๑๑๖. ความไม่กล้าเสี่ยงเพราะขาดปัญญา

          The Coward Risks as a Result of Thoughtlessness

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  492  

 

ความสำคัญของบทความ

 

โดยธรรมชาติของผู้รู้มีปัญญารอบรู้ในความเป็นจริงของสภาวธรรมต่างๆ ได้ดี อันหมายถึงสภาวะแห่งจิตของตนเองเป็นสำคัญ ที่สัมพันธ์กับสภาวะที่เกิดอยู่รอบตนเอง โดยพิจารณาเห็นความจริงเหตุปัจจัยของสิ่งที่จะเกิดดับอยู่ในกาลทั้ง ๓ [อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา] นั่นคือ ปรีชาสามารถในการหยั่งรู้ด้วย “ญาณทัสสนะ” [การเห็นด้วยญาณ–รู้เห็น] ฉะนั้น ปัญญาจึงเปรียบเสมือนอาวุธที่คมกล้าเพราะรอบรู้ถึงเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อม พร้อมด้วยรู้รอบในแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ให้หมดสิ้นไปได้อย่างสำเร็จด้วยดี จึงเกิดจิตที่แข็งแกร่งด้วยความกล้าหาญ มีความแกล้วกล้าในการเผชิญกับปัญหาและสามารดับปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นให้สงบลงได้ด้วยดี ในทางตรงกันข้าม ความโง่เขลาเบาปัญญาเพระ “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” [ความหลงใหลแห่งโมหะ] ย่อมเป็นเหตุให้หวาดกลัวในภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะมีนิสัยชอบคิดไปเอง คือ เห็นด้วยถือผิด เพราะยึดมั่นในความนึกคิดของตนเป็นใหญ่ ว่าตนนึกคิดหรือเห็นเป็นจริง มีตนเป็นศูนย์กลางใหญ่แห่งความถูกต้อง เพราะได้เสียสติฟุ้งซ่านไปแล้ว นั่นเอง สภาวะแห่งจิตที่ถือตนด้วยสำคัญผิดในความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลนั้น ย่อมนำตนเดินทางผิดจาก “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ดังนั้น เมื่อได้พิจาณาถึง “ความกล้าหาญ” ในการปฏิบัติธรรมนั้น จึงหมายถึง ความกล้าที่จะคิดและจะทำเพราะสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้องด้วยกระบวนการคิดของตนอย่างแม่นยำและถูกต้องตาม “กฎธรรมชาติ” อันเป็น (๑) “ทฤษฎี” ในทางโลก หรือ (๒) “หลักธรรม” ในทางธรรม นอกจากนี้ ปัญญารอบรู้ตามเป็นจริงนั้น ยังทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมแสดงอาการกิริยาต่างๆ ได้อย่างงดงามไม่แสดงอาการวิการผิดเพี้ยนไปด้วยสติฟุ้งซ่าน ที่จะแสดงอาการวิปลาส เช่น เห็นไม่เที่ยงเป็นเที่ยง เห็นทุกข์เป็นสุข เห็นความไม่มีตัวตนเป็นตัวตน หรือเห็นไม่งามเป็นงาม ถึงแม้จะมีเหตุผลส่วนตัวอันเป็นข้อแก้ตัว ที่สำคัญผิดในตนเอง จะดีประเสริฐได้แค่ไหนก็ตาม บุคคลนั้น ย่อมนับเป็นผู้ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลอยู่วันยันค่ำเท่านั้นเอง.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๑๑๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความไม่กล้าเสี่ยงเพราะขาดปัญญา

 

ในธรรมชาติของความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในกระบวนความนึกคิด ที่มีอิทธิพลต่อสภาวะแห่งจิตของตนที่สื่อความหมายกับการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกนั้น ย่อมทำให้กระบวนทัศน์ [Paradigm] มีความคลาดเคลื่อนหรือความเบี่ยงเบนออกไปจากความเป็นจริงหรือ “สัจจธรรมโดยปรมัตถ์” [ปรมัตถสัจจะ] นั่นคือ มีการพยากรณ์สภาวการณ์ผิดเพี้ยนไปจาก “กฎธรรมชาติแห่งไตรลักษณ์” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] เนื่องด้วยความไม่เข้าใจไปตามสภาวะที่เป็นจริงตาม “ธรรมนิยาม ๓” [ธมฺมนิยามตา] หมายถึง ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม ได้แก่ (๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งหลาย แปรปรวน (๓) ธรรมทั้งปวง ล้วนเป็นอนัตตา ก็ให้พิจารณานิยามของคำว่า “ไตรลักษณ์” เพิ่มเติม ดังนี้

 

“ไตรลักษณ์” หมายถึง ลักษณะสามในอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่

(๑) “อนิจจตา” คือ ความเป็นของไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขตา” คือ ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้

(๓) “อนัตตตา” คือ ความเป็นของมิใช่ตัวตน

 

ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า “ไตรลักษณ์”  ลักษณะทั้ง ๓ เหล่านี้ ย่อมมีแก่ธรรมที่เป็น “สังขตะ” [สังขตธรรม] คือ สังขารทั้งปวง เป็นสามัญเสมอเหมือนกัน จึงเรียกว่า “สามัญลักษณะ” โดยไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็น “อสังขตะ” [อสังขตธรรม–นิพพาน–อมตธาตุ] คือ “วิสังขาร” [วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต] ซึ่งมีเฉพาะลักษณะที่สาม คือ “อนัตตตา” อย่างเดียวไม่มีลักษณะสองอย่างต้น ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็น “กฎธรรมชาติ” โดยมีอยู่ตามธรรมดา หรือ ตามกำหนดแห่งธรรมดา จึงเรียกว่า “ธรรมนิยาม” [ธมฺมนิยามตา]

 

ในองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ คือ สภาวะแห่งปัญญารู้รอบสภาวธรรม [ปรมัตถธรรม–ปรมัตถสัจจะ] ตามสภาพสิ่งที่ปรากฏที่จิตรู้แจ้งในอารมณ์นั้นๆ [อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ] อันได้เกิดจากความรู้ที่รู้เห็นตามเป็นจริงไม่มีข้อลังเลสงสัยในธรรมที่กำลังปฏิบัติเจริญภาวนานั้นอยู่ [มนสิการกรรมฐาน] ที่ทำให้รู้แจ้งโลกได้จริงไม่ผิดเพี้ยนวิปลาส เรียกว่า “ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–ตถตา–สัมมาทัสสนะ (สัมมาทิฏฐิ)” [ให้พิจารณาด้วยเหตุผลแห่งปัญญาอย่างแยบคายใน “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การคิดพิจารณาอย่างถูกวิธีครอบคลุมกระบวนการเกิดของสภาวธรรมต่างๆ ที่พึ่งพากันและกันด้วยเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ที่เรียกว่า “ตถตา” ที่เกิดขึ้นในการชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ประกอบด้วยอธิจิตต์ดี นั่นคือ “จตุตถฌาน” ที่จิตปราศจากนิวรณ์ ด้วยสติบริสุทธิ์ด้วยเอกัคคตาแห่งสมาธิ ทำให้เห็นตามเป็นจริงด้วยสัมปชัญญะ ฉะนั้น จึงมีจิตเป็นอุเบกขาและวางเฉยเป็นกลางในสังขารนิมิตทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในอารมณ์ต่างๆ จิตจึงพร้อมแล้วที่จะระลึกรู้ทั่วด้วยมนสิการกรรมฐานใน “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗ คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ นั่นคือ “อัทธา ๓” คือ กาลสมัย ช่วงเวลา ได้แก่ อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุปันนัทธา ด้วยอาการ “ขณะ ๓” คือ ช่วงสมัยแห่งสภาวธรรมที่เป็นอยู่ ได้แก่ (๑) อุปปาทิขณะ–เกิดขึ้น (๒) ฐิติขณะ–ตั้งอยู่ (๓) ภังคขณะ–ดับไปขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์] อนึ่ง ตามนัยของคำว่า “ตถตา” หมายถึง ความเป็นอย่างนั้นโดยปรมัตถ์ ความเป็นเช่นนั้นแห่งสภาวธรรม ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย [ปัจจัย ๒๔–ปัจจยาการ ๑๒] นั่นคือ สัจจธรรมดังกล่าวนี้ มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอนปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ เพราะเกิดจากการเจริญกรรมฐานด้วยปัญญาอย่างมีเหตุผล [อนุโลม–ปฏิโลม ในปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ดังนั้น ในขั้นตอนการทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในความนึกคิดของตน ต้องให้ดำเนินไปตาม “กฎธรรมชาติ” ที่จะเป็นหลักธรรมหรือทฤษฎี เพื่อใช้ในการพิจารณาธรรมหรือสภาวธรรม [กรรมฐาน ๔๐] ที่สามารถนำมาใช้ในการอธิบายสภาวะแห่งจิตของตนได้ในทุกขณะจิต ทั้งในการดำเนินชีวิตตามปกติและในการเจริญภาวนา

เมื่อกล่าวถึงการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดตามเป็นจริงนั้น บุคคลผู้ได้ชื่อว่า “ผู้ปฏิบัติธรรม” ต้องนำผลลัพธ์ที่เกิดจากการเจริญภาวนากรรมฐาน แล้วนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เกิดการงอกงามทางปัญญาในชีวิตจริง นั่นคือ ให้เห็นปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้ ไม่ให้มืดบอดดับจิตไปเหมือนคนไม่มีแววความฉลาดด้วยปัญญาแตกฉาน แต่ก็ขอให้ได้ชื่อว่า “ผู้เป็นพหูสูต” น่าจะดีกว่าเป็นอย่างอื่นในตอนนี้ คงไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการคิดนั้น ผู้เป็นเจ้าของความนึกคิดนั้น ควรจะคิดระลึกด้วยความรอบรู้ให้เกิดการงอกงามด้วยปัญญา ย่อมเกิดขึ้นจริงโดยการใช้ “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง รู้ดีและรู้ชั่ว รู้จักอุบายวิธีจะแก้ไขปัญหาใดๆ ให้เสร็จสิ้นได้จริง ที่ประกอบด้วยความเชี่ยวชาญฉลาด คือ รอบรู้ในเหตุแห่งความเจริญกับความเสื่อม และรอบรู้ถึงอุบายวิธีในการแก้ไขปัญหาแห่งทุกข์หรือเหตุการณ์จนทำให้สำเร็จได้ด้วยดี [โกศล ๓: อายโกศล–อปายโกศล–อุปายโกศล] สำหรับความแตกฉานด้วยปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงนี้ เป็นประโยชน์อันมหาศาลสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ดำเนินตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยมิลังเลสงสัยในข้อประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาแห่งอริยมรรค [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘] ซึ่งประกอบด้วยปัญญา ๓ ข้อ แห่งไตรสิกขา [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ได้แก่ (๑) “อธิปัญญาสิกขา” คือ เริ่มต้นนึกคิดด้วยปัญญาบริสุทธิ์ (๒) “อธิสีลสิกขา” คือ ดำเนินปฏิบัตินึกคิดด้วยปัญญาบริสุทธิ์ และ (๓) “อธิจิตตสิกขา” คือ นำไปสู่นึกคิดให้ถึงปัญญาอันยิ่งขึ้นไปเนืองๆ ฉะนั้น ในการบรรลุธรรมทั้งหลายหรือรู้แจ้งโลกนั้น ก็ต้องอาศัยแนวทางวิธีคิดที่บรรยายมา ดังนี้ ซึ่งเป็นบาทฐานเริ่มต้นที่จะต้องนึกคิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ (๑) รู้เห็นสิ่งที่จะต้องเป็นไป (๒) รู้เห็นข้อปฏิบัติที่เป็นวิธีที่จะทำให้สำเร็จตามนั้น (๓) รู้เห็นสภาวะแห่งความสำเร็จหรือความหลุดพ้นสูงสุดโดยปรมัตถ์ [อนุตตริยะ ๓: ทัสสนานุตตริยะ–ปฏิปทานุตตริยะ–วิมุตตานุตตริยะ] ในสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะอันเยี่ยม” ดังกล่าวนี้ จะต้องอุบัติขึ้นคู่กับ “สภาวะที่ถูกต้อง” นั่นคือ “อริยมรรค” หมายถึง แนวทางปฏิบัติสัมมาปฏิปทาอันประเสริฐ ได้แก่ ปัญญาทั้งหลายอันเป็นความรู้พื้นฐานที่เข้าใจอย่างถูกต้องในการเจริญภาวนากรรมฐาน [สัมมาทิฏฐิ] ที่เรียกว่า “ปัญญาภูมิ ๖” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมทั้งบรรดาปัจจัยธรรมอื่นอีก ได้แก่ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ นั่นคือ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ อีกนัยหนึ่งนั้น ธรรมทั้งหมดดังกล่าวนี้ ต่างก็เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ ๖” ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องสัมปยุตต์กับธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้ในทางแห่งอริยมรรค ที่เรียกว่า “มรรคภาวนา” [เสขปฏิปทา] อันนำไปสู่สันติบทแห่งนิพพานในพระธรรมวินัยนี้ นั่นคือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม ๓๗] ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น ในการเตรียมความพร้อมให้เกิดปัญญาถึงพร้อมด้วยอริมรรค [มรรคาอันประเสริฐ] นั้น จึงกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการพิจารณาไตร่ตรองบรรดาธรรมทั้งปวง ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” [ธรรมจักษุ] ที่จะต้องรู้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงด้วย “ญาณทัสสนะ” อันต้องชำระให้บริสุทธิ์ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม [ภาวนา ๒: สมถะ–วิปัสสนา หรือ สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา] ฉะนั้น ในองค์ความรู้ทั้งหลายที่บรรยายมาข้างต้นนี้ เป็นฐานความรู้อันประเสริฐที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำให้เกิดอุบัติขึ้นด้วยจิตกุศลอันงดงาม [กุศลจิต = ฌานจิต ๖๗–โสภณจิต ๕๙: กามาวจรโสภณจิต ๒๔–รูปาวจรจิต ๑๕–อรูปาวจรจิต ๑๒–โลกุตตรจิต ๘] ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องทำจิตให้ปราศจากข้อลังเลสงสัยใดๆ ในอริยธรรมที่ตนกำลังปฏิบัติดำเนินตามในทุกขณะ นั่นหมายความว่า ความแกล้วกล้าอาจหาญจะเกิดขึ้นได้ในตัวผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องมีปัญญาเป็นพื้นฐานข้อมูลที่เป็นตามจริง จึงทำให้เกิดความมั่นใจและตัดสินใจคิดและทำได้อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะเป็นสิ่งที่ผิด หรือจะเกิดผลร้ายต่อตัวเอง เพราะความจริงก็คือ “สัจจะ” นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัททั้งหลายนั้น ต้องคิดพิจารณาถึงความเป็นผู้กล้าคิดกล้าทำเสมอ ถ้าเป็นคฤหัสถ์นั้น ก็ต้องมีธรรมครองใจตน ดังนี้

 

“ฆราวาสธรรม ๔” หมายถึง ธรรมสำหรับฆราวาส ธรรมสำหรับการครองเรือน หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ ได้แก่ 

(๑) “สัจจะ” คือ ความจริง ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง  

(๒) “ทมะ” คือ การฝึกฝนด้วยวิริยะ การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา  

(๓) “ขันติ” คือ ความอดทน ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย  

(๔) “จาคะ” คือ ความเสียสละ สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว  

 

ในการศึกษาธรรมและการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมเป็นภาระหน้าที่ของชาวพุทธทั้งหลาย ที่ต้องครองตน ครองใจ และครองงาน ให้ดำเนินตามคลองธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้ ตามหลักความจริงอันประเสริฐ [อริยสัจจ์ ๔] เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะมากล่าวพูดกันเล่น แก้เหงาไปเพียงวันๆ เท่านั้น ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องการดำเนินชีวิตด้วยการประมาทในธรรม คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้กลายเป็นคนที่อยู่ในคติ ๒ ได้แก่ (๑) “นรก” คือ พวกไม่พบความเจริญ และ (๒) “อสุรกาย” คือ พวกหวาดระแวงไม่ร่าเริง กล่าวคือ การเป็นคนจำพวกไม่สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตอันเป็นทุกข์ได้ดี ก็มีแต่จะจมลงไปอยู่ในกองทุกข์ไม่สิ้นสุด หาทางออกจากทุกข์เหล่านั้นได้ยาก และสุดท้ายก็ชินคุ้นเคยไปกับทุกข์ ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตของตน ดังเช่นผู้เจริญพึ่งต้องปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น ประโยชน์ของตนยังไม่รู้ดี ก็คงไม่ต้องไปคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นได้เช่นกัน คนที่อาจหาญในการคิดดีและทำดี ย่อมเป็นคนที่มีความอายต่อบาปและเกรงกลัวบาปในเวลาเดียวกัน [หิริ–โอตตัปปะ] นอกจากนี้ ยังต้องเป็นคนที่มีจิตที่ประกอบด้วย “จาคะ–ปัญญา” อีกด้วย ถึงจะคิดและทำอย่างกล้าหาญ เพราะสิ่งที่คิดและทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างผู้เจริญพึ่งต้องทำกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปตามกระแสแห่งโลกธรรม ไม่ประกอบด้วย “ฆราวาสธรรม ๔” ดังกล่าวข้างต้นนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน คือ การสร้างขวัญกำลังใจให้ตนเอง หรือการรู้จักสั่งสอนตนเองได้ด้วยวิธีการสอน ที่เรียกว่า “สมุตเตชนา” หมายถึง การทำให้อาจหาญ คือ เร้าใจให้แกล้วกล้า ปลุกใจให้คึกคัก เกิดความกระตือรือร้น มีกำลังใจแข็งขัน มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบาก ฉะนั้น ความนึกคิดที่เกิดขึ้นจากภายในใจของตนอย่างถูกวิธี ด้วยเหตุผลที่เห็นตามเป็นจริง จึงเป็นเรื่องที่ได้เปรียบจากสิ่งกระตุ้นจากภายนอกกายใจของตน หรือให้เปรียบเทียบ “ลีลาการสอน–พุทธลีลาในการสอน” ดังนี้

 

“เทศนาวิธี ๔” หมายถึง การสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง แม้ที่เป็นเพียงธรรมิกถา หรือการสนทนาทั่วไป ซึ่งมิใช่คราวที่มีความมุ่งหมายเฉพาะพิเศษ ก็จะดำเนินไปอย่างสำเร็จผลดีโดยมีองค์ประกอบที่เป็นคุณลักษณะ ๔ ประการ ได้แก่

(๑) “สันทัสสนา” คือ ชี้แจงให้เห็นชัด กล่าวคือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงจำแนกแยกแยะอธิบายและแสดงเหตุผลให้ชัดเจน จนผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง เห็นจริงเห็นจัง ดังจูงมือไปดูเห็นกับตา  

(๒) “สมาทปนา” คือ ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ กล่าวคือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทำ ก็แนะนำหรือบรรยายให้ซาบซึ้งในคุณค่า มองเห็นความสำคัญที่จะต้องฝึกฝนบำเพ็ญจนใจยอมรับ อยากลงมือทำ หรือนำไปปฏิบัติ  

(๓) “สมุตเตชนา” คือ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า กล่าวคือ ปลุกเร้าใจให้กระตือรือร้นเกิดความอุตสาหะ มีกำลังใจแข็งขัน มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จจงได้ สู้งาน ไม่หวั่นระย่อ ไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวยาก  

(๔) “สัมปหังสนา” คือ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง กล่าวคือ บำรุงจิตให้แช่มชื่นเบิกบาน โดยชี้ให้เห็นผลดีหรือคุณประโยชน์ที่จะได้รับและทางที่จะก้าวหน้าบรรลุผลสำเร็จยิ่งขึ้นไป ทำให้ผู้ฟังมีความหวังและร่าเริงเบิกบานใจ  

 

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นถึง “ความเป็นอัตตนาถะ” หมายถึง การพึ่งตนเองได้ เมื่อพึ่งตนเองได้ ก็คือ คิดได้ ก็จ่อมทำได้ เช่นกัน ในคำว่า “คิดได้” หมายถึง การเกิดความกล้าคิดและกล้าทำด้วยตนเอง ไม่ต้องไปอาศัยคนอื่นมาเข้ามาช่วยเหลือ เพราะบุคคลนั้นประด้วยด้วยปัญญาและเหตุผลภายในตนเองอย่างมั่นคง นั่นคือ ต้องมีคุณอันทำให้กล้าหาญที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” [เห็นชอบ] ด้วย ดังนี้

 

“เวสารัชชกรณธรรม ๕” หมายถึง ธรรมทำความกล้าหาญ ธรรมเป็นเหตุให้กล้าหาญ คุณธรรมที่ทำให้เกิดความแกล้วกล้า ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ

(๒) “ศีล” คือ มีความประพฤติดีงาม

(๓) “พาหุสัจจะ” คือ ได้สดับหรือศึกษามาก

(๔) “วิริยารัมภะ” คือ เพียรทำกิจอยู่อย่างจริงจัง

(๕) “ปัญญา” คือ รู้รอบและรู้ชัดเจนในสิ่งที่ควรรู้

 

“เวสารัชชญาณ ๔” หมายถึง พระปรีชาญาณอันทำให้พระพุทธเจ้าทรงมีความแกล้วกล้าไม่ครั่นคร้าม ด้วยไม่ทรงเห็นว่า จะมีใครท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะทั้ง ๔ นั้น ได้แก่

(๑) ท่านปฏิญญาว่า “เป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้แล้ว” นั่นคือ “สัพพัญญุตญาณ” [สมันตจักขุ]

(๒) ท่านปฏิญญาว่า “เป็นขีณาสพอาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้นแล้ว” นั่นคือ “อาสวักขยญาณ” [ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓]

(๓) ท่านกล่าว “ธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง” นั่นคือ “ทิพพจักขุญาณ” [ทิพพจักขุ]

(๔) ท่านแสดง “ธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้จริง” นั่นคือ “ปัญญาจักขุ” [อริยสัจจ์ ๔]

 

ฉะนั้น กล่าวโดยสรุป บุคคลผู้มีประกอบด้วย (๑) “ปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] และ (๒) “เหตุผล” [ปัจจัยธรรม = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] ก็เพราะรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวงอย่างสิ้นสงสัย [กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] นั้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกนึกคิดที่กล้าหาญหรืออาจหาญ ไม่กระทำการสิ่งใดที่ขาดสติไม่มีสัมปชัญญะอย่างแน่นอน เพราะเจริญธรรมด้วยเห็นชอบ [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] สามารถเข้าถึง “ความเป็นพุทธภาวะ” และ “ความเป็นอัตตนาถะ” อันพร้อมด้วย “กรุณาคุณ” เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นโลกนาถ” คือ เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้ แต่สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ก็ต้องเป็นบุคคลที่อาจหาญแกล้วกล้าด้วยคุณธรรมเช่นกัน กล่าวคือ ต้องประกอบด้วยธรรมแห่งคนดี ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ที่เรียกว่า “สัทธรรม ๗” (ข้อ ๑ ในสัปปุริสธรรม ๘) ดังนี้

(๑) มีศรัทธา  

(๒) มีหิริ

(๓) มีโอตตัปปะ  

(๔) เป็นพหูสูต  

(๕) มีความเพียรอันปรารภแล้ว  

(๖) มีสติมั่นคง  

(๗) มีปัญญา  

 

ในคุณธรรมทั้ง ๗ ประการ ดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรมองข้ามไป เพราะเป็นพื้นฐานอันเป็นกุศลสำคัญที่จะทำให้ผู้ถือปฏิบัติตามกลายเป็น “อริยบุคคล” ได้ในอนาคต หรือความเป็นคนผู้มีอิสระไม่ประกอบทุกข์ดีแล้ว ถึงพร้อมด้วย “วิชชาและจรณะ” อีกนัยหนึ่ง หมายถึง การเป็นบุคคลที่ทรงด้วยความงอกงามแห่งปัญญา พร้อมด้วยคุณธรรม ที่สอดคล้องกับกระแสนิยมสมัยใหม่ในยุค “สังคมแห่งการเรียนรู้–สังคมอุดมปัญญา” ที่ชาวพุทธทั้งหลายได้เปรียบ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาและกรุณา เพียงแต่ว่าชาวพุทธทั้งหลายต้องตื่นตัวเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์โลกและอยู่ได้อย่างเป็นสุขสงบอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด ก็ให้สามารถเป็นผู้นำในด้านจิตวิญญาณ ที่จะพัฒนาไปสู่ความเจริญงอกงามอย่างไพบูลย์ในทางโลก นั่นคือ ความเป็นตัวแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตด้วยธรรมแห่งภูมิของผู้เจริญแล้ว ฉะนั้น การสำรวมระวังอินทรีย์ของตนนั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่ด้วยการเจริญตามธรรมทั้งหลายสำหรับฝ่ายคฤหัสถ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า [ฆราวาสธรรม ๔] ได้แก่ (๑) “สัจจะ” คือ ความจริง ซื่อตรง ซื่อสัตย์ (๒) “ทมะ” คือ การฝึกฝนด้วยวิริยะ (๓) “ขันติ” คือ ความอดทน ไม่ท้อถอย และ (๔) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะแสดงความประพฤติเช่นใด จิตจะต้องเป็นประธรรมรับรู้และรู้แจ้งอย่างมีสติสัมปชัญญะ แสดงตนด้วยจริยาที่งดงาม น่าศรัทธา น่านับถือ ไม่วิปริตด้วยวิการใดๆ เพราะถือว่าพุทธบริษัททั้งหลายทำหน้าที่เป็นตัวแทนพระศาสนาในทุกอิริยาบถ ที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่แสดงตนเป็นผู้มัวเมา [มทะ] ประสบงวยงงหลงใหล พอใจหลงใหล หมกมุ่น สับสนฟั่นเฟือน ในอบายภูมิทั้งหลาย จนดูหมองเศร้า ไม่มีสง่าราศี กลายเป็นพวกไม่พบความเจริญแห่งชีวิต แม้จะอยู่ในวงศ์ตระกูลดี มีทรัพย์มั่งคั่งร่ำรวย ก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้ จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเพื่อวัดและประเมินผลความสำเร็จในทางธรรมไม่ได้ เพราะเป็นเกณฑ์ที่พอกพูนด้วยกิเลส ให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] คิดถูกวิธีด้วยเหตุผลตามเป็นจริง [โยนิโสมนสิการ] มีปรีชาหยั่งรู้ตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ] มีปัญญารู้เห็นด้วยญาณ [ญาณทัสสนะ] มีปัญญารู้เห็นด้วยญาณตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] หรือมีปัญญาหยั่งรู้อันประเสริฐบริสุทธิ์แห่งอริยสัจจ์ ๔ [ญาณทัสสนวิสุทธิ] แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะที่ถึงพร้อมอยู่เสมอตลอดไป สำหรับ คำว่า “สติสัมปชัญญะ” มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“สติ–สัมปชัญญะ”

(๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธิ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้–ความหยั่งรู้]

 

ดังนั้น ให้พิจารณาคำนิยามในคำว่า “สติ” [Mindfulness] กับ “สัมปชัญญะ” [Awareness] ให้ละเอียดลึกซึ้งและจำให้ได้จริงๆ เพราะในคำทั้งสองนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คำว่า “จิตวิญญาณ” [Consciousness] ที่เป็นกระบวนการคิดหรือพิจารณาไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในความคิดหรือความทรงจำของมนุษย์ทุกคน จนกว่าจะตายจึงจะหยุดคิดเกี่ยวกับโลกจริงๆ แต่จิต [นาม] นั้น มีศักยภาพในการสร้างภาพนิมิตขึ้นได้ในจิตที่เป็นความนึกคิด [สังขารนิมิต] ที่ฝังหรือแฝงอยู่กับอวัยวะของร่างกาย [รูป] ฉะนั้น จิตจึงสามารถแยกตัวออกจากกายได้ คือ เหลือเพียง “สติสัมปชัญญะ” ดังเช่นในภาวนากรรมฐาน ที่มี “จิตแห่งสติสัมปชัญญะ” ตามพิจารณา “สภาวะแห่งจิต” [มนสิการกรรมฐาน] ที่แปรปรวนไปตามกระแสวิถีแห่งจิต [วิถีจิต] และจิตที่มีความกล้าหาญประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น ที่จะพิจารณากรรมฐานได้ตามเป็นจริงได้ เพราะจิตนั้นมีความรู้ที่ถูกต้อง มีความรอบรู้ในสัจจธรรมตามธรรมชาติที่แท้จริง จึงจะนึกคิดหยั่งรู้ได้อย่างถูกต้องเช่นกัน  

ด้วยเหตุนี้ “สติ” ทำหน้าที่คิดไตร่ตรอง โดยอาศัยความรู้ที่สะสมไว้จากประการณ์ที่เรียนรู้มาก่อนเป็นต้นทุนในการคิดด้วย “สัมปชัญญะ” ที่ทำหน้าพอกพูนปัญญาให้ยิ่งขึ้นไป ใน “สัมปชัญญะ” นั้น จึงเป็นตัวความรู้มากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลอยู่ด้วยกัน โดยมี “สติ” เป็นตัวตัดสินใจแสดงออกทางพฤติกรรม [การ–วาจา–ใจ] ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ–มิจฉาสังกัปปะ แต่ในการที่จะคิดกล้าหาญหรือไม่นั้น ก็เกิดจาก “สติ” ก่อน แล้วค่อยดึงปัญญาออกมา [อุปนิสัย–พื้นจิตตสันดาน] จากขุมปัญญาจาก “สัมปชัญญะ” เมื่อจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นด้วยฌานขั้นต่างๆ ย่อมหมายถึงความบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสตัณหาเป็นลำดับขึ้นไปเช่นกัน สติแก่กล้า คือ “อุปัฏฐาน” และสัมปชัญญะคมชัด คือ “ญาณ” เพราะจิตประกอบด้วยจิตเป็นสมาธิและเพียรชอบเพราะรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] ตามเป็นจริงด้วยญาณ จึงทำให้จิตสงบเย็นวางเฉยในอารมณ์นั้น [อุเบกขา] ไม่ประกอบด้วยทุกข์ [วิสังโยชน์] กับจิตที่แปรปรวนตลอดเวลา [วิถีจิต] ซึ่งตามปกติอยู่ในอาการหวั่นไหวฟุ้งซ่านสับสนฟั่นเฟือนกับสิ่งต่างๆ อันเป็นอารมณ์ที่จิตยังเข้าไปปรุงแต่งเสริมเข้าไปตามอำนาจของกิเลสทั้งหลายอีกด้วย เพราะฉะนั้น จิตที่เข้มแข็งประกอบด้วยปัญญาและญาณจึงเกิดความกล้าหาญ ไม่กลัวหวั่นไหวไปตามสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้น การยืนหยัดเพราะเห็นตามเป็นจริงนั้น ด้วยจิตที่ปราศจากนิวรณ์ในเบื้องต้น เมื่อโน้มน้าวจิตอันบริสุทธิ์นั้น เพื่อเพ่งสภาวธรรมใด ย่อมเข้าใจถูกต้องตามสิ่งที่พิจารณานั้นเป็นไปตามสภาพที่ปรากฏจริง แยกแยะความจริงตามสภาพกับสิ่งที่จิตเข้าไปปรุงแต่งขึ้นเองได้ เพราะมีสติสัมปชัญญะ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์อันไร้เหตุผลของตนเอง จึงละอกุศลจิตแห่งกิเลสตัณหาได้ด้วย “วิราคะ” และดับความรู้สึกที่ผิดเหล่านั้นด้วย “นิโรธ” จิตจึงสงบเย็นด้วย “อุปสมะ” [ปัสสัทธิ] อยู่ตลอดเวลา จิตจึงพิจารณาถึงสภาวธรรมที่เป็นจริงได้ด้วย “อภิญญา” จึงเป็นเหตุให้กล้าหาญสามารถปฏิญาณตนได้ถึงสภาวะที่รู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอด [ปฏิเวธ] นั่นคือ ความตรัสรู้ด้วย “สัมโพธะ” จนรู้เห็นด้วย “ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา” [ญาณทัสสนวิสุทธิ] หรือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ถึงสภาวะอันประเสริฐยิ่ง ที่เรียกว่า “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นอัตถธรรมสูงสุดโดยปรมัตถ์แห่ง “บรมธรรม–อมธาตุ” ฉะนั้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมมีบาทฐานสำคัญอันเกิดจากความรู้เห็นที่ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา จึงทำให้เกิดจิตที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่จะแสดงอาการพฤติกรรมใดๆ กล้าเสี่ยง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ไม่ว่าจะดำริงอยู่ในสภาวะการทำมาหากินตามปกติหรือในขณะมนสิการกรรมฐานก็ตาม ก็ย่อมประพฤติปฏิบัติได้อย่างผู้เจริญแล้วด้วยจิตที่เป็นอริยธรรมแห่งพระธรรมวินัยนี้อย่างแท้จริงไม่ผิดทางมัชฌิมาปฏิทาและไม่เป็นอื่นอีก.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705618