๑๑๒. การค้นหาทางเลือกใหม่เสมอ

          Always Finding the New Alternative Solutions

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  487  

 

ความสำคัญของบทความ

 

หลักธรรมคำสอนของพระตถาคตนั้น มุ่งเน้นในการแสวงหาอันเป็นอริยะที่ประเสริฐ นั่นคือ ความบริสุทธิ์วิสุทธิในกายและใจ ที่หมายถึง “ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา” [อริยสัจจ์ ๔] ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณ นั่นคือ “ชีวิต” เมื่อนำพาชีวิตไปสู่ความบริสุทธิ์อันประเสริฐ ปัญญาทั้งหลายที่เกิดขึ้น ย่อมมีอำนาจพลังที่จะแยกแยะสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่ชั่วได้ด้วยตนเอง คือ เข้าใจอย่างถูกต้องถึงความแปรปรวนของจิตใจในกระแสวิถีแห่งจิต [วิถีจิต] มีทางออกที่จะเลือกแต่สิ่งที่เป็นกุศล อันจะเป็นบาทฐานสำคัญให้เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติอริยธรรม [อริยมรรค] ให้เกิดความสมบูรณ์และไพบูลย์ด้วยธรรมแห่ง  “โมกขธรรม” ที่เกษมปลอดภัยจาก “โยคธรรม” ที่จะผูกรัดจิตวิญญาณให้ตกต่ำอยู่กับเรื่องโลกียะทั้งหลาย ติดมั่นยึดมั่นกับสิ่งที่ไม่มีจริง [กรรม] ที่มักคิดเองปรุงแต่งขึ้นเองด้วยกิเลสตัณหาของตน ว่าสิ่งปรารถนาไม่ปรารถนาเหล่านั้น ว่าเป็นจริงตามอำนาจของความไม่รู้จริง [อวิชชา] ฉะนั้น การหลอกตนเองแล้วยังไม่รู้สึกตัวว่ากำลังหลอกตนเอง [สัมโมหะ] นั้น เป็นเรื่องของกรรมของตนที่ไม่รู้จริง นั่นเอง เมื่อไม่รู้ก็ต้องทำให้รู้จริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ให้ได้ ว่าต้องดำเนินปฏิบัติอย่างไรจึงจะใช่ทางแห่งอริยมรรค [มัชฌิมาปฏิปทา] ไม่ทำให้มั่วให้ชั่วให้เศร้าหมอง แต่ต้องทำให้เกิดความบริสุทธิ์สะอาดไร้มลทินใดๆ ในจิตใจ [วิสุทธิ ๗] ที่จะพูดจะทำแต่สิ่งดีๆ ตามออกมา ที่เรียกว่า “คนดีทรงศีลทรงธรรม” ดังนั้น ในการเจริญภาวนานั้น จึงเป็นค้นคิดสืบหาปัญญาความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นเสมอ [สัมมสนญาณแห่งไตรลักษณ์] มีทางเลือกในชีวิตที่ประเสริฐไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โกหกคำใหญ่มาหลอกกัน เมื่อทำจริง พูดจริง คิดจริง ดีพร้อมแล้ว [อัตตสัมปทา] อานิสงส์ที่เกิดตามหมาก็ต้องเป็นเรื่องจริง ที่เรียกว่า “อริยสัจจธรรม” [อริยสัจจ์ ๔] ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย โดยปราศจากข้อสงสัย เพราะสุดท้ายผู้ปฏิบัติจริง ย่อมได้เรียกว่า “อริยบุคคล–ทักขิไณยบุคคล” เป็นคำตอบสุดท้ายแห่งชีวิต ไม่ผิดทางแห่งความเจริญอย่างแน่นอน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – การค้นหาทางเลือกใหม่เสมอ

 

มนุษย์ทุกคนต่างมีวิธีคิดที่เป็นของตนเองเสมอ เพียงแต่ว่าใครจะคิดหาทางออกได้ดีกว่ากันในการแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง บางคนเจอทางตันของชีวิต ก็ต้องยอมเสียโอกาสดีๆ ของตนไปอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคนไม่น่าจะเสียโอกาสที่ดีไป ก็ไม่ยอมที่จะคิดหาทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าในการแก้ปัญหา กลับเลือกที่จะอยู่กับที่ไม่คิดอะไรเลย ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่คิดปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ ทั้งที่มีโอกาสแสนดีให้กับตนเองก็ตาม ความไม่คิดจะหาสิ่งใหม่ดีๆ ที่ประเสริฐเพิ่มเติมให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของตน ก็เท่ากับเป็นการตัดโอกาสที่ดีไปเช่นกัน แล้วจะค่อยค้นหาโอกาสดีเช่นนั้นให้หวนกลับมาใหม่อีกครั้ง อาจจะเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นก็ได้ หรือแทบจะไม่เกิดขึ้นได้อีกเลยก็ได้เช่นกัน ฉะนั้น ในการเสียโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดายนั้น จึงไม่ควรพลาดถ้าโอกาสนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะแสวงหามาได้จริง คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือตนเราเอง ไม่น่าจะใช่คนอื่น คือ พยายามเป็นคนที่คิดเองเลือกเองให้ได้โดยการกระทำที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลเสมอ คำว่า “เหตุผล” คือ การใช้เหตุผลในการพิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่จะส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง เมื่อครุ่นคิดให้มากๆ พิจารณาอยู่เนืองๆ ในเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่นั้น ย่อมเกิด “ปัญญา” ที่คิดเป็นอุบายวิธีที่แยบคายในใจ ในการหาทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานั้นได้เช่นกัน ความรู้ใหม่ๆ ย่อมเกิดจากการใช้ขุมปัญญาที่สั่งสมมาจากอดีต ทำให้สามารถพยากรณ์สภาพของปัญหาใหม่ๆ ที่จะต้องเผชิญผลวิบากนั้นๆ ในอนาคตได้ และการเห็นผลที่จะเกิดในอนาคตได้ ย่อมมองเห็นทางออกในปัญหานั้นได้ในอนาคตเช่นกัน จึงกลายเป็น “องค์ความรู้ใหม่ๆ” ที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน โดยมีมิติความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันด้วยเหตุและผลเสมอ คนที่ไร้เหตุผลสิ้นเชิง เอาความคิดถือผิดของตนเป็นใหญ่ [ทิฏฐิ] นั้น ย่อมสร้างความวิบัติเดือดร้อนให้กับตนเองได้ในวันข้างหน้า แม้ในปัจจุบันจะเสวยสุขด้วยความบังเอิญอยู่นั้นก็ตาม ในการพิจารณาปัญหาต่างๆ ได้อย่างละเอียด มองเห็นสภาพปัญหาได้ในทุกมิติอย่างรู้ลึกซึ้งประจักษ์แจ้งชัดเจน ก็คือ การไม่ตกเป็นทาสรับใช้กิเลสตัณหาต่างๆ โดยรู้อย่างเท่าทันเสมอ ด้วยเหตุนี้ บุคคลนั้นจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติของผู้รู้มีปัญญารอบรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะอย่างแท้จริง โดยไม่ใช่รู้อย่างผิวเผินด้วยปัญญาหางอึ่งเท่านั้น คนที่แพ้ชีวิต ก็คือ คนแพ้กิเลสตัณหาของตน บวกกับของคนอื่นที่อยู่รอบข้าง [คนคิดชั่วๆ ด้วยทรามปัญญา] โดยเฉพาะที่วางใจเชื่ออย่างงมงายว่าเป็นคนดีหรือมิตรแท้

ฉะนั้น ในการสาเหตุชนปลายในปัญหาต่างๆ ไม่ได้ จึงเท่ากับกำลังประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาชีวิตจริงๆ ก็เจอทางตันของชีวิต ไม่มีเพื่อนแท้สหายจริงเป็นคู่คิดคอยช่วยเหลือยามตกระกำลำบาก อาจเนื่องจากว่า ไม่รู้จักเลือกคนดีเป็นกัลยาณมิตรก็ได้ ถึงรู้ว่าชั่วก็ถอนตัวไม่ได้ เช่น เพราะเกรงใจคนชั่วก็มีเช่นกัน อย่าเกรงใจคนชั่วเมื่อว่ามันชั่วเสียแล้ว ต้องรู้ให้เท่าทันเกมส์ของคนชั่วจะเล่นมาในหมากไหนก็รู้ทัน ไม่ใช่นิ่งซื่อเบื้อเป็นงงชีวิตของตน หลงทิศทางไปไหนไม่ถูก ให้คนชั่วชักนำชีวิตอย่างไร้ทิศทาง เมื่อรู้ว่ามันผิดทางก็ต้องเลือกทางเส้นใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตหลับใหลไปสู่ความหายนะอย่างมหันต์ต่อไป ในการรู้จักต้านกระแสความชั่วได้ตามลำพังของตนเอง จึงหมายถึงการเอาชีวิตรอดได้ในสังคม แม้มันจะซับซ้อนมากน้อยแค่ไหนก็สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้โดยปริยาย พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ต้องกังวลตามหลัง เป็นสุขกันเสมอหน้า ไม่ประกอบทุกข์ขึ้นในใจเพราะความห่วงใยใดๆ อีกเลย การเอาชีวิตรอดได้จะเป็นเรื่องการใช้ปัญญาและเหตุผลอย่างผู้ที่เจริญแล้ว ไม่ใช่พวกป่าเถื่อนไม่พบความเจริญ ด้วยเหตุนี้ ในการพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึง “ความนึกคิด” [สังขารนิมิต] ของตนอย่างถูกวิธี ด้วยหลัก “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” [โยนิโสมนสิการ] คือ การสืบสาวเหตุและผลที่ค่อยตามกัน [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท] หรือย้อนกลับกันด้วยเหตุและผลที่มีต่อกัน [ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] ย่อมทำให้รู้เห็นสภาพปัญหาแห่งทุกข์ที่กำลังเผชิญได้อย่างชัดเจน เพราะจิตใจมีความสงบเที่ยงตรงควรแก่งานด้วยมีสมาธิและปราศจากนิวรณ์ กิเลสเครื่องขัดขวางการเข้าถึงความดี นั่นคือ “จิต” นั้นต้องประกอบด้วย “อธิจิตต์” จริงๆ [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ผู้ปฏิบัติธรรมต้องลงมือฝึกสมาธิกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ปากพูดไปเรื่อยๆ ให้รู้เห็น “ทุกข์” [ทุกขสัจจ์] ในสมาธิและวิปัสสนา พร้อมด้วย “เหตุแห่งทุกข์” [อนุโลม–สมุทัยสัจจ์] และ “การดับเหตุแห่งทุกข์” [ปฏิโลม–นิโรธสัจจ์] นั้นด้วย ในขั้นนี้ก็ท่ากับว่า เกิดปัญญาเห็น “อริยสัจจ์ ๔” ใน ๓ ข้อแรก ต่อจากนั้น ก็คือ ขั้นตอนในการค้นหาวิธีแนวทางดำเนินในการดับทุกข์ที่ต้องเจริญภาวนาให้ได้ [มรรคสัจจ์] เพราะฉะนั้น ในการดับทุกข์หรือการแก้ไขปัญหาชีวิตนั้น ต้องพิจาณาเห็นแนวทางแห่งอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ให้ได้ [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น จะเรียกตนเป็น “พุทธศาสนิกชน” ไปทำไม เพราะไม่รู้จริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ที่จะใช้ในการดับความไม่รู้จริงแห่ง “อวิชชา ๔” ก็แปลว่า “ความจริงย่อมดับความไม่จริงได้” เมื่อไม่รู้สัจจธรรมที่แท้จริง ชีวิตก็ต้องจมอยู่ใน “กองสงสารทุกข์” ย่อมหาทางในการดับทุกข์นั้นได้ยาก และเกินกำลังตนเองที่จะต้านทานไว้ได้ ก็ยิ่งจมดิ่งลึกลงไปอีก ซึมซับเอาความระทมคับแค้นใจไว้เต็มทรวงอก เต็มไปด้วยไฟนรกที่รุมเร้าอยู่ตลอดเวลา จิตจึงเศร้าหมองขุ่นมัวไม่เปิดรับการทำความดีหรือกุศลใดๆ ได้ตามสมควร ก็ยอมวกวนนึกคิดอยู่กับเรื่องเดิมเก่าๆ ซ้ำซาก หดหู่ไม่พบความเจริญ พื้นจิตเสียซ่อมได้ยากมาก ทั้งที่ตนก็สามารถจะทำได้ ก็ไม่เลือกทำเสียอย่างนั้น เพราะอาจจะกลัวจะได้ดีก็ได้

ดังนั้น ความนึกคิดที่ย้ำอยู่แต่เรื่องเดิมๆ คิดวกวนซ้ำซาก มีความเจ็บอกเจ็บใจอยู่กับเรื่องเดิมๆ จนเกิดความนึกคิดผูกโกรธพยาบาท เครียดแค้นฝังใจ ไม่ยินดีเป็นทุกข์เห็นอื่นได้ดี จึงทำให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่อยากทำความดี ใฝ่หาความชั่วได้ง่ายขึ้น แล้วยังคิดว่าเป็นทางออกหรือทางเลือกที่ดีในการแก้ไขปัญหาแห่งทุกข์นั้นๆ เสียอีก จึงมีความโง่เขลากับความสิ้นคิดเป็นทุนเดิม [สัมโมหะ] ที่คอยเร่งให้เข้าสู่วิถีความฉิบหายเร็วยิ่ง โอกาสที่ฝืนคืน “สติ” [ระลึกได้] และ “สัมปชัญญะ” [รู้ตัว] เท่าทันกิเลสทั้งหลายที่กลุ้มรุมจิตใจอยู่นั้น ก็ทำได้ยากมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่า “นิวรณ์” คือ มารอุปสรรคสำคัญทั้งหลายที่เข้าครอบงำจิตใจโดยพื้นฐาน [นิวรณ์ = กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย] ในบรรดานิวรณธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถข่มระงับดับได้ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ คือ “รูปฌาน ๔” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จตุตถฌาน” นั้น สามารถระงับได้ด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” จิตที่ปราศจากนิวรณ์ ทำให้เกิดการเห็นธรรมหรือสภาวธรรมตามเป็นจริง เพราะจิตวางเฉยเป็นกลางสมดุลอย่างสนิทต่ออารมณ์ความนึกคิด ที่เกิดจากการปรุงแต่งจากกิเลสทั้งหลาย [สังขารนิมิต] ที่เป็น “สังขตะ–สังขตธรรม” ทั้งปวง หรือ “นามรูปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕” ให้พิจารณาตามแนวทางของ “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” [โยนิโสมนสิการ] ไม่ว่าจะเป็นการนึกคิดตามวิถีชีวิตปกติ หรือในการคิดพิจารณา [สัมมสนะ] ด้วย “ปัญญาภูมิ–วิปัสสนาภูมิ” [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] และ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] ในการเจริญภาวนาก็ตาม ก็ให้หมั่นพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วยปัญญาหยั่งรู้และเหตุผลตามสภาวะโดย “ปัจจัยธรรม” [ปัจจยาการ ๑๒] ซึ่งกระบวนการคิดในทางธรรมนั้น ต้องคิดหาสืบสาวด้วยเหตุและผลในขณะที่จิตปราศจากนิวรณ์ เพื่อให้รู้เห็นตามเป็นจริง [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] หรือให้พิจารณาหรือมนสิการด้วยปรีชาหยั่งรู้ตามเป็นจริง นั่นคือ “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” และปรีชารู้เห็นตามเป็นจริง นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ฉะนั้น พลังอำนาจแห่งสมถะกับวิปัสสนาจะทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” ในการมนสิการกรรมฐานในการก้าวไปในแต่ละขั้นของการเจริญภาวนา เพื่อให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งปรมัตถธรรม” อันเป็นความนึกคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง พร้อมด้วยอุบายวิธีที่แยกคายคมชัดในการทำให้ปัญหาแห่งทุกข์ทั้งหลายดับสิ้นไป ซึ่งก็เท่ากับการรู้จักคิดค้นหาหนทางเลือกใหม่ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะความนึกคิดที่เกิดขึ้นในทุกขณะจิตนั้น มีความแตกต่างกันไปปัจจัยภาวะที่มารวมกันเป็นเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่ปรุงแต่งขึ้นต่างกรรมต่างวาระกันไปเช่นกัน สภาวธรรมที่เกิดขึ้นจึงมีปัจจัยร่วมที่ไม่เหมือนกันเสมอ เพียงแต่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

สำหรับในประเด็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ (๑) กระบวนการคิดที่ถูกวิธีโดย “โยนิโสมนสิการ” อันอาศัยเหตุผลใน “หลักปัจจัยธรรมแห่งอิทัปปัจจยตา” เป็นเกณฑ์สำคัญอันยิ่ง และ (๒) ปรีชาหยั่งรู้และเห็นตามเป็นจริงด้วย “ญาณทัสสนะ” ที่มนสิการกรรมฐานใดๆ ในวิปัสสนาภูมิ ทั้งศักยภาพแห่งร่ายกายและสมรรถนะแห่งจิตใจนั้น ทำให้สิ้นความสงสัยในธรรมที่ตนกำลังปฏิบัติอยู่ว่าถูกทางแห่งทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ดำเนินตามความเป็นจริงตามกำหนดแห่งธรรมดา นั่นคือ “กฎธรรมชาติ” จึงเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” พร้อมด้วย “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” และ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่เข้าร่วมสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” และ “โลกุตตรธรรม ๙” จึงเกิดปัญญาตรัสรู้ [สัมโพธิญาณ] ได้จริงตามปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖)] นั่นคือ เกิดความนึกคิดหมายจำด้วยการพิจาณาสภาวธรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย “สังขตธรรม” หรือฝ่าย “อสังขตธรรม” ก็ตาม ต้องเจริญปัญญาขั้นสูงสุดโดย “อนัตตานุปัสสนา” [สุญญตสมาธิ–สุญญตวิโมกข์] ฉะนั้น ปัญญาหยั่งรู้เห็นนามรูปอย่างคมชัดโดยกำหนดสติสัมปชัญญะตาม “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ได้สม่ำเสมอเป็นนิตย์นั้น ย่อมไม่ไปพอใจติดใคร่อันใดในธรรมที่ผุดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ ไม่หลงใหลเสียสติไป สำคัญตนเองผิดไปในธรรม ว่าได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว ทั้งที่อยู่ขั้นที่อินทรีย์ไม่แก่กล้าเพียงพอ ก็เกิดความฟุ้งซ่านสติฟั่นเฟือนไป [ธรรมุธัจจ์ เนื่องด้วยอวิชชาปิดบังปัญญาโดยอำนาจของวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ อย่าง] จิตที่เศร้าหมองเป็นจิตที่ด้อยคุณภาพที่จะคิดค้นหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคใดๆ ได้ ไม่ว่าในทางโลกหรือในทางธรรม มีแต่จะทรุดและทรงสถานเดียว เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ให้อยู่กับปัจจุบันธรรม ไม่ต้องไปห่วงใยเกี่ยงข้องอยู่กับเรื่องในอดีตที่ผ่านมาจนเป็นทุกข์ และไม่ต้องกังวลถึงสิ่งที่จะเป็นผลกระทบที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต จนส่งผลไม่ให้ทำอะไรได้ดีในปัจจุบัน จิตจึงไม่อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่เกิดความหลงใหล ก็เกิดความเสียสติฟั่นเฟือน ไม่เป็นสุขตามสภาพที่แท้จริงของจิตใจดั้งเดิมที่ทรงสมาธิปราศจากนิวรณ์ และวางเฉยเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง

ในความเป็นจริงนั้น ขั้นแต่ละขั้นในการปฏิบัติธรรมนั้น ก็ใช่ว่าจะข้ามสู่ความสำเร็จได้ง่ายตามคำบรรยายที่กะทัดรัด แต่พอปฏิบัติเข้าจริง ก็กินเวลานานเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ถึงขั้นทำให้เกิดความท้อใจได้ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายเช่นนั้น อย่างเช่น ให้นั่งเฉยๆ พิจารณาจิตของตนไปตามสภาพของมัน สัก ๒–๓ ชั่วโมง ติดต่อกันไม่พักไม่ขยับเขยื้อน ไม่เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดของร่างกาย แล้วให้วางเฉยต่อความทุกข์ทรมานนั้นให้ได้ จนไม่รู้สึกติดใจข้องใจอยู่กับมัน ถ้าทำได้ก็แปลว่าปฏิบัติธรรมถึงขั้นเช่นกัน อย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” ก็ฝึกทำให้มากจนเกิดความเคยชินเป็นอุปนิสัยประจำตัว เพื่อให้เห็นสภาพของจิตตามเป็นจริง ไม่เข้าไปยึดมั่นปรุงแต่งให้เกิดสุขหรือทุกข์กับมันให้ได้ ที่เรียกว่า “อุเบกขา” เพราะเกิดความเข้าใจรู้เห็นตามจริงในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องราวนั้นๆ เมื่อเข้าใจรู้ประจักษ์แจ้งในบรรดาสภาวธรรมทั้งหลายที่มาเกิดดับร่วมกันเป็นสภาวธรรมอีกสภาวธรรมหนึ่งนั้น คือ รู้เห็นเหตุปัจจัยต่างๆ ดีแล้ว ก็ปล่อยวางไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ ปล่อยไปตามยถากรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งนั้นให้เป็นทุกข์ ก็ได้รู้เห็นความเป็นไปอย่างแท้จริง [กัมมัสสกตาญาณ] อันถือเป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงการอยู่กับปัจจุบันธรรม [ปรมัตถธรรม] อันระงับความเป็นทุกข์ได้ ในกระบวนการคิดนั้น เมื่อรู้เห็นความจริงหรือสัจจธรรมในขณะที่จิตปราศจากนิวรณ์ได้ ความจริงนั้น ย่อมหมายถึง “ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” เป็นสิ่งที่มีอาการลักษณะตรงตาม “กฎธรรมชาติ” ได้ตามเป็นจริง ในทางธรรมโดยพื้นฐาน “ปัญญาภูมิ” หลักๆ นั้น หมายถึง อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ ข้อมูลที่เป็นสัจจธรรมแห่งสรรพสิ่งทั้งมวลนั้น ย่อมเป็นบาทฐานสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อกระบวนการคิดให้ถูกต้อง สามารถคิดหาช่องทางอุบายวิธีได้อย่างหลากหลาย เกิดสัมฤทธิ์ผลที่แตกต่างกันในต่างกรรมและต่างวาระกัน คือ ให้ความพึงพอใจแตกต่างกันไปต่อสถานการณ์หนึ่งๆ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องตัดสินใจเลือกอุบายวิธีที่ดีที่สุดตามความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

ความมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกแนวทางหรืออุบายวิธีที่ดีที่สุดนั้น เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับ “กฎธรรมชาติ” ตามเป็นจริง โดยไม่เข้าไปปรุงแต่งให้ประกอบด้วยความวิการหรือวิปริตแปรปรวนไปจากสภาพความเป็นจริง ฉะนั้น การเลือกสรรวิธีการใดนั้น จึงต้องเป็นกระบวนการคิดที่สมบูรณ์ ประกอบด้วยปัญญาเห็นธรรมและเหตุผล [เห็นทุกขสัจจ์และสมุทัยสัจจ์] หลังจากนั้น ก็ถึงจะเริ่มพิจารณาไตร่ตรองถึงอุบายวิธีอันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นได้ มิฉะนั้น ก็ต้องจมอยู่วังวนของปัญหาไม่สิ้นสุดได้ ในการมองดูเหตุการณ์ใดๆ จึงควรพิจารณาให้ลึกซึ้งแจ้งในหลักทฤษฎีกฎเกณฑ์อันเป็น “กฎธรรมชาติ” ให้ได้ ไม่ใช่แค่การคิดพิจารณาอย่างผิวเผิน ละเลยการใช้ปัญญาให้ลึกถึงแก่นของปัญหาจริงๆ การหนีปัญหาย่อมเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่คาใจไม่สิ้นสุด ไม่เกิดความก้าวหน้าในทางที่เจริญสูงขึ้นในชีวิต การจัดลำดับในการแก้ไขปัญหาจึงเป็นทักษะการคิดที่ชาญฉลาด ซึ่งควรแก้ไขสิ่งที่ง่ายธรรมดาไปสู่สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้นไป แต่ในทางตรงกันข้าม ในกระบวนการคิดนั้น ควรคิดอนุโลมจากง่ายไปหายาก และคิดปฏิโลมย้อนกลับจากยากไปหาง่าย เพื่อให้เกิดความแตกฉานในกระบวนการคิดให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และไม่ใช่การคิดเพียงรอบเดียว ก็ต้องคิดทบทวนหลายๆ รอบยิ่งขึ้นด้วย กระบวนการคิดทบทวนไปมาหลายๆ รอบนั้น ทำให้เกิดปัญญาหลายช่องทางที่เป็นการหาทางออกทางเลือกในการกำจัดปัญหาอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความรอบคอบระมัดระวัง ซึ่งไม่ควรมองข้ามปัญหาใดๆ ด้วยความประมาทอีกเลย เพราะฉะนั้น การที่จะคิดแผนการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อันเป็นกลวิธีอุบายได้เสมอนั้น จะต้องคิดแบบประณีตด้วย “อริยสัจจ์ ๔” และ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ให้ได้ ซึ่งวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ธรรมดังกล่าวนี้ในการดับกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงในชีวิต ดังนี้

 

(๑)    “ทุกข์” คือ ขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต [ปริญญา –การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์] นั่นคือ การกำหนดรู้สภาพของปัญหาแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในตนเอง

(๒)“สมุทัย” คือ ขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป [ปหานะ –การละ เป็นกิจในสมุทัย] นั่นคือ การรู้จักละสาเหตุของปัญหาแห่งทุกข์ อันมีมูลเหตุเกิดจากความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา

(๓)  “นิโรธ” คือ ขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ [สัจฉิกิริยา –การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ] นั่นคือ การประจักษ์แจ้งถึงภาวะที่ปราศจากปัญหาแห่งทุกข์ดีพร้อมแล้ว จึงทำให้เกิดปัญญาในการคิดหาอุบายวิธีเพื่อให้เข้าถึงภาวะปลอดทุกข์

(๔)  “มรรค” คือ ขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา  [ภาวนา –การเจริญ เป็นกิจในมรรค] นั่นคือ การฝึกฝนอบรมตนให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคในการดับเหตุแห่งทุกข์ดังกล่าวข้างต้นนั้น

 

ฉะนั้น ความเข้าอย่างถูกต้องใน “อริยสัจจธรรม” ดังกล่าวข้างต้นนั้น ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงภาวะอันเยี่ยม ที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติธรรมและการบรรลุธรรมวิเศษในพระธรรมวินัยนี้ได้จริง ไม่เกิดความผิดพลาดวิปริตไป ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน  

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา “มรรคมีองค์ ๘”

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือนิพพาน  

 

ด้วยเหตุนี้ ในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องควรแก่ธรรมนั้น ย่อมเกิดปัญญาที่หลากหลายไม่ตีบตันหนทางเลือกในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ปัญญางอกเงยขึ้นได้นั้น เพราะผู้ปฏิบัติธรรมมีความขยันหมั่นเพียรในการละทำชั่ว ทำดี มีจิตใจที่เบิกบาน สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ความไม่รู้แห่งอวิชชา ที่คอยปิดกั้นปัญญาให้ทึบมืดมน ไม่พบความเจริญอันควรเป็นจริง ปัญญางอกงามได้เมื่ออยู่ในวิปัสสนาภาวนา โดยเฉพาะการเจริญปัญญาด้วยหลักธรรม (๑) “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งทำให้เกิดความรู้ประกอบด้วยเหตุผลเห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง ได้แก่ สัมมาทัสสนะ–ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม และ (๒) “ไตรลักษณ์” ซึ่งทำให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ตามเป็นจริง ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา” คือ ปัญญารวดเร็วคล่องแคล้ว (๒) “ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาดับกิเลส (๓) “อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา” คือ ปัญญามากยิ่ง จนรวมทั้ง อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ให้พึงสำรวมระวังไว้ว่า ในการบรรลุธรรมวิเศษหรือคุณวิเศษได้สมจริงดังตั้งใจนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นธรรมดา เพราะพระพุทธธรรมนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติอันประเสริฐเหนือธรรมหรือองค์ความรู้ทั้งหลายในทางโลกียะ และขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นหมายเอานิพพานเป็นที่ตั้งเท่านั้น แล้วจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้จริงในชาตินี้ นั่นคือ บุคคลนั้นจะต้องสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างทางโลกได้สำเร็จงดงามก่อน จึงจะสามารถเห็นหนทางอื่นๆ ที่จะดับทุกข์ได้ในทางธรรม ในทางโลกยังไม่เสร็จสิ้นดีแล้ว ในทางธรรมยิ่งยากกว่าทางโลกไม่รู้มากน้อยเท่าไหร่ แต่ความขยันหมั่นเพียรก็ย่อมชนะบรรดาอุปสรรคทั้งหมดได้ด้วยตนเองเท่านั้น นั่นคือ “ตนเป็นที่พึงแห่งตน” อย่าไปหวังอะไรจากคนอื่นให้เสียเวลาดีกว่า ก็ต้องพึ่งพาตนเองเป็นดีที่สุด ต้องรู้เห็นประจักษ์ในธรรมทั้งหลายด้วยตนเอง ถ้าทำด้วยตนเองไม่ได้ ก็อย่าหวังอะไรจากการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ได้เลย เพราะไม่ใช่แนวทางดำเนินสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔] อะไรอีกเลย มาทางไหนก็ให้กลับทางนั้น จะปลอดภัยมากกว่า เพราะการปรารถนาภูมิแห่งพระอรหันต์นั้น ต้องตัดขาดเกี่ยวข้องกับเรื่องโลกหรือโลกียะทั้งหลายให้หมดสิ้นจริงๆ จะไปอ่อนข้อต่อกิเลสทางโลกแม้จะนิดเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมที่ประพฤติดำเนินตามแนวทางแห่งอริยมรรคนั้น ย่อมเป็นบุคคลผู้ไม่อดอยากทางปัญญาเด็ดขาด มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างประเสริฐในภูมิแห่งอริยบุคคลเท่านั้น เพราะผู้มีปัญญามากย่อมไม่หมดอุบายวิธีในการแก้ไขปัญหาแห่งทุกข์ของตนเอง นอกจากนี้ ยังสามารถทำตนเป็นที่พึ่งให้แก่คนอื่นได้อีกด้วยในเวลาเดียวกัน ความถึงพร้อมด้วยหลักการแห่งปัญญา [ทิฏฐิสัมปทา] ก็ย่อมถึงพร้อมด้วยวิธีการคิดที่ถูกวิธี [โยนิโสมนสิการสัมปทา] เช่นกัน และในเวลาเดียวกัน บุคคลนั้นย่อมกลายเป็นผู้ถึงพร้อมในการพัฒนาตนเองที่สมบูรณ์บริบูรณ์ และไพบูลย์ด้วยธรรมทั้งปวง [อัตตสัมปทา] จนสามารถจะบรรลุถึง “พระอรหันต์” [ภาวิตัตต์] ได้จริง ด้วยการพึ่งตนเองเป็นสรณะด้วยการปฏิบัติธรรมควรแก่ธรรมดังคำสอนพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่สามารถปรับตนให้ทันเหตุการณ์ หรือตามทันความเปลี่ยนแปลงในสภาวะแห่งจิตของตน ก็เท่ากับว่าไม่สามารถพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจหรือความนึกคิดของตนได้ เมื่อมีความล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม ธรรมก็ย่อมไม่รักษาผู้ปฏิบัติธรรมนั้นได้ เพราะไม่มีปัญญาใดเกิดขึ้น ไม่ฉลาดและไม่มีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ได้ทันท่วงทีเลย แพ้พวกกิเลสตัณหาหมด ผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงตามเป็นจริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้นได้ไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่ ขอเพียงปฏิบัติธรรมและดำเนินชีวิตตามคลองธรรมแห่งความเป็นอริยบุคคลได้จริง

ประการสุดท้ายนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องประกอบความเพียรอย่างสม่ำเสมอเป็นนิตย์ อย่าเกียจคร้านละเลยหน้าที่ในการเจริญภาวนาหรือมนสิการกรรมฐาน กำหนดสติตามพิจารณาสภาวะแห่งจิตของตนเสมอ ให้จิตเป็นสมาธิและปล่อยวางเป็นกลางในอารมณ์ใดๆ ที่มากระทบจิต ไม่ตามเข้าไปปรุงแต่งให้กลายเป็นจิตอื่นใดเพิ่มเติม จนเกิดการฟุ้งซ่านสติฟั่นเฟือนไปกับการปรุงแต่งตามกิเลสตัณหาของตน แล้วยังเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริงตามความนึกคิดของตน จนเป็นทุกข์ทั้งเดือดร้อนกายใจอีก การพิจารณาอารมณ์ของตนโดยควบคุมไม่ให้ฟุ้งซ่านหดหู่คับแค้นใจกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต ทั้งพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมนำมาซึ่งความเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ให้ปล่อยว่างเพราะเห็นความจริงที่เป็นผลวิบากแห่งทุกข์ตามมา คือ “สงสารทุกข์” ในเมื่อเรามีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้ว ก็ต้องเข้าใจและตั้งใจว่า จะพยายามมุ่งมั่นในการกำจัดล้างชำระกิเลสตัณหาทั้งหลาย อันเป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของตน ไม่ประกอบทุกข์ ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งสาสวะทั้งหลาย อันทำให้ใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว เป็นสงบสุข กับการเสวยอารมณ์ความรู้สึกนั้นๆ นั่นคือ ตามให้ทันอารมณ์เหล่านั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการค้นหาทางเลือกใหม่ให้ทันกับความแปรปรวนจากกิเลสตัณหาของตน ความปราโมทย์ ความปีติ ความสงบเย็น และความสุข ควรเกิดขึ้นคู่กับสมาธิและความวางเฉยในอารมณ์ดังกล่าวนั้น เพราะรู้เข้าใจเท่าทันกับความแปรปรวนของจิตเมื่อสัมผัสกระทบกับวิถีจิตนั้นๆ รู้จักประมาณตนที่เลือกอุบายวิธีที่ถูกต้องตามเป็นจริง จึงไม่ต้องไปหลงงงงายในอารมณ์นั้นจนเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุข เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ หมุนเวียนสลับกันไปมา ปวดหัวปวดใจกันไปเปล่าๆ ไม่สงบ การค้นหาทางเลือกอย่างสัตบุรุษจึงเป็นแนวทางอันประเสริฐ เป็นการแสวงหาอิสระให้กับจิตใจตนเอง ให้อยู่เหนือจากโลกธรรม ที่ปุถุชนติดเกี่ยวอยู่สนิทมีแต่ความวุ่นวาย ไม่สงบสุข ไม่ประกอบด้วยสันติบทแห่งนิพพานได้เลย เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์และกิเลสอาสวะทั้งหลายดีพร้อมแล้ว ก็ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางอันดีเยี่ยมประเสริฐด้วยธรรมของคนดี ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” วิถีชีวิตก็ย่อมสงบสุขตามอานิสงส์ของการปฏิบัติอริยมรรคานั้นๆ ปัญญาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในทางที่เจริญแห่งอริยะทั้งนั้น ไม่มัวหมองสุกสดใสตามสภาพที่แท้จริงของจิต ในพิจารณาสิ่งใดๆ ในโลกนี้ ในขณะที่จิตสะอาดบริสุทธิ์ ย่อมเป็นการกำจัดสิ่งที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ออกไปได้ เมื่ออยากในปรารถนาความบริสุทธิ์ ก็ต้องหมั่นเพียรอดทนเข้าหาสิ่งที่บริสุทธิ์อันประเสริฐแห่งอริยะ ความนึกคิดต่างๆ ก็ต้องประกอบด้วยคุณชาติแห่งความบริสุทธิ์ของความเป็นคนดีอยู่เสมอเช่นกัน ความบริสุทธิ์ย่อมกลายเป็นเครื่องชำระสิ่งสกปรกหรือปฏิกูลให้บริสุทธิ์ไปด้วย เพราะเป็นการรวมกลุ่มกันเฉพาะสิ่งที่บริสุทธิ์ ที่จะขับสิ่งเลวร้ายออกจากกลุ่มไป โจรมารวมกับโจรก็ยิ่งเป็นมหาโจรจะไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และในเมื่ออยากเป็นอริยบุคคลก็ต้องแสวงหาดินแดนแห่งอริยบุคคลอันเป็นสัปปายะที่จะเกื้อหนุนให้เกิดปัญญาแห่งอริยะในการแสวงหาโมกขธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะเกิดแต่สิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์ ไม่อับจนปัญญา เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าประกอบด้วยปัญญาในพุทธภาวะทั้งหลาย ดังนั้น พระปัจฉิมโอวาทของพระองค์จึงเป็นข้อเตือนให้พุทธศาสนิกชนไม่ควรประมาทในธรรมในปัญญา.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4743994