๑๑๔. ความดีที่สั่งสมส่งผลในอนาคต

          Accrued Good Deeds with Future Consequences

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  436  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความเข้าใจอย่างถูกต้องใน “กฎแห่งกรรม” นั้น เป็นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณากลั่นกรอง [โยนิโสมนสิการ] ประกอบด้วยเหตุและผลเกี่ยวกับความจริงหรือ “สัจจธรรมแห่งชีวิต” แม้แต่การใช้ปัญญาสามัญทั่วไปน่าจะพอเข้าใจได้ คือ “การใช้วิจารณญาณ” หรือ คิดอย่างมี “สติสัมปชัญญะ” ไม่ใช่การเชื่ออะไรอย่างหลงงมงาย จนเป็นสาเหตุทำให้ตนเดือดร้อน หรือเสียโอกาสที่จะได้รับความดีหรือทำความดีให้แก่ตนและคนอื่น ดังนั้น “กฎแห่งกรรม” ถือเป็น “กฎธรรมชาติ” ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการอธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมีหลักการเชิงทฤษฎี ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเพื่อโกหกให้คนทำความดี เพราะเป็นกฎแห่งที่สืบหาสาเหตุไปหาผล [อนุโลม–เห็นการเกิดผล–ปริญญาในทุกขสัจจ์] และสืบย้อนจากผลไปหาต้นเหตุ [ปฏิโลม–เห็นการดับเหตุ –ปหานะในสมุทัยสัจจ์] สภาวธรรมทั้งหลายที่ปรากฏให้เห็นเป็นเรื่องการกำหนดรู้ [สติ] เรียนรู้ [สัมปชัญญะ] ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ระบบประสาทในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก ที่จิตเข้าไปปรุงแต่งเพิ่มเติมจากเหตุปัจจัยในสภาวธรรมนั้นๆ เพราะความไม่รู้จริง [อวิชชา–อดีตเหตุ] และความหลงด้วยกิเลสตัณหา [โมหะ–ปัจจุบันเหตุ] ส่วนผลวิบากในปัจจุบันและอนาคต คือ ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ พร้อมสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โสมนัส–อุปายาสะ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา [สังสารวัฏฏ์] ที่มักจะเรียกว่า “สงสารทุกข์” ฉะนั้น ในการเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง ย่อมมี “สติสัมปชัญญะ” ที่จะพิจารณาเลือกทำความดีเพื่อสะสมให้เกิดผลในอนาคต และเป็นบาทฐานสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมไปสู่กระแสแห่งอริยมรรคและการตรัสรู้ด้วย “สัมโพธิญาณ” เพื่อการบรรลุถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นจุดหมายสูงสุดแห่งสันติบทในพระธรรมวินัยนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความดีที่สั่งสมส่งผลในอนาคต

 

ในบรรดากุศลวิบากทั้งหลายนั้น ใช่ว่าจะแสดงผลลัพธ์ได้อย่างทันตาเห็นดังใจปรารถนา เพราะมีความจำเป็นต้องอาศัยมิติความสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ หรือสภาวธรรมอื่นๆ ร่วมด้วย กุศลกรรมที่ได้กระทำลงไปนั้น ไม่เกิดความสูญเปล่า แต่จะเกิดผลเมื่อวาระและกรรมใหม่ที่กำลังทำเอื้อให้กุศลกรรมเก่านั้นอยู่ในความเหมาะสม หรือที่เรียกว่า “สมพงศ์กัน” ในขณะที่เหตุปัจจัยทั้งหลาย [ตถตา] ต่างอาศัยกันและกัน จึงเกิดดับขึ้นด้วยกันได้จริง ในขั้นนี้ให้พิจารณาตามหลักอิทัปปัจจยตา [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ที่บรรดาผู้รู้ต่างกล่าวว่า “ในธรรมชาติที่เป็นไปนั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเลย” เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายมีความเป็นไปตามเจตนาแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น คำว่า “ความบังเอิญ” นั้น จึงเป็นเรื่องงมงาย ไม่ได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ได้ใช้วิจารณญาณกลั่นกรองด้วยปัญญาและเหตุผล [สัมมาทิฏฐิ] ที่เรียกว่า “อโยนิโสมนสิการ” นั่นเป็นเพราะว่าคิดไม่ออกจึงเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ว่า “มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้ตั้งใจ” [ด้วยความประมาท] ฉะนั้น ในสิ่งที่เรียกว่า “ความบังเอิญ” จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องใส่ใจพิจารณาเป็นพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องด้วยเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างไม่ธรรมดา จะไปใช้ “ปัญญาหางอึ่ง” ไปพิจารณาไม่ทันเหตุการณ์นั้นๆ อย่างแน่นอน สิ่งที่มองนั้น ว่าเป็นสิ่งธรรมดา แต่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา มีปรากฏให้เห็นมากมายในชีวิตประจำวัน และคนส่วนใหญ่ก็มองข้ามความสำคัญของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป เพราะไม่ใช้ปัญญาหยั่งรู้ให้ลึกถึงธรรมชาติของความเป็นจริงอย่างที่สุด หรือที่เรียกว่า “คิดไม่ครบรอบองศา” [Anti–Holistic Thinking] นั่นคือ ไม่เกิดกระบวนทัศน์ที่เห็นภาพรวมจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ [ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถ์–ปรมัตถธรรม–ปรมัตถสัจจะ] ที่เรียกว่า “สัจจธรรมแห่งชีวิต” [จิตวิญญาณของตนเอง] กล่าวคือ การไม่พยายามจะคิดพิจารณาสภาวธรรมด้วย “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี [หลักปฏิจจสมุปบาท (ปัจจยาการ)] นั่นคือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดย “อุบายวิธี” [ที่จะดับเหตุแห่งปัญหานั้นๆ ไว้ในใจเพราะเห็นตามเป็นจริง (ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ)] ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะแห่งกาลโอกาส [ตามสภาพที่เป็นอยู่] และตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ตถตา = ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความอ้อนวอน ความปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ ทั้งนั้น] ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวสภาวธรรมที่อยู่ภายในจิตของตนที่มีต่อโลก จักรวาล หรือธรรมชาตินั้น เป็นเรื่อง “กระบวนทัศน์” [Paradigm] ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และนอกจากนี้ ก็ยังมีผลกระทบต่อ “ความคิดเห็น” [Opinions] หรือ “ความเชื่อ” [Beliefs] นั่นคือ “ทัศนคติ–Attitudes” หรือ “โลกทัศน์–Worldviews” ที่ในยุคปัจจุบันมักเรียกว่า “วิสัยทัศน์” [Visions] แต่อย่างไรก็ตาม คนในยุคใหม่ในท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันล้ำยุคนี้ พากันจะพยายามแสดงถึงแนวโน้มหรือกระแสแห่งค่านิยมว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่น ก็เข้าทำนองที่ว่า “ตนคือพวกศิวิไลซ์แล้ว” [Civilized] โดยแสดงพฤติกรรมออกเชิงอารยธรรมด้านวัตถุนิยม [Materialism] และด้านบริโภคนิยม [Consumerism] ที่มีคำศัพท์เรียกว่า “พวกตะวันตกนิยม” [Westernization] ดังเช่น รูปแบบการแสดงออกในวิถีชีวิตที่ลอกเลียนแบบอย่าง “สังคมอุตสาหกรรม” [Industrialization] ที่เปลี่ยนแปลงนำชีวิตไปสู่ลัทธิเอาอย่าง “การเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง” [Egocentricism] หรือที่มักเรียกว่า “ปัจเจกบุคคลนิยม” [Individualization] ความจริงก็คือการเห็นแก่ตัว [Selfishness] นั่นเอง หรือพวกฉวยโอกาสให้กับตนเองเป็นหลัก เช่น นิสัยพวกสังคมแบบในเมือง [Urbanization] พอพวกนี้เป็นได้จนหายอยากแล้ว ก็จะกลับมาเรียกร้องหาสังคมที่ต้องการผู้เสียสละต่อส่วนรวมอีกครั้ง ได้แก่  “พวกจิตอาสา” [Public Minds] หรือ “พวกอาสาสมัคร” [Volunteers] นั่นคือ สังคมที่ปรารถนาผู้มีปัญญาดีและมีเมตตาธรรมมาค้ำจุนสังคมแห่งโลกมนุษย์ให้ประสบสันติสุขต่อไป

ดังรายละเอียดคำบรรยายข้างต้นนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมใดๆ นั้น ย่อมถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละบุคคลคือสมาชิกในสังคมนั้นๆ ที่ได้รับการหลอมหล่อความคิดเห็นมาตามระบบความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดจากความจริงตามธรรมชาติก็ตาม [กระบวนการขัดเกลาทางสังคม– Socialization] ในทางธรรมต่างเรียกว่า “ระบบยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ” หมายถึง ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ได้แก่ “ทิฏฐุปาทาน” (ข้อ ๒ ในอุปาทาน ๔) คือ ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ จนทำให้เกิดติดมั่นในภวตัณหาต่อไป [สติฟุ้งซ่านไปและหลงสำคัญผิดในตัวเอง] ที่เรียกว่า “อัตตวาทุปาทาน” (ข้อ ๔ ในอุปาทาน ๔) คือ ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน นั่นคือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า “มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ” ในบรรดาคนที่ทรงอยู่ในอาการทางจิตแบบนี้ ส่วนใหญ่จะต่อต้าน “ทฤษฎีวิบากกรรม” นั่นคือ “กฎแห่งกรรม” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญในเรื่องการกระทำและการพูดจา อันได้รับอิทธิพลมาจากความนึกคิดเป็นที่กำเนิด “คำสั่ง–คำบัญชา” [อภิสังขาร ๓] หรือที่เรียกว่า “สัญเจตนา” [เจตนา ๖] ซึ่งหมายถึง “กายกับปากเป็นบ่าวของใจ” [ใจเป็นนายของกาย] ถ้าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์นั้น จะต้องเข้าให้ถึงสภาพที่เป็นจริงทางด้าน “จิตใจ” หรือ “จิตวิญญาณ” ของบุคคลนั้นให้ได้จริงๆ [ล้างสมอง–Brainwashing] สำหรับในปัจจุบัน เรียกว่า “การควบคุมจิตใจ–Mind Control” [การขัดกล่อมประสาท] ซึ่งถูกนำมาใช้ในการรณรงค์ทางการตลาดและทางการเมือง รวมทั้งทางการทหารสมัยใหม่ เพื่อควบคุมพฤติกรรมฝูงชนแบบแทรกซึมลึกโดยไม่ให้เหยื่อรู้สึกตัวหรือเหยื่อไม่อยากจะรู้สึกเอง [แกล้งโง่หรืออยากลองดี–ชอบลองของ] กล่าวโดยสรุป การควบคุมความนึกคิดของคนอื่นให้อยู่ในอาณัติสัญญาณนั้น คือ การทำให้เชื่อสิ่งที่พูดในกาลทั้ง ๓ ว่าเป็นจริง และมีผลกระทบต่อตนเองอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามตามคำบอกเล่านั้นๆ มิฉะนั้น ย่อมจะมีอันเป็นไปในเรื่องที่ไม่ดี ดังนี้ เป็นต้น สิ่งที่น่าสังเกต คนส่วนใหญ่มักจะปฏิบัติตาม เพราะความไม่รู้จริงด้วยเหตุและผลที่สัมพันธ์กันตามปัจจัยที่จะเข้ามาปรุงแต่งให้นึกคิดไปเอง ส่วนคนที่ฉลาดมีไหวพริบ ก็ต้องคิดหรือพิจารณาหาทางออกที่ดีที่สุดให้ได้ อันเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่ตนและเพื่อนพ้อง ข้อที่พึงสังเกตประการหนึ่ง คือ “การกระทำย่อมไม่สูญเปล่า” [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] เพราะผลของการกระทำดังกล่าวนั้น คือ  “พลังงาน” ที่เปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบอื่น ย่อมไม่สูญไปจากธรรมชาติ “จิต” [Mind] ก็คือ “สนามพลังงาน” ที่มีความละเอียดประณีต [วิญญาณปรมาณู–พลังงานแห่งธรรมชาติ] เพราะฉะนั้น ความนึกคิดจึงเป็นพลังงานที่มองไม่เห็น ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติเช่นเดียวกับ “สนามพลังงานแม่เหล็ก” ที่สามารถถ่ายบันทึกภาพสนามคลื่นแม่เหล็ก [แสงพลังชีวิต–Life Power] ได้ด้วยกล้องถ่ายรูปพิเศษความเร็วสูง หรือกล้องถ่ายรูปบางชนิดก็อาจถ่ายผีหรือวิญญาณติดมากับรูปถ่ายได้เหมือนกัน ส่วนสายตามนุษย์มีความละเอียดไม่เพียงพอในการรับภาพคลื่นความถี่สูงหรือต่ำเกินระบบประสาทของมนุษย์จะรับได้ เช่น หมาน่าจะเห็นผีได้ดีกว่าคน ส่วนคนเห็นผีได้ไม่ซวยก็บรรลุคุณวิเศษได้ [ตาทิพย์–หูทิพย์] เท่านั้นเอง ที่จะทำเช่นนั้นได้จริง

เมื่อมีการยอมรับความจริงว่า “พลังงานไม่สูญหายไปจากธรรมชาติ” [เปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบอื่น] ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่า “กฎแห่งกรรม” นั้น เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่เรื่องโกหก ตามที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นและค้นพบเมื่อราว ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง หลักธรรมนี้ก็คงไม่อยู่เหนือกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะฉะนั้น “คิดดีและทำดี ย่อมได้ดี” คือ “กุศลจิต–สัมมาทิฏฐิ” และ “คิดชั่วและทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว” คือ “อกุศลจิต–มิจฉาทิฏฐิ” ซึ่งหมายถึง “ธรรม ๒” ได้แก่ (๑) กุศลธรรม กับ (๒) อกุศลธรรม หรือจะจำแนกออกเป็น “ธรรม ๓” ก็ได้ ซึ่งในทางธรรมนั้น จะพิจารณาปรากฏการณ์แห่งธรรมทั้งหลายต่างๆ ในธรรมชาติเป็น “สภาวธรรม–ปรมัตถธรรม” [ปรมัตถสัจจะ] อันหมายถึง “สภาวะแห่งจิต” ซึ่งจำแนกออกเป็น “ปรมัตถธรรม” ทั้ง ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) จิต (๒) เจตสิก (๓) รูป และ (๔) นิพพาน ดังนี้

 

“ธรรม ๓” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑)    “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ (๑) กุศลมูล ๓ ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น ก็ดี (๒) กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า กุศลในภูมิ ๔ 

(๒)                                                “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ (๑) อกุศลมูล ๓ และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี (๒) นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี (๓) กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ 

(๓)  “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ (๑) นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็น กามาวจร ก็ตาม รูปาวจร ก็ตาม อรูปาวจร ก็ตาม โลกุตตระ ก็ตาม อย่างหนึ่ง (๒) ธรรมทั้งหลายที่เป็น กิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง (๓)  รูป ทั้งปวง อย่างหนึ่ง (๔) “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้นคือ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รวมทั้ง รูป และ นิพพาน  

 

เพราะฉะนั้น ในทางธรรมจะเรียกพลังงานธรรมชาติทั้งหลายว่า “ธรรม–ธาตุ” ที่ทางวิทยาศาสตร์ก็เรียกสิ่งนี้เป็น “ธาตุ” [ธาตุธรรมชาติ] โดยมีนัยเป็นเพียงสิ่งไม่มีชีวิตหรือสสารวัตถุเท่านั้น ลืมไปว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย เนื่องจากปฏิเสธความจริงในทางฝ่ายจิตตนิยม [Idealism] ที่ได้รับอิทธิพลมาจากฝ่ายศาสนาในครั้งยุโรปยุคต้นและยุคกลาง ที่มีรูปแบบการแสวงหาความรู้ด้วย “วิวรณ์” [Revelation] หรือการตัดสินองค์ความรู้ด้วยผู้มีฤทธิ์ผูกขาดผู้เดียว ที่เรียกว่า “แบบประกาศิต” [Prescriptivism –ว่าไปตามทิฏฐิของตนเป็นใหญ่] คือ พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชามาเอง โดยห้ามมีข้อโต้เถียงหรือสงสัยใดๆ ส่วนทางวิทยาศาสตร์นั้น ให้บรรยายความจริงตามที่สังเกตเห็นที่รวบรวมจากชุดข้อมูลไว้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ด้วยทฤษฎีจากนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย เป็นการอธิบายองค์ความรู้ “แบบเชิงพรรณนา” [Descriptivism –ว่าไปตามหลักฐานข้อมูลที่ปรากฏอยู่เท่านั้น] ตามที่เป็นจริงด้วยหลักฐาน [โดยมีพื้นฐานทางปรัชญาด้วยการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์นิยม –Empiricism คือ วิธีการที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ตรงของตนหรือการสังเกตด้วยตนเองเท่านั้น โดยไม่อาศัยวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎีใดๆ มารองรับความจริงนั้นๆ] ดังนั้น การอธิบายความจริงนั้นต้องตีความตามนัยสำคัญทางสถิติพรรณนาเท่านั้น ไม่ควรยกเมฆเกินไปจากหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ใช่ข้อมูลที่เกิดจากการคิดนึกเอาเองจากบุคคล ให้ต่อสู้และพิสูจน์ด้วยหลักฐานที่ประสาทสัมผัสได้เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจิตหรือวิญญาณเข้าทรง คำพูดของหมอผี แม่มด ร่างทรง ตุ๊กตาผี อย่างเช่นนี้ ใช้เป็นข้อสรุปทางทฤษฎีไม่ได้ [Subjectivism] และกำหนดให้มีลำดับในการค้นหาความจริง [Discovery Procedures] ซึ่งใครๆ ก็สามารถค้นหาจริงได้ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก [Objectivism] ที่นักวิชาการหรือนักวิทยาศาสตร์พากันเรียกว่า “ระเบียบวิธีวิจัย” [Research Methodology] หรือ “วิธีทางวิทยาศาสตร” [Scientific Methods] แต่ในทางตรงกันข้าม ในทางพระพุทธศาสนานั้น การแสวงหาความรู้ต้องอาศัยตนเองเป็นหลักโดยเริ่มจากการล้างความนึกคิดให้ถูกต้อง ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาทัสสนะ” เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย นั่นคือ “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ–Enlightenment] ซึ่งเป็นรูปแบบการวิวัฒน์ปัญญาขั้นสูงสุดของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องขี้ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้กับปุถุชนทั่วไป เพราะอาศัยความอดทันและพากเพียรในการเจริญภาวนาเพื่อให้ได้ “ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” อันเป็นปรีชาหยั่งรู้ในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น ในขณะที่จิตปราศจากนิวรณ์เป็นจิตแห่งสมาธิ [อัปปนาสมาธิ–จตุตถฌาน] ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [จิตตามสภาพดั้งเดิม] และเป็นจิตสัมปยุตต์ด้วยความวางเฉยเป็นกลางสนิทในอารมณ์แห่งกรรมฐาน [อุเบกขา] ฉะนั้น  “จตุตถฌานกุศลจิต” นั้นย่อมไม่เกิดขึ้นในนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน เพราะปุถุชนเหล่านั้นไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมโดยตรง

เมื่อหวนกลับมาสู่เรื่อง “กฎแห่งกรรม” อีกครั้งนั้น ปุถุชนผู้มีจิตแกว่งไปกับกิเลสตัณหาในสังคม ย่อมรับรู้เรื่องจิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนได้ยาก และปฏิบัติได้ยากลำบาก ทั้งรู้ได้ช้าอีกต่างหาก นอกจากนี้ ยังมีนิสัยชอบของสำเร็จรูป อะไรก็ได้ง่ายๆ เอาสะดวกเข้าไว้ ไม่ประณีตสุขุม ไม่ต้องการกิริยาอะไรที่งดงาม จะอย่างไหนก็ได้ ถ้าสนองความต้องการของตนได้ทันใจ [ซกมก–อนาริยะ–ป่าเถื่อน–อุบาทว์] นั่นคือ อยู่ไปวันๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก [อโยนิโสมนสิการ] ไม่ได้ใช้ “สติสัมปชัญญะ” [สติปัญญา] อย่างครบถ้วนจริงๆ จึงไม่เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] อย่างแท้จริง ก็ดูเหมือนมีปัญญาแต่ไร้สมองกลั่นกรองอย่างถูกวิธี [ปฏิจจสมุปบาท] คนสมัยใหม่จึงมีความเห็นเชื่อครึ่งๆ กลางๆ ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่พบเส้นทางสายกลาง [มัชฌิมาปฏิปทา] อย่างแท้จริง ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนั้น เมื่อมีอาการทรงและทรุดหนักเข้า จึงไม่ปัญญาเห็นความจริงในกาลทั้ง ๓ และความสัมพันธ์แห่งปัจจัยในองค์ประกอบทั้ง ๑๒ อย่าง ใน “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” อย่างถูกต้องชัดแจ้ง และไม่สามารถเข้าถึงความจริงอันเยี่ยมอย่างประเสริฐ ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” ได้ เมื่อตกอยู่ในภาวะความไม่เจริญ ได้แก่ “อดีไม่เห็น–อนาคตไม่รู้–ปัจจุบันเป็นงง” [อโยนิโสมนสิการ –ไม่ใช้ปัญญาและเหตุผล = สติสัมปชัญญะ] สิ่งเหล่านี้ คือ ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา และเมื่อ “อวิชชา” รวมกับ “ตัณหา” [มูล ๒ (ข้อ ๖ ในปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖) คือ หนึ่งในปัจจัยธรรม] ดีพร้อมนั้น ย่อมทำให้ เหตุในอดีตและปัจจุบันสมบูรณ์บริบูรณ์และไพบูลย์ด้วย “สัมโมหะ” คือ ความโง่เขลา [กิเลสอวิชชา–กิเลสตัณหา] พร้อมด้วย “สงสารทุกข์” จึงเข้าครอบงำจิตใจได้อย่างดีพร้อมเสมอต้นเสมอปลาย ความพอกพูนด้วยโง่นี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่อยู่ในระดับท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องในระดับโลก ที่ทุกสังคมกำลังเผชิญหน้ากับมัน โดยนึกคิดใช้ “สถาบันการศึกษา” เป็นเครื่องมือต่อสู้กับ “ความโง่” ที่กำลังระบาดทั่วโลก โดยเฉพาะในทุกครัวเรือน แม้แต่ในวัดก็ไม่มีการยกเว้นเช่นกัน “ความโง่” จะเป็นพี่น้องกับ “ความเกียจคร้าน” รวมทั้ง ความไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่เกิดปีติยินดีกับข่าวดีคนอื่นเลย ไม่รู้เห็นอนาคตที่แท้จริงของตนเอง ว่าจะเอาอย่างไรดีกับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่นี้ต่อไป ความชั่วก็ทำ ความดีก็ทำ จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกว่านั้น เพราะไม่เชื่ออย่างมีเหตุผลในเรื่อง “กรรม” [กัมมสัทธา] กับ “วิบาก” [วิปากสัทธา] และรวมทั้ง “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาสัทธา] ถ้าบุคคลไม่เชื่อในเรื่องทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ ก็ย่อมไม่เห็นถึงคุณค่าแห่งประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมหรือการสร้างกุศลบุญบารมี [อัตถธรรม] ก็จะบุกเข้าไปจองที่ในความคิดถือผิด นั่นคือ “อุจเฉททิฏฐิ” (ข้อ ๒ ในทิฏฐิ ๒) คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้น และ “ทิฏฐิ ๓” หมายถึง ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “อกิริยทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล

(๒) “อเหตุกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย

(๓) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

 

และยังไปรวมพลกับความเชื่อผิดๆ ใน “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” เพิ่มเติมอีก ที่เป็นไปตามกระแสนิยมพวกร่างทรงผีหรือทวยเทพต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับความงมงายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่ 

(๑) “ปุพเพกตเหตุวาท–ปุพเพกตวาท” [ลัทธิกรรมเก่า] คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน  

(๒) “อิสสรนิมมานเหตุวาท–อิศวรนิรมิตวาท” [ลัทธิพระเป็นเจ้า] คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่  

(๓) “อเหตุอปัจจัยวาท–อเหตุวาท” [ลัทธิเสี่ยงโชค] คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง  

 

สำหรับเรื่องความเห็นผิดแบบนี้ ชาวพุทธจริงๆ เคยนึกคิดหรือคิดพิจารณาด้วยเหตุผลหรือไม่ หรือคิดแต่ว่าก็ไหลตามกระแสแบบสิ้นคิดอยู่อีกต่อไป เพราะเกรงกลัวลูกหลานจะได้ดีกว่าตน ที่เรียกว่า “ความโง่ตามสายพันธุ์” [ความมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์] ซึ่งแก้กรรมได้โดยให้คบหาคนที่ฉลาดทรงศีลเป็นกัลยาณมิตรเข้าไว้จะดี ฉะนั้น คนที่มี (๑) “ทิฏฐุปาทาน” (ข้อ ๒ ในอุปาทาน ๔) คือ ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี และ (๒) “อัตตวาทุปาทาน” (ข้อ ๔ ในอุปาทาน ๔) คือ ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน เช่นนี้ ย่อมไม่พบกับความเจริญทางปัญญา โดยเฉพาะการที่จะเป็นพุทธบริษัทที่ดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ต้องรอหลายๆ ชาติ ตามวาระกรรมของแต่ละบุคคลที่ก่อทำเอาไว้ จนกว่าจะคิดขึ้นได้ว่า “พุทธธรรม” [ธรรมที่ทำให้ถึงพุทธะ] ก็เป็นเช่นนี้จริงๆ แล้วจะคราวตอนไหนนั้น ก็ลองพิจารณาเอาเอง ถ้าเป็นตนเองที่จะอยู่ในฐานะเช่นนั้นเหมือนกัน

ดังนั้น บุคคลที่เข้าใจเรื่องกรรมเป็นอย่างดี ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] นั่นคือ รู้เห็นทั้ง “เหตุ” [สาเหตุ–สมุทัยสัจจ์] และ “ผล” [ความหมาย–ทุกขสัจจ์] ด้วยความมีปรีชาหยั่งรู้ได้ตามเป็นจริง [ปรีชาญาณ–ญาณทัสสนะ] ที่ทำให้เกิดเป็นฝ่าย “ปัญญาญาณ” [ญาณในวิปัสสนา (ข้อ ๑ ในวิชชา ๘)] ผู้รู้ส่วนใหญ่จึงมักกล่าวว่า “ต้องใช้ปัญญาประกอบด้วยเหตุผลให้มากๆ ในการไตร่ตรองเรื่องต่างๆ จะได้ไม่ต้องเสียธรรม” ซึ่งหมายถึง (๑) สติสัมปชัญญะ–โยนิโสมนสิการ และ (๒) อัปปมาทะ [ความไม่ประมาท] –กัลยาณมิตตตา [ความมีกัลยาณมิตร] ในบรรดาธรรมทั้งสองฝ่ายนี้ เมื่อเกิดขึ้นในบุคคลใดก็ตาม ย่อมทำให้บุคคลนั้น เริ่มเข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรค [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรคญาณ ๔ = มัชฌิมาปฏิทา คือ ทางสายกลางแห่งปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยมรรคาใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญาโดยอธิปัญญาสิกขา คือ ละเว้นความชั่วทั้งปวง (๒) ดำเนินด้วยปัญญาโดยสีลสิกขา คือ ทำความดีทั้งปวง และ (๓) นำไปสู่ปัญญาโดยอธิจิตตสิกขา คือ ทำจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ เบิกบาน และลงมือศึกษาปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ถ้าไม่ดำเนินตามแนวทางสายกลางนี้ ย่อมถูก “กิเลสตัณหา” คือ ความทะยานอยาก และ “กิเลสทิฏฐิ” เข้ายึดครอบงำจิตใจให้ตกอยู่ในสังสารวัฏฏ์ตลอดไป] สำหรับแนวคิดดังกล่าวนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป เพราะทำให้เห็นธรรมในกาลทั้ง ๓ ด้วยเหตุและผลอันเป็นปัจจัยสำคัญในการปรุงแต่งความนึกคิดในปัจจุบัน จะให้ดีหรือชั่วก็ย่อมทำได้ด้วยตนเอง เป็นเจตนาของตนเอง และเป็นกระบวนการตัดสินใจของตนเอง ว่าจะแสวงหาอย่างอริยะหรืออนาริยะ จะมีเหตุผลเช่นใด ก็ต้องเลือกเอาเองเช่นกัน แต่ถ้าเป็นคนประเภทแพ้ใจตนเอง ก็จะสู้กับอำนาจครอบงำของกิเลสไม่ไหว ซึ่งก็เท่ากับมีโอกาสที่จะประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติธรรมเช่นกัน เมื่อต้องต่อสู้กับมารอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ มากมายที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ในข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ในการปักใจเชื่อการทำบุญกุศล [อธิโมกขสัทธา] เพื่อหวังให้ได้ผลบุญที่ได้ก่อไว้ ส่งผลวิบากให้การบำเพ็ญเพียรภาวนาเจริญก้าวหน้าขึ้นสูงกว่าเดิมนั้น อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรมที่ดีแล้วในเบื้องต้น และย่อมเข้าถึงสัจจธรรมที่ว่า “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม” ซึ่งไม่ผิดทางอย่างแน่นอน [มัชฌิมาปฏิปทา] เพราะเป็นผู้รู้จักใช้ “ปัญญา” และ “เหตุผล” ไปสู่ความเจริญได้ดี ซึ่งหมายถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง ฉะนั้น ผู้ที่จะเห็นธรรมตามเป็นจริงได้นั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยากมากมายนัก แต่กลับเป็นเรื่องที่ผู้มีกรรมหนักมักพิจารณาไปเป็นเรื่องอื่น อันไม่ใช่ทางแห่งอริยมรรคเสียอย่างนั้น “กรรมจากอดีตมาปิดบังตา” จึงเกิดความเห็นผิด นั่นคือ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” ไปเสียอย่างนั้น ก็เรื่องเช่นนี้ มีให้เห็นในสังคมสมัยใหม่อีกมากมาย เพราะไม่สามารถคาดคะเนผลวิบากได้ในกาลทั้ง ๓ นั่นเอง จึงเป็นเหตุประสบความวิบัติหายนะได้เสมอ อย่าลืมว่า “สมาธิ” [Concentration] ย่อมทำให้ “สติ” [Mindfulness] เกิดความบริสุทธิ์มีเหตุผล และทำให้ “สัมปชัญญะ” [Awareness] เกิดเป็น “ปัญญารอบรู้” [Wider Knowledge] ที่รู้ได้อย่างเท่าทันกิเลสทั้งหลาย จนหาช่องทางในการแก้ปัญหาได้ไม่ยากเกินความสามารถที่จะทำได้ใน “ปัจจุบันธรรม” [ปรมัตถธรรมทั้งหลาย] ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ขณะนั้น ดังนั้น การสะสมผลดีแห่งกุศลกรรมทั้งหลายในขณะปัจจุบันเป็นต้นไปอย่างสม่ำเสมอ ย่อมทำให้เห็นความสำเร็จในการบรรลุถึงคุณวิเศษต่างในพระธรรมวินัยนี้ได้ในอนาคตเบื้องหน้า เพราะจุดมุ่งปลายทางที่จะก้าวย่างไปสู่นั้น เป็นภูมิแห่งพระสาวกอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” ตามนัยสำคัญสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง คือ “นิพพาน” นั่นเอง.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674167