๑๑๓. คิดดียังไม่ได้ดีเพราะยังคิดไม่ดีพอ

          Unaccepted Good Thinking due to not Being Good Enough

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  456  

 

ความสำคัญของบทความ

 

กระแสการต่อต้านความเชื่อใน “กฎแห่งกรรม” นั้น กำลังแผ่ระบาดในความนึกคิดของคนสมัยใหม่ เพราะความวิบัติทางสังคม ที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่คนชั่วส่วนใหญ่ ที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเห็นทันตาทางด้านชื่อเสียงและทรัพย์สิน เลยเป็นเหตุให้คิดว่า “ทำชั่วได้ดี มีถมไป” คนรุ่นใหม่เลยคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง และมีความคุ้นเคยกับการทำชั่วเล็กๆ น้อยๆ สะสมเป็นชั่วตัวใหญ่ขึ้นตามอายุ คือ คนส่วนใหญ่ทำชั่วขึ้น ได้ผลประโยชน์ตอบแทนทันใจนึก ทำดีมันเหนื่อยและได้ผลช้า หรือแทบจะไม่เห็นผลอะไรเลยก็ได้ เป็นการสูญเปล่าในการลงทุนทำดี เพราะเสียทั้งเงินและเวลา ในการแลกผลประโยชน์กันระหว่างความดีกับความเลว จึงมีให้เห็นว่า ฝ่ายชั่วชนะบ่อยมาก เพราะเกิดขึ้นในเขตนิยมและส่งเสริมคนชั่ว ไม่เป็นดินแดนที่สัปปายะเกื้อหนุนต่อการปฏิบัติธรรมของคนดีอย่างแน่นอน คนดีต้องคิดใหม่ทำใหม่สร้างดินแดนแห่งการเจริญอริยธรรมให้ได้ ไม่ใช่ยอมแพ้กระแสความชั่วที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คนดีอาจจะทำดียังไม่เพียงพอที่จะได้ดี ต้องอดทนและพากเพียรอย่างเต็มที การตั้งจิตอธิษฐานไว้เป็นจุดหมายสำคัญเพื่อให้เข้าความสำเร็จในอนาคต อันเป็นขวัญกำลังใจในการทำความดี เพื่อต่อยอดให้ถึง “โลกุตตรธรรม” ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมองเห็น “อรรถธรรม” [ประโยชน์แห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง] ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเหตุผล ได้แก่ (๑) มีการเห็นอันเยี่ยม (๒) มีแนวทางในการปฏิบัติอันเยี่ยม และ (๓) มีความหลุดพ้นอันเยี่ยม เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ดี” ถ้ายังไม่เป็น “กุศลดีพอ” ก็แสดงว่า “ยังทำดีคิดดีไม่พอ” ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นอีกจนกว่าจะประสบความสำเร็จได้ทั้งทางโลกและทางธรรม.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – คิดดียังไม่ได้ดีเพราะยังคิดไม่ดีพอ

 

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมยังคิดไม่ถึงไม่ถี่ถ้วนดีพร้อม ที่พอจะเข้าใจได้อย่างถูกต้องจริงเกี่ยวกับ “กฎแห่งกรรม” นั้น ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน เพราะความคิดไม่ลึกซึ้งพอในหลักธรรมหรือทฤษฎี สืบไล่เหตุตามไม่ถึงผล หาข้อสรุปผิดๆ ไม่เป็นจริง เพราะเกิดความลำเอียงเป็นอคติในธรรมหรือสภาวธรรมนั้นๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ จึงไม่คิดไม่ถึงที่สุดตามเป็นจริง [อโยนิโสมนสิการ] นั่นคือ ใช้ปัญญาไตร่ตรองไม่สุดความสามารถตามที่เป็นจริง ก็ด้วยความประมาทในธรรมหรือในปัญญาที่ควรจะเป็นตามสถานการณ์นั้นๆ [ไม่สืบค้นหาความจริงตามแนวทางอนุโลมปฏิจจสมุปบาท] กล่าวคือ ไม่เกิดปัญญาเห็นเหตุของปัญหาแห่งทุกข์นั้นๆ ได้ [ไม่กำหนดรู้ด้วยสมุทัยสัจจ์ คือ กระบวนการหาเหตุผลล้มสลายโดยไม่คาดคิดไว้ก่อน] จึงเป็นเหตุทำให้หาข้อสรุป [Generalizations] หรือสังเคราะห์ผิดคลาดเคลื่อนจากความจริงแห่งไตรลักษณ์ [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓] และเป็นการทำอกุศลกรรมโดย “อโยนิโสมนสิการ” ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ไม่เจริญภาวนาด้วยมนสิการกรรมฐานอย่างถูกต้องตามเป็นจริงได้ [ความเข้าใจผิดใน “สัญญา ๑๐” อันเป็นเหตุแห่งความสิ้นคิดในวิปัสสนา คือ กำหนดหมายความนามรูปโดยไตรลักษณ์หรือพิจารณาสภาวธรรมในการเจริญกรรมฐานให้เข้าใจที่ถูกต้องตามไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจฺจสญฺญา–อนตฺตสญฺญา–อสุภสญฺญา–อาทีนวสญฺญา–ปหานสญฺญา–วิราคสญฺญา–นิโรธสญฺญา–สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา–สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา–อานาปานสติ เพื่อสอดคล้องกับ ปรมัตถธรรม ธรรมฐิติ ยถาภูตธรรม หรือ ธรรมนิยาม ๓ และเพื่อเกื้อกูลแก่ “ปัญญาภูมิ ๖–วิปัสสนาภูมิ ๖” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ พร้อมด้วย ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] นั่นคือ ไม่เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ คือ มีปรีชาหยั่งรู้สภาวธรรมหรือนามรูปใน “สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งสังขตธรรม–สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ นั่นคือ ให้พิจารณาด้วย “อนิจจานุปัสสนา” ทำให้เกิด “ชวนปัญญา” (๒) ความดับสลาย ปรากฏ นั่นคือ ให้พิจารณาด้วย “ทุกขานุปัสสนา” ทำให้เกิด “นิพเพธิกปัญญา” และ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ นั่นคือ ให้พิจารณาด้วย “อนัตตานุปัสสนา” ทำให้เกิด “มหาปัญญา” เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมนสิการกรรมฐานอย่างสืบเนื่องประจำสม่ำเสมอย่อมเกิด “ปัญญาญาณ” ในภาวนาได้ โดยมีบาทฐานจากความรู้แจ้ง [วิชชา] ที่เกิดจากสมถภาวนา [รูปฌาน ๔] ที่เรียกว่า “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง–จิตประภัสสร” อันประกอบด้วยมรรคา ๓ องค์ ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า ปัญญาทั้งหลาย ความทั้งปวง มีแหล่งกำเนิดมาจากไหน แต่ส่วนใหญ่เหมาคิดเอาเองว่า มาจากการไปศึกษาในสถานการศึกษาเท่านั้น ซึ่งเป็นความรู้ที่ผิดอย่างใหญ่หลวง เป็นการสบประมาทตนเอง ดูถูกปัญญาสมองของตนเอง ทั้งที่ความเป็นจริงนั้น ความฉลาดมีไหวพริบทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นจากสมองของตนเองอันเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ทั้งปวงของจักรวาล หรือ “ที่ตั้งแห่งธรรม–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม” หรือ “กฎธรรมชาติ” เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายมาจากจิตวิญญาณที่รู้แจ้งในอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์หรือทวารทั้ง ๖ ช่องทาง [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ –ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ = ปัญญาภูมิ] และให้พิจารณาอย่างละเอียดในเงื่อนไขที่ว่า “ถ้าไม่มีตัวตนของเรา ก็ย่อมไม่มีสรรพสิ่งใด เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นจากจิตวิญญาณของผู้นั้นเท่านั้น” เพราะจิตเข้าไปยึดมั่นในสิ่งปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความทะยานอยาก [กิเลสตัณหา] หลงใหลด้วยความยึดมั่นถือมั่น [อุปาทาน ๔] และความไม่รู้จริง [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] ฉะนั้น ความเป็นจริงแห่งสัจจธรรมข้อนี้ จิตวิญญาณที่แท้จริงเป็นคุณชาติแห่งความว่างเปล่า ไม่ติดมั่นถือมั่นกับสิ่งภายนอกจิตและอาการลักษณะของจิต [จิตและเจตสิก–รูป แต่เป็นนิพพาน อันสภาพที่แท้จริงในธรรมชาติ]

ในการพิจารณาวาระแห่งจิตที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบตัว ที่หมายถึง สภาวธรรมที่เป็น (๑) สภาวะจิตของตนและ (๒) สภาวะจิตของผู้อื่นที่อยู่ใกล้ตัว หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เป็นองค์ประกอบชีวิตทั้งภายในและภายนอก ต้องพิจารณาให้เห็นภาพองค์รวม จะได้รู้จักคิดอย่างรอบคอบถี่ถ้วนไม่ตกหล่นจากกระบวนการคิดหรือกระบวนทัศน์ที่มีต่อเรื่องราวของชีวิตอย่างแท้จริง ดังนั้น ในการคิดพิจารณาแต่เรื่องราวหรือสภาวธรรมใดๆ นั้น การจะจดจำเรื่องราวเป็นรายละเอียดย่อยรวมกันเป็นหัวข้อใหญ่นั้น ทำให้หาข้อสรุปเชิงสังเคราะห์ได้ยาก อาจมีการหลงลืม เพราะฟั่นเฟือนเสียสติ ไม่เป็นสมาธิอันควร เกิดความฟุ้งซ่าน ไม่สงบเย็นราบรื่นด้วยปีติสุขด้วย “สัมมาสมาธิ” คือ อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน] จิตไม่เป็นสุขนั้น ย่อมทำให้ขาดแคลนปัญญาไม่ว่าทั้งทางโลกและทางธรรมก็ตาม เพราะเป็นบุคคลไม่มีสติสัมปชัญญะ คือ ไม่มีสติปัญญา มีกระบวนการคิดไม่เป็นระบบ มั่วไม่มีระเบียบที่จะเห็นธรรมหรือสภาวธรรมตามเป็นจริง ดังเช่น “ผู้รู้ควรรู้ประจักษ์แจ้ง” [พหูสูต] ในการเจริญภาวนาอยู่เสมอนั้น ย่อมทำให้ผู้ถือปฏิบัติสัมมาปฏิปทาเกิดปัญญาสามัญและปัญญาญาณด้วยปรีชาหยั่งรู้ตามสภาพเป็นจริงได้ไม่ผิดทางด้วยความวิการแต่อย่างใด การคิดมากไม่มีระบบระเบียบด้วยฟุ้งซ่าน ซึ่งจะเรียกว่า “คนเป็นบ้าสติแตก” แต่ถ้าคิดมากอย่างเป็นระบบระเบียบประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล [ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์] ซึ่งจะเรียกว่า “ผู้รู้แห่งความเป็นพุทธภาวะ” [พระอรหันต์–ภาวิตัตต์] ที่ชักพากันมาปฏิบัติธรรมอย่างหนักนี้ ก็เพื่อจะให้ได้ภาวะแห่งอริยฐานะกันทั้งนั่น อย่าไปเข้าใจเป็นอย่างอื่น อันไม่ใช่ทาง ก็แล้วกัน ถ้าไม่ปรารถนาในสิ่งนี้ ก็นั่งทำตาเหลือกที่บ้านดีกว่า ไม่ต้องวุ่นวายกับคนอื่น เพราะมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันมากเกินไป อยู่ในคณะเช่นนี้ ก็เป็นทุกข์เปล่าๆ คงไม่ได้ดีอย่างสักอย่าง คนเราคิดดีแต่ไร้อุดมการณ์ ย่อมทำอะไรไม่ได้ดี เพราะทำดีไม่เพียงพอที่จะถึงความดีอันสูงสุดได้ เพราะไม่รู้จริงในเป้าหมายที่จะทำให้ถึงสภาวะดังกล่าวนั้นได้จริง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับคนที่คิดทำดีเพื่อให้ได้ดี แต่ทำดีไม่สุดสามารถ เลยไม่ได้ดีอะไรสมดังคิดตั้งใจเอาไว้ เลยเกิดความรู้สึกท้อแท้ถอนใจออกจากเส้นทางแห่งดี ทำให้เสียโอกาสดีของชีวิตไป เพราะไม่รู้จริงในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เนื่องด้วยขาดสติปัญญาที่รู้ประจักษ์แจ้งในการทำความดี ซึ่งหมายถึง หลักการปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธีอันสมควรแก่ธรรม ดังสัตบุรุษควรพีงทำได้ดังเช่นพระอริยเจ้าทั้งหลายต่างสรรเสริญกุศลกรรมนั้นๆ

เพราะฉะนั้น ในการทำดีแล้วยังไม่ได้ดี เพราะยังประโยชน์ไม่ให้เกิดขึ้นแก่ตนอย่างสมฐานะอันควรในขณะนั้น ทำดีไม่ถูกทางแห่งปัญญา [มัชฌิมาปฏิทา] ไม่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ไม่เห็นจริงตามหลักธรรมอันประเสริฐ [อริยสัจจ์ ๔] กล่าวโดยรวม ได้แก่ “สัมมาทิฏฐิ” [เห็นชอบ] ด้วยมีปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง นั่นคือ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ได้แก่ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เมื่อไม่เกิดความคิดตกอยู่ในภูมิปัญญาเช่นนี้ เมื่อทำดีย่อมไม่ได้ดี ก็น่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยเช่นนั้นได้ ในการปฏิบัติธรรมเจริญภาวนานั้น ต่างก็มีจุดประสงค์หลัก คือ การทำให้ความไม่รู้จริงสิ้นไป [อวิชชากลายเป็นวิชชา] ซึ่งเป็นการชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นตั้งใจมั่นชอบด้วยจิตตสมาธิ ซึ่งจะทำให้ “สติ” เกิดความบริสุทธิ์แห่งการระลึกได้ด้วย “อุปัฏฐานจริยา” คือ สติคมชัด และทำให้ “สัมปชัญญะ” มีความแก่กล้าเป็นการหยั่งรู้ด้วย “ญาณ” [ปรีชาญาณนี้ย่อมเกิดในตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาอ่อนๆ ด้วย “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป] ในขณะเดียวกัน ข้อพึงพิจารณาเสมอในการเจริญภาวนา คือ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิต้องประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” หรือจะต้องประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลเสมอ อันถือเป็นสภาวะที่ถูกต้อง [กฎธรรมชาติ] มิฉะนั้น จะถือเป็นสภาวะที่ผิดหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เป็นเรื่อง “มิจฉาทิฏฐิ” ไปโดยปริยาย ทั้ง “สัมมาทิฏฐิ” กับ “มิจฉาทิฏฐิ” นั้น ต่างอยู่ใกล้กัน จนถึงกับในบางครั้งจะเกิดความรู้สึกไม่แตกต่างกัน เพราะอำนาจครอบงำแห่งกิเลสตัณหา ถ้าจะจำแนกแบ่งให้เห็นได้ชัดเจนต้องอาศัย “สติสัมปชัญญะ” ทำหน้าที่ในกระบวนการคิดขั้นสูงอย่างละเอียดใน “โยนิโสมนสิการ” หรือที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” [ไม่ว่าจะเป็นการนึกคิดพิจารณาแบบอนุโลมหรือปฏิโลมก็ตาม] ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทักษะกระบวนการคิดดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดเรื่องสัตว์ทั้งหลายจุติและอุบัติไปตามอำนาจแห่งกรรมของตน [จุตูปปาตญาณ–กัมมัสสกตาญาณ] ที่เรียกว่า “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง ความปลงใจเชื่อด้วยศรัทธาอย่างมีเหตุและผล ซึ่งตรงกับ “โอกัปปนสัทธา” (ข้อ ๓ ในสัทธา ๔) คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง [กังขาวิตรณวิสุทธิ (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗)] เมื่อเกิดความเชื่ออย่างมีเหตุผลใช้วิจารณญาณกลั่นกรองถูกต้อง มีความศรัทธาปสาทะใน “กัมมสัทธา–วิปากสัทธา” และ “กัมมัสสกตาสัทธา” จนอาจถึงขั้นบรรลุถึงคุณวิเศษ “กรรมวิปากญาณ” (ข้อ ๒ ในทศพลญาณ) ได้เหมือนกัน หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน แต่สำหรับพุทธบริษัทนั้น แค่ “จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ก็ทำให้เห็นกรรมทั้งของตนและของผู้อื่นได้แล้ว เพื่อให้เชื่อในกุศลกรรมที่จะเกิดตาม “กฎแห่งกรรม” และเป็นอุบายวิธีที่แยบคายในการทำลาย “ตัณหา–ทิฏฐิ” ที่จะมัดจิตใจไว้อย่างเหนี่ยวแน่นกับกรรมและวิบากให้ติดอยู่กับโลกธรรมหรือภูมิแห่งโลกียะต่อไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ความเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส–ความอธิโมกข์ ดังกล่าวทั้งหลายนี้ จะกลายเป็น “สัจจธรรม” ได้ ก็เพราะการเจริญภาวนาที่ประกอบด้วยอริยมรรคเท่านั้น คำบอกเล่าคำสั่งสอนยังไม่เป็นจริงจนกว่าบุคคลนั้นจะพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติได้จริงๆ

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “กฎแห่งกรรม” จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้มนุษย์เข้าใจวิถีชีวิตอย่างแท้จริง ไม่หลงเชื่องมงาย ให้เกิดสภาวะคิดพึ่งตนเองเป็นหลัก ใช้แรงกายและขวัญกำลังใจในการทำความดี ไม่น้อยใจในโอกาสวาสนาที่ตนกำลังประสบอยู่ อยากสำเร็จในกิจทั้งหลาย จักต้องประกอบด้วยกรรมดีกุศลเท่านั้น นั่นคือ “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วต้องได้ชั่ว” ถ้าเริ่มจาก “กุศลเจตนา” และ “ผลวิบาก” ที่ตามมาก็ต้องเป็น “กุศลวิบาก” จะกลายเป็น “อกุศลวิบาก” นั้น ย่อมเป็นไปได้ยากมาก เพราะ “กรรม” เป็นปัจจัยแห่งการแสดง “ผลวิบากแห่งกรรม” นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น “กฎแห่งกรรม” จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือหลงงมงาย แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ปรมัตถธรรม” หรือ “กฎธรรมชาติ” ที่สามารถใช้ในการอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างสมจริง ประการสำคัญนั้น ไม่ใช่การนั่งเทียนยกเมฆแต่ประการใด เป็นหลักการใช้เหตุผลและใช้ปัญญาพยากรณ์หรือคาดคะเนที่มีหลักฐานยืนยันความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นตามการกระทำที่ประกอบด้วย “เจตนา” เสมอ และไม่ใช่วิบากผลที่เกิดจากพระผู้สร้างโลกเป็นผู้กำหนดอยู่ฝ่ายเดียว จนไม่รู้จักคิดหาอะไรทำกัน เมื่อผลสำเร็จตามที่ปรารถนายังไม่แสดงผลใดๆ ขึ้นมา ก็แสดงว่า กระบวนการคิดวางแผนหรือการกำหนดอุบายวิธียังไม่แยบคายดี ทำให้ “ความนึกคิด” [กระบวนทัศน์] ดังกล่าวนั้น แสดงผลลัพธ์ออกมา อย่างไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่แสดงอิทธิฤทธิ์สมดังตั้งใจ นั่นคือ “เจตนาแห่งอธิษฐานธรรม” นั้น ยังไม่ดีพร้อมที่จะให้ผลลัพธ์ โดยรวมหมายถึง “โสภณจิต” [รูปาวจร–อรูปาวจร–โลกุตตระ] คือ สภาวะแห่งจิตที่เปลี่ยนไปสู่จิตอันงดงามแห่งกุศลที่ได้กระทำเอาแล้ว ไม่ไปหวังใน “กามาวจรกุศลจิต” เพราะยังเป็นภูมิแห่งปุถุชน ยังไม่ได้รับการพัฒนาสู่ “อริยบุคคล ๔” ในขั้นใดขั้นหนึ่ง [โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์] แต่อย่างใดก็ตาม ใน “ภูมิ ๓๑” [กามาวจร–รูปาวจร–อรูปาวจร] นั้น ยังไม่ใช่จุดหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรม จะต้องเป็น “โลกุตตรภูมิ” [พระอรหันต์] เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อบุคคลได้รู้ถึง “ผลวิบากแห่งกรรม” ที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้น ก็ยังไม่ส่ง “ผลแห่งกุศลวิบาก” ได้จริง เพราะ “เจตนาแห่งความนึกคิด” นั้น ยังไม่ดีพอที่จะแสดงผลอันน่าพอใจ ก็ต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุง “แนวคิด” [วิธีคิด] นั้นใหม่ ให้เกิดความเหมาะสมกับความเป็นจริงให้ได้ เมื่อรู้มันผิด ก็ต้องกลับมาปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้เกิดผลที่ดีกว่าเดิม จนให้ถึงขั้นสูงสุดโดยปรมัตถ์ให้ได้ “ความนึกคิดแห่งสังขารนิมิต” ทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นสิ่งที่มี “คุณสมบัติของสังขตธรรม” อยู่ครบทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) อนิจจัง (๒) ทุกข์ และ (๓) อนัตตา ฉะนั้น ก็ต้องทำให้จริงในส่วนที่เป็นความจริง ที่เรียกว่า “อนัตตตา” [อนัตตานุปัสสนา] ด้วยการคิดดีทำดีสร้าง “กุศลกรรม” เป็นพื้นฐานสำคัญ ในการเจริญภาวนากรรมฐานในขณะมีปรีชาหยั่งรู้ “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) [รวมทั้ง “วิปัสสนาญาณ ๙” ได้แก่ อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ] นั้น ทำให้สามารถเข้าทุบ “อุปาทานขันธ์ ๕” ได้ ก่อนจะข้ามโคตรไปสู่ความเป็นอริยบุคคล [โคตรภูญาณ] ได้แก่ โลกุตตรมรรค–โลกุตตรผล–นิพพาน ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมคิดไม่ดี ทำไม่ดี ในขณะนั้น ก็ย่อมไม่ได้ “ดีแห่งคุณอันใหญ่” [โลกุตตรธรรม] ดังกล่าวนี้ ก็ต้องประกอบความเพียรด้วยความอดทนเป็นทวีคูณขึ้นไปอีก อย่าถอยหนีทิ้งภาระหน้าที่นี้ไป มารอุปสรรคและปัญหามีไว้ให้ท้าทายว่าบุคคลนั้นจะมีความตั้งใจมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้หรือไม่ ให้หมั่นคำนึงถึง “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ ความพึ่งตนเองได้ ซึ่งเป็น “อัตตหิตสมบัติ” (ข้อ ๑ ในพุทธคุณ ๒) หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ดังนั้น การจะบรรลุถึง “คุณชาติแห่งพุทธะ” ได้นั้น ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถและความตั้งใจของบุคคล ไม่ใช่เรื่องสาธารณ์ต่อปุถุชนทั่วไป ที่อะไรก็ได้เพราะเป็นลูกค้าก็คือพระราชา แต่พระพุทธศาสนานั้น ก็ไม่กระหายลูกค้าเหมือนพวกบริษัทการค้า หรือบรรดาสาวกเช่นลัทธิศาสนาอื่นๆ ถ้าไม่ใฝ่ดีก็ไม่ต้องเข้ามาให้เสียความตั้งใจดีกว่า พุทธบริษัททุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่มีสูงไม่มีต่ำเหมือนแทงไฮโล เสมอภาคกัน และตัดสินคุณค่าในความเป็นมนุษย์ด้วย “วิชชาและจรณะ” แห่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น ไม่ใช้เกณฑ์ใน “โลกธรรม ๘” มาตัดสินคนผู้ใฝ่เส้นทางแห่งอริยมรรค ขอเพียงให้ใช้ปัญญาและเหตุผลประกอบความนึกคิดที่ให้เหนือโลกียะให้ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีธรรมเครื่องรักษาผู้ประพฤติธรรมมิให้เกิดความเสื่อมศรัทธาในการทำความดี เกิดแรงดลบันดาลใจไม่ให้ท้อถอย หรือให้สำรวมระวังให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ไปสู่ความสำเร็จแห่งการบรรลุธรรมวิเศษได้จริงดังตั้งใจไว้ในส่วนหนึ่งนั้น ได้แก่ (๑) อธิษฐานธรรม ๔ (๒) อปัณณกปฏิปทา ๓ (๓) สังวร ๕ (๔) วุฑฒิธรรม ๔ และ (๕) อุปัญญาตธรรม ๒ ดังนี้

 

“อธิษฐานธรรม ๔” หมายถึง ธรรมเป็นที่มั่น ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน ได้แก่

(๑) “ปัญญา” คือ ความรู้ชัด หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง 

(๒) “สัจจะ” คือ ความจริง ดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ 

(๓) “จาคะ” คือ ความสละ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอันผิดพลาดจากความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส 

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้

 

“วุฑฒิธรรม ๔” หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญ คุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ได้แก่

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ เสวนาสัตบุรุษ คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็นกัลยาณมิตร 

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” คือ สดับสัทธรรม ใส่ใจเล่าเรียนฟังอ่านหาความรู้ให้ได้ธรรมที่แท้ 

(๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี 

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม 

 

“อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา 

(๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป 

 

“สังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล “สังวรศีล” นั่นคือ ศีลคือสังวร ความสำรวมเป็นศีล ได้แก่ สังวร ๕ อย่าง ดังนี้ 

(๑) “ปาฏิโมกขสังวร” คือ สำรวมในปาฏิโมกข์ นั่นคือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์ 

(๒) “สติสังวร” คือ สำรวมด้วยสติ นั่นคือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น = “อินทรียสังวร”

(๓) “ญาณสังวร” คือ สำรวมด้วยญาณ นั่นคือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ = “ปัจจัยปัจจเวกขณ์”

(๔) “ขันติสังวร” คือ สำรวมด้วยขันติ นั่นคือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ

(๕) “วิริยสังวร” คือ สำรวมด้วยความเพียร นั่นคือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” 

 

“อุปัญญาตธรรม ๒” หมายถึง ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเห็นคุณประจักษ์กับพระองค์เอง นั่นคือ พระองค์ได้ทรงอาศัยธรรม ๒ อย่างนี้ดำเนินอริยมรรคาจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ “สัมมาสัมโพธิญาณ” ได้แก่

(๑) “อสนฺตุฏฺฐ ิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ” คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม ความไม่รู้อิ่มไม่รู้พอในการสร้างความดีและสิ่งที่ดี 

(๒) “อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ” คือ ความไม่ระย่อในการพากเพียร การเพียรพยายามก้าวหน้าเรื่อยไปไม่ยอมถอยหลัง

 

ดังนั้น ให้พิจารณาถึงธรรมดังกล่าวทั้งหมดนี้ ว่าจะเป็นประโยชน์ส่งเสริมให้การปฏิบัติธรรมของตนดีขึ้นได้อย่างไร หรือทำให้คิดดียิ่งขึ้นได้อีกอย่างไร ไม่เกิดการยอมแพ้ท้อถอยในการสร้างความดีให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และเมื่อเข้าใจดีแล้ว จดจำได้แล้ว ก็ต้องลงมือปฏิบัติจริงให้ผลได้จริง ไม่ไปหลงงมงายในฤทธิ์ของคุณวิเศษทั้งหลายเหล่านั้น แต่ให้เห็นว่า การคิดดี การทำดี นั้น ทำให้เกิดผลดีในการปฏิบัติธรรมและเห็นผลทันตาไม่ต้องไปรอผลนานจนเกินไป สำหรับผลวิบากแห่งกุศลนั้น ไม่จำเป็นต้องไปยินดีหรือยินร้ายใดๆ ก็ให้วางเฉยในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย “อุเบกขา” เพราะเห็นตามเป็นจริงในภาวนากรรมฐานแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนเป็น “อนัตตา” คือ ความว่างเปล่า ความไม่ใช่ตัวตน เพราะไม่เที่ยง และแปรปรวนตลอดเวลา ถ้านึกคิดไม่ทันเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสใน “การเสียธรรม” เพราะสำคัญตนผิดว่าได้บรรลุคุณวิเศษหมดแล้ว และลืมตัวได้ โดยคิดว่าตนเป็นผู้วิเศษไปแล้ว

พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” ซึ่งเป็นชีวิตที่สืบเนื่องติดต่อกันไป นั่นคือ ได้เห็นทั้งดี และเห็นทั้งชั่ว ตาม “กฎแห่งกรรม” แต่ถ้ายังทำดีแล้วยังได้ชั่ว ก็อย่าหมดกำลังใจในการทำดีอีกต่อไป เพราะให้คิดเสียว่า ตนยังทำดีไม่เพียงพอ กับผลวิบากที่จะได้รับอย่างแท้จริง ก็ให้พิจารณาด้วยเหตุผลว่า มีสาเหตุอุปสรรคอะไรถึงได้ดีไม่เพียงพอ หรือมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างไรที่ตนเองคิดไม่ถึงหรือมองข้ามความสำคัญนั้นไปหมด เมื่อรู้จักประมาณได้เช่นนี้ ก็ต้องแก้กรรมด้วยการเจริญปัญญาธรรมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเทกรรมเก่าๆ ให้หมดสิ้นไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกโอกาส แต่ต้องทำด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลประกอบด้วยเสมอ อย่างหลงบุญอย่างเสียสติ ด้วยการคิดว่า ทำมากยิ่งได้บุญมากเพราะเสียเงินมาก แต่หวังผลเกินความเป็นจริง ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักเปล่าๆ ผลบุญที่เห็นทันตาได้นั้น ต้องเป็นสุขปีติปราโมทย์ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำแล้ว ไม่ใช่มีจิตหวังแต่จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเช่นการลงทุน สำหรับหลักการทำความดี เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ ๓” หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ เรื่องที่จัดเป็นการทำความดี หลักการทำความดี หรือทางทำความดี ได้แก่ (๑) “ทานมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ (๒) “สีลมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย และ (๓) “ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมใคร่ครวญพิจารณาตามความเหมาะกับกำลังของตนในการทำความทั้ง ๓ อย่าง ดังกล่าวนี้ แบบสุดท้ายดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องการเจริญภาวนาด้วยสมถะ [เจโตวิมุตติ] และวิปัสสนา [ปัญญาวิมุตติ] ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงได้จริง สิ่งเหล่านี้แหละที่เรียกว่า “บุญทันใจ” จริงๆ ขอให้ทำจริงๆ เท่านั้นเอง.

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4675619