๑๒. ปราโมทย์ในสมถสมาธิภาวนา

        Gladness in Meditative Concentration

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1194  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีความซับซ้อนเชิงมิติสัมพันธ์อันหลากหลายนั้น การสร้างขวัญกำลังใจและแรงดลบันดาลใจให้แก่ตนเองและหมู่คณะ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการครอบชีวิตไม่ให้ท้อแท้ใจ ที่จะสร้างชิ้นผลงานอย่างสร้างสรรค์อันบรรเจิด เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับค่าแรงและปัญญาความคิด แต่ในทางธรรมนั้น เป็นเรื่องการประกอบความเพียรให้ยิ่ง “วิริยารัมภะ” หรือการประกอบความตื่นในการสร้างบุญกุศลให้ยิ่งเช่นกัน “ชาคริยานุโยค” [กุสลธัมมานุโยค] และยิ่งพอกพูนด้วยธรรมสมาธิชำระจิตให้สะอาดผ่องใสปราศจากนิวรณ์ “จิตประภัสสร” ซึ่งเกิดจากความยินดีปราโมทย์ในการปฏิบัติธรรมอย่างถูกหลักวิธีและเห็นผลแห่งการปฏิบัติอันน่าอัศจรรย์ [ปริยัติ–ปฏิบัติ–ปฏิเวธ = อริยมรรคมีองค์ ๘–ไตรสิกขา] ฉะนั้น ทั้งความศรัทธาปสาทะเลื่อมใสในแนวทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา และความยินดีเปรมปรีดิ์แห่งปราโมทย์ ย่อมทำให้เกิด “ฉันทะ” ความพอใจ ๑ “นันทิ” ความเพลิดเพลิน ๑ “นิกันติ” ความติดใจ ๑ อันทำให้เกิดอารมณ์ในการปลงใจเชื่อในธรรมที่ปฏิบัติ “อธิโมกข์” และเป็นสุขยิ่ง “สุข” อนึ่ง ความร่าเริงใจ “ปราโมทย์” จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งพลังทางจิตที่จะผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตด้วยปัญญาไหวพริบปฏิภาณ ซึ่งก็เกิดจากอานิสงส์แห่งสมถะ [รู้เห็นด้วยสติสัมปชัญญะ] กับวิปัสสนา [เห็นด้วยญาณ] คือ เป็นการเห็นยกกำลังสอง นั่นคือ (๑) การเห็นด้วยปัญญาในสมาธิ กับ (๒) การเห็นด้วยปัญญาในวิปัสสนา อันคนส่วนใหญ่ไม่พยายามสร้างความปราโมทย์ให้ตน แม้แต่ “มุทิตาธรรม” [อัปปมัญญา ๔: เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา] ที่สามารถแผ่ไพศาลอันไม่จำกัดขอบเขตแห่งอำนาจจิตฝ่ายกุศลแก่สัตว์ทั้งหลายได้ ก็ไม่ทำกัน แต่กลับชอบคิดจะเอาของคนอื่น คิดร้าย คิดเบียดเบียนกัน เมื่อบุคคลผู้ได้คิดดีทำดีให้ตนและผู้อื่น ย่อมมีปราโมทย์ในกุศลกรรมที่ได้ทำ กลายเป็นอนุสติน้อยๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ในจิตเป็นนิตย์ มีแต่ประคองจิตยกจิตให้สูงเกินกว่าความเป็นคน กลายเป็น เทวดา–พรหม จนถึง วิสุทธิเทพ ได้จริง ไม่เกินความหมั่นเพียรอดทนด้วยปัญญาและกรุณา ดังพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้แสดงแบบอย่างแห่งอริยะและประเสริฐสุดมาแล้ว.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – ปราโมทย์ในสมถสมาธิภาวนา

 

ถ้าให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้พิจารณาจิตอันเป็นธรรมชาติวิจิตร ทำให้เกิด “ความต่างแห่งกรรม” ซึ่งอันว่าคำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ “เปรมปรีดิ์–ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข” [ยินดี–รื่นเริง–ปลื้มอิ่มใจ–สงบสงัด–อิ่มเอิบใจ] และตามด้วยคำ “ฉันทะ–นันทิ–นิกันติ–อธิโมกข์” [พอใจ–เพลิดเพลิน–พอใจติดใจ–ผ่องใสด้วยศรัทธา] ซึ่งในคำเหล่านี้ ย่อมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อ “สมถะกับวิปัสสนา” [Meditative Concentration and Insight Practice] ในบรรดาคำเหล่านี้ เป็นเรื่องมองโลกในแง่ดี [Optimism] ซึ่งประกอบด้วยไหวพริบปฏิภาณ [Ready Wit] ได้แก่ ความคิดริเริ่ม–Initiativeness ความคิดสร้างสรรค์–Creativeness และ ความคิดประยุกต์ดัดแปลง–Applicability ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การไปทรมานตนเองให้ลำบากเดือดร้อน อัตตกิลมถานุโยค” ข้อ ๒ ในที่สุด ๒ อย่าง] แต่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ดำเนินตามแนวทางสายกลางแห่ง “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” [เริ่มต้นด้วยปัญญา–ดำเนินด้วยปัญญา–นำไปสู่ปัญญา = อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔] เพราะฉะนั้น คำว่า “สมถภาวนา” ก็คือ “จิตตภาวนา” [Meditative Concentration: สมถกรรมฐาน] หมายถึง การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีความเข้มแข็งมั่นคง มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสติ มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน สงบสุข ผ่องใส เป็นต้น ส่วน “วิปัสสนา–ปัญญาภาวนา” [Insight Practice: วิปัสสนากัมมัฏฐาน] หมายถึง การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์ ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมจึงหลีกออกจากการพอกพูนกิเลสราคะ นั่นคือ (๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด (๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด (๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส (๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความมักน้อย (๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ (๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด (๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร (๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย ซึ่งเรียกว่า “พระสัตถุสาสน์ ๘” เพื่อก้าวไปสู่  (๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง (๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด (๓) “นิโรธ” คือ ความดับ (๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ (๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่งรู้ชัด (๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้ (๗) “นิพพาน” คือ ความสิ้นกิเลสและทุกข์แล้ว ซึ่งเรียกว่า “พระสัตถุสาสน์ ๗” รวมทั้งข้อประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ (๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อที่พึงต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จักต้องเริ่มต้นด้วยความศรัทธาและฉันทะ ความเลื่อมใสปสาทะอย่างแรงกล้าในพระรัตนตรัย [รตนัตตยสัทธา] มิฉะนั้น ก็ต้องถือมั่นในความศรัทธาเลื่อมใสใน “สัทธา ๙” [Confidence] ดังนี้

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

(๕) “รตนัตตยสัทธา” คือ เชื่อพระรัตนตรัย [พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์]

(๖) “อาคมนสัทธา” เชื่อมั่นใจการบำเพ็ญสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์

(๗) “อธิคมสัทธา” เชื่อมั่นการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ของพระอริยบุคคล

(๘) “โอกัปปนสัทธา” [อธิโมกข์] เชื่อหนักแน่นสนิทแน่วที่เห็นจริงในการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้า

(๙) “ปสาทสัทธา” เชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

ฉะนั้น คำว่า “ศรัทธาและฉันทะ” [ฉันทะ: ความพอใจในอารมณ์ = กัตตุกัมยตาฉันทะ: ความอยากจะทำให้ดี หรือความต้องการที่จะทำให้คนสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง] จึงมีนัยเทียบเท่ากับ คำว่า “อธิโมกข์–นิกันติ” [อธิโมกข์: ความน้อมใจเชื่อ–ศรัทธาแก่กล้า–ความปลงใจ นิกันติ: ความพอใจ–ติดใจ] ในธรรมทั้งหมดนี้ จึงเกี่ยวโยงถึง “กฎแห่งกรรม” กับ “กัมมัสสกตาปัญญา” ซึ่งทำให้เกิดความคิดละเว้นการทำ “อกุศลกรรม” มีความคิดปรารภในการประกอบความเพียรที่จะทำ (๑) กุศลกรรม (๒) อาเนญชา และ (๓) อริยมรรค–อริยผล จนถึง (๔) “นิพพาน” ตามลำดับ เพราะฉะนั้น ถ้า “ศรัทธาและฉันทะ” ไม่เกิดขึ้นในความนึกคิด ก็คงไม่มีใครจะไปนั่งสมาธิให้หลังคดหลังแข็ง หรือเดินธุดงค์ตามป่าเขา นั่งสมาธิใต้ต้นไม้หรือในถ้ำ โดยเอาชีวิตไปเสี่ยงตาย เพื่อต้องการสำเร็จบรรลุโลกุตตรธรรมให้ได้ ในความเชื่อศรัทธานั้น  ต้องใช้เหตุผลหรือวิจารณญาณไตร่ตรอง พร้อมการใช้ปัญญาที่มีอยู่และที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วน [เชาว์ปฏิภาณ] ความเข้าใจในทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติที่สอดคล้องกันและเกิดผลทันตาเห็น ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกปรีดาปราโมทย์ [อธิโมกข์] สร้างความมั่นใจเชื่อมั่น จิตใจผ่องแผ้วเป็นสมาธิ จิตปราศจากนิวรณ์ สงบสงัดวิเวก มีสติบริสุทธิ์ [อุปัฏฐาน] เกิดความสว่างไสวแห่งปัญญา [โอภาส–ญาณ] มีความพอใจในกิจแห่งการปฏิบัติธรรมที่ดำเนินอยู่ [ฉันทะ–นันทิ–นิกันติ] แต่มีจิตวางตัวเป็นกลางต่อสภาวธรรมที่เกิดขึ้น [อุเบกขา] ไม่ลงระเริงไปกับกระแสธรรมทั้งปวง [เอกันตนิพพิทา–นิพพิทาญาณ] แต่อย่างไรก็ตาม ศรัทธาแก่กล้าด้วยยินดีในผลแห่งการปฏิบัติธรรมน้น ทำให้ไม่สันโดษในการประกอบกุศลกรรมให้ยิ่งขึ้นไป มีความอิ่มเอิบในธรรมไม่รู้จบ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่กำหนดสติให้จิตดำเนินไปในกระแสแห่งสมถสมาธิจนถึงวิปัสสนา ดังเช่น การประพฤติกุศลธรรมทั้งหลายใน “อนุปุพพนิโรธ ๙” [อนุปุพพวิหาร ๙] อันมีปัจจัยแห่งปราโมทย์ที่มีรากฐานจาก “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] กับ “ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘” [เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อาโลกสัญญา–อวิกเขปะ–ธรรมววัตถาน–ญาณ–ปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง] ดังนี้

 

 

ว่าด้วย ปราโมทย์ในสมถภาวนา [อนุปุพพวิหาร ๙–อนุปุพพนิโรธ ๙]

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 157–160 FILE 12)

 

[๒๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า: “โปฏฐปาทะ” ในสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่กล่าวว่า “สัญญา” [Perception] ของคน ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เกิดเองดับเอง ความเห็นของพวกนั้นผิดแต่ต้นทีเดียว เพราะเหตุไร เพราะว่า “สัญญา” ของคน มีเหตุ มีปัจจัย ทั้งเกิด ทั้งดับ “สัญญา” บางอย่างเกิดขึ้นเพราะการศึกษาก็มี บางอย่างดับไปก็มี ก็สิกขาเป็นอย่างไร “โปฏฐปาทะ” พระตถาคตอุบัติขึ้นในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้โลก เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม (๑) งามในเบื้องต้น (๒) งามในท่ามกลาง (๓) งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า: “โปฏฐปาทะ” ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้แล มีทวารอันรักษาแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย [อินทรียสังวร–สติสังวร] ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] เป็นผู้สันโดษ เมื่อภิกษุนั้นละ “นิวรณ์ ๕” [Hindrances] เหล่านี้แล้ว ตามเห็นในตน “ปราโมทย์” [Gladness: ย่อมดับระงับ “อรติ–โทสะ” คือ ความขัดเขืองไม่ยินดีด้วย] ย่อมเกิด เมื่อ “ปราโมทย์” แล้ว “ปิติ” [Rapture] ย่อมเกิด กาย [จิต–เจตสิก] ของผู้มีใจเปี่ยมด้วย “ปีติ” ย่อมสงบ มีกายสงบ [จิตตวิเวก] ย่อมเสวย “สุข” [Happiness] จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น

 

เธอสงัด [วิเวก] แล้วเทียวจาก “กาม” [Sensual Desire: กามฉันทะ] ทั้งหลาย จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง (๑) “ปฐมฌาน” [The First Absorption] มี “วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “วิเวก” อยู่ “สัญญา” [Perception: ความกำหนดได้หมายรู้–ความหมายรู้อารมณ์–ความจำได้หมายรู้ เช่น สัมปฏิจฉนะ–หน้าที่รับอารมณ์ สันตีรณะ–หน้าที่พิจารณาอารมณ์ โวฏฐัพพนะ–หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ชวนะ–หน้าที่แล่นเสพอารมณ์อันเป็นช่วงที่ทำกรรม = วิญญาณกิจ ๑๔] เกี่ยวด้วย “กาม” มีในก่อนย่อมดับไป “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดมี “ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “วิเวก” [จิตตวิเวก–Mental Seclusion: จิตตวิเวก คือ ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และ อริยมรรค อริยผล] ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” [องค์ฌาน] ในสัจจะอันละเอียด มี “ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “วิเวก” ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขา [อธิจิตตสิกขา] ย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ แม้ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ ปฐมฌาน]

 

[๒๘๐] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๒) “ทุติยฌาน” [The Second Absorption] อันยังจิตให้ผ่องใสภายในตน ยังความเป็นธรรมเอกผุดขึ้นแห่งจิตให้เกิด [ยังสมาธิจิตให้เจริญขึ้น] ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะ “วิตก [วิตก–Thought-Conception: ความตรึกอารมณ์และ–วิจาร [วิจาร–Discursive Thinking: ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์ สงบ มี “ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “สมาธิ” [เอกัคคตา] อยู่ “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดมี “ปีติ–และ–สุข” เกิดแต่ “วิเวก” อันมีในก่อนของเธอย่อมดับ

 

“สัญญา” ในสัจจะอันละเอียด มี “ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “สมาธิ” [เอกัคคตา–Concentration] ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียด มี “ปีติ–และ–สุข” อันเกิดแต่ “สมาธิ” [เอกัคคตา] ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ ทุติยฌาน]

 

[๒๘๑] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๓) “ตติยฌาน” [The Third Absorption] เพราะคลาย “ปีติ” ประกอบด้วย “อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา–Equanimity: ตัตรมัชฌัตตตา คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ] อยู่ มี “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] และเสวย “สุข” ด้วยนามกาย ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญผู้ได้ฌานนั้นว่า เป็นผู้ “อุเบกขา” มี “สติ” [Mindfulness] อยู่เป็น “สุข” ดังนี้แล้วแลอยู่

 

“สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “ปีติ–และ–สุข” เกิดแต่ “สมาธิ” [เอกัคคตา] มีในก่อนของเธอย่อมดับ “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “สุข” อันเกิดแต่ “อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา–Equanimity: ตัตรมัชฌัตตตา คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ] ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “สุข” อันเกิดแต่ “อุเบกขา” ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ ตติยฌาน]

 

[๒๘๒] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๔) “จตุตถฌาน” [The Fourth Absorption] อันไม่มีทุกข์ [ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย] ไม่มีสุข [ความสุข ความสบายทางกาย] เพราะละสุขและเพราะละทุกข์ เพราะดับ “โสมนัส–และ–โทมนัส” [สุขใจ–ทุกข์ใจ] ในกาลก่อนเสีย มีความที่แห่ง “สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ = จิตประภัสสร] เพราะ “อุเบกขา” [อุเบกขาเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา = เวทนา ๕] แล้วแลอยู่  

 

“สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “สุข” อันเกิดแต่ “อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา–Equanimity: ตัตรมัชฌัตตตา คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ] มีในก่อนย่อมดับ “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียด อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข [อทุกขมสุขเวทนา–ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า “อุเบกขาเวทนา”] ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ จตุตถฌาน]

 

[๒๘๓] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๕) “อากาสานัญจายตนะ” [The Sphere of Unbounded Space] โดยมนสิการว่า “อากาสไม่มีที่สุด” ดังนี้ เพราะความก้าวล่วง “รูปสัญญา” [รูปฌาน ๔] โดยประการทั้งปวง เพราะดับ “ปฏิฆสัญญา” [อรหติ] เพราะไม่ทำไว้ในใจซึ่ง “สัญญา” โดยประการต่างๆ แล้วแลอยู่

 

“รูปสัญญา” มีในก่อนของเธอย่อมดับไป “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนะ” ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนะ” ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ อากาสานัญจายตนะ]

 

[๒๘๔] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๖) “วิญญาณัญจายตนะ” [The Sphere of Unbounded Consciousness] โดยมนสิการว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ดังนี้ เพราะก้าวล่วง “อากาสานัญจายตนะ” โดยประการทั้งปวงแล้วแลอยู่

 

“สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนะ” มีในก่อนของเธอย่อมดับไป “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนะ” ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนะ” ในสมัยนั้น สัญญาบางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ วิญญาณัญจายตนะ]

 

[๒๘๕] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเข้าถึง (๗) “อากิญจัญญายตนะ” [The Sphere of Nothingness] โดยมนสิการว่า “อะไรๆ น้อยหนึ่งไม่มี” ดังนี้ เพราะก้าวล่วง “วิญญาณัญจายตนะ” โดยประการทั้งปวงแล้วแลอยู่ “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนะ” มีในก่อนของเธอย่อมดับไป

 

“สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “อากิญจัญญายตนะ” ย่อมมีในสมัยนั้น เธอเป็นผู้มี “สัญญา” ในสัจจะอันละเอียดประกอบด้วย “อากิญจัญญายตนะ” ในสมัยนั้น “สัญญา” บางอย่างในสิกขาย่อมเกิด บางอย่างย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ แม้นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่ง [คือ อากิญจัญญายตนะ]

 

[๒๘๖] “โปฏฐปาทะ” ภิกษุในพระศาสนานี้ มี “สกสัญญา” [มีความสำคัญด้วยสัญญาในฌานของตน = วสี ๕ ความชำนาญในรูปฌาน] คือ (๑) ออกจากปฐมฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในทุติยฌานโน้น (๒) ออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในตติยฌานโน้น โดยลำดับ ไปถึง “ยอดสัญญา” [อากิญจัญญายตนะ ได้ชื่อว่า “ยอดสัญญา” เพราะเป็นองค์ที่สุดแห่งสมาบัติที่มีหน้าทำกิจอันเป็นโลกีย์ พระโยคีตั้งอยู่ใน “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” แล้ว ย่อมเข้าถึง (๘) “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” [The Sphere  of Neither Perception-Nor-Non-Perception: ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่] บ้าง (๙) “นิโรธสมาบัติ” [The Extinction of Perception and Feeling: สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา] บ้าง] เมื่อเธอตั้งอยู่ใน “ยอดสัญญา” มีความคำนึงอย่างนี้ว่า เมื่อเราจำนงอยู่ ไม่ดีเลย เมื่อไม่จำนงอยู่ ดีกว่า ถ้าแลว่า เราพึงจำนง พึงมุ่งหวัง “อากิญจัญญายตนสัญญา” นี้ของเราพึงดับ และ “สัญญาหยาบ” อย่างอื่น [ภวังคสัญญา] พึงเกิดขึ้น มิฉะนั้น เราไม่ควรจำนง ไม่ควรมุ่งหวัง จึงไม่จำนงด้วย ทั้งไม่มุ่งหวังด้วย เมื่อไม่จำนง ไม่มุ่งหวังอยู่ “อากิญจัญญายตนสัญญา” นั้นย่อมดับด้วย ทั้ง “สัญญาหยาบ” อย่างอื่นย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย เธอย่อมถึง “สัญญานิโรธ” ฉันใด “สัญญานิโรธสมาบัติ” [สัญญาเวทยิตนิโรธ–สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา] ของภิกษุผู้มี “สัมปชัญญะ” [Awareness] โดยลำดับ ย่อมมีฉันนั้นแล

 

จบ ว่าด้วย ปราโมทย์ในสมถภาวนา ------------------------------

 

 

อย่างไรก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับ คำว่า “สัญญา–สัญญาขันธ์” ดังนี้

 

ว่าด้วย สัญญาขันธ์

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 8 -11 FILE 77)

 

[๑๔] “สัญญาขันธ์” เป็นไฉน

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ (๑) สัญญาอดีต (๒) สัญญอนาคต (๓) สัญญาปัจจุบัน (๔) สัญญาภายใน (๕) สัญญาภายนอก (๖) สัญญาหยาบ–สัญญาละเอียด (๗) สัญญาทราม–สัญญาประณีต (๘) สัญญาไกล (๙) สัญญาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า “สัญญาขันธ์” [กองสัญญา–ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้–ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์]

 

[๑๕] ในสัญญาขันธ์ [Perception] นั้น (๑) “สัญญาอดีต” เป็นไฉน

สัญญาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้ว ปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่า “สัญญาอดีต”

 

(๒) “สัญญาอนาคต” เป็นไฉน

สัญญาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญาโสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่า “สัญญาอนาคต”

 

(๓) “สัญญาปัจจุบัน” เป็นไฉน

สัญญาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญาโสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่า “สัญญาปัจจุบัน”

 

[๑๖] (๔) “สัญญาภายใน” เป็นไฉน

สัญญาใดของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครอง ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญาโสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่า “สัญญาภายใน”

 

(๕) “สัญญาภายนอก” เป็นไฉน

สัญญาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครอง ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญาโสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่า “สัญญาภายนอก”

 

[๑๗] (๖) “สัญญาหยาบ–สัญญาละเอียด” เป็นไฉน  

สัญญาอันเกิดแต่ “ปฏิฆสัมผัส” [คือ สัญญาเกิดแต่ปัญจทวาร] เป็นสัญญาหยาบ  สัญญาอันเกิดแต่ “อธิวจนสัมผัส” [คือ สัญญาเกิดแต่มโนทวาร] เป็นสัญญาละเอียด  อกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาหยาบ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาละเอียด หรือพึงทราบสัญญาหยาบ สัญญาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป

 

[๑๘] (๗) “สัญญาทราม–สัญญาประณีต” เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาทราม สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาทราม สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาประณีต หรือพึงทราบสัญญาทรามสัญญาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป

 

[๑๙] (๘) “สัญญาไกล” เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา อกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญา อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอกุศลสัญญา กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอัพยากตสัญญา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกเวทนาและอทุกขสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาแสะทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติ เป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า “สัญญาไกล”

 

(๙) “สัญญาใกล้” เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับกุศลสัญญา อัพยกตสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอัพยากตสัญญา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่

สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่

ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า “สัญญาใกล้” หรือพึงทราบสัญญาไกลสัญญาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป

 

 

“ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “กุศลฌาน–จตุกกนัย” [ฌานพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อนฌานอื่นๆ]โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน แต่ก็ควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป และควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา (ดูบทที่ ๒–มรรคมีองค์ ๘) เพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานทีมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นไปในภายใน [เป็นของภายในเฉพาะตน] เป็นธรรมชาติผ่องใส [ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว] เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  [ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก [ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ = วิตก] ไม่มีวิจาร  [ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาอารมณ์ ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์อยู่เนืองๆ = วิจาร] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ  [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้] อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเขกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

“อรูปฌาน ๔” หมายถึง ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ฌานที่เป็นอรูปาวจร นั่นคือ “อรูปฌาน” ภพของสัตว์ผู้เข้าถึง “อรูปฌาน” คือ ภพของอรูปพรหม ได้แก่

(๑)  “อากาสานัญจายตนะ” คือ ฌานอันกำหนดอากาศคือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สิ่งที่มองเห็น คือ ชาตินี้–ทันเห็น] นั่นคือ —“อากาศ” คือ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้องแล้ว อันใด นี้เรียกว่า “อากาศ” ภิกษุตั้งจิตไว้ ตั้งจิตไว้ด้วยดี แผ่จิตไปไม่มีที่สุดในอากาศนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อากาศไม่มีที่สุด”

(๒)“วิญญาณัญจายตนะ” คือ ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในวิญญาณัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สภาวะหรือเรื่องซึ่งเห็นได้ คือ ปัจจุบัน] นั่นคือ  —ภิกษุ พิจารณาอากาศอันวิญญาณถูกต้องแล้วนั้นแล แผ่จิตไปไม่มีที่สุด ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด”

(๓) “อากิญจัญญายตนะ” คือ ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากิญจัญญายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ     —ภิกษุพิจารณาเห็นว่า วิญญาณนั้นแลไม่มี ไม่ปรากฏ อันตรธานไป น้อยหนึ่งไม่มี ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี”  

(๔) “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือ ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือจิตและเจตสิกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิหรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ  —ภิกษุพิจารณาอากิญจัญญายตนฌานนั้นแล โดยความสงบ เจริญสมาบัติอันมีสังขารเหลืออยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “มิใช่ผู้มีสัญญาและมิใช่ผู้ไม่มีสัญญา” (คล้ายว่า “ไม่มีความทรงจำนึกคิดเหลืออยู่” พอ “เข้านิโรธสมาบัติ” ความทรงจำ–สัญญา กับความรู้สึก–เวทนา ก็หายไปหมดเลย)

 

 

[๓๕๕] อนุปุพพวิหาร ๙

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 252–253 FILE 16)

 

“อนุปุพพวิหาร ๙” หมายถึง ภาวการณ์เข้าถึงด้วยสัญญาในวิหารธรรมแห่งสมถภาวนา ที่มีลำดับความละเอียดประณีตจาก “ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘” ถึง “นิโรธสมาบัติ ๑” [ให้เปรียบเทียบกับการพิจารณาสภาวธรรม ตามแนวอนุโลมปฏิจจสมุปบาท] ดังนี้

 

(๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าถึง ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น [การเข้าสมาธิที่มีจุดหมายเป็นหนึ่ง] เพราะ วิตกวิจารสงบ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะ ปีติ ปราศจากไป เข้าถึง ตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญว่า: “ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข” ดังนี้

(๔) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์และสุข เพราะละทุกข์และสุข ลำดับโสมนัสโทมนัสในกาลก่อน มีอุเบกขา เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ [สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔] อยู่

(๕) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วง รูปสัญญา ได้โดยประการทั้งปวง [ความกำหนดในรูปธรรม อันเป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน] หมด เพราะ ปฏิฆสัญญา ดับไป [ความกำหนดในปฏิฆะ = อรติ–โทสะ] หมด เพราะไม่ใส่ใจซึ่ง นานัตตสัญญา [ความกำหนดมีอาการต่างๆ กัน] หมด [แล้วถืออากาศเป็นอารมณ์] เข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ 

(๖) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงซึ่ง อากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่

(๗) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร ดังนี้อยู่

(๘) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่

(๙) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่

 

จบ อนุปุพพวิหาร ๙ --------------------------

 

 

[๓๕๖] อนุปุพพนิโรธ ๙

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 253-254 FILE 16)

 

“อนุปุพพนิโรธ ๙” หมายถึง ภาวการณ์ดับออกจากสัญญาในวิหารธรรมแห่งสมถภาวนา ที่มีลำดับความละเอียดประณีตจาก “ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘” ถึง “นิโรธสมาบัติ ๑” [ให้เปรียบเทียบกับการพิจารณาสภาวธรรม ตามแนวปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] ดังนี้

 

(๑) กามสัญญา ของท่านผู้เข้า ปฐมฌาน ย่อมดับไป

(๒) วิตก–วิจาร ของท่านผู้เข้า ทุติยฌาน ย่อมดับไป

(๓) ปีติ ของท่านผู้เข้า ตติยฌาน ย่อมดับไป

(๔) ลมอัสสาสะและลมปัสสาสะ ของท่านผู้เข้า จตุตถฌาน ย่อมดับไป

(๕) รูปสัญญา ของท่านผู้เข้า อากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป

(๖) อากาสานัญจายตนสัญญา ของท่านผู้เข้า วิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป

(๗) วิญญาณัญจายตนสัญญา ของท่านผู้เข้า อากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป

(๘) อากิญจัญญายตนสัญญา ของท่านผู้เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนะ  ย่อมดับไป

(๙) สัญญาและเวทนา ของท่านผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย ๙ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงโต้แย้งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้ยั่งยืนตั้งอยู่ตลอดกาลนานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

จบ อนุปุพพนิโรธ ๙ ---------------------

 

ข้อสังเกต: ในการพิจารณาสภาวธรรมในขณะจิตไม่มั่วหมองหรือเศร้าหมอง จิตสหรคตด้วยนิวรณ์หรืออุปกิเลส ซึ่งเป็นอุปสรรคปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงคุณธรรมได้ ไม่เกิด “ความปราโมทย์แห่งเอกัคคตาเจตสิก” ฉะนั้น “ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข” ย่อมไม่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เข่นเดียวกัน นั่นคือ ไม่ประกอบด้วยความอยากความศรัทธา [ศรัทธาและฉันทะ] ที่จะเป็นอารมณ์ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้บันดาลขึ้น “จิตเป็นธรรมชาติวิจิตร” [มีอิทธิ–ฤทธิ์–เดช–ปาฏิหาริย์] ที่แสดงถึง “ความต่างแห่งกรรม” อันเป็น “ามรูปแห่งเบญจขันธ์ในวัฏฏะ” ความปีติปราโมทย์อันสงบจากกิเลสทั้งหลายจึงเป็นสุขและสมาธิ นั่นเอง

 

 

“ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง [ธัมมานุธัมมปฏิปทา] กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ “ความมั่นสนิทในธรรม” ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ “ความตั้งมั่นของจิต” ได้แก่

(๑) “ปราโมทย์” [Gladness] คือ ความปลื้มใจ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส

(๒) “ปีติ” [Rapture] คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำ ความปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว ได้แก่

(๑) “ขุททกาปีติ” คือ ปีติเล็กน้อย พอขนชูชันน้ำตาไหล 

(๒) “ขณิกาปีติ” คือ ปีติชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบๆ เป็นขณะๆ ดุจฟ้าแลบ 

(๓) “โอกกันติกาปีติ” คือ ปีติเป็นระลอกเป็นพักๆ ให้รู้สึกซู่ลงมาๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดต้องฝั่ง 

(๔) “อุพเพคาปีติ–อุพเพงคาปีติ” คือ ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรงให้รู้สึกใจฟูแสดงอาการ หรือทำการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือให้รู้สึกตัวเบาลอยขึ้นไปในอากาศ 

(๕) “ผรณาปีติ” คือ ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ ท่านมุ่งเอาข้อนี้

(๒) “ปัสสัทธิ” [Tranquility] คือ ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย

(๓) “สุข” [Happiness] คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๔) “สมาธิ–เอกัคคตา” [Concentration] คือ ภาวะจิตใจตั้งเรียบสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน อยู่ในอารมณ์เดียว

 

 “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” [อารัมมณูปนิชฌาน] หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ได้แก่ 

(๑) “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน–ฌานที่ ๓” มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

“องค์ฌาน” [ฌานงฺค] หมายถึง องค์ประกอบของฌาน–องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ ได้แก่

(๑) “วิตก” [Thought Conception] คือ ความตรึกอารมณ์

(๒) “วิจาร” [Discursive Thinking] คือ ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์

(๓) “ปีติ” [Rapture] คือ ความปลาบปลื้มในอารมณ์–ความอิ่มใจ  

(๔) “สุข” [Happiness] คือ ความสบายใจ–ความแช่มชื่นใจ

(๕) “อุเบกขา” [Equanimity] คือ ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง

(๖) “เอกัคคตา” [One-Pointedness] คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว

 

“วสี ๕” [Mastery] หมายถึง ความชำนาญคล่องแคล่ว ตามนัยนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจักต้องฝึกตน [พรหมจริยธรรม: ตบะ–พรหมจรรย์–สัญญมะ–ทมะ = ความเพียร–ความสงัดจากกาม–ความสำรวม–ฝึกตน] จนรู้เข้าใจตนเอง [อัตตสัมปทา: Self–Actualization การเข้าถึงจิตวิญญาณแห่งตน] เห็นจริตอธิมุตติของตน เห็นเหตุแห่งความเจริญ ความเสื่อม อุบายวิธีแก้ไข [โกศล ๓: อายโกศล–อปายโกศล–อุปายโกศล] ที่ปรับปรุงตนให้ดีขึ้น จนรวมถึง การเข้าถึงกระแสแห่งภาวนากรรมได้อย่างถูกต้อง [ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา ซึ่งแสดงคุณบทแห่งบุคคลด้วย ภาวิต ๔: ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิจปัญญา เรียกว่า “ภาวิตัตต์” = พระอรหันต์แห่งพรหมจรรย์นี้]  ได้แก่

(๑) “อาวัชชนวสี” [Mastery in Adverting to Absorption] คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว

(๒) “สมาปัชชนวสี” [Mastery in Entering Absorption] คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที

(๓) “อธิฏฐานวสี” [Mastery in Determining Absorption] คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้นตกภวังค์

(๔) “วุฏฐานวสี” [Mastery in Rising therefrom] คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ

(๕) “ปัจจเวกขณวสี” [Mastery in Retrospection] คือ ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน

 

“วิเวก ๓” [Detachment or Seclusion] หมายถึง ความสงัด–ความปลีกออก ได้แก่

(๑) “กายวิเวก” [Bodily Seclusion] คือ อยู่ในที่สงัด ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี

(๒) “จิตตวิเวก” [Mental Seclusion] คือ จิตสงบ ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุ (๑) “รูปฌาน ๔” [เตวิชฺโช–ผู้ได้วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ] (๒) “อริยมรรค” คือ ผู้ถึงพร้อมด้วย “ขเย ญานํ” ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค และ (๓) “อริยผล” คือ ผู้ถึงพร้อมด้วย “อนุปฺป เท ญาณํ” ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ ฆ่าได้แล้ว ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล

(๓) “อุปธิวิเวก” [Seclusion from the Essentials of Existence] คือ หมดกิเลสความสงัดอุปธิ ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” โดยตั้งจิตอธิษฐานมั่นหมายเอาพระนิพพาน

 

 

สำหรับ “ภาวะจิต” [อารมณ์ในกรรมฐาน–สภาวธรรม] ที่ประสบความสำเร็จจาก การเจริญสมถภาวนา [Meditative Concentration = ธรรมสมาธิ ๕: The Concentration of the Dhamma และ สมถพละ ๘ [ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘]: The Power of Tranquility] จนบรรลุถึง “จตุตถฌาน” [จิตประภัสสร] กับ การเจริญวิปัสสนาภาวนา [Insight Practice] จนบรรลุถึง “ญาณก่อนวิปัสสนาญาณ” [ญาณ ๓: นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ หรือ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐–The Ten Defilements of Insight] ซึ่งมีสภาวธรรมทั้งหมด ๑๘ ประการ [สหชาตธรรม: Co-Nascence] ดังนี้

(๑) “เนกขัมมะ” [Renunciation: สมณธรรม] คือ ความปลอดจากความโลภ

(๒) “อัพยาบาท” [Non–Ill-Will] คือ ความไม่คิดร้าย 

(๓) “อาโลกสัญญา” [The Perception of Light] คือ ความกำหนดหมายสว่างด้วยปัญญา

(๔) “อวิกเขปะ” [Non-Distraction] คือ ความไม่หวั่นไหว

(๕) “ธรรมววัตถาน” [The Defining of Phenomena] คือ การกำหนดธรรม

(๖) “ญาณ” [Knowledge] คือ ความรู้ที่คมชัด [ฌาน–สงบวิเวก ย่อมละอวิชชาได้ เช่นกัน]

(๗) “ปราโมทย์” [Gladness] คือ ความชื่นบานใจ–ความร่าเริงสดใส

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” [All Unwholesome Things] คือ ภาวะที่เจริญรุ่งเรือง

(๙) “ปีติ” [Rapture] คือ ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ

(๑๐) “ปัสสัทธิ” [Tranquility] คือ ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย  

(๑๑) “สุข” [Pleasure] คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๑๒) “สมาธิ” [เอกัคคตา: Concentration] คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ  

(๑๓) “โอภาส” [Luminous Aura] คือ แสงสว่างไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ อันโชติช่วงและไพบูลย์

(๑๔) “อธิโมกข์” [Determination] คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๑๕) “ปัคคาหะ” [Exertion] คือ ความเพียรที่พอดี 

(๑๖) “อุปัฏฐาน” [Established Mindfulness] คือ สติแก่กล้า–สติชัด

(๑๗) “อุเบกขา” [Equanimity] คือ ความมีจิตเป็นกลาง 

(๑๘) “นิกันติ” [Delight] คือ ความพอใจ–ติดใจ 

 

นอกจากนี้ ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในรายละเอียดเนื้อหา คำว่า “สมธรรม” [ธรรม ๓๗ ประการ: Calmness or Tranquility] โดยมีนัยเริ่มด้วยข้อปฏิบัติอันยิ่งจาก “เนกขัมมวิตก” [สมณธรรม: Monastic Observances] หมายถึง ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน หรือการถือสิกขาบท อันเป็นข้อบัญญัติพระวินัยแก่พระสงฆ์สาวกของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ “การออกบวช–การถือเพศสมณะ” [เนกขัมมเนกขัมมบารมี: The Perfection of Renunciation] ในพระพุทธศาสนา ที่สัมปยุตต์อยู่ในทั้งสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา ดังนี้

 

[๗๒๕] คำว่า “สมธรรม” [ธรรมสงบ–ธรรม ๓๗ ประการ] ความว่า:

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 802 FILE 69)

 

[A] ฝ่ายสมถพละ [ปัญญาในสมาธิ–อารัมมณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑–คือ ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘ [ปริตตะ–กามาวจร]

(๑) เพราะท่านละ “กามฉันทะ” ได้แล้ว “เนกขัมมะ” จึงเป็น “สมณธรรม” [Monastic Observances]

(๒) เพราะท่านละ “พยาบาท” ได้แล้ว “อัพยาบาท” จึงเป็นสมธรรม

(๓) เมื่อท่านละ “ถีนมิทธะ” ได้แล้ว “อาโลกสัญญา” จึงเป็นสมธรรม

(๔) เพราะท่านละ “อุทธัจจะ” ได้แล้ว “อวิกเขปะ” จึงเป็นสมธรรม

(๕) เพราะท่านละ “วิจิกิจฉา”ได้แล้ว “ธรรมววัตถาน” จึงเป็นสมธรรม

(๖) เพราะท่านละ “อวิชชา” ได้แล้ว “ญาณ” [ฌาน] จึงเป็นสมธรรม

(๗) เพราะท่านละ “อรติ” ได้แล้ว “ปราโมทย์” จึงเป็นสมธรรม

 

หมายเหตุ: นับจากขั้นนี้ไป เรียกว่า “กุศลธรรมทั้งปวง” = (๑) มหัคคตะ [คั่นระหว่าง กามาวจร กับ โลกุตตระ] และ (๒) อัปปมาณะ

 

[] ในอันดับ ข้อ ๘–๑๑ คือ รูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–รูปาวจร]

(๘) เพราะท่านละ “นิวรณ์” ได้แล้ว “ปฐมฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๙) เพราะท่านละ “วิตก–วิจาร” ได้แล้ว “ทุติยฌาน” [ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๐) เพราะท่านละ “ปีติ” ได้แล้ว “ตติยฌาน” [สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๑) เพราะท่านละ “สุข” ได้แล้ว “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา = จิตประภัสสร] จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๑๒–๑๕ คือ อรูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–อรูปาวจร]

(๑๒) เพราะท่านละ “รูปสัญญา–ปฏิฆสัญญา–นานัตตสัญญา” ได้แล้ว “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๓) เพราะท่านละ “อากาสานัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๔) เพราะท่านละ “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๕) เพราะท่านละ “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้แล้ว “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

 

[B] ฝ่ายวิปัสสนาพละ [ปัญญาในวิปัสสนา–ลักขณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑๖–๓๓ คือ มหาวิปัสสนา ๑๘ [คั่นระหว่าง มหัคคตะ–อัปปมาณะ]

(๑๖) เพราะท่านละ “นิจจสัญญา” ได้แล้ว “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๗) เพราะท่านละ “สุขสัญญา” ได้แล้ว “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๘) เพราะท่านละ “อัตตสัญญา” ได้แล้ว “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๙) เพราะท่านละ “นันทิสัญญา” [ความเพลิดเพลิน] ได้แล้ว “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๐) เพราะท่านละ “ราคสัญญา” ได้แล้ว “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๑) เพราะท่านละ “สมุทยสัญญา” ได้แล้ว “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๒) เพราะท่านละ “อาทานสัญญา” [ความสำคัญโดยความถือมั่น] ได้แล้ว “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๓) เพราะท่านละ “ฆนสัญญา” [สำคัญว่าเป็นก้อน] ได้แล้ว “ขยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๔) เพราะท่านละ “อายูหนา” [การประมวลมา] ได้แล้ว “วยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๕) เพราะท่านละ “ธุวสัญญา” [สำคัญว่ายั่งยืน] ได้แล้ว “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๖) เพราะท่านละ “นิมิตตสัญญา” ได้แล้ว “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๗) เพราะท่านละ “ปณิธิสัญญา” [การตั้งมั่นแห่งกิเลส] ได้แล้ว “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๘) เพราะท่านละ “อภินิเวส” [ยึดมั่น–อัตตาภินิเวส] ได้แล้ว “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๙) เพราะท่านละ “สาราทานาภินิเวสะ” [ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ] ได้แล้ว “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม [การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง]

(๓๐) เพราะท่านละ “สัมโมหาภินิเวส” [ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง] ได้แล้ว “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็นสมธรรม

(๓๑) เพราะท่านละ “อาลยาภินิเวส” [ยึดมั่นในอาลัย] ได้แล้ว “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๒) เพราะท่านละ “อัปปฏิสังขา” [ไม่พิจารณา] ได้แล้ว “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๓) เพราะท่านละ “สังโยคาภินิเวสะ” [ยึดมั่นในการประกอบกิเลส] ได้แล้ว “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๓๔–๓๗ คือ อริยมรรค ๔ [โมนะ = ญาณในอริยมรรค ๔ หรือ อัปปมาณะ–โลกุตตระ]

(๓๔) เพราะท่านละ “กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ” ได้แล้ว “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๕) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างหยาบ” ได้แล้ว “สกทาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๖) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างละเอียด” ได้แล้ว “อนาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๗)  เพราะท่านละ “กิเลสทั้งปวง” ได้เด็ดขาดแล้ว “อรหัตตมรรค” จึงเป็นสมธรรม

 

 

ดังนั้น ในทุกขั้นตอนของการถือข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่งในพระพุทธศาสนานั้น มีรากฐานเริ่มต้นจาก ความเชื่อ–ความสัทธาปสาทะ [จิตสหรคตด้วย ปราโมทย์–อธิโมกข์] ที่ประกอบด้วยการใช้เหตุผลอย่างถูกต้องตามคลองธรรม [โยนิโสมนสิการ] และการใช้ปัญญาด้วยปฏิภาณไหวพริบ [จตุปฏิสัมภิทาญาณ–ปัญญาของพระอรหันต์] เมื่อเกิดความเลื่อมใสด้วยฉันทะ [นันทิ–นิกันติ] ย่อมเกิดความอิ่มเอิบในธรรมทั้งปลายที่ปฏิบัติที่เห็นมรรคผล [ธมฺมปีติ: ผู้เอิบอิ่มในธรรม–ผู้ดื่มธรรม] ที่เรียกว่า “ปีติ” นั่นเอง คำว่า “ปีติ” [Rapture] หมายถึง ความปลื้มใจอันผ่องใสที่แผ่ซ่านทั่วสรรพางค์ ที่จิตยังสรหคตด้วยองค์ฌาน ๕ ในปฐมฌาน [จิตสงัดระงับจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้แล้ว = วิเวก: Seclusion or Detachment] โดยหมายเอา “ผรณาปีติ” (ข้อ ๕ ในปีติ ๕) คือ ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ ปีติที่ประกอบกับสมาธิ [เอกัคคตาแห่งวิเวก] เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความสุข [สุข–Happiness] ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมมีมูลเหตุมาจาก “ปราโมทย์–Gladness” ความยินดีปรีดาเมื่อจิตเป็นสมาธิ [จิตตสมาธิ–จิดระงับจากนิวรณ์ ๕] คำว่า “ความปราโมทย์” [เพราะจิตปฏิสังยุตด้วย เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อาโลกสัญญา–อวิกเขปะ–ธรรมววัตถาน–ญาณ ดีแล้ว ] ซึ่งเป็น “ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ” ที่ดับระงับ “อรติ–ปฏิฆะ: Aversion” นั้น ก็มีสมุฏฐานมาจาก “วามเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส” [ปสาทะ–อธิโมกข์ = อธิมุตติ] ในพระศาสนา ด้วยจิตที่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ นั่นคือ “สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔” [มีสติสัมปชัญญะครบรอบ ที่เรียกว่า อุปัฏฐาน–สัมมา–สติสติปัฏฐาน ๔] ผ่องแผ้ว–สะอาด–สดใส–อ่อน–ควรแก่งาน [จิตประภัสสร] นั่นเอง หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง ความปราโมทย์ย่อมกลายเป็นขวัญกำลังใจให้มุ่งมั่นในข้อประพฤติปฏิบัติตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งคำชี้แนะในพระอริยสาวกอรหันตขีณาสพทั้งหลาย แต่ให้ปฏิเสธในความนึกคิดเอาเองของบรรดาเหล่าเดียรถีย์ปาริพาชกอลัชชีทั้งหลายที่ถือปฏิบัติ ที่ถือบวชสมณเพศในพระพุทธศาสนา โดยมุ่งหมายแห่งลาภสักการะ [ไม่ใช่ลาบเพียงอย่างเดียว] ดังนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ถือปฏิบัติในข้อพึงสังวรอย่างสูงใน “กาลามสูตร” เพราะความเชื่อศรัทธาเลื่อมใสอย่างปลงใจเชื่ออย่างสุดฤทธิ์ กลายเป็นความหลงใหล ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีวิจารณญาณด้วยเหตุผลและปัญญาในการไตร่ตรองดีชั่ว [เพราะความประมาท–ปมาทะ] มีอวิชชาความไม่รู้ครอบงำจิตใจ มีความหลงใหลแห่งโมหะเข้ายึดสติสัมปชัญญะ กลายเป็น “มุฏฐสัจจะ” [มุฏฺฐสจฺจํ = โมหะ] หมายถึง อยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม และพร้อมด้วย “อวิชชา” ที่เรียกว่า “อสัมปชัญญะ” [อสมฺปชญฺญ] หมายถึง ความไม่รู้–ความไม่เห็น–ความไม่ตรัสรู้–ความไม่รู้โดยสมควร–ความไม่รู้ตามความเป็นจริง–ความไม่แทงตลอด–ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง–ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ–ความไม่พินิจ–ความไม่พิจารณา–ความไม่กระทำให้ประจักษ์–ความทรามปัญญา–ความโง่เขลา–ความไม่รู้ชัด–ความหลง–ความลุ่มหลง–ความหลงใหล–อวิชชา–โอฆะคืออวิชชา–โยคะคืออวิชชา–อนุสัยคืออวิชชา–ปริยุฏฐานคืออวิชชา–ลิ่มคืออวิชชา–อกุศลมูลคือโมหะ ดังนี้

 

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา [ความเชื่อส่วนบุคคล]

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา [ขนบธรรมเนียม–ประเพณี–ค่านิยม–วัฒนธรรม]

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ [เรื่องเล่า–นิทาน–คติชาวบ้าน]

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ [พระไตรปิฎก]

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก [ใช้เหตุผลเชิงอุปมาน–Induction]

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน [ใช้เหตุผลเชิงอนุมาน–Deduction]

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล [โยสิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท]

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน [วิธีทางวิทยาศาสตร์–ระเบียบวิธีวิจัย]

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ [นักวิชาการ–ผู้รู้–พหูสูต–ปราชญ์]

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา [สัตบุรุษ–อริยบุคคล]

 

 

อีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมเองก็พึงระวัง คือ ไม่หลงระเริงเพลิดเพลินในโลกา [โลกธรรม] นี้ ในสังขารธรรม [สังขตะ–สังขตธรรม: สิ่งปรุงแต่งด้วยเจตนาอันเป็นเหตุปัจจัยในสภาวธรรมทั้งหลายด้วยภาวะแห่งวัฏฏะ] ทั้งหลายนี้ จนกลายเป็นความยินดีปรีดาปราโมทย์ไร้ขอบเขต กลายเป็นความประมาท ไม่มีสติสัมปชัญญะ เสียสติเป็นบ้าพอแรงแล้ว [พอแฮงแล้ว–มหันต์อย่างเป็นอันควร: ภาษาถิ่นอีสานขั้นสูงซึ่งแปลยากมาก = Not able to stand very extremely, No word to speak about that = บ่มีคำว่าว หรือ บ่มีหม่องอยู่ = No place to live or survive therein คือ ได้รับความยินดีให้ไปประจำอยู่ได้ที่ ศรีมหาโพธิ์ อัครสถาน จังหวัดอุบลราชธานี] ตามนิยามของคำว่า “อย่าปลงใจเชื่อ” นั้น ถ้าผู้ปฏิบัติเจออะไรเข้ามาในจิต ก็ตั้งป้อมปราการกั้นไว้ทุกอย่าง กลายเป็นพวกหัวดื้อ ถือทิฏฐิด้วยนึกคิดผิดๆ ตามความคิดของตนเป็นใหญ่ว่าเป็นจริงไปหมด เรียกว่า “พวกบ้าอำนาจ” [ขี้ข้าได้ดีอันเป็นน่ากลัวมากและอันตรายยิ่งนัก ต้องถึงขั้นถามว่า “เมื่อไหร่จะพอ”] ฉะนั้น คำว่า “อย่าปลงใจเชื่อ” จึงหมายถึง ให้เวลาสมองในการไตร่สวนเพ่งพิจารณาพินิจด้วยการใช้เหตุผลและปัญญาที่มีอยู่ให้มากที่สุด พอๆ กับพวกทนายอัยการไตร่สวนคดีความ แต่อย่าคิดชั่วๆ ผสมเข้าไป [มิจฉาทิฏฐิ–วิปลาส ๔ รวมทั้งยึดมั่นในความคิดของพวกหมอดูหรือหมอผีเข้าไปด้วย หรือหมอธรรมไม่มีใบวุฒิบัตรรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ เช่น ลาว เขมร แขก พม่า อินเดีย] ทำให้เกิดความเพี้ยนจากความเป็นจริง ที่ตรงกับข้ามกับคำว่า “รู้แจ้งแทงตลอด” [ไม่ใช่แทงไฮโลหรือม้าแข่งน่ะ] ซึ่งหมายถึง  การมีกระบวนการคิดอย่างถูกวิธี ตามขั้นตอนแห่ง “อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจัยธรรมทั้งหลาย” จนเกิดปัญญาเห็นความจริงในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ให้คิดด้วยจิตที่เสวยสุขโสมนัสแห่งปัญญาด้วยอุเบกขาเวทนา ที่พิจารณาตามข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่เสวยทุกขเวทนา–โทมนัสเวทนา [อคติ ๔: ฉันทาคติ–ลำเอียงเพราะชอบ ๑ โทสาคติ–ลำเอียงเพราะชัง ๑ โมหาคติ–ลำเอียงเพราะหลง ๑ ภยาคติ–ลำเอียงเพราะกลัว ๑] ในกระบวนการคิดที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในพระพุทธศาสนา คือ “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาตา–ตถตา” นั่นคือ ให้เกิดขึ้นในกระบวนการคิดในทุกขณะตั้งแต่เริ่มพูดรู้เรื่องจากสมัยเด็กจนเติบโต จนกระทั่งตายก็ว่าได้ เพราะตอนปลงอายุสังขารแห่งตน ถ้าไม่ธรรมแห่งปัจจัยทั้งหลาย [ปัจจัยธรรม] ก็ตรัสรู้ปรินิพพานได้เช่นกัน เขาเรียกว่า “ายเปล่าๆ ไม่ได้ดีอันควรแก่ธรรม–ตายอย่างเสียของ” [ฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ = โลกุตตรธรรมแห่งนิพพานธาตุ] ฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ” [ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตน–ทมะ ให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า คือ รู้เท่าทัน: “สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ” ระวังมิให้เป็น “คนมัวเมา–มทะ–ประมาท” ให้รักษาไว้ซึ่ง “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” พูดแล้วไม่หน้ามึนหน้าด้าน ทำตาเหลือกใส่ผู้ใหญ่ ถีบประตูบ้านใส่หน้าพ่อแม่ด้วยโมโหโทสะ เป็นพยาบาทประทุษร้ายในความนึกคิด งำอกุศลธรรมให้ครอบปริยุฏฐานในจิตเป็นสกปรกเศร้าหมองรับคุณธรรมได้ยากเหลือกเกินนัก ก็อย่าให้ถึงขั้นใช้ตีนชี้ของแทนมือ หรือยกตีนไหว้แทนมือ (พวกเดียรถีย์สบประมาทพระสงฆ์) อย่างนี้ข้าน้อยฯ ก็ขอหลบก่อนดีกว่า สู้อำนาจมืดแบบนี้ไม่ไหว เสียเวลาเจริญภาวนาเปล่าๆ] จึงเป็นเรื่องใหญ่มากในการดำเนินชีวิตปกติกับในการเจริญภาวนา [สมถะกับวิปัสสนา] ที่ชาวบ้านเรียกว่า “อยู่อย่างมีสติ–อยู่อย่างมีปัญญา” [สมองและจิตสหรคตด้วยสติปัญญาหรือสติกับญาณ] ด้วยเหตุนี้ “กาลามสูตร” [ทฤษฎีอย่าปลงใจเชื่อ–Don’t Believe Theory] จึงคู่กับ “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาตา–ตถตา” [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท: หาเหตุได้–ดับเหตุนั้นได้ = สมุทยวาร–นิโรธวาร หรือ ได้ดวงตาเห็นธรรม โดยพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา ในข้อประเด็นนี้ ให้พิจารณาให้ลึกซึ้งด้วยปัญญาแห่งวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่เรื่องปัญญาสามัญ ปัญญาหางอึ่ง เพราะธรรมนี้เป็นขั้นบรมธรรมแห่งนิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” นั่นคือ ดับทั้ง “อวิชชา” อันเป็น “กิเลสสีสะ” และ “ชีวิตินทรีย์” อันเป็น “ปวัตตสีสะ” อันเป็นคุณบทแห่งชีวิตสมสีสีบุคคลหรือพระอเสขะ] แต่ถ้าเมื่อไหร่ “กาลามสูตร” ไปจับคู่ปฏิสังยุตด้วย “อวิชชา” ก็ถึงคราวความฉิบหายแห่งชีวิตมาเยี่ยมด้วยอย่างความคิดถึง ปราศจากปัจฉิมลิขิตใดๆ คือ “หายห่วง” [Undoubtedly] บุคคลนั้นย่อมอยู่ในคติ ๔ ได้แก่ (๑) อบาย [ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ] (๒) ทุคติ [ที่ไปเกิดอันชั่ว หรือแบบดำเนินชีวิตที่ไม่ดี] (๓) วินิบาต [ภพคือภาวะแห่งชีวิตที่มีแต่ความตกต่ำเสื่อมถอยย่อยยับ] และ (๔) นรก [เหวแห่งความทุกข์ ที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย ที่ไปเกิดและเสวยความทุกข์ของสัตว์ผู้ทำบาป] ดังนั้น จงสร้างขวัญกำลังใจให้ตนด้วยปราโมทย์ปีติยินดีในการปฏิบัติธรรม [ให้ครบในสาสน์ ๓: ปริยัติ–ปฏิบัติ–ปฏิเวธ] ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยรอบคอบอย่างมีสติสัมปชัญญะเสมอ ศรัทธาและฉันทะย่อมเกิดขึ้นส่งอานิสงส์ผลบุญนั้น เป็นปัจจัยสนับสนุนให้บรรลุได้ถึงพระนิพพาน อันเป็นปรมัตถประโยชน์แห่งชีวิตนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4744529