลความ

(๑๓) ตีความ

(๑๔) เชื่อมโยง

(๑๕) สรุปย่อ

(๑๖) สรุปอ้างอิง

(๑๗) ให้เหตุผล

(๑๘) นำความรู้ไปใช้

 

(๒) ทักษะการคิดขั้นสูง [ปัญญาปุถุชน–ปัญญาอนริยะ: เปรียบเทียบกับ โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖]

 

• ทักษะการคิดซับซ้อน [นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมาสนญาณ: ญาตปริญญา–กำหนดรู้

   ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว และ ตีรณปริญญา–กำหนดรู้ด้วยการพิจารณาโดยสามัญลักษณะ]

(๑) ทำความกระจ่าง

(๒) สรุปลงความเห็น

(๓) ให้คำจำกัดความ

(๔) วิเคราะห์

(๕) สังเคราะห์

(๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ

(๘) สร้างความรู้

(๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง

(๑๑) หาแบบแผน

(๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน

(๑๔) ตั้งสมมติฐาน

(๑๕) พิสูจน์ความจริง

(๑๖) ทดสอบสมมติฐาน

(๑๗) ตั้งเกณฑ์

(๑๘) ประเมินผล

 

 • ทักษะลักษณะการคิด [วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ: ปหานปริญญา–กำหนดรู้ด้วยการละ]

(๑) คิดคล่อง

(๒) คิดหลากหลาย

(๓) คิดละเอียด

(๔) คิดชัดเจน

(๕) คิดอย่างมีเหตุผล

(๖) คิดถูกทาง

(๗) คิดกว้าง

(๘) คิดไกล

(๙) คิดลึกซึ้ง

 

• ทักษะกระบวนการคิด [มัคคญาณ–ผลญาณ]

(๑) คิดวิจารณญาณ

(๒) คิดตัดสินใจ

(๓) คิดแก้ปัญหา

(๔) คิดวิจัย

(๕) คิดริเริ่ม

(๖) คิดสร้างสรรค์

 

• ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง [ปัจจเวกขณญาณ–ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓]

(๑) ตรวจสอบระบบโครงสร้าง

(๒) เฟ้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด

(๓) ปรับปรุงขั้นตอนใหม่

แหล่งที่มา: ทิศนา แขมมณี และคณะ๒๕๔๙

 

 

ฉะนั้น จากรายละเอียดข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า ทักษะการคิดมีความสำคัญต่อการพัฒนาปัญญาความรู้ของมวลมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ด้อยปัญญาจึงเป็นผู้ที่เสียโอกาสในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในทางโลกหรือการบรรลุธรรมหรือความตรัสรู้ในทางธรรมก็ตาม เพราะในทุกฝ่ายต้องการปัญญารอบรู้ทุกมิติองศาเป็นสำคัญ ก็ให้พิจารณาถึง ทักษะการคิดขั้นสูง อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีคุณประโยชน์เชื่อมโยงกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ดังนี้

 

ทักษะการคิดขั้นสูง [วิธีทางวิทยาศาสตร์]

 

[A] ทักษะการคิดซับซ้อน [วิชชา ๓–ปริญญา ๓–ระเบียบวิธีวิจัย = หลักปฏิจจสมุปบาท]

(๑) ทำความกระจ่าง

(๒) สรุปลงความเห็น

(๓) ให้คำจำกัดความ

(๔) วิเคราะห์

(๕) สังเคราะห์

(๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ

(๘) สร้างความรู้

(๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง

(๑๑) หาแบบแผน

(๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน

(๑๔) ตั้งสมมติฐาน

(๑๕) พิสูจน์ความจริง

(๑๖) ทดสอบสมมติฐาน

(๑๗) ตั้งเกณฑ์

(๑๘) ประเมินผล

 

 [B] ทักษะลักษณะการคิด [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๙ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา]

(๑) คิดคล่อง

(๒) คิดหลากหลาย

(๓) คิดละเอียด

(๔) คิดชัดเจน

(๕) คิดอย่างมีเหตุผล

(๖) คิดถูกทาง

(๗) คิดกว้าง

(๘) คิดไกล

(๙) คิดลึกซึ้ง

 

[C] ทักษะกระบวนการคิด [อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔ = อริยมรรค ๔–อริยผล ๔]

(๑) คิดวิจารณญาณ

(๒) คิดตัดสินใจ

(๓) คิดแก้ปัญหา

(๔) คิดวิจัย

(๕) คิดริเริ่ม

(๖) คิดสร้างสรรค์

 

[D] ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง [ปัจจเวกขณญาณ]

(๑) ตรวจสอบระบบโครงสร้าง

(๒) เฟ้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด

(๓) ปรับปรุงขั้นตอนใหม่

 

 

ในการฝึกทักษะการคิดขั้นสูงนั้น ผู้ปฏิบัติควรค้นคว้าเพิ่มเติมในรายละเอียดจากบทความในหัวข้อเรื่อง “การพัฒนาทักษะกระบวนการคิด” โดย ทิศนา แขมมณี และคณะ (๒๕๔๙) [http://www.siripat.com/The-Middle-Path-A-Way-of-Prodigy-and-Liberation-Concise-Handbook-2014.asp] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับพ่อแม่ผู้ปกครองและครู และสำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัญญาโดยตรง ถ้าได้ฟัง อ่าน ศึกษา ค้นคว้า วิจัย มากๆ เรียกว่า “สุตมยปัญญา” [ปรโตโฆสะ] ถ้าคิดพิจารณากลั่นกรองอยู่เสมอ หรือหมั่นพิจารณาอยู่เนื่องๆ และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง เรียกว่า “จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] ในปัญญาทั้งสองส่วนนี้ จะกลายเป็น “ทุนทางปัญญา” ที่ทำให้ต่อยอดปัญญาอันเป็นองค์ความรู้ในวิปัสสนาภูมิได้ ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งๆ นั้น ผู้ปฏิบัติสามารถตรวจสอบว่า ตนเองได้คิดหรือพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ ด้วย “ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน” และ “ทักษะการคิดขั้นสูง” มากน้อยเพียงใดจากที่มีอยู่ทั้งหมด โดยนำมาบูรณาการกับการเจริญภาวนากรรมฐานอีกขั้นหนึ่ง ที่เรียกว่า “ปรีชาญาณ” คือ สมรรถนะทางสองในการหยั่งรู้ด้วยญาณ [ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดจาก “สัญชาตญาณ” หรือ “จิตใต้สำนึก”] และเห็นด้วยอำนาจสมาธิแห่งทัสสนะ อันส่งผลให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” คือ ความรู้ในการหยั่งรู้สภาวธรรมตามเป็นจริงในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น ดังนั้น ปัญญาของมนุษย์จึงจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ (๑) ปัญญาสามัญ กับ (๒) ปัญญาญาณ หรือ (๑) ปัญญาทางโลก โดยอาศัยการค้นคว้า วิจัย จากข้อมูลหลักฐานที่แตะต้องได้ในเชิงวัตถุนิยม ซึ่งมีรวมกันทั้งหมด ๕๕ ทักษะ กับ (๒) ปัญญาทางธรรม โดยอาศัยการปรารภความเพียร ระลึกรู้ชอบ ตั้งใจมั่นชอบ คือ สมถะภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา ที่ต้องใช้ “ญาณทัสสนะ” ในเชิงจิตตนิยม ซึ่งทำให้บรรลุถึง “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ขึ้นได้จริงเพระเจริญด้วยอริยมรรค ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” นั่นเอง

ดังรายละเอียดทั้งหมดที่บรรยายมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ความฉลาดมีปัญญาไหวพริบพร้อมด้วยปฏิภาณนั้น ย่อมเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม ที่ต่อยอดจากความศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าต่อพระศาสนา เพราะรู้จักประมาณตนในการใช้ปัญญาและเหตุผล ในการคบค้าสมาคมกับพวกมีเหตุผลเฉพาะตน [ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] นั้น เท่ากับแสวงหาสิ่งที่ไม่ประเสริฐเข้ามาสะสมไว้ในชีวิต เพราะเป็นสภาพชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงโดยธรรมชาติ มีแต่สิ่งที่ปรุงแต่งสร้างสมมติขึ้นมาเองเพื่อตนเองและการเป็นเจ้าของสิ่งนั้น [ตัวกู–ของกู หรือ “อัตตา” คือ ยึดมั่นมองเห็น “ขันธ์ ๕” (อุปาทิขันธ์) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดเป็นตัวตน–“อัตตนิยา” คือ สิ่งที่เนื่องด้วยตนหรือสิ่งที่เป็นของตน] เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลได้ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกหลงงมงายเสียสติผู้โง่เขลาเบาปัญญา เพราะรู้เห็นโลกไม่ทั่วทั้งใบได้จริง อยู่เจริญแบบโง่ๆ เท่านั้นเอง เช่น มักชอบทำอะไรให้ยิ่งใหญ่เชิงวัตถุ บ้านหลังใหญ่ ตึกสูงใหญ่ รถคันใหญ่ เกินที่มนุษย์จะเข้าใจได้ แม้แต่เทวดายังงงไปกับพวกนี้ด้วย เพราะไม่ได้เจริญภาวนารู้ให้เท่าทันมนุษย์พวกนี้ คือ มนุษย์หลอกเทวดาได้ด้วยของเซ่นไหว้ [เทวดาเห็นแก่กิน] ในการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ทำให้เกิดปัญญาเห็นรอบรู้แจ้งในโลกและเหนือโลกได้อย่างไรนั้น ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนนั้น ก็เห็นจะเป็นตนเองเท่านั้นที่จะตอบได้ดีที่สุด คือ การทำความเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักธรรมปฏิบัติและลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริงด้วยตนเองจริงๆ ทั้งศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม ดังนั้น จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ได้รับการศึกษามาดีไม่ว่าจะถึงระดับไหนก็ตาม แต่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีด้านทักษะการคิด ย่อมได้เปรียบในกระบวนการคิดที่ประกอบด้วยเหตุผลอย่างถูกต้อง และถ้าได้รับการฝึกอบรมทางด้านภาวนากรรมฐานด้วย ก็เปรียบเสมือนการต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดทั้งศักยภาพและสมรรถนะทางความคิดให้รู้ชัดยิ่งขึ้น นั่นคือ ประกอบด้วย (๑) ความรู้แจ้งแห่งวิชชา (๒) ความยิ่งยวดแห่งอภิญญาณ (๓) ความเห็นด้วยญาณแห่งญาณทัสสนะ (๔) ปรีชาญาณและปัญญาญาณแห่งญาณหยั่งรู้ตามเป็นจริง (๕) ความตรัสรู้ด้วยสัมโพธิญาณได้ และ (๖) ความหลุดพ้นด้วยญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒ ซึ่งหมายถึง “การดับขันธปรินิพพาน” ได้ ดังนั้น “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา–ญาณทัสสนวิสุทธิ” ที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ทำให้เป็นผู้รู้แจ้งโลกและชีวิตได้ทุกมุมองศาแห่งปัจจัยธรรมทั้งหลาย และส่วนความรู้ที่เกิดจากค้นคว้าวิจัยทั้งหลายเพียงอย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรู้เห็นสัจจธรรมทั้งโลกได้ ซึ่งแตกต่างจาก “ญาณทัสสนะ” ทางด้านธรรม ที่เรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ด้วยญาณที่ปรารถนาอยากรู้เห็นอะไรในสรรพสิ่งแห่งจักรวาล ก็สามารถค้นหาคำตอบได้ตามที่เป็นจริง นอกจากนี้ ยังสามารถระงับกิเลสตัณหาได้จากการที่ได้รู้ความลับแห่งธรรมชาติทั้งหลายด้วย “อุเบกขา ๑๐” คือ ความวางเฉยเพราะเห็นตามเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในขณะจิตเป็นเอกัคคตาแห่งสมาธิ ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังเช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงปฏิญาณตนว่าได้บรรลุคุณวิเศษแห่งอริมรรคด้วย “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒” เสร็จสิ้นดีแล้ว เพราะทรงมีปัญญาญาณในการหยั่งรู้และหยั่งเห็นอย่างไม่จำกัด ที่เรียกว่า “จักขุ ๕” หมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่ (๑) มังสจักขุ–ตาเนื้อ (๒) ทิพพจักขุ–ตาทิพย์ (๓) ปัญญาจักขุ–ตาปัญญาเป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรม เป็นต้น (๔) พุทธจักขุ–ตาพระพุทธเจ้า (๕) สมันตจักขุ–ตาเห็นรอบ คือ ทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ หรือ “ทศพลญาณ” หมายถึง พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ได้แก่ (๑) ฐานาฐานญาณ (๒) กรรมวิปากญาณ (๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (๔) นานาธาตุญาณ (๕) นานาธิมุตติกญาณ (๖) อินทริยปโรปริยัตตญาณ (๗) ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ (๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (๙) จุตูปปาตญาณ และ (๑๐) อาสวักขยญาณ ดังนี้ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริง บุคคลที่จะบรรลุคุณวิเศษได้ทุกอย่างนั้น ย่อมเป็นไปได้ยากมาก ก็ขอเพียงแต่ว่าให้เกิดปัญญารอบรู้สรรพสิ่งทั้งหลายตาลเป็นจริงให้สามารถเข้าถึงความตรัสรู้ด้วย “สัมโพธิญาณ” ได้ ก็น่าจะเป็นมหาอานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ของตนในชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายก็แล้วกัน.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4675610