๑๔. ความไม่บริสุทธิ์ด้วยกุศลธรรมอย่างแท้จริง

        The Extreme Impurity of Wholesome States

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1226  

 

ความสำคัญของบทความ

 

หลักการปฏิบัติที่สากลมากที่สุด คือ พุทธโอวาท ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ไม่ทำความชั่วทั้งปวง นั่นคือ เว้นจากอกุศลกรรมทั้งปวง (๒) ทำความดีให้เพียบพร้อม นั่นคือ หมั่นประกอบกุศลกรรมทั้งปวง (๓) ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ นั่นคือ ชำระจิตใจให้เป็นอัพยากฤตสม่ำเสมอ  เพราะฉะนั้น ในการประกอบกุศลกรรมต้องเริ่มต้นจาก “สีลวิสุทธิ” ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ [กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓] และ ปาริสุทธิศีล ๔ [ปาฏิโมกขสังวรศีล–อินทรียสังวรศีล–อาชีวปาริสุทธิศีล–ปัจจัยสันนิสิตศีล] หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ด้วยการสมาทานประพฤติได้ด้วย “เบญจศีล–ศีล ๕” [ไม่ฆ่าสัตว์–ไม่ลักขโมย–ไม่ผิดในกาม–ไม่โกหก–ไม่เสพน้ำเมา] ที่จิตสหรคตด้วย “เบญจธรรม” [เมตตาและกรุณา–สัมมาอาชีวะ–กามสังวร–สัจจะ–สติสัมปชัญญะ] สิ่งเหล่านี้ ทำให้จิตใจไม่ขุ่นมัวเป็นเศร้าหมองไม่เกิดตัณหา ความพยาบาท และคิดเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตนเองให้เดือดร้อนลำบากเปล่าๆ ทำให้เกิดปัญญาเห็นกรรมในสัตว์ทั้งหลาย [กัมมัสสกตาปัญญา] จิตจึงสหรคตด้วยกุศลธรรมกับเติมความว่างเปล่าปรุงแต่งจิต [อุเบกขา–เอกัคคตา–อนัตตสัญญา–อาเนญชาภิสังขาร] ฉะนั้น ในการเห็นธรรมด้วยจิตปราศจากนิวรณ์เป็นสมาธิกับปัญญาที่บริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาแห่งความว่างเปล่าไม่เป็นอคติลำเอียงหรือสหรคตด้วยอวิชชา [ปราศจากปปัญจะ ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ไม่มัวเมาไปในอกุศลธรรมทั้งปวง ผู้ปฏิบัติธรรมได้เช่นนี้ก่อน ย่อมเกิดภาวะอันยอดเยี่ยมถึงพร้อมใน ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) การเห็นอันเยี่ยมถึงธรรมและนิพพาน–ทัสสนานุตตริยะ (๒) การปฏิบัติอันเยี่ยมถึงอริยมรรค–ปฏิปทานุตตริยะ (๓) การพ้นอันเยี่ยมจากกิเลสทั้งปวงแล้ว–วิมุตตานุตตริยะ เพราะฉะนั้น การเห็นปรมัตถประโยชน์ที่จะให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ให้ได้ ย่อมกลายเป็นจุดหมายอันยิ่งยวดแห่งอรรถธรรม ไม่ยอมเสียเวลาไปในกรรมที่ไร้สาระหาประโยชน์มิได้ ไม่ยอมให้นิวรณ์ทั้งหลายมาครอบงำปริยุฏฐานจิตใจได้ มีแต่ตั้งจิตมั่นใน “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” หลีกออกจากสังขารธรรมทั้งหลายเพื่อให้ถึงแก่นแท้แห่งธรรมในอริยมรรคเป็นสำคัญ สิ่งเหล่านี้คือปฏิปทาอันเป็นธรรมสำหรับคนดีเป็นศรีสิริมงคลแก่ความเป็นมนุษย์.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความไม่บริสุทธิ์ด้วยกุศลธรรมอย่างแท้จริง

 

ข้อผิดพลาดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อันเกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรม ที่ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญอยู่เสมอ คือ การมนสิการกรรมฐาน [อานาปานสติสมาธิ] ที่เกิดปัญญาเห็นธรรมไม่แตกฉานระหว่าง (๑) “กุศลธรรม” [Wholesome States] หมายถึง ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ กุศลมูล ๓ ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตต์ด้วย “กุศลมูล” [อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ] นั้นก็ดี กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ที่มี “กุศลมูล” เป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า กุศลในภูมิ ๔ กับ (๒) “อกุศลธรรม” [Unwholesome States] หมายถึง ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ อกุศลมูล ๓ และกิเลสอันมีฐานเดียวกับ “อกุศลมูล” [โลภะ–โทสะ–โมหะ] นั้น ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตต์ด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ที่มี “อกุศลมูล” เป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ [โลภมูลจิต ๘–โทสมูลจิต ๒–โมหมูลจิต ๒] ฉะนั้น ความสับสนฟั่นเฟือนในการจำแนกแจกธรรมที่เป็นปัญญาเชิงภาคทฤษฎี กับที่เป็นพฤติกรรมเชิงภาคปฏิบัติ มีความไม่สอดคล้องต้องกันนั้น ย่อมเกิดมูลเหตุจาก “วิปลาส ๔” [Distortion] หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน หรือเป็น ความรู้ที่เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ดังนี้ (๑) “สัญญาวิปลาส” คือ สัญญาคลาดเคลื่อน หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง (๒) “จิตตวิปลาส” คือ จิตคลาดเคลื่อน ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง (๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะ เชื่อถือไปตาม สัญญาวิปลาส หรือ จิตตวิปลาส นั้น ความวิปลาสใน ๓ ระดับ นี้ ส่งผลให้เกิดความวิปลาสในอีก ๔ ด้าน ได้แก่

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข  

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน  

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม  

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เกิดขึ้นในวงศาสนา คือ พวกคนชั่วเสแสร้งทำตนเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม โดยพากันเข้ามาแสวงหาลาภสักการะ รวมทั้งพวกอลัชชี และเดียรถีย์ มาหลอกคนที่ต้องการศึกษาพระศาสนาอย่างแท้จริง แต่กลับเสียท่าเสียจังหวะมาเจอพวกเฮงซวยนี้ก่อน ดูเหมือนเป็นของแท้ กลับกลายเป็นของปลอมหรือของลอกเลียนแบบ และยังดูท่าทางดีกว่าของจริงเสียอีก ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะเห็นวิปลาสไปมากเท่าไหร่ พอหนักๆ เข้า ก็ออกลายให้เห็น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องระวังเอาไว้ ขณะไปใช้ปฏิบัติธรรมตามสำนักปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียง เพราะพวกนี้ทำงานเป็นระบบเครือข่าย ยิ่งไปแบบแสดงฐานะว่ามีเงินร่ำรวย ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น ไม่แน่ใจอย่าเอาของจัญไรเข้าบ้านก็แล้วกัน เดี๋ยวจะซวยทั้งบ้านอีก เขาเรียกว่าตายยกครัว ต้องพิจารณาให้ดี ก่อนจะไปเชื่อใจคนต่างหน้า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายฆราวาสหรือฝ่ายสมณะก็ตาม [ให้พิจารตามเกณฑ์กาลามสูตร] ให้ใช้เวลานานๆ พิจารณา ก่อนตัดสินใจเชื่อในเรื่องนั้นๆ มันเป็นประโยชน์ต่อเราจริงในทางปฏิบัติธรรมหรือไม่ หรือเป็นเรื่องเกินกว่าพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดให้ดี ถ้าไม่ใช่ก็อย่าไปบ้าเพลิดเพลินกับคำสรรเสริญของพวกอุบาทว์จัญไรเหล่านี้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้น ก็เจออย่างแน่นอนความฉิบหายทั้งทรัพย์สินและชื่อเสียง คำว่า “คนชั่ว” มีปนอยู่ในทุกวงการ หัดพึงตนเองไว้ดีที่สุด ความใจดีหรือความช่วยเหลือจากคนชั่ว หมายถึง ความฉิบหายวายวอดไม่เหลือหลออะไรในอนาคตของผู้ขอความช่วยเหลือจากมัน เพราะคนคิดดีย่อมไม่เนรคุณบุญคนอื่น แต่กับคนชั่วต้องคิดให้ดี อย่าปลงใจเชื่อ ให้ความศรัทธาเร็วจนเกินไป จะจนใจเอง [เสียธรรม–เพราะไม่มีจิตปลอดภัยด้วยความไม่ประมาท] เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความดีกับความเลวได้เป็นอย่างดี ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีวาสนาดีได้โอกาสเป็นลูกศิษย์พระอรหันตขีณาสพเจ้าแล้ว ก็นับว่าเป็นผู้มีโชคดี ถ้าไปเจอพวกขุมนรก ก็ให้หนีเร็วๆ อย่าไปวุ่นวายกับพวกนี้มาก ถ้าเห็นมารยาทกิริยาทรามก็ถอนหลังหนีได้เลย ถ้าอยากรู้หลักธรรมอย่างจริงจัง ก็ศึกษาได้จากพระไตรปิฎกและสื่อดีๆ ทางพระศาสนามีมากมาย ฟังเทศน์จากพระอริยเจ้าทางวิทยุหรืออินเทอร์เน็ตคุณภาพสูงๆ มีมากมาย อย่าไปแสดงตัวถึงความอ่อนแอในความล้มเหลวทางชีวิตให้ผู้คนสังเวช หรือไปขอความเมตตากรุณาจากคนอื่นให้มากไป หัดต่อสู้ด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง ไว้บ้าง ให้มันใกล้ตายจริงๆ เทวดามีตาทิพย์ [พระอริยสงฆ์] ย่อมเห็นคนดีตกทุกข์ได้ยาก คงไม่ยอมเสียโอกาสที่จะให้ความช่วยเหลือคนดี เป็นการสร้างทานบารมีอย่างมีเหตุผลของเทวดาองค์นั้น พวกคนชั่วมันจะคอยคิดหาโอกาสเอาผลประโยชน์เป็นหลักไว้ก่อน มันไม่เคยทำบุญแล้วมันจะให้บุญให้ทานคนอื่นได้อย่างไร นอกจากฝ่ายเราเป็นพวกสมองหมาปัญญาควายไปเอง ที่เข้าไปศรัทธาในพวกมัน และจุดอ่อนของเรานั่นเอง ที่เป็นจุดซวยจะสร้างวิบากกรรมที่ลำบากให้ตนเองต่อไป ไม่รู้จักจบสิ้น [การบอกความทุกข์ของตนต่อสาธารณะในบางครั้ง ก็คือการฆ่าตัวตายชนิดหนึ่ง เพราะเปิดโอกาสให้ทั้งคนดีและชั่วเข้ามาในชีวิตในเวลาเดียวกัน] การมีจุดอ่อนให้คนชั่วมันรู้จัก ก็เท่ากับบอกจุดตายให้พวกมันรู้ สุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อพวกมันในที่สุด ฉะนั้น อย่าไปแสดงจุดอ่อนให้ศัตรูได้เห็นเด็ดขาด รีบแก้ไขข้อเสียนี้ให้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้เหตุผลและปัญญาเป็นส่วนประกอบให้ดีที่สุด

 

ดังนั้น สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่เกิดความฟุ้งซ่านวิปริตไป ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน แม้จะมีโอกาสได้พบกับพระอริยเจ้าแล้วก็ตาม ซึ่งอาจเป็นเพราะเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่ผิดขั้นตอน เกิดจากกิเลสานุสัยที่ฝังอยู่ในพื้นจิต เมื่อประสบโอกาสเหมาะแล้ว ย่อมแสดงผลออกมาก็ได้ ซึ่งต้องอาศัยปัญญาที่รู้เท่าทันในการกำจัดกิเลสอย่างละเอียดชนิดนี้ ถึงจะสู้กับกิเลสเช่นนี้ได้อย่างมีชัยชนะ ท่องคาถาอย่างเดียวไม่ชนะขาดลอยได้หรอก เพราะกิเลสมีกำลังแก่กล้ามาก ดังนี้ เป็นต้น แล้วถ้าถามว่า พระอริยเจ้าท่านช่วยอะไรได้มากไหม ก็ตอบได้ว่า ก็ได้แต่ชี้แนะให้แก้ไขได้พอสมควร แต่ไม่ใช่ทำพิธีสะเดาเคราะห์อย่างแน่นอน [ตามคติความเชื่อชาวบ้าน หรือคติลัทธิพราหมณ์] เช่น ให้ปล่อยปลาไหลทั้งตลาด นอนในโลงศพ บังสุกุลตาย–บังสุกุล เป็นต้น [โดยคิดเอาเองว่าคนเป็นได้ตายแล้ว มาเกิดใหม่อีก นับใหม่ คือ ล้างไพ่เล่นใหม่] เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ [ไม่ควรอ้างเป็นเรื่องปัจจัยเข้าวัด] หรือ ก็อย่าไปชักชวนพระเข้าป่าเข้ารกผิดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ให้เข้าใจความจริงแห่งชีวิตอย่างแท้จริงตามหลักพระพุทธศาสนาจะประเสริฐมากกว่า มีสติสังวรระวังว่า คนทุกเกิดมาต้องตายอย่างแน่นอน กำหนดสติน้อยๆ อยู่เนืองๆ เอาไว้ “มรณสติ” หมายถึง ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาให้มากๆ ที่จะให้เกิด “ความไม่ประมาท” [อัปปมาทะ]

 

ดังนั้น การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วย “สัมมาทิฏฐิ” [ทิฏฐิสัมปทา] คือ ความเห็นชอบในอริยธรรม [อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] กับอริยมรรค [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรค ๔–มัคคญาณ) = ภาวนา] และ “สัมมาสังกัปปะ” คือ ความนึกคิดถูกคลองธรรม เช่น “กุศลวิตก ๓” ดังนี้

 

“กุศลวิตก ๓” หมายถึง ความตรึกที่เป็นกุศล ความนึกคิดที่ดีงาม ได้แก่

(๑) “เนกขัมมวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน

(๒) “อพยาบาทวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วย เมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย

(๓) “อวิหิงสาวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วย กรุณา ไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย

 

เพราะฉะนั้น ทั้ง “สัมมาทิฏฐิ” กับ “สัมมาสังกัปปะ” นั้น เป็นฝ่ายการเจริญปัญญา จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นในภายตน ที่จะช่วยให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม] แล้วค่อยพัฒนาปัญญาดังกล่าวนี้ไปสู่จิตที่ประเสริฐยิ่งแห่งสากล ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุด นั่นคือ เห็นนิพพาน

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา มรรคมีองค์ ๘

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ นิพพาน

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมเกิดการเจริญภาวนากรรมฐาน อย่างถูกต้องเหมาะควรแก่ธรรมและขยันหมั่นเพียรจริงๆ ไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติไปตามกระแสนิยมทางสังคม หรือตามการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ออกนาม ในการเจริญภาวนาด้วยอริมรรค [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] นั้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมุ่งเน้นการเจริญวิปัสสนาด้วย “อนุปัสสนา ๗” ให้มาก ย่อมทำให้เกิดปัญญาใน ๗ ประการ สิ่งนี้คือการสร้างปัญญาให้งอกงามในทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง อย่าไปเชื่อหมอดูให้มากเกินเหตุ ให้ศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของตนเอง ที่ประกอบด้วย “วิชชาและจรณะ” ก็ให้ประพฤติอนุปัสสนาตามความชำนาญในวิปัสสนาแต่อย่างนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ย่อมเกิด “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว]

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ย่อมเกิด “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส]

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ย่อมเกิด “มหาปัญญา” [ปัญญามาก]

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ย่อมเกิด “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า]

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ย่อมเกิด “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง]

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัย ย่อมเกิด “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง = ปัญญาหยั่งลงในความลึกซึ้ง]  

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือผิดยึดมั่น ย่อมเกิด “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้]

 

แหล่งกำเนิดปัญญาเกิดขึ้นจากขั้นตอนวิปัสสนาภาวนาในส่วนนี้ เมื่อทำให้มากๆ ทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ย่อมเกิดอานิสงส์ทางปัญญาแตกฉานใน ๔ ด้าน ที่เรียกว่า “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” ดังนี้

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้  

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ และอานิสงส์ที่เกิดจากข้อนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีความฉลาดเชี่ยวชาญในการพิจารณาสภาวธรรม ที่เรียกว่า “โกศล ๓” ดังนี้

 

“โกศล ๓” หมายถึง ความฉลาด–ความเชี่ยวชาญ ได้แก่

(๑) “อายโกศล” คือ ความฉลาดในความเจริญ รอบรู้ทางเจริญและเหตุของความเจริญ

(๒) “อปายโกศล” คือ ความฉลาดในความเสื่อม รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม

(๓) “อุปายโกศล” คือ ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ

 

 

ฉะนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่ตั้งใจจริงก็ไม่ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่ามีมิตรชั่วอยู่ใกล้ตัวเป็นเด็ดขาด เพราะเป็นอัปรีย์อับโชค ทำให้สิ้นความคิด ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม พระอริยสงฆ์ย่อมไม่สรรเสริญพวกคนชั่ว [อมรรค] และพวกคนโง่เขลา [เบาปัญญา–โง่เป็นแดนเกิดด้วยกรรมในกาลทั้ง ๓] แต่จะสรรเสริญคนที่ประกอบดวามเพียรไม่ขาดเว้น [วิริยารัมภะ] ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย [กุสลธัมมานุโยค] และประการสำคัญ ต้องปฏิบัติธรรมเหมาะควรแก่ธรรม ดำเนินชีวิตตามคลองธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] อันเป็นปฏิปทาอันยิ่งที่จะเกื้อกูลให้พบพระนิพพานตามกำลังอินทรีย์ของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ข้อประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดอีกอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย คือ อย่านิ่งนอนใจไปตามอำเภอใจของตนเอง หรือการเพลินเพลินไปตามโลกธรรมทั้งหลาย [มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์] ก็ให้ฝึกฝนตนเอง [ทมะ] ให้เข้าใจถึงการปล่อยวางด้วยจิตที่เป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้นกับตน ด้วยการรู้เท่าอย่างถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นไป ไม่ใช่ช่างไม่รู้อะไรเลย ที่เรียกว่า “อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา] หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง [ไม่มีอคติลำเอียง] พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ [มนสิการด้วย กัมมัสสกตาสัทธา] พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปทาด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘] รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดูด้วยจิตที่ว่างเปล่า  หมั่นเติมความว่างเปล่า ลงในจิตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความไม่ประมาทอย่างไม่เสื่อมคลาย จิตว่างไม่ใช่ให้จิตเลอะเลือน หวั่นไหว ฟุ้งซ่าน สัดส่ายไป ตามโลกธรรมทั้งหลาย เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ ในเมื่อไม่มีกิจอกุศลที่ควรทำ เพราะรับผิดชอบตนได้ดีแล้ว บุคคลนั้นสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน เพื่อไม่ให้ “เสียธรรม” [วิบัติ] อันจะเป็นอุปสรรคขัดขว้างไม่เจริญก้าวหน้าในการเจริญภาวนาของตน อนึ่ง ในบางคนมีการเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงๆ ได้เป็นอย่างดี ก็มา เสียธรรม ได้ง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง [ไม่สำรวมอินทรีย์อย่างแท้จริงและเกิดความประมาทในธรรม] เนื่องจากไม่ได้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยอันเป็นคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง [ถือผิดด้วยประมาท] ซึ่งไม่ต่างจากผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบในหน้าที่ของตน ได้แก่

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส 

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความมักน้อย 

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ 

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด 

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย

 

 

ดังนั้น คำสอนเหล่านี้ ไม่ได้มีไว้ให้เทวดาปฏิบัติตาม แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบตามหน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมพึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ละเลยอย่างไร้สติสัมปชัญญะ มิฉะนั้น ก็ไม่น่าจะมาเรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” ให้เสียขี้ฟันกันเปล่าๆ หรือจะมาทำเป็นไม่รู้เรื่องว่า: “มีด้วยหรือเรื่องแบบนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่ามี” [แกล้งทำไขสือ–รู้แล้วทำเป็นไม่รู้ คือ ฉลาดในทางที่ผิด ไม่ใช่พระอริยบุคคลอย่างแท้จริง] อนึ่ง เมื่อทำผิดแล้ว ย่อมเกิดแก่กรรมในวาระนั้นๆ จะมาถอนคำพูดอย่างในสภาไทยแล้วหายกันไม่ได้ เพราะในการปฏิบัติธรรมนั้น “ต้องคิดก่อนทำ” [อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะทุกขณะ] ไม่ใช่ “ทำแล้วค่อยคิดตาม” [ว่าฉิบหายหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็ฉิบหายจริงๆ คือ วิบัติ ๔: ศีลวิบัติ–อาจารวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ–อาชีววิบัติ] เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรมเป็นอย่างดีแล้ว ไม่น่าผิดพลาดในเรื่องอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสียและไม่ใช่เรื่องของผู้มีปัญญาพึงกระทำใดๆ นอกจากนี้ ในการฟังหรืออ่านคำบรรยายธรรมทั้งหลายนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะกล่าวถึงประเด็นซ้ำๆ กัน  ที่เป็นหัวใจสำคัญ เพราะไม่ใช่การเล่านิทานกล่อมเด็กก่อนนอน ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้เด็กติดตามเรื่องตลอด ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าทำตัวเป็นเด็ก ฝึกหัดเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบตนเองอย่างสูง ยิ่งแก่ใกล้ตายก็ยิ่งต้องรู้จักไม่เพลิดเพลินในสังขารทั้งหลายและโลกอีกต่อไป เพราะมันใกล้เวลาจะไปแล้ว ไม่น่าจะมาห่วงอะไรข้างหลัง มันจะอยู่มันจะไปอย่างไร ไม่ติดอกติดใจอะไรอีกแล้ว อย่าไปนึกเป็นผีเฝ้าสมบัติเลยดีกว่า ความเข้าใจเกี่ยวภาวการณ์ตายนี้ อธิบายได้ยาก เพราะผู้บรรยายยังไม่เคยตายมาก่อน มิฉะนั้น จะได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม ให้ถือเป็นภาวะสำคัญในชีวิต ซึ่งสามารถกำหนดรู้ได้ด้วยการเจริญมรณสติภาวนา  ระลึกถึงความตายเอาไว้ ให้เกิดสติสัมปชัญญะรู้ตัวตลอด ไม่ใช่มาตกใจผีตัวเอง จิตตัวเองมันหลอกตัวเองให้กลัว ทั้งที่มันก็มีผีอยู่กับตัวทุกวันทุกวินาที อยากรู้ว่าผีเป็นอย่างไร ก็ให้ลองหยุดหายใจสัก ๒–๓ นาที นั่นแหละผียังไม่เน่า ถ้าหยุดหายใจเลยนั้นไป ก็เป็นผีจริงๆ ผีมืออาชีพอย่างแน่นอน ตัวตนเราก็คือผี คนรอบข้างก็คือผี แล้วยังคิดอยู่กับพวกผีอีกหรือ [อสุภะยังหายใจ] หรือชอบดมผีจับผี ก็เชิญตามสบาย ข้อยบ่เอาด้วยแล้ว ...! เมื่อจิตไม่ถือมันในรูปกายแล้ว เห็นกายเป็นสิ่งปฏิกูลสกปรก ไม่ใช่สรณะ ก็กำหนดพิจารณาดูจนเห็นเป็น ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–และ–อินทรีย์ ๒๒ ซึ่งแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) รูปธรรม [ร่ายกาย = รูป] กับ (๒) นามธรรม [จิต = วิญญาณ เจตสิก = เวทนา–สัญญา–สังจาร ฉะนั้น เจตสิก = จิต] ต่อจากนั้น ให้จำแนกแจกธรรมให้ละเอียด ได้แก่ อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–และ–อินทรีย์ ๒๒ พิจารณาต่อไปให้เห็นธรรมใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ คือ “อวิชชา” กับ “ตัณหา” ที่มีจิตสหรคตด้วย “ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” ได้แก่ อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖–ตัณหา ๖–วิตก ๖ เพื่อพิจารณาให้เห็นการเกิดและดับของตัณหาให้ได้ อย่าไปคิดว่าเข้าใจแล้วทั้งหมด พิจารณาบ่อยๆ จนเกิดความเชี่ยวชาญ ให้จิตพิจารณาให้เร็วจนถึงขั้นเป็นภาพนิมิตให้ได้ นั่นแหละถึงจะกล่าวได้ว่าเห็นธรรม ไม่ใช่นึกคิดได้เพียงรูปพยัญชนะหรือเสียงเท่านั้น ต้องเห็นเป็นสภาวธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งจิตวิญญาณของตนที่เป็น “นิมิตแห่งขันธ์ ๕” ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ คือ เป็นจิตสะอาดปราศจากนิวรณ์ [สัมมาสมาธิ] ซึ่งทำให้ “สติบริสุทธิ์” [สัมมสติ] ไปด้วย และ “สัมปชัญญะคมชัด” [ปัญญา] ไปด้วย [อุเบกขา] ดังนั้น จะพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ด้วยความว่างเปล่า ก็เห็น [อาการลักษณะแห่งจิต] ด้วยปัญญาหยั่งรู้ได้ตามเป็นจริง และไม่หลงใหลไปกับธรรมทั้งหลายเหล่านี้

 

อย่างไรก็ตาม ลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรมจำแนกออกเป็น ๓ พวก ได้แก่ (๑) พวกขบทฤษฎีได้ก่อน แต่อ่อนทางปฏิบัติ กับ (๒) พวกอ่อนทฤษฎี แต่ชำนาญทางปฏิบัติ และ (๓) พวกชำนาญทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ [นั่นคือ ผู้จริงในศาสตร์ทั้ง ๓ ได้แก่ พุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์] แต่ประการสำคัญที่สุด ย่อมเป็นผู้รู้และเข้าใจดีถึง “กุศลธรรม” [สุจริต ๓] เป็นมูลฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน คือ มีความบริสุทธิ์ทั้ง ๓ กรรม ได้แก่ (๑) กายกรรม–กายสุจริต ๓ (๒) วจีกรรม–วจีสุจริต ๔ (๓) มโนกรรม–มโนสุจริต ๓ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กุศลกรรมบถ ๑๐” ฉะนั้น เมื่อ “กุศลธรรม” [สุจริต ๓] สัมปยุตต์กับการเจริญจิตตภาวนา ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น เรียกว่า “อาเนญชา–โวทานธรรม” [สมาบัติ ๘ = รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] แต่ “กุศลธรรม” [สุจริต ๓] ที่เกิดขึ้นทั้งใน (๑) การเจริญจิตตภาวนา [สมถะ–สมถกรรมฐาน] กับ (๒) การเจริญปัญญาภาวนา [วิปัสสนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน] เรียกว่า “สมธรรม” [ธรรมความสงบ] สำหรับประเด็นดังกล่าวนี้ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่กลับเป็นเรื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวอย่างคาดไม่ถึง ที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นที่ถูกขั้นตอนทุกวิธีด้วยการชำระกายวาจาใจให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้นจนจบ จึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมแต่ละคน ไม่ใช่เดินหน้าแล้วห้วนกลับมาซ่อนแซมข้างหลัง ซึ่งจะเป็นเรื่องสำเร็จในการบรรลุอธิคมธรรมในพระธรรมวินัยนี้ได้ยาก หรือหมดโอกาสบรรลุถึงโลกุตตรธรรม นั่นเอง

 

ประการสำคัญที่สุด ในระหว่างการปฏิบัติธรรมนั้น ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขานั้น ย่อมรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นไว้ได้อย่างสถาพรด้วย “การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร” [ถ้าเป็นพระภิกษุ ก็มีบุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ ได้แก่ อโคจร ๖: (๑) หญิงแพศยา (๒) หญิงหม้าย (๓) สาวเทื้อ (๔) ภิกษุณี (๕) บัณเฑาะก์–กะเทย และ (๖) ร้านสุรา ถ้าจะให้หมายถึงคนชั่วกรรมหนัก ก็คือ พวกโจร พวกนักเลง หรือ พวกอันธพาล รวมทั้งพวกประกอบกรรมชั่วในการทำมาหากินทุกประเภท คือ มิจฉาชีพ] ถ้าจะอบรมสั่งสอนได้ แต่อย่าคลุกคลีที่จะนำความเศร้าหมองมาสู่ตน แต่อย่าไปหวังผลงานอะไรกับคนชั่วให้มากนัก หรือไปหลงบุญกับพวกไร้สาระ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารในชีวิต ถ้ามีสติสัมปชัญญะไม่เป็นสมาธิที่แกร่งดีพอ ก็อาจทำให้เสียธรรมได้ ก็ให้ถือเป็นเรื่อง “กัมมัสสกตา” [กรรมของสัตว์] ประการสำคัญอีกหนึ่ง อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ เพราะเข้าตาจน ไม่มีทางเลือกในการทำมาหากิน แต่ให้ถือเรื่อง “กาลามสูตร” เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจที่จะเลือกกระทำกรรมใดๆ โดยไม่ทำ “โยนิโสมนสิการ” [คิดถูกวิธีด้วยเหตุผล เห็นขอบเขตปัญหาได้ทุกมุมมอง มองเป็นเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันกลายเป็นปัญหานั้นๆ] ก่อนที่จะปลงใจเชื่อ [อธิโมกข์] เสียก่อน ซึ่งผลวิบากที่ตามมาภายหลังอาจทำความเดือดร้อน คือ วิปฏิสาร ให้แก่ตนและคนรอบข้างได้ สำหรับเรื่องสามัญพื้นฐานดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นเสมอในการครองชีวิตทุกวัน และคนส่วนใหญ่ก็ประมาทในเรื่องนี้เสียด้วย เพราะตั้ง “เจตนาแห่งอธิษฐานธรรม” [อธิษฐานบารมี (ข้อ ๘ ในบารมี ๑๐) คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่] ไว้ไม่ดีพอ รู้ไม่หมดสิ้นและรู้ไม่จริง [อธิษฐานธรรม ๔: (๑) ปัญญา–ความรู้ชัด คือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง = ญาณทัสสนะในสมาธิ กับ ญาณในวิปัสสนา (๒) สัจจะ–ความจริง คือ ดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ = อภิญญา (๓) จาคะ–ความสละ คือ สละสิ่งอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งทั้งหลายอันผิดพลาดจากความจริงเสียได้ เริ่มแต่สละอามิสจนถึงสละกิเลส = วิราคะ (๔) อุปสมะ–ความสงบ คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมอง อันวุ่นวายเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้ = ปวิเวก] อย่างไรก็ตาม “อธิษฐานธรรม ๔” ดังกล่าวนี้ ก็ตรงกับ คำว่า “บารมี” หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้าและความเป็นมหาสาวก เป็นต้น ดังนี้

(๑) “ปัญญา” (ข้อ ๔ ในบารมี ๑๐) คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และรู้จักแก้ไขปฏิบัติจัดการต่างๆ โดยนัยแล้ว คือ “สมถะกับวิปัสสนา” [ฌานกับญาณ อันมีสมุฏฐานมาจากกุศลธรรมทั้งปวง]

(๒) “สัจจะ” (ข้อ ๗ ในบารมี ๑๐) คือ ความจริง คือ พูดจริง–ทำจริง–และ–จริงใจ หรือการเกิดปัญญาแตกฉานในอริยสัจจธรรมทั้งหลาย [อริยสัจจ์ ๔–ธรรมจักร]

(๓) “ทาน” (ข้อ ๑ ในบารมี ๑๐) คือ การให้ การเสียสละ โดยเฉพาะการให้ทานสูงสุด คือ “ธรรมทาน” เป็นการให้ปัญญาแก่ผู้อื่น อันเป็นกรุณาคุณหรือกิจในความเป็นพุทธะ

(๔) “เนกขัมมะ” (ข้อ ๓ ในบารมี ๑๐) คือ การออกบวช [สมณธรรม] ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม [ประพฤติพรหมจรรย์ = ไตรสิกขา คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา]

 

 

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนอาจอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “จุดไต้ตำตอ” เพราะตีธรรมไม่ออก คิดตื้นๆ ไป เพราะมี อวิชชา–ความไม่รู้จริง และ ปมาทะ–ความปรมาท [ตัณหา–อุปาทาน = ปปัญจะ ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ความไม่เชื่อที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล คือ ตัวบ่อนทำลายโอกาสที่ดีในการพัฒนาปัญญาของตน เพราะจิตขุ่นมัวหรือเศร้าหมอง ไม่สามารถรับคุณธรรมความดีได้ง่าย จิตถูกครอบงำกลุ้มรุมด้วยนิวรณูปกิเลสทั้งหลาย [โดยเฉพาะอย่าง วิจิกิจฉา–ความละแวงสงสัย คำว่า “นิวรณ์” หมายถึง นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ซึ่งครอบคลุมการเข้าถึงภูมิทั้ง ๔ ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วย “สมธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ (๑) กามาวจรภูมิ (เข้าถึงได้ด้วยศีลบริสุทธิ์)  (๒) รูปาวจรภูมิ (เข้าถึงได้ด้วยรูปฌาน ๔)  (๓) อรูปาวจรภูมิ (เข้าถึงได้ด้วยอรูปฌาน ๔) และ (๔) โลกุตตรภูมิ (เข้าถึงได้ด้วยอริยมรรค ๔) ตามลำดับ] เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่เป็นสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นใดก็ตาม ย่อมเป็นจิตที่สกปรกอยู่ มัวหมอง เศร้าหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่สดใสด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี และไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง เพื่อจะดับทุกข์ทั้งปวงเช่นกัน ซึ่งเรียกว่า (๑) “มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ” ซึ่งแก้ทางด้วย (๒) “สติ–สัมปชัญญะ” ในปัญญาพื้นฐานดังกล่าวนี้ เป็นสมุฏฐานแห่งความล้มเหลวกับความสำเร็จ [อิทธบาท–วิถีความสำเร็จ] ของชีวิตและการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามความสำคัญในธรรมอันเป็นข้อธรรมย่อยที่สัมพันธ์กับข้อธรรมหลัก ที่ต้องจำแนกแจกธรรมให้เป็นหมวดๆ ไป โดยเฉพาะอย่าง การพิจารณาโดยกลาป [กลาปะ] ที่เรียกว่า “กลาปวิปัสสนา” [สัมมสนญาณ (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) ที่อยู่ช่วงระหว่างกับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ (นามรูปปริจเฉทญาณ ข้อ ๑ในญาณ ๑ต) ซึ่งเกิดจากปัญญาเห็นปฏิจจสมุปบาทใน “ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด] นั่นคือ ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาความแตกต่างระหว่าง (๑) “มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ” กับ (๒) “สติ–สัมปชัญญะ” พร้อมด้วย (๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา” ดังนี้

 

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้–ความไม่ตามระลึก–ความไม่หวนระลึก–ความระลึกไม่ได้–อาการที่ระลึกไม่ได้–ความไม่ทรงจำ–ความเลื่อนลอย–ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้–ความไม่เห็น–ความไม่ตรัสรู้–ความไม่รู้โดยสมควร–ความไม่รู้ตามความเป็นจริง–ความไม่แทงตลอด–ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง–ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ–ความไม่พินิจ–ความไม่พิจารณา–ความไม่กระทำให้ประจักษ์–ความทรามปัญญา–ความโง่เขลา–ความไม่รู้ชัด–ความหลง–ความลุ่มหลง–ความหลงใหล–อวิชชา –โอฆะคืออวิชชา–โยคะคืออวิชชา–อนุสัยคืออวิชชา–ปริยุฏฐานคืออวิชชา–ลิ่มคืออวิชชา –อกุศลมูลคือโมหะ

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สติ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธิ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง– ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา

(๓.๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” หมายถึง (๑) ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ = ธัมมัฏฐิติ] (๒) ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ [สัจจานุโลมิกญาณ] (๓) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยมรรค ๔ [มัคคญาณ] (๔) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยผล ๔ [ผลญาณ]

(๓.๒) “ทิฏฐิสัมปทา” หมายถึง ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๒) การบวงสรวงย่อมมีผล (๓) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๔) โลกนี้มีอยู่ (๕) โลกอื่นมีอยู่ (๖) มารดามีอยู่ (๗) บิดามีอยู่ (๘) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๙) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ความเห็นด้วย: (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง– ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

 

อนึ่ง “ความเห็น–ความเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส [ปสาทะทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติธรรม ที่ดำเนินตามสมุฏฐานถูกต้องโดยกำหนดธรรมดา [ธรรมนิยาม ๓: สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน] และคล้อยตามหลักธรรมอันเป็น “กฎธรรมชาติ” [อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์] นั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งรวมด้วยทั้งปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่

(๑) “ปัญญาเห็นธรรม” = ทัสสนานุตตริยะ–การเห็นอันเยี่ยม (ข้อ ๑ ในอนุตตริยะ ๓) นั่นคือ ปัญญาอันเห็นอาณาจักรธรรม [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักร] หรือ อย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน

(๒) “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม อภิสมัย–ความตรัสรู้แล้ว อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม ธรรมาภิสมัย–การตรัสรู้ธรรม–การสำเร็จมรรคผล] = ปฏิปทานุตตริยะ–การปฏิบัติอันเยี่ยมที่เห็นประจักษ์แล้วด้วยตนเอง [ไตรสิกขา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔] (ข้อ ๒ ในอนุตตริยะ ๓) กับ วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม [ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง–นิพพาน] (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๓)

 

 

อนึ่ง ในคำว่า “ปัญญา” [Wisdom] นั้น คือ ธรรมชาติที่เป็น “ธาตุรู้” ที่รวมเป็นองค์ประกอบอยู่ใน “วิญญาณธาตุ” (ข้อ ๖ ในธาตุ ๖) นั่นคือ บรรดาธาตุต่างๆ ที่เป็น “อายตนะ ๑๒” กับ “ธาตุ ๑๘” เพื่อให้พิจารณาเห็นธรรมในขณะจิตว่างเปล่า [(๑) สมาธิ–สมาถะ = สุญญตะ–อนัตตตา คือ จิตว่างเปล่า หรือ อุเบกขา–เอกัคคตา นั่นคือ จิตประภัสสร กับ (๒) วิปัสสนา = สุญญตะ–อนัตตตา คือ การหยั่งรู้ด้วยความว่างเปล่า] ซึ่งไม่ใช่ปัญญาตามวิสัยแห่งโลกียะ นั่นคือ “สมาธิสามัญ” กับ “ปัญญาสามัญ” ตากปกติในชีวิตประจำวัน ที่จะเข้าใจหลักธรรมดังกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้งใน “ภูมิแห่งวิปัสสนา” [อภิธรรม] เพราะฉะนั้น “จิตที่ว่างเปล่า” กับ “การหยั่งรู้ที่ว่างเปล่า” เป็นภาวะจิตและปัญญาอยู่ในโลกที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์ [ปรมัตถธรรม ๔–ปรมัตถสัจจะ] เพื่อจะก้าวไปสู่ภาวะที่เหนือโลกวิสัย นั่นคือ “โลกุตตรธรรม–โลกุตตรภูมิ” ดังนี้

 

การกำหนด “จิต–สติ–สมาธิ–สัมปชัญญะ” ตามพิจารณาด้วย  “วิตก ๖” และ “วิจาร ๖” ใน “ธรรม” หรือ “สภาวธรรม” ที่เกิดดับในบรรดาธรรม [ปรมัตถสัจจะ] ต่อไปนี้ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖–วิญญาณ ๖–ธาตุ ๑๘ ดังนี้

(๑) จักขุธาตุ–จักขายตนะ–จักขุปสาท–จักขุวิญญาณ–จักขุนทรีย์

(๒) รูปธาตุ–รูปายตนะ–รูปารมณ์

(๓) จักขุวิญญาณธาตุ

(๔) โสตธาตุ–โสตายตนะ–โสตปสาท–โสตวิญญาณ–โสตินทรีย์

(๕) สัททธาตุ–สัททายตนะ–สัททารมณ์

(๖) โสตวิญญาณธาตุ

(๗) ฆานธาตุ–ฆานายตนะ–ฆานปสาท–ฆานวิญญาณ–ฆานินทรีย์

(๘) คันธธาตุ–คันธายตนะ–คันธารมณ์

(๙) ฆานวิญญาณธาตุ

(๑๐) ชิวหาธาตุ–ชิวหายตนะ–ชิวหาปสาท–ชิวหาวิญญาณ–ชิวหินทรีย์

(๑๑) รสธาตุ–รสายตนะ–รสารมณ์

(๑๒) ชิวหาวิญญาณธาตุ

(๑๓) กายธาตุ–กายายตนะ–กายปสาท–กายวิญญาณ–กายินทรีย์

(๑๔) โผฏฐัพพธาตุ–โผฏฐัพพายตนะ–โผฏฐัพพารมณ์

(๑๕) กายวิญญาณธาตุ

(๑๖) มโนธาตุ–มนายตนะ–มโน–มโนวิญญาณ–มนินทรีย์

(๑๗) ธรรมธาตุ–ธรรมายตนะ–ธรรมารมณ์

(๑๘) มโนวิญญาณธาตุ

 

 

ฉะนั้น ในการศึกษา สภาวะ–ปรากฏการณ์–สภาวธรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความรู้ทางโลก [สมมติสัจจะ:  สสารวัตถุ–วัตถุธาตุ] หรือทางธรรม [ปรมัตถสัจจะ: จิตวิญญาณธาตุ–มโนวิญญาณ] ก็ตาม ก็ต้องพิจารณาด้วย คำว่า “ธาตุ–ธาตุธรรมชาติ” และการเกิดและการดับของสภาวธรรมที่มีขึ้นในใจของมนุษย์ ก็คือ “กรรม ๓” ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่มี “กรรม” ยึดครอบครอง [อนุปาทินนธรรม ภาวะที่ปราศจากกรรมทั้ง ๓] จึงเป็นภาวะที่นำไปสู่ “นิพพาน” [อสังขตธรรม] ที่เรียกว่า “อมตธาตุ” ส่วน “ภาวะแห่งกุศลธรรม” จะสิ้นสุดลงที่ขั้น “อรหัตตผลวิมุตติ” [จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ] เมื่อก้าวสู่ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” จึงเป็น “ภาวะแห่งอัพยากตธรรม” เท่านั้น กล่าวโดยย่อ ในกระบวนคิดหรือการประมวลผลทางปัญญาในสมองมนุษย์นั้น ย่อมเจริญด้วย “ปรมัตถธรรม ๔–ปรมัตถสัจจะ–อภิธรรม” ที่ถือเป็น หลักการ–หลักทฤษฎี นั่นคือ หลักอภิธรรม ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติผู้ใดจะฝึกทักษะการคิดดังกล่าวนี้ได้ จนเกิดความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ความฉลาด ที่ประกอบด้วย (๑) ปัญญาเห็นธรรม กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่ใช้ความเร็วสูง กับความเข้าใจที่ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ–ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา–สัมมาสังกัปปะ] เพื่อจะลงความเห็นเป็น “ข้อสรุปแห่งความเป็นสากล” [Generalizations] ซึ่งหมายถึง อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ เพื่อเป็น การพิสูจน์ การหักล้าง การยืนยัน ด้วยหลักฐาน ที่เกี่ยวกับหลักการดั้งเดิมและการตั้งหลักการใหม่ ที่คล้อยตามชุดข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ [สภาวธรรมตามวาระสมัยใดสมัยหนึ่ง] ที่กำหนดขอบเขตเอาไว้ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะละเลยภาระหน้าที่ใน “การเจริญภาวนา–การมนสิการกรรมฐาน” [โยนิโสมนสิการ–การคิดถูกวิธีอย่างครอบคลุมในเหตุและผล] ไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งจะเป็นฝืน “กฎแห่งไตรลักษณ์” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] หรือ “ธรรมนิยาม ๓” [ความไม่เที่ยงปรากฏแห่งสังขตธรรม–ความแปรปรวนปรากฏแห่งสังขตธรรม–ความไม่ใช่ตัวตนปรากฏแห่งธรรมทั้งหลาย] ในคำศัพท์ที่ใช้ในการบรรยายนั้น ในบางคำกว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะล่วงรู้ถึงได้อย่างประจักษ์แจ่มชัดนั้น ก็ใช่ว่าจะได้ง่ายๆ ที่จะมีปัญญาเห็นตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] ด้วยการลงมือปฏิบัติ บางคนอาจใช้เวลาหลายปี หรือทั้งชีวิต หรือชาติหน้าอีกหลายชาติก็ได้  แต่ก็ไม่อยู่เกินความพยายามวิริยะโดยปัญญาที่พึงตนเองเป็นสำคัญ [ความเป็นอัตตนาถะ คือ พึ่งตนเองได้] เพื่อเสริมสร้างปัญญาใหม่ๆ ที่ทันการกับการกลุ้มรุมของกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดเพื่อชำระไตรสิกขาให้สะอาดหมดจดปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งหลายจนถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [ความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔] ได้นั้น ในทางธรรมเรียกว่า “วิสุทธิ ๗” ได้แก่

(๑) สีลวิสุทธิ–ปาริสุทธิศีล ๔–สมาทานประพฤติได้ในศีล ๕

(๒) จิตตวิสุทธิ–ฌานสมาบัติ ๘–นิโรธสมาบัติ–จตุตถฌาน  

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ทุกขสัจจ์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–สังขารปริจเฉทญาณ

(๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ–สมุทัยสัจจ์–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–จุตูปปาตญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ

(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–มัคคสัจจ์–กลาปวิปัสสนา–ไตรลักษณ์–สัมมาสนญาณ [อาสวักขยญาณ]

(๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–วิปัสสนาญาณ ๙–วุฏฐานคามินีปฏิปทา–[โคตรภูญาณ]

(๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ–มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ

 

เพราะฉะนั้น ให้ลำดับจำแนกแจกธรรมให้ถูกต้องในแต่ละขั้นของการชำระไตรสิกขาให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ คือ พินิจพิเคราะห์ให้ปฏิปทาอันยิ่งยวดที่เกิดขึ้นในวิสุทธิแต่ละขั้นอย่างละเอียดประณีตและลึกซึ่งกว้างไกล หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การเจริญอนุปัสสนา ๗ นั่นเอง ดังนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ย่อมเกิด “ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว”  

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ย่อมเกิด “นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส”

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ย่อมเกิด “มหาปัญญา–ปัญญามาก”

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ย่อมเกิด “ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า”

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ย่อมเกิด “วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง”

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับเหตุ ย่อมเกิด “คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง”

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือผิดยึดมั่น ย่อมเกิด “อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้”

 

แต่ข้อพึงสังเกต การจะได้ปัญญาเหล่านี้มาเป็น “อภิญญา” คือ ความรู้คมชัด ความรู้ยิ่งยวด นั้น บุคคลนั้นต้องมีปรีชาสามารถที่ลุถึงฌานสมาบัติ [รูปฌาน ๔] ที่เรียกว่า “จิตตสมาธิ” [เอกัคคตาแห่งวิเวก–ปฐมฌาน และเอกัคคตาแห่งสมาธิ–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน] ไม่ใช่นั่งนอนนึกเอาคิดเอาเองในขณะนี้ ดังนั้น ในขณะฟังธรรมหรือศึกษาการปฏิบัติธรรม ย่อมหมายถึง จิตของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นสมาธิปราศจากนิวรณ์ในบางส่วนแล้วถึงจะเกิด (๑) “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ธรรมจักร (อาณาจักรธรรม)–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ = เห็นเหตุแห่งทุกข์] ในอันดับต่อไปจึงเป็น (๒) “ปัญญาตรัสรู้” [ไตรลักษณ์ (สัมมสนญาณ)–วุฏฐานคามินีปฏิปทา (วิปัสสนาญาณ ๙)–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน = เห็นอริยสัจจธรรมแห่งอริยสัจจ์ ๔] สำหรับการเห็นด้วยญาณในวิปัสสนา ย่อมเกิดจากการรู้การเห็นด้วยสมาธิตามเป็นจริง [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ ที่เกิดความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ ที่เรียกว่า “วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ (ทิพพจักขุญาณ)–อาสวักขยญาณ” รวมทั้ง “ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ” จากนั้นก็จะเกิดควบคู่กับวิปัสสนา (ญาณ) ที่เรียกว่า “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ: นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ (ปฏิจจสมุปบาท ๑๒)–สัมมาสนญาณ (ไตรลักษณ์)–วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ–ภังคานุปัสสนาญาณ–ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวานุปัสสนาญาณ–นิพพิทานุปัสสนาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–สัจจานุโลมิกญาณ–โคตรภูญาณ–มรรคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ (ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓–มีอาการ ๑๒ นั่นคือ ญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ ใน กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา หรือ ญาณทัสสนะมีอาการ ๑๙ ประการ ใน โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ นั่นคือ(๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) สำรวจรู้กิเลสที่ละแล้ว (๔) สำรวจรู้กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) สำรวจรู้นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่) ถัดจากนั้นจึงตามด้วย อาสวักขยญาณ (มีอาการ ๖๔)–นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน  นั่นเอง]

 

ด้วยเหตุนี้ ในขั้นตอนของ “วิสุทธิ ๗” นั้น ถ้า “สีลวิสุทธิ” (ข้อ ๑ ในวิสุทธิ ๗) ไม่สะอาดหมดจดจากกิเลสอย่างหยาบจริงๆ [กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔] ย่อมทำให้ขั้นตอนต่อไปในการปฏิบัติธรรมผิดเพี้ยนได้จริงใน “มโนกรรม” [มโนทุจริต–มิจฉาทิฏฐิ] นั่นคือ ความล้มเหลว–ความฉิบหายเสียคุณอันใหญ่–ความวิบัติ ของผู้ปฏิบัติธรรมผู้นั้นอย่างไม่มีข้อสงสัยเลย ลองพิจารณาไตร่ตรองให้ประจักษ์ชัดเจนให้เป็นไปตามความจริง ประเด็นนี้ คือ จุดเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา] ฉะนั้น ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมจักต้องเน้นถึงความสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย อันเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองในจิตใจ ด้วยการทำสมาธิด้วยจิตปราศจากนิวรณ์ แล้ค่อยพิจาณาด้วยวิปัสสนา [ญาณ] ต่อไป นั่นคือ อย่าพลาดจาก “วิสุทธิแห่งไตรสิกขา–ความบริสุทธิ์สมบูรณ์แห่งภาวนากรรมฐาน” โดยเด็ดขาด มิฉะนั้น บุคคลผู้นั้น ย่อมไม่สามารถละทิ้งโลกแห่งวัฏฏะหรือสังสารวัฏฏ์นี้ไปได้เลย ไม่สามารถรักษาพันธสัญญาแห่งนิพพานนี้ได้จริง ในความเป็นจริงทางภาคปฏิบัตินั้น “สีลวิสุทธิ” (ข้อ ๑ ในวิสุทธิ ๗) ก็คือ การสมาทานประพฤติได้ใน “ศีล ๕–เบญจศีล” กับ “เบญจธรรม–เบญจกัลยาณธรรม” อันเป็นธรรมคู่กัน ดังนี้

 

“ศีล ๕–เบญจศีล” หมายถึง ความประพฤติชอบทางกายและวาจา–การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย–การรักษาปกติตามระเบียบวินัย–ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว–การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน ได้แก่

(๑) “ปาณาติปาตา เวรมณี” เว้นจากการปลงชีวิต

(๒) “อทินฺนาทานา เวรมณี” เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้

(๓) “กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี” เว้นจากการประพฤติผิดในกาม   

(๔) “มุสาวาทา เวรมณี” เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง  

(๕) “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี” เว้นจากน้ำเมาและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

 

“เบญจธรรม–เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง ธรรม ๕–ธรรมอันดีงาม ๕ อย่าง–คุณธรรม ๕ ประการ คู่กับเบญจศีล เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ ได้แก่

(๑) “เมตตาและกรุณา” คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับศีลข้อที่ ๑

(๒) “สัมมาอาชีวะ” คือ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับศีลข้อที่ ๒

(๓) “กามสังวร” คือ ความสังวรในกาม ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส คู่กับศีลข้อที่ ๓

(๔) “สัจจะ”คือ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับศีลข้อที่ ๔

(๕) “สติสัมปชัญญะ” คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตน [ทมะ] ให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับศีลข้อที่ ๕

 

ในบางครั้ง ผู้ปฏิบัติธรรมอาจนึกถึงข้อประพฤติแบบพราหมณ์ด้วยคุณธรรม ๔ ประการ คือ “พรหมวิหาร ๔” [อัปปมัญญาธรรม ๔: เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา] หรือ (๑) “ตบะ” คือ การประกอบความเพียร = วิริยารัมภะ (๒) “พรหมจรรย์” คือ การละในกามราคะ = เนกขัมมะ (๓) “สัญญามะ” คือ การสำรวมอินทรีย์ ๖ = อินทรียสังวร และ (๔) “ทมะ” คือ การฝึกฝนอบรมตนเอง = ภาวนา [อัตตสัมปทา–ภาวิตัตต์–พระอรหันต์] อนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ใช่พราหมณ์อย่างในสมัยพุทธกาล ก็อย่าลืมประเด็นว่า ตนเองเป็นพุทธมามกะหรือพุทธศาสนิกชนเพียงอย่างเดียว อย่าหลงประเด็นในข้อนี้ก็แล้วกัน เพราะจะกลายเป็น “ชนผู้หลงทิศ” [ผีดิบ] ได้เช่นกัน คือ ความไม่รู้จักตนเอง ย่อมไม่เกิดบุพนิมิตแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” [อัตตสัมปทา–ภาวนา ๔–ภาวิต ๔] ได้ นั่นคือ เป็นพุทธก็ต้องเป็นพุทธ ไม่ใช่เป็นควายจะให้ใครดึงไปไหนก็ไป มันก็เกินไป เพราะไม่ได้ใช้เหตุผลที่ประกอบด้วยปัญญาเลย อันเป็นแสงอรุณแห่งการศึกษาพระธรรมวินัยนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมนั้น ก็ควรเป็น “บารมี ๑๐” หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูงสุด [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม อภิสมัย–ความตรัสรู้ อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม ธรรมาภิสมัย–การตรัสรู้ธรรม–การสำเร็จมรรคผล] เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า [พุทธะ] และ ความเป็นมหาสาวก [อนุพุทธะ] เป็นต้น ได้แก่ ทาน–ศีล–เนกขัมมะ–ปัญญา–วิริยะ–ขันติ–สัจจะ–อธิษฐาน–เมตตา–อุเบกขา โดยแยกระดับเป็น ๓ ขั้น ได้แก่ (๑) บารมี–ระดับสามัญ (๒) อุปบารมี–ระดับรองหรือจวนจะสูงสุด (๓) ปรมัตถบารมี–ระดับสูงสุด หรือจะเทียบเคียงได้กับ ธรรมชาติวิจิตร ๔ อย่าง [จิตสหรคตด้วยความต่างแห่งกรรมทั้งปวง] ได้แก่ (๑) “หีนะ” [อย่างเลว] =  ไม่บำเพ็ญบารมี–ปุถุชนทั่วไป–ไม่เอาดีสักอย่าง–กลัวจะได้ดี–ใฝ่ต่ำดีกว่า (๒) “มัชฌิมะ” [อย่างกลาง–อย่างปานกลาง] = บารมี (๓) “ปณีตะ” [อย่างประณีต–อย่างดี] = อุปบารมี และ (๔) “อธิบดี” [อย่างใหญ่ยิ่ง–อย่างประเสริฐเลิศ] = ปรมัตถบารมี แต่ในทางวิจัยเชิงสังคมศาสตร์นั้น นิยมใช้เกณฑ์ ๕ ระดับ สำหรับค่าคะแนนเฉลี่ย [Mean] เพื่อวัดทัศนคติหรือความคิดเห็นเชิงพฤติกรรม ได้แก่ น้อยที่สุด–น้อย–ปานกลาง–มาก–มากที่สุด เพราะฉะนั้น การทำความดีในขั้นต่างๆ ก็ไม่แตกต่างจากการสะสมอริยทรัพย์ท้งหลาย [อริยทรัพย์ ๗: ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา] ในการสะสมพอกพูนอริยทรัพย์เหล่านี้ จิตใจไม่ขุ่นมัวหรือเศร้าหมองเป็นทุกข์ ซึ่งแตกต่างจากการพอกพูนโภคทรัพย์แห่งโลกธรรมทั้ง ๘ [มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์] ย่อมนำความเดือดร้อนไม่เป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นสุคติหรือทุคติสลับหมุนเวียนกันไปมาก็ตาม ย่อมเรียกว่า “ทุคติแห่งสังสารทุกข์” [ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา นั่นคือ พระอรหันต์ไม่มีสิ่งเหล่าครอบงำจิตใจ] ทั้งสิ้น ภาวะจิตที่สุกๆ ดิบๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ จึงไม่สามารถเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ เพราะนิพพานไม่มีการเกิดการดับ มีความเป็นรสแห่งอมตะ [อมตธาตุ] เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เป็นอื่น ผู้ที่เข้าถึงได้ ย่อมไพบูลย์ด้วยความหยั่งรู้ด้วยความว่างเปล่า ด้วยการเติมจิตใจด้วยความว่างเปล่า ถึงจะเห็นสภาวธรรมโดยปรมัตถ์นี้ได้จริง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674142