๑๕. แหล่งกำเนิดแห่งธรรมทั้งปวง

        The Origin of All Phenomena

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1333  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ขั้นตอนการแสวงหาความรู้ในพระพุทธศาสนานั้น เรียกว่า “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] โดยต้องถือปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นไปตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” เพื่อให้สามารถเข้าถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณแห่งอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔] นั่นคือ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ซึ่งมีลำดับขั้นตอน ๑๔ ประการ ได้แก่ (๑) “วินัย” [ศีลวัตร] (๒) “สังวร” [ความสำรวม] (๓) “อวิปปฏิสาร” [ความไม่เดือดร้อน] (๔) “ปราโมทย์” [ความร่าเริงสดใส] (๕) “ปีติ” [ความอิ่มใจ] (๖) “ปัสสัทธิ” [ความสงบ] (๗) “สุข” [ความสุขราบรื่น] (๘) “สมาธิ” [ความตั้งใจมั่น] (๙) “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นตามเป็นจริง] (๑๐) “นิพพิทา” [ความเบื่อหน่าย] (๑๑) “วิราคะ” [ความสำรอกกิเลส–มรรคญาณ] (๑๒) “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น–ผลวิมุตติ] (๑๓) “วิมุตติญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นความหลุดพ้น–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ] และ (๑๔) “อนุปาทาปรินิพพาน” [ความดับสนิทหาเชื้อมิได้–อาสวักขยญาณ] ฉะนั้น ในการบรรลุอธิคมธรรมได้นั้น ก็อาศัยแหล่งกำเนิดปัญญาทั้งหลายใน “ตัวตนแห่งตน” ซึ่งหมายถึง “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ซึ่งประกอบด้วยปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาในสมาธิแห่งฌาน กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนาแห่งญาณ ในกระบวนการคิดทั้งหมดนี้ เป็นสัจจธรรมโดยปรมัตถ์ฝ่าย “จิตตนิยม” ซึ่งเป็นทฤษฎีพื้นฐานต้นแบบในศาสตร์สมัยใหม่ทุกสาขา ไม่ว่าศาสตร์นั้นจะเน้นการศึกษาวิจัยที่เป็นเชิงคุณภาพ [Qualitative Research] หรือเชิงปริมาณ [Quantitative Research] ก็ตาม อนึ่ง “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” [สังสารวัฏฏ์] นั้น ย่อมเป็นอุปสรรคปิดกั้นปัญญาไม่ให้เข้าถึงคุณธรรมและปัญญาแห่งปรมัตถสัจจะได้ เมื่อพรหมแดนแห่งความรู้ในศาสตร์ทั้ง ๓ มาบรรจบกัน [ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] ฉะนั้น ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดนั้น ย่อมเกิดขึ้นในบุคคลผู้เจริญด้วยอริยอัฏฐังคิกมรรคอย่างไม่น่าสงสัย ผู้ที่ถูกกิเลสครอบงำจิตใจจึงเป็นผู้อับปัญญาไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมก็ตาม เพราะพันธะในความเป็นมนุษย์คือการบรรลุถึง “อธิคมธรรมแห่งนิพพาน” ที่มวลมนุษยชาติไม่ควรละเลยภารกิจนี้ไปอย่างน่าเสียดาย.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – แหล่งกำเนิดแห่งธรรมทั้งปวง

 

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่เป็นธรรมชาตินั้น เพราะเกิดจากระบบ ความเชื่อ ความเห็น ทัศนคติ ที่สังคมขัดเกลาผ่านสื่อทาง ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ที่ผิดๆ จนไปถึงทางตันทางปัญญาด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ โดยพวกนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกในช่วงยุโรปยุคกลาง ที่ปฏิเสธแนวคิดแบบประกาศิต [Prescriptivism] ของฝ่ายศาสนจักร จนเข้าถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมมนุษย์เริ่มเข้าสู่ความไร้ศีลธรรม เป็นการแสวงหา (๑) อำนาจอิทธิพล (๒) วิชาความรู้ และ (๓) เงินตรา ที่เรียกว่า “วัตถุนิยม” [Materialism] กับ “บริโภคนิยม” [Consumerism] ส่วนทางการเมืองนั้น ก็ปรับสู่การไล่ล่าเมืองขึ้นอาณานิคมทั่วโลก เพื่อปล้นทรัพยากรธรรมชาติของคนชาติอื่นมาป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และความต้องการแรงงานทาสจากทวีปแอฟริกา โดยระบาดเหมือนเชื้อโรคจากเกาะอังกฤษสู่สหรัฐอเมริกา [ปล้นดินแดนของชาวพื้นเมืองอินเดียแดง] ซึ่งจะเรียกว่า “จักรวรรดินิยม” ก็ไม่ผิด จนรุกรามเข้าสู่เกาะญี่ปุ่น จีน เกาหลี และ สิงคโปร์ ตามลำดับ จนมาถึงยุคปัจจุบัน ประเทศดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” ที่คอยดักปล้นความอุดมสมบูรณ์ของชาติที่ด้อยพัฒนากว่า หากินกันแบบเป็นทีมคณะโดยจัดเป็นเขตเศรษฐกิจ รวมกลุ่มประเทศเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ภายในกลุ่มกับกลุ่มอื่น จิตของคนตั้งแต่ในยุคนั้นจนถึงยุคนี้ จึงประกอบด้วย “อกุศลมูล ๓: โลภะ–โทสะ–โมหะ” อย่างเต็มขั้น พอกพูนจากรุ่นลูกรุ่นหลานมาสู่รุ่นปัจจุบัน คือ หลอกคนอื่นหากินกัน พวกนี้ไว้ใจไม่ได้ เป็นพวกพอกพูนด้วย “อกุศลกรรมบถ ๑๐” [กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓] เพราะฉะนั้น การค้าระหว่างประเทศจึงเป็นฉ้อโกงกดขี่กันระหว่างคู่ค้า ไม่มีมิตรและศัตรูถาวร มีแต่คำว่า “เหยื่อ” [Victims] อย่างเดียวเท่านั้น องค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ จึงทำหน้าที่รวบรวมเหยื่อทั้งหลายมาให้พวกที่แข็งแรงกว่าดูดเลือด แกล้วทำเป็นทนไม่ได้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า สุดท้ายอยู่ใต้อำนาจกลุ่มค้าอาวุธสงครามอยู่ดี กับกลุ่มมีอิทธิพลทางการเมืองในประเทศนั้นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นคนดีหรือคนไม่ดี มันเกี่ยวข้องกับ (๑) อำนาจ (๒) ความรู้ (๓) เงิน เท่านั้นเอง สภาวการณ์ดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างพร้อมหน้ากัน ไม่ใช่ที่ใดที่หนึ่ง มันเหมือนคนบ่งการอยู่เบื้องหลัง หรือมีพวก “มาเฟียใหญ่–เจ้าพ่อ” ตามแนวคิด ที่เรียกว่า “Conspiracy Theory” ในข้อประเด็นนี้ การแบ่งวรรณะตามลัทธิพราหมณ์ [กษัตริย์–พราหมณ์–แพศย์–ศูทร] จึงใช้ได้ดีกับกระแสโลกในปัจจุบัน แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่เห็นด้วยกับการเบียดเบียนกันจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ที่ถือเป็นมิจฉาชีพระหว่างประเทศ ภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า “ปล้นกันกินระหว่างประเทศ” ฉะนั้น สภาพสังคมในโลกปัจจุบันจึงหนีไม่พ้นจากการเบียดเบียนกันอย่างแน่นอน ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาสภาวธรรมนี้จากสังคมรอบบ้าน ที่ทำงาน แม้แต่ในวงศ์ตระกูลของตน ก็มีการแย่งมูลมรดกกัน เพราะไม่มีใครยอมเสียโอกาสของตนไปให้ผู้อื่นอย่างง่ายๆ ด้วยความเห็นแก่ตัว ปัญหาสังคมดังกล่าวนี้ มีผลกระทบต่อการปฏิบัติธรรมของผู้ใฝ่ความสงบสุข เพราะฉะนั้น จึงควรรีบเร่งให้บรรลุธรรมเร็วๆ เพราะความชั่วอุบาทว์มันกระจายตัวได้รวดเร็ว มันมากับอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกซอกตรอกซอย ส่วนความดีนั้นกระจายกันได้ช้า กลับมีท่าทีจะถอยหลังลงคลองมากกว่า และการหาแหล่งสนับสนุนในการเจริญภาวนาจึงเป็นเรื่องยากตามมาด้วยเช่นกัน คือ มีชั่วมากกว่าดี

 

ฉะนั้น ผู้ที่โชคดีอยู่ในดินแดนมีอารยธรรมสูงแห่งพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นผู้มีวาสนาดี  มีโอกาสได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จะใฝ่สูงลงมือปฏิบัติให้เห็นมรรคผลนิพพานหรือไม่นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไปเกิดตกอยู่ในดินแดนที่มีแต่การฆ่าฟันกันทุกวัน หาความสงบไม่ได้ แล้วจะเอาเวลาไหนไปปฏิบัติศาสนกิจที่จะทำให้บรรลุอธิคมธรรมได้ในเวลาอันสั้นๆ หรือมิฉะนั้น ก็ตายก่อนเวลาอันควร ที่จะได้บรรลุ “โลกุตตรธรรม” ผู้ทรงศีลทรงธรรมก็ย่อมเดือดร้อนรวมชะตากรรมกับสังคมด้วย เพราะอยู่ร่วมกับสังคม สังคมนิยมใฝ่ต่ำเห็นชั่วเป็นดี ผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องรับวิบากกรรมนี้ด้วย  ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม หนีให้พ้นจากวงจรนี้ได้ยาก เพราะไม่มีอะไรแน่นอนว่า ชั่วโมงนี้ พรุ่งนี้ จะอยู่หรือจะไป ผู้ปฏิบัติธรรมจึงจำเป็นต้องเลือกดินแดนที่มีสันติสุข ที่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติธรรมได้สะดวก จะทำอะไรก็เป็นสุข ไม่ใช่เดือดร้อน เมื่อแสวงหาสิ่งทั้งหลายอันเป็นสัปปายะได้ดีพร้อมแล้ว ก็อย่าสร้างนิสัยในคุ้นเกียจคร้านทอดทิ้งกรรมฐาน หรือละเลยในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างจริงจัง ทั้งที่มีโอกาสดีแล้ว ใช้โอกาสให้ดีที่สุด ถ้าผู้ปฏิบัติเคยอยู่ในดินแดนที่รบฆ่ากันอย่างไร้เหตุผล จะเข้าใจได้ดีกับคำบรรยายดังกล่าวข้างต้น ผู้บรรยายเคยไปในดินแดนที่ว่ามาแล้ว ทำให้เห็นคุณค่าเวลาของชีวิตที่ไม่ควรเสียไปอย่างไร้ค่าในแต่ละนาทีชั่วโมงหรือวันคืน จึงควรมุ่งมั่นประกอบกุศลกรรมให้กับตนเองให้มากที่สุด [ชาคริยานุโยค–กุสลธัมมานุโยค] ฉะนั้น อย่าวางใจนิ่งนอนใจว่าเวลายังมีอีกยาวนาน ยิ่งถ้าป่วยมีโรคร้ายประจำตัว ก็ต้องยิ่งเร่งมือเร่งเท้าเร่งสมองหมั่นในการเจริญภาวนาหรือมนสิการกรรมฐานให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องมาทำเล่นแก้เหงาแก่เซ่งไปวันๆ หรือทำตามกระแสนิยมในสังคม ที่เป็นไฟไหม้ฟางเป็นพักๆ เพื่อเอาหน้าให้ใหญ่เป็นกระด้งฝัดข้าว การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่การใส่เสื้อผ้าสีขาว ติดเหรียญกล้าหาญกันผีปีศาจ แล้วมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามหรือลบหลู่คนอื่น [อวมานะ] ที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย จะชุดสีอะไรมันไม่สำคัญหรอก [กามุปาทาน คือ ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ] มันสำคัญอยู่ที่ใจว่า ได้ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จริงหรือไม่ มิฉะนั้น พวกทาแป้งก่อนนอนขาวทั้งตัวก็คงบรรลุธรรมไปหมดแล้ว ก็ให้คิดพิจารณาธรรมตามให้ทันการก็แล้วกัน อย่าไปยึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นทุกข์เปล่าๆ หรือกลายเป็น “อุปาทาน ๔: กามุปาทาน–ทิฏฐุปาทาน–สีลัพพตุปาทาน–อัตตวาทุปาทาน” ไปเสียอย่างนั้น

 

อีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมกำลังอยู่ในสังคมโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เป็นสังคมที่ก้าวไปสู่ความทันสมัยด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่เรียกว่า “สังคมมนุษย์หุ่นยนต์” [The Ages of Bionic Man] นั่นคือ ในอนาคตอันใกล้นี้ โรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้ระบบการผลิตด้วยหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการแทนที่กลุ่มคนงานไร้ฝีมือกับระดับผู้บริหารขั้นสูงในองค์กร เพื่อให้ได้เปรียบคู่ค้าฝ่ายตรงข้าม แล้วมนุษย์ในตอนนั้น จะทำมาหากินอะไร เพราะมีมากจนถึงขั้นรกโลก ในที่สุดก็กลายเป็นปัญหาพลเมืองล้นโลก ที่แต่ละประเทศหาทางแก้ไขได้ยาก แต่คงไม่กลับไปใช้ระบบวรรณะชนชั้นตามคติพราหมณ์สมัยอินเดียโบราณอย่างแน่นอน ตัวอย่างนี้ ให้ดูกรณีศึกษาในสังคมจีนที่มีพลเมืองนับพันๆ ล้านคน กับสังคมญี่ปุ่นและเยอรมันที่มีพลเมืองน้อยระดับร้อยล้านคน แต่มีปัญหาคนแก่ชราเพิ่มมากขึ้นถึงอัตราร้อยละ ๔๐ ขึ้นไป หรือในสังคมสิงคโปร์ที่ขาดแคลนคนรุ่นใหม่ เพราะสังคมมีการแข่งขันสูง และเริ่มมีปัญหาคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น มีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากขึ้น ตกเฉลี่ยปีละ ๓๐,๐๐๐ คน เป็นต้น [ข้อสังเกต: ไม่มีข้อมูลรายงานว่า หมาหรือแมวฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย กระโดดตึกตาย อื่นๆ ตามเว็บไซต์สอนฆ่าตัวตายแนะนำ ไม่ว่าราคาสินค้า ค่าครองชีพจะสูงแค่ไหน] ภายในอีก ๕–๑๐ ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยก็กำลังเริ่มต้นย่างเข้าสู่สังคมคนแก่ชรามีจำนวนมากขึ้น บ้านพักคนชราเอาไม่อยู่หรอก ถ้าไม่มีเส้นสายใหญ่จริงๆ อย่าฝันหวานว่าจะหนีไปอยู่บ้านพักคนแก่ ฉะนั้น ทุกคนที่เข้าในวัย ๔๐–๕๕ ปี ต้องวางแผนการดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ยิ่งพวกแบบครอบครัวเดี่ยว ๓ คน [พ่อ–แม่–ลูก] แล้วยังไม่พูดคุยกับพวกมนุษย์ด้วยกัน เป็นพวก “ปัจเจกบุคคลนิยม” [Individualism] มากไปหน่อย ทำตัวเหมือนพวกประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นแก่ตัว ไม่มีประเทศชาติ สังคม ไม่มีประวัติเผ่าพันธุ์ ที่ไปที่มาแต่อย่างใด ให้สังเกตพวกคนกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่าง ให้สังเกตกรณีมีคนตายข้างถนน ทุกคนถือว่าไม่ใช่ธุระอะไรต้องไปสนใจ เป็นเรื่องของพวกตำรวจหรือมูลนิธิเก็บศพ ตามความเป็นจริงสังคมแบบนี้ ต้องเป็นสังคมรัฐสวัสดิการ ไม่สังคมแบบไทย เพราะมีเงินช่วยคนแก่แค่ ๕๐๐–๖๐๐ บาท ต่อเดือน [ข้าวสารถุงละ ๕ กิโลกรัม อย่างต่ำถุงละ ๒๐๐ บาท บะหมี่ชามละ ๔๐ บาท ถ้ากินวันละชามไม่รวมน้ำเปล่า อยู่ได้แค่ประมาณ ๑๕ วัน แล้วจะหารายได้เสริมอย่างไรสำหรับพวกไม่มีบำนาญกิน เพราะญาติก็ไม่มี ยิ่งเป็นคนอีสาน  ญาติพี่น้องยิ่งประณามซ้ำเติมอีก กลัวญาติตัวเองได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเป็นสังคมครู ได้ดีแล้วลืมกำพืดตัวเอง ที่เรียกว่า “ลืมซาด”] ถ้าล้มป่วย ยิ่งถือว่าซวยมาก ถ้าไม่มีระบบรักษา ๓๐ บาท ผู้เขียนบรรยายเมื่อปีที่แล้ว ไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก็เจอคนไข้บางคนนอนเตียงโรงพยาบาลเป็นเวลาเกือบ ๒ เดือนมาแล้ว กลับบ้านไม่ได้ ไม่มีญาติมาดูแล ช่วยตัวเองไม่ได้ เริ่มเป็นอัมพาต มีแผลเน่า พยาบาลโทรตามลูกให้มารับพ่อกลับบ้าน กินขี้อาบน้ำมีพยาบาลดูแลให้ตลอด ๓ เวลา น่าสงสารพยาบาลมาก เพราะทำงานหนักมาก ในความคิดของผู้บรรยายนั้น คิดไปอยู่คงตายเร็วขึ้น เพราะมีแค่ลูกชายอายุประมาณ ๒๐ กว่าปี และต้องทำงานต่างจังหวัดด้วย เวลาท่านไปโรงพยาบาลอย่าไปทะเลาะกับพยาบาลอะไรให้มากเลย ยิ่งพวกประสาทพาญาติไปรักษาแล้วเรื่องมาก ได้รับบริการไม่ถึงใจ เวลาไปโรงพยาบาลให้เข้าใจอย่างหนึ่ง ไม่มีคำว่าเกิน มีแต่คำว่าขาด ที่ท่านทั้งหลายควรจะหาสิ่งที่ขาดไปให้ได้บุญกุศลมากกว่าทำบุญสร้างวัดสร้างศาลา  ยกตัวอย่าง  เสาล้อน้ำเกลือที่โรงพยาบาลดังกล่าวนี้ [โรงพยาบาลลำลูกกา–คลอง ๑๒ ปทุมธานี] เก่าราดเดินไม่ได้ ยกเดินอย่างเดียว และห้องน้ำชำรุด ขาดงบดูแล แล้วมีใครบ้างใจกุศลจะช่วยบริจาค ช่วยทำบุญให้สาธารณกุศลนี้ได้ อยากทำบุญวันเกิดให้ไปทำบุญที่โรงพยาบาลนี้ ทุกวันอังคารมีเลี้ยงพระ แวะไปทำบุญได้ ถ้าขายังไม่หัก ตายังไม่บอด เจ้าหน้าที่ พยาบาล คุณหมอ มีเมตตาดีใจดีกันทุกคน อย่าไปทะเลาะกับคนเหล่านี้เลย งานเก็บขี้เยี่ยวอ้วก มีแต่สิ่งไม่สวยงาม มีแต่เชื้อโรค ถ้าเป็นลูกหลานญาติเราทำงานที่แห่งนี้ เราจะคิดอย่างไร ไม่เชื่อลองไปนอนดูก็ได้ นี่คือชีวิตจริงๆ เพราะมีทั้ง ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–และ–อุปายาส เป็นธรรมดา ครบบริบูรณ์ อยากได้ธรรมสังเวชไปดูที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง แต่ที่น่าสังเวชมากๆ ตอนมีคนไข้หนักเข้ามา ตายกับอยู่ต่ออยู่ในเวลาเดียวกัน มีแต่หมอพยาบาลหญิงทั้งหมดลุยกัน ร้อนก็ร้อน ช่วยคนไข้สมองติดเชื้อชาวพม่า พึงมาประเทศไทยวันแรก ช่วยตั้งแต่ทุ่มกว่าจนถึงประมาณ ๕ ทุ่ม อยู่ข้างเตียงผู้เขียน ขี้แตกด้วย ยางตายออกเปียกหมด ต้องเอาเชือกมัดติดกับเตียง เพราะกระตุกตลอดเวลา ผู้เขียนลากสายน้ำเกลือออกไปนั่งระเบียงข้างนอก ช่วยเอาพัดลมเป่าลมเย็นข้างนอกไปช่วย [เหม็นขี้] คนไข้คนไหนลุกไม่ได้ก็ดมขี้ไปก่อน จะได้เกิด “ธรรมสังเวช” ได้บ้าง โดยเฉพาะพวกเรื่องมากจริงๆ ชอบโว้ยวาย ผู้บรรยายนอนรักษาตัวประมาณ ๙ วัน [๒๖ พฤศจิกายน–๔ ธันวาคม ๒๕๕๗] ผู้ปฏิบัติธรรมคนไหนอยากได้บุญกุศลคุ้มจริงๆ ไปทำบุญที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ยังขาดแคลนกันมาก คนป่วยมีแต่เพิ่มขึ้น เตียงคนไข้ ไม่ใช่วัวหรือไก่ ที่จะออกลูกหลานเพิ่มจำนวนเตียงได้เอง ถ้าท่านทั้งหลายทำบุญได้ แปลว่า “ท่านเป็นมนุษย์ผู้มีธรรมในหัวใจ” ที่เรียกว่า “มนุษยธรรม” [เมตตาและกรุณา] ถ้าใครมีโอกาสเข้ารักษาในโรงพยาบาล จะเห็นได้ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งเป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ๑” [ธรรมนิยาม ๓] บางคนกรรมหนัก เข้าๆ ออกๆ ไม่เกิน ๑ วัน ก็มี ๓ วัน ก็มี มีโรคพยาธิหลายอย่างมาประชุมที่ร่างของตน [ให้พิจารณาถึงความต่างแห่งกรรม = กัมมัสสกตา] แค่ผู้บรรยายมีอาการเบาหวานขึ้นประมาณ ๕๐๐ กว่าๆ ตรวจร่างกายไม่มีโรคอื่นๆ แทรกซ้อน [คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่มีโรคข้างเคียงอื่นๆ เพิ่มเติมเสมอ เพราะดูแลสุขภาพไม่ดี เช่น โรคไต–โรคหัวใจ–โรคความดันสูง–โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น] ยังคิดว่าไม่รอดแน่ตอนนั้น ถ้าตายตอนนั้นจะทำอย่างไร เพราะยังไม่บรรลุธรรมเป็นเรื่องเป็นราว [ตอนนี้ก็พยายามอย่างมากก็คงไม่ต่างจากผู้ปฏิบัติทั้งหลายนั่นแหละ] แล้วกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย มันจะต่างกันอย่างไร เพราะสังขารนี้เราไม่ใช่เจ้าของอย่างแท้จริง สั่งบัญชาการอะไรมันไม่ได้เลย แล้วผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่น จะยังพิสมัยสังขารนี้อยู่อีกหรือ คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งสุดท้ายตรัสว่า: “อย่าประมาท” คือ ไม่ควรประมาทชีวิตเลย เวลามันสั้น มันไม่แน่นอน ตายตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วถ้าตายแล้วไม่รู้อะไรเลย มันคุ้มที่ไหนที่ได้เกิดมาเป็นคน ให้มาเฝ้าสังขารร่างกายจิตใจนี้แค่ชั่วคราว ใครคิดทันก็ได้ไปถึงพระอรหันต์ไม่ผิดหวังในพระธรรมคำสอนในพระธรรมวินัยนี้อย่างแน่นอน แล้วอยู่เสี่ยงหาวิมานอะไรบนโลกนี้ สังขารของเราแท้ๆ เรายังไม่ใช่เจ้าของอย่างแท้จริง ดังความถือผิดว่า “ตัวกู–ของกู” [อัตตา–อัตตนิยะ] พวกที่รวยล้นฟ้า มันก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ ตอนมันเกิดก็ไม่ได้เอาอะไรติดมือมาด้วย ตอนตายก็เอาอะไรติดไปด้วยไม่ได้ จะเผาบ้านรถยนต์คนใช้กระดาษส่งไปให้ใช้ในเมืองผี มันก็เป็นไปไม่ได้หรอก ให้เชื่อเรื่องกรรม “กฎแห่งกรรม” ตามคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะดีกว่า โดยใช้เหตุและผลที่ประกอบด้วยปัญญาด้วย เพื่อหยั่งรู้ด้วยความว่างเปล่า แล้วเติมจิตใจด้วยความว่างเปล่า บุคคลผู้นั้นย่อมมีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริงได้เสมอ ฉะนั้น ให้ใช้ปัญญาพึ่งตนเองให้ถึงภาวะแห่งพุทธะ และความกรุณาที่มีต่อผู้อื่นเป็นการสร้างบารมีของตน ด้วยเหตุนี้ “ปัญญา–กรุณา” ถือเป็นโพธิสมภารอันคุณสมบัติจะเกื้อหนุนความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ นั่นคือ “พระบรมธรรม” [พระนิพพาน] ในพระธรรมวินัยนี้ จะบอกให้

 

ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาดูสังขารร่างกายและจิตใจตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นนิตย์  ให้ดำเนินตามพุทธโอวาททั้ง ๓ ประการ (๑) ไม่ทำชั่ว (๒) ทำความดี (๓) มีจิตใจเบิกบาน เมื่อจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ [อัปปนาสมาธิ] ย่อมเกิดความรู้ชัดยิ่งยวด [อภิญญา ๖: อิทธิวิธา–ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ ๑ ทิพพโสต–ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ ๑ เจโตปริยญาณ–ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติ–ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ ๑ ทิพพจักขุ–ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ ๑ อาสวักขยญาณ–ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป] ขึ้นในสมาธินั้น [จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] แต่ที่เน้นมากๆ คือ “วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” หมายถึง ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้–ระลึกชาติได้

(๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม–เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

(๓) “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย–ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ–ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้สัจจะ–ความตรัสรู้ [สัมโพธะ]

 

เมื่อเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานควบคู่กันใน “ญาณ ๑๖” [โสฬสญาณ] นั้น คือ ญาณก่อนวิปัสสนาญาณ ๙ ได้แก่

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม นั่นคือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” คือ ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท]–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒] ทั้งหลาย

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ได้แก่ อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ [โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ (๓) กฎแห่งกรรม ๖ [กัมมัสสกตา] ได้แก่ (๑) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน (๒) สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม (๓) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด (๔) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (๕) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง (๖) กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายโดยให้เลวและประณีต

 

(๓) “สัมมสนญาณ”  (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งเรียกว่า “สามัญลักษณะ ๓: อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง การพิจารณาโดยกลาป นั่นคือ พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่ม เช่นว่า รูปธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า กลาปวิปัสสนากลาปสัมมสนะนยวิปัสสนา สมุทายมนสิการ ๑ ฉะนั้น การพิจารณาโดยกลาป [กลาปะ] จะเกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖) [ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด]

 

ในคำว่า “สภาวธรรม” [ธรรม] นั้น หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับร่างกายกับจิตใจของตนเอง การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้เน้นสภาวธรรมที่เป็นธรรมชาติภายนอก อันเป็นเรื่อง “รูปธรรม–สสารวัตถุ” จนรวมทั้งดินฟ้าอากาศ รวมทั้งจักรวาล คำว่า “ความรู้” [Knowledge] หมายถึง จิตวิญญาณที่รู้แจ้งในอารมณ์ที่กระทบผ่านระบบประสาททั้ง ๕ กับธรรมารมณ์ คือ เขตแดนความรู้ระหว่าง “อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์” กับ “อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” โดยแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ (๑) “รูปขันธ์” ได้แก่ “รูป ๒๘”  คือ “มหาภูตรูป ๔” [ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ] และ “อุปาทายรูป ๒๔” กับ (๒) “นามขันธ์ ๔” ได้แก่ “เจตสิก ๕๒” คือ “เวทนา ๖–สัญญา ๖–สังขาร ๓ [กายสังขาร (ลมอัสสาสะ–ลมปัสสาสะ)–วจีสังขาร (วิตก–วิจาร)–จิตตสังขาร (สัญญา–เวทนา) หรือ อภิสังขาร ๓: ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร = บุญ–บาป–ฌานสมาบัติ และ “จิต ๘๙” คือ “วิญญาณ ๖” เพราะฉะนั้น ในการรับรู้หมายจำในความรู้ที่เกิดขึ้นใน คือ “ตัณหา” ที่เป็นสภาวธรรมอันเกิดและดับสลับกันไปหมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุดในจิตใจ คือ เป็นไปตามวัฏฏะ [กิเลส–กรรม–วิบาก] ความเข้าใจในเรื่องนี้ คือ ความสามารถในการหยั่งรู้จำแนกแจกธรรมได้ด้วยความว่างเปล่า และเติมจิตด้วยความว่างเปล่า [คำว่า “ความว่างเปล่า” [ความเป็นของว่าง = สุญฺญตา] คือ จิตตสมาธิสหรคตด้วยอุเบกขาและปราศจากนิวรณ์ = จิตประภัสสร] อย่างประมาทว่ารู้แล้วเข้าใจแล้ว ลองคิดตามด้วยจิตเป็นสมาธิและวิปัสสนาด้วยญาณ ฉะนั้น ในการเกิดและดับของ “ตัณหา” ที่มีสมุฏฐานจาก “อวิชชา” เรียกว่า “ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” ดังนี้

 

หมวดอินทรีย์ ๖

(๑) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ: จักขายตนะ–โสตายตนะ–ฆานายตนะ–ชิวหายตนะ–กายายตนะ–มนายตนะ

(๒) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๓) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๔) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

หมวดอารมณ์ ๖

(๕) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์: รูปายตนะ–สัททายตนะ–คันธายตนะ–รสายตนะ–โผฏฐัพพายตนะ–ธรรมายตนะ  

 (๖) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๗) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๘) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๙) “วิตก ๖” = รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธรรมวิตก

(๑๐) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธรรมวิจาร 

 

เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” นั้น ให้คำนึงถึง “ายตนะ ๑๒–ปิยรูป-สาตรูป ๑๐” รวมถึง “ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” อันหมายถึง “สังขตะ–สังขตธรรม” [วัฏฏะ] คือ สภาพที่ “ถูกปรุง–ถูกคิด–ถูกตรึก–ถูกตรอง–ถูกรวบรวมไว้–ถูกให้เกิด–อันผู้เข้าถึง–พึงเข้าถึง” ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ คำว่า “นิพพาน” [อมตธาตุ] อันหมายถึง “อสังขตะ–อสังขตธรรม” [วิวัฏฏะ] คือ สภาพที่ “ไม่ถูกปรุง–ไม่ถูกคิด–ไม่ถูกตรึก–ไม่ถูกตรอง–ไม่ถูกรวบรวมไว้–ไม่ถูกให้เกิด–อันผู้เข้าไม่ถึง–พึงเข้าไม่ถึง” ดังนั้น บุคคลผู้เข้าถึงด้วย “ปฏิเวธญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้แจ้งแทงตลอดในอาณาจักรธรรมทั้งปวง จึงรู้เห็นประจักษ์แจ้งใน “นามรูปแห่งขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” อันแสดงนัยถึง “ความเป็นแหล่งกำเนิดแห่งธรรมทั้งปวง” โดยต้องเข้าใจถึงความเป็นจริงแห่งสัจจธรรมด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา” และบุคคลผู้จะเข้าใจด้วยการใช้เหตุผล [โยนิโสมนสิการ ตาม หลักอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ”] ประกอบด้วยปัญญา [วิชชา ๓–ยถาญาณทัสสนะ ที่เกิดจากการได้จตุตถฌาน ไม่ใช่สมาธิพื้นฐานทั่วไปที่อยู่นอกจิตตภาวนา ในกรณีฟังหรืออ่านศึกษาค้นคว้าอย่างเข้าใจจนเกิดปัญญา ชื่อว่า “สุตมยปัญญา” จนถึง “สุตมยญาณ” ได้เช่นกัน] ให้พิจารณามิติความสัมพันธ์เชิงองค์รวมระหว่าง “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” กับ “กฎธรรมชาติ” ดังนี้

 

 

ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์

กฎธรรมชาติ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม

ร่างกาย

สติ–ระลึกจำได้

สัมปชัญญะ–รู้ตัวทั่วพร้อม

โลกียะ

โลกุตตระ

โลกียะ

สีลขันธ์

สมาธิขันธ์

ปัญญาขันธ์

วิมุตติขันธ์

วิมุตติญาณทัสสนขันธ์

รูป

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

ปัญญา

วิมุตติ

วิมุตติญาณทัสสนะ

ศีลวินัย

ฌานสมาบัติ

 มรรคญาณ

ผลวิมุตติ

ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ

โลกียภูมิ: กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ

โลกุตตรภูมิ–อปริยาปันนภูมิ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗

รูป

เจตสิก

จิต

จักขุ–วิชชา

นิพพาน

อาสวักขยญาณ

สัมมัตตะ ๑๐–ภาวะที่ถูกต้อง

อริยมรรคมีองค์ ๘: อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา

สัมมาวิมุตติ

สัมมาญาณ

 

นิยามเฉพาะ

(๑) สังขตะ [ถูกปรุง–ถูกคิด–ถูกตรึก–ถูกตรอง–ถูกรวบรวมไว้–ถูกให้เกิด–อันผู้เข้าถึง–พึงเข้าถึง]

(๒) อสังขตะ [ไม่ถูกปรุง–นิพพาน–อมตธาตุ]

(๓) โลกิยะ [แบบโลกๆ]  

(๔) โลกุตตระ [อยู่เหนือโลก–ข้ามขึ้นจากโลก–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–โลกุตตรธรรม ๙–อาสวักขยญาณ]

(๕) อาสวักขยญาณ [ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้สัจจะ ญาณนี้เป็นโลกุตตระ]

 

 

[วินัยเป็นข้อปฏิบัติให้บรรลุความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นที่สุด]

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171–172 FILE 01)

 

ก็อีกประการหนึ่ง “กุศลธรรม” เหล่าใด ซึ่งมี “สังวร” เป็นมูล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว บุคคลผู้ทรง “วินัย” นั่นแล ชื่อว่า “เป็นทายาทแห่งกุศลธรรม” เหล่านั้น เพราะธรรมเหล่านั้น มี “วินัย” เป็นมูล [ข้อ ๔–ข้อ ๘ เรียกว่า “ธรรมสมาธิ ๕”]สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:

 

(๑) “วินัย” [ศีลวัตร] ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สังวร” [ความสำรวม]

(๒) “สังวร” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “อวิปปฏิสาร” [ความไม่เดือดร้อน]

(๓) “อวิปปฏิสาร” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปราโมทย์” [ความปราโมทย์]

(๔) “ปราโมทย์” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปีติ” [ความอิ่มใจ]

(๕) “ปีติ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปัสสัทธิ” [ความสงบ]

(๖) “ปัสสัทธิ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สุข” [ความสุข]

(๗) “สุข” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สมาธิ” [ความตั้งใจมั่น]

(๘) “สมาธิ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นตามเป็นจริง]

(๙) “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “นิพพิทา” [ความเบื่อหน่าย]

(๑๐) “นิพพิทา” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิราคะ” [ความสำรอกกิเลส–มรรคญาณ]

(๑๑) “วิราคะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น–ผลวิมุตติ]

(๑๒) “วิมุตติ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิมุตติญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นความหลุดพ้น–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ]

(๑๓) “วิมุตติญาณทัสสนะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “อนุปาทาปรินิพพาน” [ความดับสนิทหาเชื้อมิได้–อาสวักขยญาณ]

 

ฉะนั้น การกล่าว การปรึกษา กิริยานั่งใกล้ความเงี่ยโสตลงสดับ แต่ละอย่างๆ มี “อนุปาทาปรินิพพาน” คือ ความพ้นพิเศษแห่งจิต ไม่ถือมั่น นั่นเป็นผลวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ” ย่อมชื่อว่า “อนุตตริยะ ๓” ได้แก่ (๑) ทัสสนานุตตริยะ–การเห็นอันเยี่ยม–อรหัตตมรรค–การเห็นนิพพานของพระขีณาสพ–สัมมาทิฏฐิ (๒) ปฏิปทานุตตริยะ–การปฏิบัติอันเยี่ยม–องค์มรรค ๘ (๓) วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม–มรรคผล และ “นิพพาน” พึงทราบว่า ชื่อว่า “วิมุตติ” (มรรคผล = ปหาน–วิราคะ–วิโมกข์–วิสุทธิ–สันติ–นิโรธ–นิพพาน) เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง] เพราะฉะนั้น ควรทำความพยายามโดยเอื้อเฟื้อในการเล่าเรียนพระวินัย ดังนี้แล

 

 

อนึ่ง เพื่อให้เข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้งในเรื่องแหล่งกำเนิดแห่งธรรมทั้งปวงดียิ่งขึ้น ให้พิจารณาถึงแนวทางในการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมทั้งหลายในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา: อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา] ที่สัมปยุตต์ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [อริยอัฏฐังคิกมรรค] ดังนี้

 

[A] อธิสีลสิกขา–ปัญญาในศีล: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ  

(๑) “วินัย” คือ พุทธบัญญัติกำหนดระเบียบความเป็นอยู่ และกำกับความประพฤติ

(๒) “สังวร” คือ ความสำรวม การระวังปิดกั้นบาปอกุศล

(๓) “อวิปปฏิสาร” คือ ความไม่เก้อเขิน ความไม่ร้อนใจ ย่อมไม่มีแก่ผู้ทุศีล มีแก่ผู้มีศีลสมบูรณ์

* ให้พิจารณาสมาทานประพฤติได้ด้วย ศีล ๕–เบญจศีล = เบญจธรรม [เมตตาและกรุณา–สัมมาอาชีวะ–กามสังวร–สัจจะ–สติสัมปชัญญะ]

 

[B] อธิจิตตสิกขา–ปัญญาในสมาธิ: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

       [สมาธิภาวนา ๔: ทิฏฐธัมมสุขวิหาร–สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ–อาสวักขยญาณ]

(๔) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส

(๕) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ

(๖) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบผ่อนคลายรื่นสบาย

(๗) “สุข” คือ ความรื่นใจไร้ความข้องขัด

(๘) “สมาธิ” คือ ความสงบตั้งมั่นสนิทของจิตใจ

(๙) “ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง = วิปัสสนาอย่างอ่อน–ตรุณวิปัสสนา [ญาณ ๔: สังขารปริจเฉทญาณ–กังขาวิตรณญาณ–สัมมสนญาณ–มัคคามัคคญาณ]

* ให้พิจารณาทำสมาธิให้ถึงจตุตถฌาน [ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘–รูปฌาน ๔ (จิตปราศจากนิวรณ์)–อรูปฌาน ๔] ปฏิสังยุตด้วย วิชชา ๓–อภิญญา ๖ = สมธรรม

 

[C] อธิปัญญาสิกขา–ปัญญาในวิปัสสนา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๑๐) “นิพพิทา” คือ ความหน่ายที่เกิดขึ้นจากปัญญาพิจารณาเห็นความจริง = วิปัสสนามีกำลัง–พลววิปัสสนา [ญาณ ๔: ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ]

(๑๑) “วิราคะ” คือ ความเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ [วัฏฏูปัจเฉท] = มรรค

(๑๒) “วิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ = อรหัตตผล [อรหัตตผลวิมุตติ]

(๑๓) “วิมุตติญาณทัสสนะ” คือ ความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย = ปัจจเวกขณญาณ [ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒ มีคุณ ๑๙ ประการ–อาสวักขยญาณมีอาการ ๖๔]

(๑๔) “อนุปาทาปรินิพพาน” คือ การดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ [อนุปาทิเสสนิพพาน]

* ให้พิจารณาสภาวธรรมในมนสิการกรรมฐานด้วย มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรค ๔ = สมธรรม

 

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณา “เจตนาสูตร” ประกอบด้วย ดังนี้

 

๒. เจตนาสูตร

ว่าด้วย ผู้มีศีลสมบูรณ์ไม่ต้องตั้งเจตนาให้เกิดอวิปปฏิสาร

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 4–6 FILE 38)

 

[๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล [วินัย] ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ อวิปปฏิสาร จงเกิดขึ้นแก่เรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ อวิปปฏิสาร เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นธรรมดา

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีวิปปฏิสาร [ความเดือดร้อน] ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ ปราโมทย์ จงเกิดขึ้นแก่เรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ ปราโมทย์ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีวิปปฏิสารนี้ เป็นธรรมดา

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปราโมทย์ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอ ปีติ จงเกิดแก่เรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปีติเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปราโมทย์นี้ เป็นธรรมดา

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีใจปีติไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอกายของเราจง สงบ [ปัสสัทธิ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กายของบุคคลผู้มีใจมีปีติสงบนี้ เป็นธรรมดา

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงเสวย ความสุข [สุข] ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบเสวยสุขนี้ เป็นธรรมดา

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความสุขไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอจิตของเราจง ตั้งมั่น [สมาธิ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่จิตของบุคคลผู้มีความสุขตั้งมั่นนี้ เป็นธรรมดา

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงรู้จง เห็นตามความเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น [อวิกเขปะ–ไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่าน] รู้เห็นตามความเป็นจริงนี้ เป็นธรรมดา

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจง เบื่อหน่าย [นิพพิทา] จง คลายกำหนัด [วิราคะ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้ผู้เห็นตามความเป็นจริงเบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดา

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด [นิพพิทาวิราคะ] ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงทำให้แจ้งซึ่ง วิมุตติญาณทัสสนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดทำให้แจ้งซึ่ง วิมุตติญาณทัสสนะ นี้เป็นธรรมดา

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็น “ผล” [สิ่งที่เกิดจากเหตุ = วิบากผล] มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็น “อานิสงส์” [ผลดีที่งอกเงยแห่งบุญกุศล = อานิสงสผล]

(๑๑) ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

(๑๒) สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

(๑๓) สุข มีสมาธิเป็นผล  มีสมาธิเป็นอานิสงส์

(๑๔) ปัสสัทธิ มีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์

(๑๕) ปีติ มีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

(๑๖) ปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

(๑๗) อวิปปฎิสาร มีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

(๑๘) ศีล [วินัย] ที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อจาก เตภูมิกวัฏ [ผู้ยินดีสักกายะ = สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่าเป็นตัวของตน (ข้อ ๑ ในสังโยชน์ ๑๐) ในวาทะว่า: “ย่อมข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏ” กล่าวคือ “ชาติและมรณะเสียได้” คือถึง “พระอมตมหานิพพาน” ได้] อันมิใช่ฝั่ง ไปถึงฝั่งคือ นิพพาน ด้วยประการดังนี้แล

 

จบ เจตนาสูตรที่ ๒ -----------------------------

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลออกไปอีก “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] เป็นเกณฑ์หลักสำคัญในการศึกษาวิจัยธรรม ความเข้าใจที่ถูกต้อง คิดอย่างถูกวิธี [โยนิโสมนสิการ] นั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง คือ พิจารณาถึงข้อตกหล่นที่ขาดหายไป ให้เห็นภาพรวมที่สมมาตร [Symmetry] ครบสมบูรณ์ทั้งระบบโครงสร้างได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องไตร่ตรองพิจารณาให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงให้ได้ อันมีรากฐานมาจากไตรสิกขาเป็นพื้นฐานในบรรดาธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) วินัยเป็นข้อปฏิบัติให้บรรลุความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นที่สุด (๒) ไตรสิกขา (๓) เจตนาสูตร ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จะสัมปยุตต์กับ (๑) สมธรรม  [ธรรมแห่งความสงบ–ธรรม ๓๗ ประการ] (๒) วิสุทธิ ๗ (๓) ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ (๔) อริยสัจจ์ ๔ (๕) โลกุตตรธรรม ๙ และ (๖) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ [อภิญญาเทสิตธรรม] ได้อย่างไร กระบวนการคิดในขั้นนี้ เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” หรือ “ญาณสัมปยุตต์” [Wisdom Synergy = Omniscience คือ พหูสูต] ในครั้งใหญ่เพื่อความตรัสรู้สัมโพธิญาณให้ได้ ความเข้าใจขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ–โลกียสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ] นั้น จึงเป็นประเด็นที่จะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะจะเป็นเหตุทำให้รู้สึกว่า ศึกษาวิจัยค้นคว้าไม่จบไม่สิ้นสักที อย่างน้อยก็ให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมบ้างสักครั้งหนึ่ง [นั่นคือ เกิดอธิโมกขสัทธาในปฏิเวธญาณแห่งโสดาบันปัตติมรรค = อนุสาสนีปาฏิหาริย์ หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี, คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์] ก่อนจะก้าวขึ้นไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาที่สูงขึ้นไปอีก ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

 

[๗๒๕] คำว่า “สมธรรม” [ธรรมสงบ–ธรรม ๓๗ ประการ] ความว่า:

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 802 FILE 69)

 

[A] ฝ่ายสมถพละ [ปัญญาในสมาธิ–อารัมมณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑–คือ ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘ [ปริตตะ–กามาวจร]

(๑) เพราะท่านละ “กามฉันทะ” ได้แล้ว “เนกขัมมะ” จึงเป็น “สมณธรรม” [Monastic Observances]

(๒) เพราะท่านละ “พยาบาท” ได้แล้ว “อัพยาบาท” จึงเป็นสมธรรม

(๓) เมื่อท่านละ “ถีนมิทธะ” ได้แล้ว “อาโลกสัญญา” จึงเป็นสมธรรม

(๔) เพราะท่านละ “อุทธัจจะ” ได้แล้ว “อวิกเขปะ” จึงเป็นสมธรรม

(๕) เพราะท่านละ “วิจิกิจฉา”ได้แล้ว “ธรรมววัตถาน” จึงเป็นสมธรรม

(๖) เพราะท่านละ “อวิชชา” ได้แล้ว “ญาณ” [ฌาน] จึงเป็นสมธรรม

(๗) เพราะท่านละ “อรติ” ได้แล้ว “ปราโมทย์” จึงเป็นสมธรรม

 

หมายเหตุ: นับจากขั้นนี้ไป เรียกว่า “กุศลธรรมทั้งปวง” = (๑) มหัคคตะ [คั่นระหว่าง กามาวจร กับ โลกุตตระ] และ (๒) อัปปมาณะ

 

[] ในอันดับ ข้อ ๘–๑๑ คือ รูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–รูปาวจร]

(๘) เพราะท่านละ “นิวรณ์” ได้แล้ว “ปฐมฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๙) เพราะท่านละ “วิตก–วิจาร” ได้แล้ว “ทุติยฌาน” [ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๐) เพราะท่านละ “ปีติ” ได้แล้ว “ตติยฌาน” [สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๑) เพราะท่านละ “สุข” ได้แล้ว “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา = จิตประภัสสร] จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๑๒–๑๕ คือ อรูปฌาน ๔ [มหัคคตะ–อรูปาวจร]

(๑๒) เพราะท่านละ “รูปสัญญา–ปฏิฆสัญญา–นานัตตสัญญา” ได้แล้ว “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๓) เพราะท่านละ “อากาสานัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๔) เพราะท่านละ “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๕) เพราะท่านละ “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้แล้ว “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

 

[B] ฝ่ายวิปัสสนาพละ [ปัญญาในวิปัสสนา–ลักขณูปนิชฌาน]

[] ในอันดับ ข้อ ๑๖–๓๓ คือ มหาวิปัสสนา ๑๘ [คั่นระหว่าง มหัคคตะ–อัปปมาณะ]

(๑๖) เพราะท่านละ “นิจจสัญญา” ได้แล้ว “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๗) เพราะท่านละ “สุขสัญญา” ได้แล้ว “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๘) เพราะท่านละ “อัตตสัญญา” ได้แล้ว “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๙) เพราะท่านละ “นันทิสัญญา” [ความเพลิดเพลิน] ได้แล้ว “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๐) เพราะท่านละ “ราคสัญญา” ได้แล้ว “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๑) เพราะท่านละ “สมุทยสัญญา” ได้แล้ว “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๒) เพราะท่านละ “อาทานสัญญา” [ความสำคัญโดยความถือมั่น] ได้แล้ว “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๓) เพราะท่านละ “ฆนสัญญา” [สำคัญว่าเป็นก้อน] ได้แล้ว “ขยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๔) เพราะท่านละ “อายูหนา” [การประมวลมา] ได้แล้ว “วยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๕) เพราะท่านละ “ธุวสัญญา” [สำคัญว่ายั่งยืน] ได้แล้ว “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๖) เพราะท่านละ “นิมิตตสัญญา” ได้แล้ว “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๗) เพราะท่านละ “ปณิธิสัญญา” [การตั้งมั่นแห่งกิเลส] ได้แล้ว “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๘) เพราะท่านละ “อภินิเวส” [ยึดมั่น–อัตตาภินิเวส] ได้แล้ว “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๙) เพราะท่านละ “สาราทานาภินิเวสะ” [ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ] ได้แล้ว “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม [การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง]

(๓๐) เพราะท่านละ “สัมโมหาภินิเวส” [ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง] ได้แล้ว “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็นสมธรรม

(๓๑) เพราะท่านละ “อาลยาภินิเวส” [ยึดมั่นในอาลัย] ได้แล้ว “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๒) เพราะท่านละ “อัปปฏิสังขา” [ไม่พิจารณา] ได้แล้ว “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๓) เพราะท่านละ “สังโยคาภินิเวสะ” [ยึดมั่นในการประกอบกิเลส] ได้แล้ว “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๓๔–๓๗ คือ อริยมรรค ๔ [โมนะ = ญาณในอริยมรรค ๔ หรือ อัปปมาณะ–โลกุตตระ]

(๓๔) เพราะท่านละ “กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ” ได้แล้ว “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๕) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างหยาบ” ได้แล้ว “สกทาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๖) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างละเอียด” ได้แล้ว “อนาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๗)  เพราะท่านละ “กิเลสทั้งปวง” ได้เด็ดขาดแล้ว “อรหัตตมรรค” จึงเป็นสมธรรม

 

ในอันดับต่อไปนี้ เป็นการรวมหลักธรรมสำคัญ ๔ ประการ ที่เรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” ได้แก่ (๑) “สิกขา ๓–ไตรสิกขา” หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา–ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา นั่นคือ ฝึกหัดอบรม กาย–วาจา–จิตใจ–และ–ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด ชื่อว่า “พระนิพพาน” (๒) “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้–ญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด นั่นคือ “การตรัสรู้สัจจธรรมแห่งสัมโพธิญาณ” (๓) “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ–ความจริงของพระอริยะ–ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ และ (๔) “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด–ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ–ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย นั่นคือ “นิพพาน” ดังนี้

 

[] ฝ่ายอธิสีลสิกขา (ธรรมวินัยปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ)

(๑) สีลวิสุทธิ –ปาริสุทธิศีล ๔ [ปาฏิโมกขสังวรศีล–อินทรียสังวรศีล–อาชีวปาริสุทธิศีล–ปัจจัยสันนิสิตศีล (ปัจจัยปัจจเวกขณ์–พิจารณาปัจจัย ๔)] –ศีล ๕ [สมาทานศีล] อีกนัยหนึ่ง “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔

 

[] ฝ่ายอธิจิตตสิกขา (สุตตันตปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ) โดยรวมเป็น “ภาวนามยปัญญา”

(๒) จิตตวิสุทธิ –รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ [สมาบัติ ๘–ฌานสมาบัติ] –สัญญาเวทยิตนิโรธ [นิโรธสมาบัติ] –วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–ญาณ ๓ [อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ ในอัทธา ๓ หรือกาลทั้ง ๓ อย่าง] อีกนัยหนึ่ง “จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

 

[] ฝ่ายอธิปัญญาสิกขา (อภิธรรมปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ) โดยรวมเป็น “ภาวนามยปัญญา”

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ  –ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ [ทุกขญาณ] อีกนัยหนึ่ง “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ –จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณ] –ปัจจยปริคคหญาณ–ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ [สมุทยญาณ–ทุกขสมุทยญาณ] อีกนัยหนึ่ง “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ –สัมมาทัสสนะ–อุทยัพพยญาณ อีกนัยหนึ่ง “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ –วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ พร้อมสัมปยุตต์ด้วย โคตรภูญาณ อีกนัยหนึ่ง “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ – มัคคญาณ [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ] พร้อมสัมปยุตต์ด้วย ผลญาณ [นิโรธญาณปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ [อานันตริกสมาธิญาณ] –นิพพาน [ทุกขนิโรธญาณ] หลังจากนั้น ย่อมเกิด “จตุปฏิสัมภิทาญาณ–ปฏิสัมภิทา ๔” [ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ข้อ ๑ ในอรหันต์ ๕)] ได้แก่ อรรถปฏิสัมภิทาญาณ–ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ–นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ–ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฉะนั้น “สัจจภาวะแห่งความเป็นพุทธะ” [จตุสัจจพุทธะ–พระอรหันตขีณาสพ] ย่อมถึงความไพบูลย์ด้วยโลกุตตรธรรมทั้งหลาย อีกนัยหนึ่ง “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

ในประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง อันเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น คือ การพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานที่เกิดขึ้นภายในตนเองเป็นหลัก ที่จำแนกออกเป็น ๕ ฝ่าย [ธรรมขันธ์ ๕] โดยกำหนดรู้ในไตรสิกขาด้วย ได้แก่ (๑) “รูปธรรม” [ศีล] คือ ร่างกาย [มหาภูตรูป ๔–อุปาทายรูป ๒๔] กับ (๒) “นามธรรม” [สมาธิ] คือ เจตสิก–จิต [เวทนา–สัญญา–สังขาร กับ วิญญาณ] (๓) “ปัญญา” คือ ความรู้ที่เกิดขึ้น [ปัญญาในสมาธิ คือ ฌาน–วิชชา–อภิญญา = ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ กับปัญญาในวิปัสสนา คือ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณในวิปัสสนา–ญาณ ๑๖ = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] (๔) “วิมุตติ” คือ อรหัตตผลวิมุตติ [มรรคผลนิพพาน–อาสวักขยญาณ] และ (๕) “วิมุตติญาณทัสสนะ” คือ ปัจจเวกขณญาณ ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า “ธรรมกาย” คือ กองธรรมทั้งปวงที่ประชุมกันอยู่ที่ตนเอง (๑) “ตัวกู–ของกู” [อัตตา–อัตตนิยะ] โดยให้พิจารณาถึงความเกิดแห่งสภาวธรรม [อุปจยะ (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น)–อุปปาทะ (ความเกิดขึ้น)] กับ (๒) “วามไม่ใช่ตัวตน–ความเป็นของว่าง” [อนัตตา–สุญญตา] โดยให้พิจารณาถึงความดับแห่งสภาวธรรม [ชรตา (ความทรุดโทรม)–อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลายไป = วิปริณาม)–ภังคะ (ความดับสลาย)] โดยรวมหมายถึง (๑) “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ การพิจารณาโดยกลาป ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดยกลาป ปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ กับ (๒) “อุทยัพพยานุปัสสนา–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ ญาณในการเห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งการเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เพราะในระหว่างนี้ “ความเป็นอธิบดี” [คุณชาติอันเยี่ยม] ย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้ อนึ่ง ในขั้นตอนนี้ ผู้ปฏิบัติบางท่านอาจจะสับสนฟั่นเฟือนได้ ก็ให้พยายามจำแนกแจกธรรมให้เป็นหมวดหมู่ให้ได้ นั่นคือ การพิจารณามิติความสัมพันธ์โดยองค์รวมทั้งระบบโครงสร้างในธรรมทั้งหมด [ธรรมจักร–ธรรมทั้งปวง (ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม)–ภูมิ ๔–เอกุตตรธรรม ๑๐–อภิญเญยธรรม ๒๒] นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจถึง (๑) “เอกุตตรธรรม” หมวดธรรมที่ควรทำให้แจ้งทั้งหมด ๑๐ ข้อ และ (๒) “อภิญเญยธรรม” หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งหมด ๒๒ ข้อ ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

 

(๑) “ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒) “ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

(๓) “ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

(๔) “ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

(๕) “ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

(๖) “ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

(๗) “ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

(๘) “ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

(๙) “ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

(๑๐) “ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ [สัมมัตตะ ๑๐: ภาวะที่ถูก = อเสขปฏิปทา จรณะ ๑๕: ข้อประพฤติ = เสขปฏิปทา] ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ [สมถะกับวิปัสสนา คือ นับตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” [ทุกขานุปัสนา] แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] โดยมีลำดับต่อไปนี้  

“ขันธ์ ๕” [กำหนดรู้ด้วยสติสัมปชัญญะในอานาปานสติสมาธิ]

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

“อภิญเญยธรรม” [ธรรมอันเกี่ยวข้องกับการเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ โดยตรง]

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–อากาสธาตุ–วิญญาณธาตุ–ปฐวีกสิณ–อาโปกสิณ–เตโชกสิณ–วาโยกสิณ–นีลกสิณ–ปีตกสิณ–โลหิตกสิณ–โอทาตกสิณ–อากาสกสิณ–วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก [อัฏฐิมิญชะ] –ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–ดี–เสลด–หนอง–เลือด–เหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–เปลวมัน–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–มูตร–สมองศีรษะ [มันสมอง– มัตถลุงค์] = ธาตุดิน–ธาตุน้ำ

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ–รูปายตนะ–โสตายตนะ–สัททายตนะ–ฆานายตนะ–คันธายตนะ–ชิวหายตนะ–รสายตนะ–กายายตนะ–โผฏฐัพพายตนะ–มนายตนะ–ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ–รูปธาตุ–จักขุวิญญาณธาตุ–โสตธาตุ–สัททธาตุ–โสตวิญญาณธาตุ–ฆานธาตุ–คันธธาตุ–ฆานวิญญาณธาตุ–ชิวหาธาตุ–รสธาตุ–ชิวหาวิญญาณธาตุ–กายธาตุ–โผฏฐัพพธาตุ–กายวิญญาณธาตุ–มโนธาตุ–ธรรมธาตุ–มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์–โสตินทรีย์–ฆานินทรีย์–ชิวหินทรีย์–กายินทรีย์–มนินทรีย์–ชีวิตินทรีย์–อิตถินทรีย์–ปุริสินทรีย์–สุขินทรีย์–ทุกขินทรีย์–โสมนัสสินทรีย์–โทมนัสสินทรีย์–อุเบกขินทรีย์–สัทธินทรีย์–วีริยินทรีย์–สตินทรีย์–สมาธินทรีย์–ปัญญินทรีย์–อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] –อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] –อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ–รูปธาตุ–อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ–รูปภพ–อรูปภพ–สัญญาภพ–อสัญญาภพ–เนวสัญญานาสัญญาภพ–เอกโวการภพ–จตุโวการภพ–ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ–กรุณาเจโตวิมุตติ–มุทิตาเจโตวิมุตติ–อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ–วิญญาณัญจายตนสมาบัติ–อากิญจัญญายตนสมาบัติ–เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ 

 

จบ สัจฉิกาตัพพนิทเทส ----------------------------------------

 

 

ขั้นตอนการตรัสรู้อริยสัจจธรรมในพระพุทธศาสนา

 

ทุกขอริยสัจจ์
The Universality of Suffering

 

(๑) “ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” หมายถึง การกำหนดรู้ การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน สืบสวนวินิจฉัย [Diagnosis] ในทุกขสัจจ์แห่งขันธ์ ๕ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] อย่างครอบคลุมประเด็นปัญญา โดยการตั้งสมุฏฐาน [ข้อสมมติฐาน: Hypotheses] เกี่ยวกับเพื่อพิจารณาหาทางในดับระงับเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดสภาพแห่งทุกข์ในปัญหานั้นๆ ที่เรียกว่า “ปริญญา ๓” [Full Knowledge: วินิจฉัย ๓: รู้จัก–พิจารณา–ระงับ] (ข้อ ๑ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา ดังนี้

 

“ปริญญา ๓” หมายถึง การกำหนดรู้–การทำความรู้จัก–การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน ได้แก่

(๑) “ญาตปริญญา” [Full Knowledge as Knowledge] คือ กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว กำหนดรู้ขั้นรู้จัก [ขันธ์ ๕ และสัมปยุตตธรรม เช่น ปิยรูป–สาตรูป ๑๐ (สมุฏฐานเกิดดับแห่งตัณหา: อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๖–สัญญา ๖–]สัญเจตนา ๖–ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖) ใน ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ) และ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย = ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจัยธรรมทั้งหลาย (อัทธา––สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม: กัมมผลสัทธา–กัมมัสสกตาปัญญา: กัมมัสสกตาสัทธา) ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ–ปัญญาจักขุ” หรือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ที่เกิดใน “ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ (๑) ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ (สติสัมปชัญญะแห่งการรู้เห็น) กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา–ญาณ (ปัญญารู้รอบแห่งการหยั่งรู้)] หรือกำหนดรู้ตาม “สภาวลักษณะ” คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่นรู้ว่า นี้คือ เวทนา: “เวทนานี้คือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์” ดังนี้ เป็นต้น [เปรียบเทียบกับ: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ หรือ ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๑–๒ ในวิชชา ๓) กับ นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ (ข้อ ๑–๒ ในญาณ ๑๖) พร้อมด้วย ทิฏฐิวิสุทธิ–กังขาวิตรณวิสุทธิ (ข้อ ๓–๔ ในวิสุทธิ ๗)]

 

(๒) “ตีรณปริญญา” [Full Knowledge as Investigating] กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา, กำหนดรู้ขั้นพิจารณา, กำหนดรู้โดย “สามัญลักษณะ” [อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา] คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของหรือสภาวะที่ (๑) ไม่เที่ยง (๒) เป็นทุกข์ (๓) เป็นอนัตตา ที่เรียกว่า “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ” คือ การพิจารณาจัดข้อธรรมย่อยให้เป็นกลุ่มธรรมตามอาการลักษณะโดยไตรลักษณ์ เช่นว่า เวทนา: “เวทนานี้ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน” ดังนี้ เป็นต้น [เปรียบเทียบกับ: อาสวักขยญาณ (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓: สัมโพธิญาณ–ปัญญาดับกิเลสอาสวะทั้งหลายหรือธรรมเครื่องที่เป็นสาสวะทั้งหลาย จนถึง ปัญญาตรัสรู้ = โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑) กับ สัมมสนญาณ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ข้อ ๓–๔ ในญาณ ๑๖) รวมถึง มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗)]

 

(๓) “ปหานปริญญา” [Full Knowledge as Abandoning] กำหนดรู้ด้วยการละ, กำหนดรู้ถึงขั้นละได้, กำหนดรู้โดย “การตัดทาง” [หลีกออกจาก–ละระงับสัญญาอันเป็นเหตุ = ปหาน ๕: (๑) วิกขัมภนปหานะ–ละด้วยข่มไว้โดยฌาน (๒) ตทังคปหานะ–ละด้วยองค์นั้นๆ โดยธรรมตรงข้าม (๓) สมุจเฉทปหานะ–ละด้วยตัดขาดโดยมรรค ๔ (๔) ปฏิปัสสัทธิปหานะ–ละด้วยสงบระงับโดยผล ๔ (๕) นิสสรณปหานะ–ละด้วยสลัดออกได้อาสวักขยญาณ ๖๔] มิให้ฉันทราคะเกิดมีในสิ่งนั้น คือรู้ว่าสิ่งนั้นเป็น อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา แล้ว ก็ให้ ละนิจจสัญญา–ละสุขสัญญา–ละอัตตสัญญา ตามลำดับ ในสิ่งนั้นเสียได้ ดังนี้ [เปรียบเทียบกับ: “วิปัสสนาญาณ ๙” ตั้งแต่ ข้อ ๒–๙ ได้แก่ (อุทยัพพยญาณ) –ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ รวมถึง ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) อนึ่ง “ปหานปริญญา” ก็อยู่ในขั้นของ อาสวักขยญาณ เช่นกัน อันเป็นปัญญาทำลายกิเลสทั้งหลาย หรือธรรมปฏิสังยุตด้วยสาสวะทั้งหลาย จนกว่าจะถึง โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑]

 

นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็น “ทุกขอริยสัจจ์” นี้ ก็เปรียบเสมือนผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุปัญญาแตกฉานในหัวข้อง “อัตถปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล

 

 

ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์
  The Universality of the Causes of Suffering

 

(๒) “สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” หมายถึง การกำหนดรู้ในการพิจารณาถึง เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ “ตัณหา ๓: กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา” อนึ่ง ในอริยสัจจธรรมข้อนี้ เป็นประเด็นการใช้เหตุและผลในการพิจารณาถึง “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย อันเป็นสมุฎฐานใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “หลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖: อัทธา––สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ และ ปัจจัยธรรม ๒: กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] ข้อพึงระวัง: คือ เมื่อรู้เข้าใจได้ดีแล้ว แต่ยังไม่ลงมือในภาคปฏิบัติ เพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เป็นสัจจธรรมตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะมีจิตฟั่นเฟือน สับสนในธรรมทั้งปวง [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] นั่นคือ มีอาการสับสนอลหม่านดุจครั้นกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ หรือคราวฝ่ายสัมพันธมิตรเอาระเบิดถล่มสถานีรถไฟบางกอกน้อยในสงครามมหาบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่คนที่เข้าใจนัยของคำว่า “อลหม่าน” ได้ดีที่สุด คือ คนละแวกแถวๆ ราชประสงค์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มักโดน (ไม่ใช่ Drones คือ อากาศยานไร้คนขับ) ของดีกันบ่อย [ให้พิจารณาตามกฎแห่งกรรมเข้าไว้ คือ ไม่รถแก๊สระเบิด ก็เผาเมืองยามกลียุค ถ้ากุเวรหมายถึงท้าวเวสสุวัณประจำทิศอุดรไม่ใช่ขอนแก่นหรือหนองบัวลำภู หรือ มิฉะนั้น ก็โดนวางระเบิด อันมาจาก พยาบาท–อรติ–โทสะ ที่สุดๆ คือ โมหะแห่งอวิชชา อาจจะดูหนังยุทธจักรมากไปหน่อย ที่มีสำนวนยุทธจักรว่า “แค้นนี้ ๑๐ ปี ก็ไม่สายเกินไป” เป็นหนังสอนให้เด็กคุ้นเคยกับการฆ่าศัตรูโดยไม่ต้องมีเมตตาธรรมมาค้ำจุนจิตใจ แปลกคนก็ชอบดูกัน เหตุการณ์เหล่านี้ ก็ให้พิจารณาด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทเช่นกัน  ก็อย่าทำเป็นเก่งกันมากนัก ปวดหัวเปล่าๆ สรุปคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ คำว่า “เมตตาธรรม” เพียงแต่เคยไม่ได้ยิน ไม่เคยนำมาปฏิบัติในชีวิตจริง สูญขาดสูญเปล่า เท่านั้นเอง] อนึ่ง เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” [Dependent Genesis] นั้น ก็ให้ถือปฏิบัติถึง ธรรม ๒ ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” หรือ “การใช้เหตุผลเชิงนิรนัย” [Deductive Reasoning] คือ การคิดในเชิงวิเคราะห์สืบสาวจากเหตุไปหาผล แล้วหาข้อสรุปจัดเป็นหมวดหมู่ ให้เห็น “กฎย่อย: Distinctive Law” [ปัจจัตตลักษณะ–ลักษณะเฉพาะตน: Uniqueness] กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” หรือ “การใช้เหตุผลเชิงอุปนัย” [Inductive Reasoning] คือ การคิดในเชิงสังเคราะห์จากข้อสรุปย่อยหรือกฎย่อยหลายๆ กฎมารวมกันเป็น “กฎหลัก” หรือ “กฎทั่วไป: General Law”  [สหชาตธรรม–ลักษณสามัญ–ลักษณะความเป็นสากล: Universality] ในขั้นตอนการคิดนั้น ต้องประกอบด้วยทักษะการคิดอย่างน้อย ๕ ประการ ได้แก่ (๑) การเปรียบเทียบ: Comparison (๒) การเทียบเคียง: Analogy (๓) การสมมาตร: Symmetry (๔) การพยากรณ์: Predictability และ (๕) การตรวจสอบตนเองได้: Self-Falsification มิฉะนั้น จะให้เกิดความประณีตละเอียดยิ่งขึ้น เรียกว่า “ทักษะการคิดขั้นสูง” [โยนิโสมนสิการในภูมิแห่งวิปัสสนกรรมฐาน] (ทิศนา แขมมณี และคณะ. ๒๕๔๙) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

ทักษะการคิดขั้นสูง [วิธีทางวิทยาศาสตร์]

 

[A] ทักษะการคิดซับซ้อน [วิชชา ๓–ปริญญา ๓–ระเบียบวิธีวิจัย = หลักปฏิจจสมุปบาท]

(๑) ทำความกระจ่าง

(๒) สรุปลงความเห็น

(๓) ให้คำจำกัดความ

(๔) วิเคราะห์

(๕) สังเคราะห์

(๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ

(๘) สร้างความรู้

(๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง

(๑๑) หาแบบแผน

(๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน

(๑๔) ตั้งสมมติฐาน

(๑๕) พิสูจน์ความจริง

(๑๖) ทดสอบสมมติฐาน

(๑๗) ตั้งเกณฑ์

(๑๘) ประเมิน

 

 [B] ทักษะลักษณะการคิด [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๙ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา]

(๑) คิดคล่อง

(๒) คิดหลากหลาย

(๓) คิดละเอียด

(๔) คิดชัดเจน

(๕) คิดอย่างมีเหตุผล

(๖) คิดถูกทาง

(๗) คิดกว้าง

(๘) คิดไกล

(๙) คิดลึกซึ้ง

 

[C] ทักษะกระบวนการคิด [อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔ = อริยมรรค ๔–อริยผล ๔]

(๑) คิดวิจารณญาณ

(๒) คิดตัดสินใจ

(๓) คิดแก้ปัญหา

(๔) คิดวิจัย

(๕) คิดริเริ่ม

(๖) คิดสร้างสรรค์

 

[D] ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง [ปัจจเวกขณญาณ]

(๑) ตรวจสอบระบบโครงสร้าง

(๒) เฟ้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด

(๓) ปรับปรุงขั้นตอนใหม่

 

 

ข้อสังเกต: ใน “การหาข้อสรุปทั่วไป” [Generalizations] นั้น ถ้ากระบวนการคิดนั้น บกพร่องมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหรือ “สัจจธรรมที่ประเสริฐ” [อริยสัจจธรรม–กฎธรรมชาติ] ข้อสรุปเชิงทฤษฎีเหล่านั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ผิดหรือภาวะที่ผิด เป็น “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” [วิปลาส ๔ –อคติ ๔] = “อวิชชา” ความไม่รู้แจ้ง [Ignorance] ความไม่รู้จริง [Nescience] ฉะนั้น ปัญญาความรอบเหล่านั้น ยังวิวัฒน์ไม่ถือสุดรอบหรือสุดขอบเขตแดนความรู้ ที่เรียกว่า “พรหมแดนไพบูลย์แห่งปัญญา” [ธรรมสามัคคีใน ๓ ศาสตร์: ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] อนึ่ง พระพุทธศาสตร์เป็นต้นแบบแห่งปัญญาที่ครอบงำองค์ความรู้ทั้งหมดของมวลมนุษยชาติได้ เพียงศาสนาเดียวในโลก ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาคิดกัน ในระดับ ตำหนักร่างทรง สำนักปฏิบัติธรรม วัด หมู่บ้าน ตำบล หรือ อำเภอ แต่เป็นเรื่องระดับโลกหรือสากลจักรวาล 

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะก้าวมาถึงขั้นนี้ได้นั้น ต้องสามารถระงับนิวรณ์ให้ได้ด้วยรูปฌานก่อน คือ จิตสะอาดปราศจากนิวรณ์ [จิตประภัสสร = จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] สมาธิที่บริสุทธิ์ย่อมทำให้สติบริสุทธิ์และสัมปชัญญะแก่กล้าเป็นความรู้คมชัดยิ่งยวดแห่งอภิญญา [วิชชา ๓: ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] ในประเด็นนี้ เป็นเรื่อง “ความต่างแห่งกรรมในบุคคล” [กัมมัสสกตา: บุญทำ–กรรมแต่ง = วาสนา] ในบางคนแค่ทำจิตให้เป็นสมาธิจอจ่อเพ่งพินิจในเรื่องงานอย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังทำได้ยาก ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสิบปีจนถึงหลายภพหลายชาติก็ได้ นั่นคือ สามารถแสวงหา “สัปปายะ ๗” ได้ ดังนี้

 

“สัปปายะ ๗” [Beneficial Conditions] หมายถึง สิ่งที่เหมาะกัน อันเกื้อหนุนในการเจริญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย ได้แก่

(๑) “อาวาสสัปปายะ–เสนาสนสัปปายะ” คือ ที่อยู่อันเหมาะ เช่น ปลอดภัย ไม่พลุกพล่านจอแจ  

(๒) “โคจรสัปปายะ” คือ แหล่งอาหารอำนวย ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป  

(๓) “ภัสสสัปปายะ–ธัมมัสสวนสัปปายะ” คือ การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ ๑๐ และพูดแต่พอประมาณ ข่าวสารและสื่อสารที่เอื้อปัญญา  

(๔) “ปุคคลสัปปายะ” คือ บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น ไม่มีคนร้าย แต่มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ  

(๕) “โภชนสัปปายะ–อาหารสัปปายะ” คือ อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก

(๖) “อุตุสัปปายะ” คือ ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะ ไม่ใช่หนาวหรือร้อนอย่างสุดโต่งที่ขั้วโลกหรือทะเลทราย เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น

(๗) “อิริยาปถสัปปายะ” คือ อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี มีอิริยาบถสมดุล

 

ดังนั้น ในการบรรยายธรรมจึงหมายถึงบุคคลผู้ได้ฌานสมาบัติแล้ว [อาเนญชาแห่งจตุตถฌาน] จนถึงความเป็นอริยบุคคลหรือพระอรหันต์แล้ว จะได้ไม่เข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ในข้อ (๒) “สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” นี้ ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเป็นผู้ได้ “วิชชา ๓” [เตวิชฺโช] และกำลังมนสิการกรรมฐานโดยโสฬสญาณ [ญาณ ๑๖] อยู่ จึงเกิดปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาในสมาธิ เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓)  และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) แต่กระบวนการชำระไตรสิกขาให้บริสุทธินั้น เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [อัทธา ๓: อตีตัทธา–อนาคตัทธา–ปัจจุปันนัทธา หรือ ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ] อีกนัยหนึ่ง ข้อนี้จะตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” ซึ่งจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์  นั่นคือ “ปหานะ” (ข้อ ๒ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา  แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อนี้ จะเกี่ยวข้องกับ “หลักปฏิจจสมุปบาท” และบรรดา “ปัจจัยธรรม–ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย ดังนี้

 

“ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน–ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม–การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัย [วิธีการนิรนัย–อนุมาน: Deductive Method คือ หาข้อสรุปย่อยในเชิงวิเคราะห์ในกลุ่มสภาวธรรมให้เป็นกลุ่มย่อยรายข้อ = อนุปทธรรมวิปัสสนา–อังคโตสัมมสนะ]

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี 

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

ข้อสรุป: “อวิชชา” เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ และ สังกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์–ทุคติ” อันเนื่องมาจาก “อภิสังขาร: บุญ–บาป–อาเนญชา” คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกรรมทั้งหลาย เมื่อพิจารณาตามโดยลำดับจึงเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ธัมมัฏฐิติญาณ] อันลึกซึ้งถึง “ธรรมจักร” ได้ ในทางตรงกันข้าม เมื่อได้ “ดวงตาเห็นธรรม” แล้ว ย่อมรู้วิธีดับสาเหตุแห่งทุกข์ดังกล่าวนี้ได้ นั่นคือ ถ้าดับ “อวิชชา” ย่อมดับ ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ และ สังกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์–ทุคติ” ได้เช่นกัน

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธ [วิธีการอุปนัย–อุปมาน: Inductive Method คือ หาข้อสรุปทั่วไปในเชิงสังเคราะห์จากกลุ่มย่อยทั้งหลายมารวมกันโดยรวบทั้งกลุ่ม = กลาปสัมมสนะ]

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

สำหรับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ถือเป็นฝ่ายสมุทัย คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เพียงแต่นำองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง มาจำแนกแจกตามหลักธรรมย่อย “ปัจจัยธรรม” ส่วนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎกรรมของสัตว์” นั้น อยู่ใน “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

[A] “อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ [โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส]

 

[B] “สังเขป ๔” [สังคหะ ๔] หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบันผล” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ” = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล” = ชาติ–ชรามรณะ [โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส]

 

[C] “สนธิ ๓” หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง “อดีตเหตุ” กับ “ปัจจุบันผล”

(๒) ระหว่าง “ปัจจุบันผล” กับ “ปัจจุบันเหตุ”

(๓) ระหว่าง “ปัจจุบันเหตุ” กับ “อนาคตผล”

 

[D] “วัฏฏะ ๓” [ไตรวัฏฏ์] หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ดังนี้

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

[E] “อาการ ๒๐” หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ [Causes] และส่วนผล [Effects] ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) “ปัจจุบันผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

 [F] “มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมควรมีพื้นฐานเข้าใจถึง ความหมายที่ลึกซึ้งของคำว่า “อวิชชา ๔” กับ “อวิชชา ๘” [A: อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ] และ “ตัณหา ๓” กับ “ตัณหา ๖” [B: ปิยรูป–สาตรูป ๑๐] เพิ่มเติม เพราะเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ทั้งปวง ที่ทำให้จิตใจแปรปรวนไปตามอารมณ์ทั้ง ๖ [อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ [อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ] จนรวมถึงปัจจัยอะไรที่อกุศลธรรมดังกล่าวนี้ต้องยึดเป็นที่พึ่งพาอาศัยให้เกิดขึ้นใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่เรียกว่า “อาหารปัจจัย” นั่นคือ “C: อาหาร ๔” ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงทั้งรูปธรรมกับนามธรรม [นามรูปแห่งขันธ์ ๕] ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

[A] “อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ” [องค์แห่งอวิชชา] ได้แก่

(๑) “อัญญาณ” คือ ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) “อทัสสนะ” คือ ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) “อนภิสมัย” คือ ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) “อนนุโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) “อสัมโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) “อัปปฏิเวธะ” คือ การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) “อสังคาหณา” คือ ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) “อปริโยคาหณา” คือ ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) “อสมเปกขนา” คือ ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) “อปัจจเวกขณา” คือ ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) “อัปปัจจักขกรรม” คือ ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) “ทุมมิชฌะ” คือ ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) “พาลยะ” คือ ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) “โมหะ” คือ ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด = ญาณ] 

(๑๖) “ปโมหะ” คือ ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) “สัมโมหะ” คือ ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) “อวิชชา” คือ รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) “อวิชโชฆะ” คือ โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ = วิวัฏฏะ]

(๒๐) “อวิชชาโยคะ” คือ โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) “อวิชชานุสัย” คือ อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) “อวิชชาปริยุฏฐาน” คือ การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) “อวิชชาลังคี” คือ กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) “โทสะ” คือ ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) “โลภะ” คือ ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

[B] “ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” หมายถึง สิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับของตัณหา หรือมุ่งเอาส่วนที่เป็นอิฏฐารมณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ซึ่งทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ] เพราะความไม่รู้แจ้งแห่ง “อวิชชา” ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] หมายถึง วงจร ๓ ส่วนประกอบแห่งองค์ ๑๒ อย่าง ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ นั่นคือ (๑) “กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (๒) “กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ” และ (๓) “วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ” และพร้อมด้วยอกุศลวิบากผลที่ตามมา นั่นคือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังนี้

(๑) “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ

(๒) “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

(๓) “วิญญาณ ๖” ได้แก่ จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๔) “สัมผัส ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๕) “เวทนา ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๖) “สัญญา ๖” ได้แก่ รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๗) “สัญเจตนา ๖” ได้แก่ รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา

(๘) “ตัณหา ๖” ได้แก่ รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๙) “วิตก ๖” ได้แก่ รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก  

(๑๐) “วิจาร ๖” ได้แก่ รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร  

 

ในการเห็นความจริงใน “สภาพแห่งทุกข์” [นามรูปปริจเฉทญาณ] กับ “เหตุแห่งทุกข์” [ปัจจยปริคคหญาณ] ได้นั้น ปัญญาเห็นธรรมใน องค์ประกอบ ๑๒ ประการ ในปฏิจจสมุปบาทเพียงเท่านั้น [ธัมมัฏฐิติญาณ] ยังไม่เพียงพอ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยระหว่างองค์ธรรมย่อยเหล่านั้นด้วย คือ สภาวธรรมที่ทำให้เกิดและดับในตัณหา ที่เรียกว่า “ปิยรูป–สาตรูป ๑๐” นี้ด้วยเสมอ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมทบทวนพิจารณาหลายๆ รอบ [โยนิโสมนสิการ] จนเจนใจและขบได้ด้วยทฤษฎีอย่างแตกฉาน [ธัมมปฏิสัมภิทา] เมื่อมนสิการกรรมฐานอยู่อย่างสม่ำเสมออยู่เนืองๆ ย่อมเกิด “แสงสว่างแห่งปัญญา” [อาโลกสัญญา] ไม่ตอนกลางหรือกลางคืนก็ตาม เพราะเกิดปัญญาเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง [ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติ] ตามกำหนดธรรมดา [สัมมาสนะ] ตามกฎธรรมชาติ [ธรรมนิยาม] ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์อันเป็นสากล [อริยสัจจ์ ๔] นอกจากนี้ คนที่ยังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาทั้งหลายนั้น ยิ่งต้องรีบเร่งทำการศึกษาให้เกิดปัญญาแตกฉานในธรรมให้เร็วที่สุด จะได้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูล ซึ่งดีกว่าจะชักชวนกันไปเที่ยวแดกหล้า ตอนกลางค่ำกลางคืน [คุณพระช่วยนึกว่าไปนั่งสมาธิ] แล้วพาไปอ้วกเลี้ยงหมาตามถนน แต่อย่าคิดว่าที่ไปกินไปเที่ยวเพื่อพิจารณาธรรมใน “อาหาร ๔” ก็แล้วกัน มันเป็นความคิดไม่งาม ถ้าอยากปฏิบัติธรรมดีๆ ก็อย่าไปคบหากับพวกอโคจรเช่นนั้นดีกว่า แบบนี้บัณฑิตทั้งหลายท่านสรรเสริญมากกว่า พ่อแม่ได้ยินก็ดีใจเป็นกุศลต่อวงศ์ตระกูลมากกว่า เจริญธรรมต่อดีกว่า

 

[C] “อาหาร” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย–เครื่องค้ำจุนชีวิต–สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ อนึ่ง “ขันธ์ ๕” จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัย “อาหารปัจจัย” เป็นพื้นฐานสำคัญ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” คือ อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” [ความกำหนัดติดใจ] ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ”ได้ด้วย

(๒) “ผัสสาหาร” คือ อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่ง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” [การรับรู้ความรู้สึก] พร้อมทั้ง “เจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร คือ อาการลักษณะย่อยของ จิต–วิญญาณ] ทั้งหลาย ที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” คือ อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” [กรรมภพ] คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย [อุปัตติภพ] เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย

(๔) “วิญญาณาหาร” คือ อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ได้ด้วย

 

ฉะนั้น องค์ประกอบปัจจัยสำคัญแห่งขันธ์ ๕ นั้น จึงต้องทำความเข้าใจอย่างชัดเจนโดยพื้นฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาที่รอบรู้คมชัด [สุตมยปัญญา] นั่นคือ “อวิชชา –ตัณหา –อาหาร [รูปกับนาม เมื่อพิจารณาสภาวธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาทที่มีองค์ประกอบ ๑๒ ประการ พร้อมด้วยสังกิเลสทั้งหลาย ด้วยเหตุผลที่ว่า จะได้กำหนดรายละเอียดที่ฝังลึกลงไปในกระบวนการอีกขั้นหนึ่ง เห็นที่ตั้งแห่งธรรมที่ถูกต้องอย่างแท้จริง [ธัมมัฏฐิติ] ผู้มีโอกาสได้ศึกษา [ไตรสิกขา] พระไตรปิฎกอย่างถูกต้อง จึงถือว่าโชคดีแห่งวาสนา เมื่อเรียนรู้เข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว ก็อย่าลืมถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ ให้แก่คนรอบข้าง เอามาตั้งเป็นหัวข้อสนทนากัน อย่าไปพูดคุยเรื่องที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในบั้นปลายนี้ คนแต่ละคนมีอายุขัยสั้นยาวต่างกัน แต่การอยู่อย่างมีคุณค่าในความเป็นมนุษย์นี้ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของสัตบุรุษ ไม่ใช่อยู่อย่างหมาหรือแมวไปวันๆ อย่างไรก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติธรรมให้ทบทวนหัวข้อ “อธิบายปฏิจจสมุปบาท” ที่เป็นสัมปยุตตธรรมกับปัจจัยธรรมทั้งหลาย เพื่อให้เห็นภาพรวมที่เป็นระบบโครงสร้างองค์รวม ใน “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” อย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้

 

 

อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท [ปัจจัยธรรม]

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 124 -126 FILE 17)

 

ถามว่า: ก็ “ปฏิจจสมุปบาท” ทั้งหมดนั่น ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยคำเพียงเท่านี้อย่างไร

 

ตอบว่า; ก็ในคำว่า “นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํ” นี้ มีอธิบายว่า ศัพท์ว่า (๑)  “นนฺทิ” [ความเพลิดเพลิน–ความยินดี] นี้เป็นสังเขปที่ ๑ (๒) “ทุกข์” เป็นสังเขปที่ ๒ เพราะพระบาลีว่า “ทุกฺขสฺส” (๓) “ภพ” เป็นสังเขปที่ ๓ เพราะพระบาลีว่า “ภวา ชาติ” (๔) “ชาติ ชรา และ มรณะ” เป็นสังเขปที่ ๔ พึงทราบ “สังเขป ๔” ด้วยคำเพียงเท่านี้ดังพรรณนามาฉะนี้ [บทว่า สังเขป] อธิบายว่า ได้แก่ ส่วนทั้งหลาย (๑) ระหว่าง ตัณหา กับ ทุกข์ เป็นสนธิที่ ๑ (๒) ระหว่าง ทุกข์ กับ ภพ เป็นสนธิที่ ๒ (๓) ระหว่าง ภพ กับ ชาติ เป็นสนธิที่ ๓ พึงทราบ “สนธิ ๓” ระหว่าง “สังเขป ๔” ซึ่งเหมือนกับระหว่างนิ้วมือทั้ง ๔ ดังพรรณนามาฉะนี้

 

ในปฏิจจสมุปบาทนั้น (๑) “นันทิ” เป็น “อตีตัทธา” [กาลที่เป็นอดีต] (๒) “ชาติ ชรา และมรณะ” เป็น “อนาคตัทธา”  [กาลที่เป็นอนาคต] (๓) “ทุกข์และภพ”  เป็น “ปัจจุปันนัทธา” [กาลที่เป็นปัจจุบัน] พึงทราบ “อัทธา ๓” ดังพรรณนามาฉะนี้แล

 

อนึ่ง ในอตีตัทธา ในบรรดา “อาการ ๕” ด้วยคำว่า นันทิ แล้ว ตัณหา จึงมาแล้วหนึ่ง แม้ ตัณหา นั้น จะยังไม่มา [อาการ ๔ คือ] อวิชชา–สังขาร–อุปาทาน–และ–ภพ ก็เป็นอันจัดเข้าแล้วทีเดียว ด้วยลักษณะที่เป็น ปัจจัย [ปัจจัยธรรม] อนึ่ง ด้วยคำว่า ชาติ–ชรา–และ–มรณะ เพราะเหตุที่อธิบายไว้ว่า: “ขันธ์เหล่าใดมีชาติ ชราและมรณะนั้น ขันธ์เหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วทีเดียวในอนาคตัทธา จึงเป็นอันรวมเอาวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนาเข้าไว้ด้วยเช่นกัน”

 

ใน กรรมภพ ซึ่งเป็นภพแรกมีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) โมหะ–ความหลง ได้แก่ อวิชชา (๒) การประมวลมา [สั่งสม–อายูหนา] ได้แก่ สังขาร (๓) ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา (๔) การเข้าไปยึดถือ ได้แก่ อุปาทาน (๕) เจตนา ได้แก่ ภพ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในปัจจุปันนัทธา ในเพราะ กรรมภพ ซึ่งเป็นภพแรก

 

ในปัจจุปันนัทธา มีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) ปฏิสนธิ คือ วิญญาณ (๒) สิ่งที่ก้าวลง คือ นามรูป (๓) ปสาทรูป คือ อายตนะ [สฬายตนะ] (๔) อาการที่ถูกต้อง คือ ผัสสะ (๕) อาการที่เสวยอารมณ์ คือ เวทนา เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ก่อน ในเพราะ อุปปัตติภพ ในปัจจุปันนัทธา

 

แต่เพราะในปัจจุปันนัทธา อายตนะทั้งหลายเจริญได้ที่แล้วจึงมีธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ (๑) โมหะ คืออวิชชา (๒) การประมวลมา คือ สังขาร (๓) ความใคร่ คือ ตัณหา (๔) การเข้าไปยึดถือ คือ อุปาทาน (๕) เจตนา คือ กรรมภพ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในอนาคตัทธา ในเพราะกรรมภพในปัจจุปันนัทธา

 

ในอนาคตัทธามีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) ปฏิสนธิ คือ วิญญาณ (๒) สิ่งที่ก้าวลง [เกิดขึ้น] คือ นามรูป (๓) ปสาทรูป คือ อายตนะ (๔) อาการที่ถูกต้อง คือ ผัสสะ (๕) อาการที่เสวยอารมณ์ คือ เวทนา เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้แล้วในปัจจุปันนัทธา

 

ในเพราะอุปปัตติภพในอนาคตัทธา พึงทราบ “อาการ ๒๐” เหล่านี้ ในปฏิจจสมุปบาทนี้ ซึ่งมีลักษณะ

ดังแสดงไว้แล้วอย่างนี้ ด้วยประการฉะนั้นแล

 

ดังนั้น “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งมี [ปฏิจจสมุปปันนธรรม–ปัจจัยธรรม] “สังเขป ๔” มี “สนธิ ๓” มี “อัทธา ๓”  และ มี “อาการ ๒๐” [รวมทั้ง วัฏฏะ ๓ และ มูล ๒] แม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ว่า เพราะทราบอย่างนี้ว่า “นันทิ” [ความเพลิดเพลิน ความยินดี] เป็น “รากเหง้าของทุกข์” จึงทราบต่อไปว่า เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ที่เกิดมาแล้วย่อมมีชราและมรณะ ด้วยประการดังพรรณนามา ฉะนี้

 

จบ อธิบายปฏิจจสมุปบาท ----------------------------

 

 

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตามนัยแห่งคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” ด้วยวาทะแห่งปัญญาที่เห็นธรรมทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา” จึงให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาแนวคิดใน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ภาวะแห่งความเกิดวัฏฏะ (๒) ภาวะแห่งความดับวัฏฏะ และ (๓) โลกียธรรม ดังนี้

 

[A] ภาวะแห่งความเกิดวัฏฏะ [กิเลส–กรรม–วิบาก = อัตตสัญญา] = สมุทัยสัจจ์

อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ

อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

 

การเกิดอวิชชา [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ [วิญญาณ ๖นามรูป–สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖ผัสสะ [สัมผัส ๖เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖อุปาทาน–ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

วัฏฏะ ๓

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ [อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖]

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

[B] ภาวะแห่งความดับวัฏฏะ [วิวัฏฏะ–นิพพาน–อมตธาตุ = อนัตตสัญญา (สุญญตะ)] = นิโรธสัจจ์

อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ [อุเบกขาสัมโพชฌงค์]

อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ [อุเบกขาสัมโพชฌงค์]

 

การดับอวิชชา [อาสวักขยญาณ–ดับอาสวะ ๔: กามาสวะ–ภวาสวะ–ทิฏฐาสวะ–อวิชชาสวะ]

 (๑) “อดีต” [ต้นเหตุ] = (๑) อวิชชา– (๒) สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” [ผลวิบากกับเหตุ] = (๓) วิญญาณ [วิญญาณ ๖ =วิญญาณาหาร] – (๔) นามรูป– (๕) สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖] – (๖) ผัสสะ [สัมผัส ๖ = ผัสสาหาร] – (๗) เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖= มโนสัญเจตนาหาร(๘) ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖ = กวฬิงการาหาร (ราคะ–กามคุณ ๕)] – (๙) อุปาทาน– (๑๐) ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” [ปลายเหตุ] = (๑๑) ชาติ– (๑๒) ชรา-มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

ดังนี้ ให้ถึงปัญญาหยั่งรู้ที่ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง–สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์–ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน” [ธรรมนิยาม ๓–อนุปัสสนา ๓ [สติปัฏฐาน ๔อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๑๐–สัญญา ๑๐]

 

วัฏฏะ ๓

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ [อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖]

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

[C] “โลกียธรรม–Mundane States” [สังขตธรรม–สอุปาทินนธรรม–อุปาทินนธรรม–อุปาทินนกสังขาร: สังขารที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม] คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่เป็นสาสวะทั้งหมด นั่นคือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ ที่สัมปยุตต์ด้วย ปิยรูป–สาตรูป ๑๐ หมายถึง สิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับของตัณหา หรือมุ่งเอาส่วนที่เป็นอิฏฐารมณ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ซึ่งทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ] เพราะความไม่รู้แจ้งแห่ง “อวิชชา” ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” [ปฏิจจสมุปปันนธรรม] หมายถึง วงจร ๓ ส่วนประกอบแห่งองค์ ๑๒ อย่าง ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ นั่นคือ (๑) “กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (๒) “กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ” และ (๓) “วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ” และพร้อมด้วยอกุศลวิบากผลที่ตามมา นั่นคือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังนี้

(๑) “อายตนะภายใน ๖” ได้แก่ จักขุ–โสตะ–ฆานะ–ชิวหา–กาย–ใจ

(๒) “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

(๓) “วิญญาณ ๖” ได้แก่ จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ

(๔) “สัมผัส ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส

(๕) “เวทนา ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๖) “สัญญา ๖” ได้แก่ รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธรรมสัญญา

(๗) “สัญเจตนา ๖” ได้แก่ รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา

(๘) “ตัณหา ๖” ได้แก่ รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธรรมตัณหา

(๙) “วิตก ๖” ได้แก่ รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก  

(๑๐) “วิจาร ๖” ได้แก่ รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร  

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรม พึงพิจารณาแนวคิดความศรัทธาปสาทะในพระศาสนาเกี่ยวกับเรื่อง “กรรม–วิบาก” ที่คนส่วนใหญ่ผู้ไม่รู้จริง “ชนผู้หลงทิศ” มักสบประมาทในเรื่องนี้ กลายเป็นเรื่องตลกขำขัน จนเป็นเหตุแห่งความฉิบหายของชีวิต แล้วตายอย่างไร้ค่า ไม่มีเสบียงปัญญาติดตัวไป มีแต่ปัญญาหางอึ่งเท่านั้น คือ จิตไม่เคลื่อนไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นแห่งอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ [อริยทรัพย์ ๗: ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา เปรียบเทียบกับ สัทธรรม ๗: ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต –วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา (ข้อ ๓ ในจรณะ ๑๕)] และประการสำคัญอยากทำบุญปฏิบัติบูชา ในบางครั้งยังโชคร้าย ไม่พบไม่เจอพระอริยเจ้าอย่างแท้จริง ก็มีเช่นกัน ก็ให้แสวงหาสัจจธรรมที่แท้จริง อย่าท้อถอยให้จำไว้เสมอว่า “ตนเป็นที่พึ่งแหงตน” ศึกษาเอาเองบ้าง อย่าไปรอเหมือนลูกนกรอพ่อแม้หาเหยื่อมาป้อน มีตีนมีมือหนึ่งมันสมอง ทำได้อย่างแน่นอน อย่ามัวแต่นอนให้มากเท่านั้นเอง ให้พิจารณาเรื่อง (๑) กฎแห่งกรรม กับ (๒) กัมมัสสกตา ดังนี้

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา” ตามบทสวดมนต์ ดังนี้   

 

กฎแห่งกรรม [The Law of Volitional Actions]

กฎข้อที่ ๑      กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

กล่าวโดยสรุป “กฎแห่งกรรม” มี ๖ ประการ ที่เกี่ยวข้องกับ “ความต่างกันแห่งกรรม” (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 228–233 FILE 75) ดังนี้

 

แม้ข้ออื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า:

(๑) เพศย่อมเป็นไปเพราะกรรม (๒) สัญญาย่อมเป็นไปเพราะเพศ (๓) สัตว์ทั้งหลายย่อมลงความต่างกัน เพราะสัญญาว่า นี้เป็นหญิงหรือเป็นชาย (๔) สัตวโลกย่อมเป็นไปตามกรรม (๕) หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม (๖) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ดุจลิ่มสลักเพลารถที่ไปอยู่ [ข้อ ๑ –๖ เป็น กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา] (๗) บุคคลย่อมได้เกียรติ ได้การสรรเสริญก็เพราะกรรม [ทำดีย่อมได้ดี] (๘) ย่อมได้ความเสื่อมการถูกประหาร และการจองจำก็เพราะกรรม [ทำชั่วย่อมได้ชั่ว] บุคคลรู้ “ความต่างกันแห่งกรรม” นั้นแล้ว ไฉนเล่าจึงพูดว่า “กรรมไม่มีในโลก”  

 

“กฎแห่งกรรม” มี ๖ ประการ ได้แก่

(๑) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

(๒) สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม

(๓) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด

(๔) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

(๕) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง

(๖) กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายโดยให้เลวและประณีต

 

เพราะฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “กรรม–วิบาก” ในประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องจะมาพูดกันเล่นๆ ฆ่าเวลาให้หมดสิ้นไปวันหนึ่งๆ เพราะทั้งหมดเกิดจากปัญญาเห็นธรรมโดย “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” กับ “ปัจจยปริคคหญาณ” [ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ = ธัมมัฏฐิติญาณ] โดยให้พิจาณาถึงมิติความสัมพันธ์แห่งปัจจัยทั้งหลายที่ต้องพึงพากันและกันในการเกิดและดับพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูง ไม่ใช่ปัญญาหางอึ่ง ที่จะใช้ใน “การขบคิดเชิงทฤษฎี” [ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา = ทิฏฐสัมปทา] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิจัยในศาสตร์สาขาต่างๆ ต้องเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพื่อจะอธิบายสภาวการณ์แห่งตัวแปรทางสถิติ [Statistic Variables] ทั้งหลายอย่างถูกต้อง แล้วอย่าพากันสบประมาทพระธรรมในพระพุทธศาสนาอีกเลย แน่จริงเข้ามาศึกษาให้มันแตกฉานดู เพราะเป็นเรื่องนามธรรมขั้นสูง ที่ครอบงำจนถึงรูปธรรมทั้งหลายที่เป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน อนึ่ง “ปัจจัย ๒๔” [มหาปัฏฐาน–มหาปกรณ์–คัมภีร์ปัฏฐาน = คัมภีร์ใหญ่ ฉบับเล่ม ๔๐–๔๕ จำนวน ๖ เล่ม คนที่อยากเสริมมงคลชีวิตอ่านคัมภีร์นี้ ขนาดงานสวดอภิธรรมยังใช้สวดให้ผู้เป็นสิริมงคลไปปรโลก] นั้น ซึ่งมีลักษณะกระบวนการคิดคล้ายคลึงกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะมิติความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

“ปัจจัย ๒๔” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมเห็นผลแห่งอกุศลวิบากที่ตามมา คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เช่นกัน ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็น “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” นี้ ก็เปรียบเสมือนผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุปัญญาแตกฉานในหัวข้อง “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๒ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การเกิดปัญญาเห็นธรรม เห็นอาณาจักรธรรม [ธรรมจักร] นั่นคือ ย่อมได้ “ดวงตาเห็นธรรม” [ทิพพจักขุญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ = หลักปฏิจจสมุปบาท] ก็ให้พึงพิจารณาถึงองค์ประกอบสำคัญในการเจริญภาวนา คือ (๑) ฌานปัจจัย [สมถะ] กับ (๒) มรรคปัจจัย [วิปัสสนา] ดังนี้ ฉะนั้น ให้พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับ คำว่า “ธรรมจักร” ในฝ่ายของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วย ธรรมจักรในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 626 –627 FILE 78)

 

แต่ในที่นี้ “จักกะ” ศัพท์บัณฑิตทราบแล้วว่าจักร คือ “พระธรรมทั้งหลาย” สำหรับ คำว่า “จักร” หมายถึง พระธรรม ธรรมจักร” (จักร คือ พระธรรม) อันมาแล้วในคำว่า “มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ” นี้ (แปลว่า จักร คือ พระธรรมอันเราให้เป็นไปแล้ว)] นั้นมี ๒ อย่าง ได้แก่

(๑) “ปฏิเวธญาณ” [ญาณในการแทงตลอด]

(๒) “เทสนาญาณ” [ญาณในเทศนา]

 

ในญาณ ๒ อย่างนั้น “ปฏิเวธญาณ” อันนำมาซึ่งอริยผลของตนอัน “ปัญญา” อบรมแล้ว [อัตตหิตสมบัติ คือ ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา พระปัญญา เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ พุทธภาวะ คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า และ ความเป็นอัตตนาถะ คือ พึ่งตนเองได้] ส่วน “เทสนาญาณ” อันนำมาซึ่งอริยผลของพระสาวกทั้งหลายซึ่งเพิ่มพูนแล้วด้วย “กรุณา” [ปรหิตปฏิบัติ คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นพระคุณข้อนี้มุ่งเอา พระกรุณา เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ พุทธกิจ คือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และ ความเป็นโลกนาถ คือ เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้]

 

บรรดาญาณเหล่านั้น “ปฏิเวธญาณ” จำแนกออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่

(๑) “อุปปัชชมานะ” [ปฏิเวธญาณ–อันกำลังเกิดขึ้น]

(๒) “อุปปันนะ” [ปฏิเวธญาณ–อันเกิดขึ้นแล้ว]

 

จริงอยู่ (๑) “ปฏิเวธญาณ–อันกำลังเกิดขึ้น” นับจำเดิมตั้งแต่การออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า จนถึงอรหัตตมรรค และในขณะแห่งพระอรหัตตผล ชื่อว่า “ปฏิเวธญาณ–อันเกิดขึ้นแล้ว”

 

อีกอย่างหนึ่ง (๒) “ปฏิเวธญาณ” ชื่อว่า “อันกำลังเกิด” นับจำเดิมแต่เสด็จอยู่ภพดุสิต จนถึงพระอรหัตตมรรค ที่มหาโพธิบัลลังก์ และในขณะแห่งพระอรหัตตผล “ปฏิเวธญาณ” ชื่อว่า “เกิดขึ้นแล้ว”

 

อีกอย่างหนึ่ง (๓) นับจำเดิมแต่การทรงพยากรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “ทีปังกร” จนถึง

พระอรหัตตมรรค “ปฏิเวธญาณ” ชื่อว่า “อันกำลังเกิดขึ้น” และในขณะแห่งพระอรหัตตผล “ปฏิเวธญาณ” ชื่อว่า “อันเกิดขึ้นแล้ว”

 

แม้ “เทสนาญาณ” ก็จำแนกออกเป็น ๒ อย่าง ได้แก่

(๑) “ปวัตตนานะ” [เทสนาญาณ–อันกำลังเป็นไป]

(๒) “ปวัตตะ” [เทสนาญาณ–อันเป็นไปแล้ว]  

 

จริงอยู่ “เทสนาญาณ” นั้น ชื่อว่า “กำลังเป็นไป” นับจำเดิมแต่ “โสดาปัตติมรรค” ของพระอัญญาโกณฑัญญะ [นั่นคือ ปฐมสาวก เมื่อท่านฟังปฐมเทศนา “ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ของพระพุทธเจ้า และได้ ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม ด้วยปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ที่ว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา” หลังจากนั้น ได้สดับฟัง “อนัตตลักขณสูตร” จึงได้บรรลุพระอรหันต์ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู นั่นคือ ผู้รู้ราตรีนาน คือ บวชนาน รู้เห็นเหตุการณ์มากมาแต่ต้น นั่นเอง] และในขณะแห่ง “โสดาปัตติผล” ของพระอัญญาโกณฑัญญะ “เทสนาญาณ” ชื่อว่า “เป็นไปแล้ว”

 

ใน “เทสนาญาณ” เหล่านั้น “ปฏิเวธญาณ” เป็นโลกุตตระ [แบบโลกๆ] “เทสนาญาณ” เป็นโลกิยะ [เหนือวิสัยโลก] ก็ญาณแม้ทั้งสองนั้น เป็น “โอรสญาณ” [ญาณที่เกิดขึ้นในพระอุระ] ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ไม่ทั่วไปกับชนเหล่าอื่น [บรรดาญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณ เป็นโลกุตระ เทศนาญาณ เป็นโลกิยะ

 

ก็ญาณทั้งสองนั้น ไม่ทั่วไปกับสาวกเหล่าอื่น เป็น โอรสญาณ อันทำให้เกิด โอรส นั่นคือ พระสาวก สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น]

 

 

ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ 
  The Universality of Cessation of Suffering

 

(๓) “นิโรธ–นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” หมายถึง ความดับทุกข์ นั่นคือ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน” ซึ่งตรงกับ คำว่า “สัจฉิกิริยา” (ข้อ ๓ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ ที่เรียกว่า “จตุสัจจปฏิเวธ” คือ การแทงตลอดอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการ ได้แก่ (๑) อริยผล ๔ [วิมุตติญาณทัสสนขันธ์] (๒) ปัจจเวกขณญาณ [ญาณทัสสนะ ๑๙ มีอาการ ๑๒ = วิมุตติญาณทัสสนขันธ์] (๓) อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔ = วิมุตติญาณทัสสนขันธ์] และ (๔) นิพพาน ๒ [วิมุตติขันธ์] ดังนี้

 

[A] “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หรือ “ผลญาณ” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” นั่นคือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล = โลกุตตรญาณ ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

[B] “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกียญาณ] คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒” หรือ มีอาการ ๑๙ ประการ นั่นคือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) สำรวจรู้กิเลสที่ละแล้ว (๔) สำรวจรู้กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) สำรวจรู้นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” [โลกุตตรญาณ] = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ–นิพพาน ๒] อันมีอาการ ๖๔ แห่งอินทรีย์ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔] ได้แก่ อินทรีย์ ๓ และ อินทรีย์ ๘ ประการ ในแต่ละขั้นของ มรรค ๔–ผล ๔

                             

(๑) “อินทรีย์ ๓” ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

(๒) “อินทรีย์ ๘ ประการ” ได้แก่ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ โดยมีนัยแสดงความเป็นบริวาร ดังต่อไปนี้

(๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร และ (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี

 

 

[C] “การตรัสรู้–สัมโพธะ” คือ อาสวักขยญาณ ฉะนั้น “มรรค ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” กับ “ผล ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” รวมจำนวนอินทรีย์ทั้งหมดเป็น “มีอาการ ๖๔” = โลกุตตรญาณ

 

 

(๑) โสดาบัน–ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

โสดาปัตติมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

โสดาปัตติผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสหยาบๆ–กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ถึงกระแส  [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๒) สกทาคามี–ผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

สกทาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

สกทาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสหยาบๆ [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน  

ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๓) อนาคามี–ผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อนาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อนาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสละเอียด [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๔) อรหันต์–ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อรหัตตมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อรหัตตผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ [นิพพาน] = อัญญาตาวินทรีย์  [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสทั้งหลาย  [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

 [ไม่มีการพิจารณา]

(๕) นิพพาน

ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว [บรรลุถึงนิพพานแล้ว–วิวัฏฏะ]

 

 

[D] “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ” [วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๓)]

 

หมายเหตุ: ในขั้นตอนนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมที่เกิดปัญญาเห็นธรรมอย่างแท้จริง ประจักษ์แจ่มแจ้งคมชัดยิ่ง คือ การเห็นนิพพาน [ทัสสนานุตตริยะ–การเห็นอันเยี่ยม (ข้อ ๑ ในอนุตตริยะ ๓] แต่ถ้ายังไม่แม่นยำในธรรมทั้งหลาย ก็ให้ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า แต่อย่าลดความพยายามก็แล้วกัน เพราะขั้นตอนการปฏิบัติธรรมในพระศาสนานี้ เป็นเรื่อง “ปฏิปทา” ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) หมายถึง “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” เพราะคนส่วนใหญ่มีกิเลสชนิดหนาเป็นพื้นฐาน จึงต้องใช้เวลามากหน่อยเป็นพิเศษ

 

นอกจากนี้ ยังมีคำที่เป็นไวพจน์กับ คำว่า “นิพพาน” มีอยู่ ๒๖ คำ ที่อธิบายถึงสัจจภาวะแห่งนิพพานได้ ดังนี้

 

ธรรมที่เป็นไวพจน์พระนิพพาน

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 356–357 FILE 77)

 

ความจริง พระนิพพานมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่พระนิพพานนั้น มีชื่อเรียกแทนพระนิพพานเป็นอเนก ด้วยสามารถแห่งชื่อที่เป็นปฏิปักษ์แห่งสังขตธรรมทั้งหมด ได้แก่

(๑) “อเสสวิราโค” คือ คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ

(๒) “อเสสนิโรโธ” คือ ดับโดยไม่มีเหลือ

(๓) “จาโค” คือ ความสละ

(๔) “ปฏินิสฺสคฺโค” คือ ความสละคืน

(๕) “มุตฺติ” คือ ความหลุดพ้น

(๖) “อนาลโย” คือ ความไม่อาลัย

(๗) “ราคกฺขโย” คือ ความสิ้นราคะ

(๘) “โทสกฺขโย” คือ ความสิ้นโทสะ

(๙) “โมหกฺขโย” คือ ความสิ้นโมหะ

(๑๐) “ตณฺหกฺขโย” คือ ความสิ้นตัณหา

(๑๑) “อนุปฺปาโท” คือ ความไม่เกิด

(๑๒) “อปฺปวตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๓) “อนิมิตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๔) “อปฺปณิหิตํ” คือ ความไม่มีที่ตั้ง

(๑๕) “อนายูหนํ” คือ ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ

(๑๖) “อปฺปฏิสนฺธิ” คือ ความไม่สืบต่อ

(๑๗) “อนุปปตฺติ” คือ ความไม่อุบัติ

(๑๘) “อคติ” คือ ความไม่มีคติ

(๑๙) “อชาตํ” คือ ความไม่เกิด

(๒๐) “อชรํ” คือ ความไม่แก่

(๒๑) “อพฺยาธิ” คือ ความไม่เจ็บ

(๒๒) “อมตํ” คือ ความไม่ตาย

(๒๓) “อโสกํ” คือ ความไม่โศก

(๒๔) “อปริเทวํ” คือ ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ

(๒๕) “อนุปายาสํ” คือ ความไม่เหือดแห้งใจ

(๒๖) “อสงฺกิลิฏฺฐํ” คือ ความไม่เศร้าหมอง

 

นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็น “ผลญาณ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นี้ ก็เปรียบเสมือนผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุปัญญาแตกฉานในหัวข้อง “อัตถปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญารอบรู้ในผลที่เป็นความหมายแห่งการปฏิบัติธรรม กับ “นิรุตติปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๓ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญารอบรู้ในภาษาทั้งฝ่าย “สมมติสัจจะ” กับ “ปรมัตถสัจจะ” นั่นคือ มีความรู้ความเข้าใจที่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้อย่างดีและชำนาญ

 

 

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ 
  The Universality of the Path Leading to the Cessation of Suffering

 

(๔) “มรรค–มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” หมายถึง ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งตรงกับ “ภาวนา” ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” ส่วน “อริยอัฏฐังคิกมรรค–มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา และ คำว่า “ภาวนา” (ข้อ ๔ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การเจริญ หรือการบำเพ็ญเพียรฝีกตน [ทมะ] เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ใน “อริยมรรค” ยังรวมเอากระบวนการชำระไตรสิขาให้บริสุทธิ์ใน “วิสุทธิ ๗” ใน ข้อ ๕–ข้อ ๖–ข้อ ๗ ดังนี้

 

(๑) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป [กลาปสัมมสนะ] จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” ถือเป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่า “อุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแล เป็นทางถูกต้อง” เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป  ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

 

(๒) “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๖ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” ได้แก่ อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ หรือจะเป็นการเจริญ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา– ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา ตามลำดับ

 

(๓) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔” [มรรค ๔] หรือ “มรรคญาณ” อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

ฉะนั้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดใน “อริยมรรค ๔” ในรายละเอียดเฉพาะมรรคในแต่ละขั้น ที่จะต่อยอดก้าวไปสู่ “อริยผล ๔” [ผลญาณ] คือ ผลแต่ละขั้น ดังนี้

 

“อริยมรรค ๔” หรือ “มัคคญาณ” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด นั่นคือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

อนึ่ง ให้ผู้ปฏิบัติธรรมย้อนกลับไปทบทวนในหัวข้อ (๓) “นิโรธ–นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” อีกครั้ง นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็น “มรรคญาณ–มัคคญาณ” นี้ ก็เปรียบเสมือนผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุปัญญาแตกฉานในหัวข้อง “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๒ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญารอบรู้ในหลักธรรมทั้งหลาย กับ “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๔ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ มีปัญญารอบรู้ใน (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง นั่นเอง นอกจากนี้ จะพบได้ว่า แหล่งกำเนิดแห่งธรรมทั้งปวงของมนุษย์นั้น ก็คือ (๑) ร่างกายของมนุษย์ กับ (๒) จิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นสมบัติของตนเอง ไม่ใช่ธรรมชาติที่อยู่ภายนอกร่างกายและจิตใจ การใช้เหตุผลด้วยความเข้าใจที่ประกอบด้วยความรู้และปัญญา และด้วยจิตที่ปราศจากนิวรณ์ คือ แนวทางที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งหมายถึงโลกแห่งวัฏฏะนี้ได้ โดยการหลีกออกจากเบญจขันธ์ [กิเลสีสะ–อวิชชา] และดับชีวิตินทรีย์ [ปวัตตสีสะ] นั่นคือ “ชีวิตสมสีสี” ซึ่งเป็นการเข้าถึงภาวะที่เป็นนิพพาน [วิวัฏฏะ] ที่เรียกว่า “บรมธรรม–อมตธรรม–อมตธาตุ” ในการค้นพบตัวตนของตนเอง แล้วเห็นเป็น “อนัตตา–สุญญตา” [ความไม่ใช่ตัวตน–ความเป็นของว่าง] เมื่อจิตใจได้รับการเติมเต็มด้วย “ความเป็นของว่าง” [เอกัคคตาแห่งสมาธิ–จิตประภัสสร–ยถาภูตญาณทัสสนะ] ปัญญาส่วนเป็นสติสัมปชัญญะ [อุเบกขา–ยถาภูตญาณ] ก็ย่อมระลึกรู้ตัวอย่างความว่างที่เป็นธรรม [กฎธรรมชาติ] ไม่ผูกยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องไว้กับ “กิเลส–กรรม–วิบาก” [ราคะ–โทสะ–โมหะ] ไม่ยอมเป็นทาสธรรมชาติ  แต่อยู่เหนือโลกแห่งธรรมชาติ อันเป็น (๑) ชื่อตามโลก–โลกสมัญญา (๒) ภาษาชาวโลก–โลกนิรุตติ (๓) โวหารของชาวโลก–โลกโวหาร หรือ (๔) สิ่งที่ชาวบัญญัติคำขึ้นกันเอง– โลกบัญญัติ [สมมติบัญญัติ] อันเป็นธรรมไม่เกี่ยวข้องกับ “สัจจธรรมแห่งปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” ที่เป็นปัญญาความรู้อย่างแท้จริง ที่จะสื่อความเข้าใจในกระบวนการเจริญจิตตภาวนาแห่งสมาธิ กับปัญญาภาวนาแห่งญาณในวิปัสสนา อันเป็นความจริงที่เหนือบัญญัติ [โลกุตตระ–ความเหนือวิสัยโลก–ข้ามขึ้นจากโลก–ไม่ถูกปรุงแต่ง = วิวัฏฏะ] ที่ทวนกระแสนิยมทางวิสัยโลก [โลกียะ–แบบโลกๆ หรือ สังขตะ = ถูกปรุง–ถูกคิด–ถูกตรึก–ถูกตรอง–ถูกรวบรวมไว้–ถูกให้เกิด–อันผู้เข้าถึง–พึงเข้าถึง = วัฏฏะ]

 

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการปฏิบัติธรรมนั้น จัดเป็นการฝึกอบรมด้าน “กระบวนการทางความคิด–ทักษะการคิด” [การประมวลผล–การจำแนกหมวดหมู่–การหาข้อสรุป] ที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบสมอง” [ความนึกคิด: ประมวลผลด้วย จิตวิญญาณ = จิต ๘๙] และ “ระบบประสาท” [ความรู้สึกสัมผัส: ประมวลผลด้วย เวทนา–สัญญา–สังขาร = เจตสิก ๕๒] ฉะนั้น สมองกับกล้ามเนื้อทั้งหมด [อาการ ๓๒] ประมวลผลด้วย รูป ๒๘ [มหาภูตรูป ๔–อุปาทายรูป ๒๔] เมื่อพิจารณาในภาพองค์รวม ก็คือ “นามรูปขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ดังนั้น ในการปฏิบัติสมถสมาธินั้น ก็คือ การควบคุมอารมณ์ใน “สังขาร ๓” [สภาพที่ปรุงแต่ง] ให้สงบปัสสัทธิและเป็นสุขด้วยปราโมทย์กับ ร่าเริงสดใส นั่นคือ เพ่งพินิจด้วยฌานสมาบัติ [รูปฌาน ๔: ปฐมเน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน  = อารัมมณูปนิชฌาน] ซึ่งกำหนดรู้ในองค์ฌาน ๖ อย่าง [วิจก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] ดังนี้

 

“สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” คือ ลมอัสสาสะกับลมปัสสาสะ ฝึกควบคุมตนด้วย ศีลวัตร–วินัย–สังวร–อวิปปฏิสาร

(๒) “วจีสังขาร” คือ วิตกกับวิจาร ฝึกควบคุมตนด้วย ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข

(๓) “จิตตสังขาร” คือ สัญญากับเวทนา ฝึกควบคุมตนด้วย สมาธิ–ยถาภูตญาณทัสสนะ [วิชชา ๓–อภิญญา ๖]

 

แต่ในด้านวิปัสสนานั้น ให้พิจารณาถึงอาการลักษณะของ “สังขาร ๓” ดังนี้

 

“สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง–ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ–สัญเจตนาหรือเจตนาที่แต่งกรรม นั่นคือ การเพ่งพิจารณาด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท [ลักขณูปนิชฌาน] ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ฝึกควบคุมตนด้วย ศีลวัตร–วินัย–สังวร–อวิปปฏิสาร ได้แก่ กายสัญเจตนา คือ ความจงใจทางกาย  

(๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ฝึกควบคุมตนด้วย ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา

(๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ฝึกควบคุมตนด้วย สมาธิ–ยถาภูตญาณทัสสนะ [วิชชา ๓–อภิญญา ๖] ได้แก่ มโนสัญเจตนา คือ ความจงใจทางใจ นอกจากนี้ ยังต้องเพ่งพินิจใน “มโนวิญญาณ” ทั้งหลาย ด้วยปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง [ยถภูตญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ] โดยฝึกควบคุมตนด้วยวิปัสสนา ได้แก่ (๑) “นิพพิทา” [ความเบื่อหน่าย] (๒) “วิราคะ” [ความสำรอกกิเลส–มรรคญาณ] (๓) “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น–ผลวิมุตติ] (๔) “วิมุตติญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นความหลุดพ้น–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ] (๕) “อนุปาทาปรินิพพาน” [ความดับสนิทหาเชื้อมิได้–อาสวักขยญาณ]

 

เพราะฉะนั้น จิตของมนุษย์ทั้งหลายนั้น จึงประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) “อัสสุตวาปุถุชน” คือ “ชนผู้ไร้การศึกษาพระธรรม” หรือจะเรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” จิตนั้นสหรคตด้วย “ภวังคจิต–วิถีจิต–ตกภวังค์” กับ (๒) “อริยบุคคล” คือ ผู้ประเสริฐด้วยการเจริญภาวนากรรมฐานทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา หรือเรียกว่า “พระอรหันต์–ภาวิตัตต์” จิตนั้นสหรคตด้วยจิตปราศจากนิวรณ์ คือ “จิตประภัสสร: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ที่เรียกว่า “อธิจิตต์” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณารายละเอียดต่อไปนี้

 

 

สหชาตธรรมระหว่างภวังคจิตกับจิตประภัสสรในผู้ปฏิบัติธรรม [อัจฉริยบุคคล–ปฏิสัมภิทัปปัตตะ]

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

[A] ภวังคจิต [ความเป็นปุถุชน]

     มโนวิญญาณธาตุ [จิตสามัญ–วิถีจิต] สังกิเลส: ความเศร้าหมองมลทิน

          สติสัมปชัญญะ [ขณิกสมาธิ–อุปจารสมาธิ]

 

ความเชี่ยวชาญ: ทักษะการสื่อสาร [ศีลทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน [สมาธิทักษะการคิดขั้นสูง [ปัญญา]

                    สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา [วิธีทางวิทยาศาสตร์–ศาสตร์สาขาที่ศึกษา–ปรัชญา]

 (๑) ปรโตโฆสะ–โยนิโสมนสิการ [โลกียะ–วัฏฏะ] = อกุศลกรรม–กุศลกรรม [อันธปุถุชน–อวิชชา]

      [C] ----- สุดเขตพรหมแดน ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา ----- มัชฌิมาปฏิปทา [อนัตตา] --------------

 (๒) ปรโตโฆสะ–โยนิโสมนสิการ [โลกุตตระ–วิวัฏฏะ] = กุศลกรรม–อัพยากฤต [พระอรหันต์–วิชชา]

                   สุตมยญาณ–จินตามยญาณ [ปฏิจจสมุปบาท–พุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์]

ความเชี่ยวชาญ: ภาวนามยญาณ [ไตรสิกขา: ปัญญาในศีล–ปัญญาในสมาธิ–ปัญญาในวิปัสสนา = พระไตรปิฎก]

 

          สติสัมปชัญญะ [อุปจารสมาธิ–อัปปนาสมาธิ]

     มโนธาตุ [อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง] โวทาน: ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์

[B] จิตประภัสสร [ความเป็นอริยบุคคล]

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ธัมมานุธัมมปฏิปทา

 

อาโลกสัญญา [ดับระงับถีนมิทธะ = ชาคริยานุโยค]

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ในสมถะกับวิปัสสนา:

โอภาส–ญาณ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–อธิโมกข์–ปัคคาหะ–อุปัฏฐาน–อุเบกขา–นิกันติ

 [การเปรียบเทียบสมองมนุษย์กับหุ่นยนต์: Mental Mind against Digital Mind]

 

  

คำนิยามเฉพาะ

(๑) ขณิกสมาธิ = สมาธิชั่วขณะ   

(๒) อุปจารสมาธิ = สมาธิจวนจะแน่วแน่

(๓) อัปปนาสมาธิ = สมาธิแน่วแน่

[ | รู้อยู่ที่ใจ–ดูอยู่ที่ใจ–เห็นอยู่ที่ใจ– เพ่งอยู่ที่ใจ–กำหนดอยู่ที่ใจ | ให้เห็นความแจ้ง–ความสว่าง–ความสงบ–ขึ้นในใจ: หลวงปู่ทา จารุธัมโม]

 

 

ฉะนั้น กล่าวโดยสรุป ปัญญาในสมถะกับวิปัสสนาที่สำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ (๑) ฝ่ายสมถะ: วิชชา ๓–อภิญญา ๖–ญาณ ๓ [กาล ๓] –โพธิปักขิยธรรม ๓๙ [อภิญญาเทสิตธรรม–เอกายนมรรค] กับ (๒) ฝ่ายวิปัสสนา: อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖ นั่นคือ อริยสัจจ์ ๔ [โมนะ] –ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [ปัจจัยธรรม = อนุโลม–ปฏิโลม คือ ธรรมจักษุแห่งธรรมจักร ด้วยปัญญาเห็นความเกิดและดับแห่งธรรมทั้งปวง] –ไตรลักษณ์ [สามัญลักษณะ–ปัจจัตตลักษณะ = กลาปสัมมสนะ] ซึ่งในธรรมทั้งหมดนี้ มาประชุมลงที่ “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” [อภิญเญยธรรม ๒๒] คือ กองแห่ง “ชีวิตินทรีย์” กับ “อวิชชาสวะ” [ปวัตตสีสะ–กิเลสสีสะ = การดับกิเลสขันธ์ด้วยชีวิตสมสีสี–อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ] อันเป็นดวงจิตสุดท้ายที่เรียกว่า “จริมกจิต” หมายถึง จิตดวงสุดท้าย ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ดับขันธปรินิพพานเพื่อให้เข้าถึงพระบรมธรรมแห่งนิพพาน ด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ได้แก่ “ปรินิพพานจิต–จริมกวิญญาณ” ซึ่งเป็น ขั้นตอนการวิวัฒน์ปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติ ที่กลับเข้าสู่ “ธรรมชาติแห่งโลกุตตรภูมิ” หมายถึง ชั้นที่พ้นจากโลก–ระดับแห่งโลกุตตรธรรม [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ถ้าเป็น อสังขตะ–อสังขตธรรม คือ นิพพาน–อมตธาตุ–อมตธรรม–บรมธรรม] –ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] อนึ่ง ข้อนี้ในบาลีที่มาเรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” หมายถึง ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ–ระดับที่ไม่ถูกจำกัด–ภูมิปราศจากขันธ์ [ขันธวินิมุต–วิวัฏฏะ] ในพระพุทธศาสนานั้น สำหรับอรรถแห่งคำศัพท์บัญญัติว่า “อริยะ” หมายถึง  ประเสริฐ–ความเป็นสากล–ธรรมชาติบริสุทธิ์–โลกุตตระ เพราะฉะนั้น พระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกี่ยวข้องกับนัยแห่งคำศัพท์ต่อไปนี้

 

ว่าด้วย โลกุตตระ [อายาจนสูตร]

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 141–142 FILE 13)

 

ในบททั้งหลายเหล่านั้น (๑)  บทว่า “อธิคโต” คือ แทงตลอดแล้ว บรรลุแล้ว [อธิคม: การบรรลุ–การเข้าถึง–ปฏิเวธ–การลุผลปฏิบัติ เช่น บรรลุมรรคผล] (๒) บทว่า “ธมฺโม” ได้แก่ ธรรมคืออริยสัจจ์ ๔ [ธรรมจักร] (๓) บทว่า “คมฺภีโร” นี้ เป็นชื่อของการปฏิเสธความเป็นของตื้น [เกินประมาณ–ล่วงประมาณ–ลึกซึ้งยิ่งนัก] (๔) บทว่า “ทุทฺทโส” ความว่า เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก คือ เป็นธรรมอันบุคคลเห็นโดยยาก คือ ไม่สามารถเห็นง่าย เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง เพราะเป็นธรรมที่เห็นได้ยาก จึงเป็นธรรมที่รู้ตามยากอันบุคคลพึงตรัสรู้โดยยาก [ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา = ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า] คือไม่สามารถตรัสรู้ได้โดยง่าย หรืออีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าเห็นได้ยาก [สุทุททสะ: ธรรมที่เห็นได้แสนยาก] คือ เห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยาก ใครๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก (๕) บทว่า “สนฺโต” คือ ดับสนิทแล้ว [อุปสมะ–สันติ คือ ความระงับดับไปแห่งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อนว้าวุ่นขุ่นมัวในนิพพาน = ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด นั่นคือ อนีติกะ: ปราศจากทุกข์ หรือ อนีติกธรรม: ธรรมปราศจากทุกข์เป็นสภาวะ หรือ นิปปปัญจะ: ไม่มีกิเลสเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหามานะและทิฏฐิ] (๖) บทว่า “ปณีโต” คือ ไม่เร่าร้อน ไม่รู้จักอิ่ม [ประณีต: ดีมาก–ดียิ่ง–ละเอียดสูงสุด] ทั้งสองบทนี้ ท่านกล่าวหมายถึง “โลกุตตระ” นั่นเอง

 

ว่าด้วย โลกียะ [อายาจนสูตร]

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 142 FILE 13)

 

บทว่า (๑) “อตกฺกาวจโร” ความว่า ไม่ควรคาดคะเน คือ ไม่ควรหยั่งลงด้วยการตรึก [สมาธิ] ควรคาดคะเนด้วยญาณ [วิปัสสนา] เท่านั้น หรือ จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น บทว่า (๒) “นิปุโณ” คือ นิปุณะ–ละเอียด (๓) บทว่า “ปณฺฑิตเวทนีโย” ความว่า อันบัณฑิตผู้ปฏิบัติปฏิปทาชอบ [วิญญูชน–สัมมาปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘] พึงรู้ได้ (๔) บทว่า “อาลยรามา” ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมติดใน “กามคุณ ๕” [วัตถุกาม:  วัตถุอันน่าใคร่–สิ่งที่น่าปรารถนา–สิ่งที่อยากได้ ได้แก่ รูป–เสียง–รส–กลิ่น–โผฏฐัพพะ]  เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า (๕) “อาลยา” สัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่กับความพัวพันวิปริตของ “ตัณหา ๑๐๘” [ความทะยานอยาก] เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “อาลยา” สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วยอาลัยเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “อาลยรามา” คือ มีอาลัยเป็นที่ยินดี สัตว์ทั้งหลายยินดีแล้วในอาลัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า (๗) “อาลยรตา” คือ ยินดีแล้วในอาลัย สัตว์ทั้งหลายเบิกบานแล้วด้วยดีในอาลัยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า (๘) “อาลยสมฺมุทิตา” คือ เบิกบานแล้วในอาลัย สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วย อาลัยในกาม และ อาลัยในตัณหา แม้เหล่านี้ เป็นผู้เบิกบาน กระสันในสังสารวัฏ อยู่เหมือนพระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยาน อันสมบูรณ์ด้วยรุกขชาติที่เต็มไปด้วยดอกและผล เป็นต้น ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี ทรงรื่นรมย์เบิกบานชื่นชมเพลิดเพลินด้วยสมบัตินั้นๆ ไม่ทรงเบื่อหน่าย ไม่ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับแม้เย็นแล้วฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความอาลัยแม้ ๒ อย่าง ดุจภาคพื้นอุทยานแก่สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสว่า “อาลยรามา” คือ มีอาลัยเป็นที่ยินดี ดังนี้ เป็นต้น

 

ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมจึงไม่แตกต่างจากกระบวนการแสวงหาความรู้เพื่อกำจัดกิเลสและทุกข์ทั้งหลาย ก็ไม่ใช่เพียงแต่เพื่อการดำรงชีพอย่างสุจริตเท่านั้น ภาวะอันเป็นธรรมชาติทั้งจะหาเลี้ยงชีพและปฏิบัติธรรมนั้น จึงเกิดการคละกันในชีวิต ไม่ได้ตัดขาดจากกันอย่างแน่ชัด ยกเว้น บุคคลนั้นจะมุ่งไปสู่การถือเพศเป็นสมณะ [เนกขัมมะ: การออกบวช–การละเว้นจากเสพเมถุน = สมณธรรม] แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายฆราวาสหรือสมณะก็ตาม เมื่อเป็นชาวพุทธแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติด้วยศีล [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] ฉะนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาในทางโลก [วัฏฏะ] กับจากการประพฤติปฏิบัติด้วยปฏิปทายิ่งในการเจริญภาวนาเพื่อโลกุตตระ [วิวัฏฏะ] นั้น เป็นองค์ความรู้ที่สร้างคนให้เป็นบุคคลผู้เป็นอริยะ เป็นสัตบุรุษ หรือ กัลยาณปุถุชนเป็นอย่างต่ำ วิญญูชนผู้เจริญแล้วจึงไม่ควรละทิ้งโอกาสทองในชีวิต ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าความรู้ทั้งในทางโลกและทางธรรม [พาหุสัจจะ] เพื่อวิวัฒน์พัฒนาตนไปสู่ผู้ที่เจริญแล้วด้วย “ภาวนา ๔” คือ พัฒนาตนใน ๔ ด้าน ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญยาภาวนา ซึ่งประมวลมาประชุมลงใน “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] โดยถือประพฤติปฏิบัติด้วยอริยมรรค ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา [มัคคญาณ–มรรค ๔] ในเส้นทางของผู้เจริญแล้วนี้ ให้ถือปฏิบัติตามทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” [เริ่มด้วยปัญญา–ดำเนินด้วยปัญญา–นำไปสู่ปัญญา] หลักการคิดเชิงทฤษฎีไม่ได้มีอะไรจะลึกซึ้งมากนัก แต่เวลาน้อมนำมาใส่ตนนั้น ต้องไตร่ตรองพินิจพิจารณาอย่างละเอียดประณีตที่สุด ใช่ว่าใครๆ จะปฏิบัติตามแล้วบรรลุปฏิเวธแทงตลอดในอริยสัจจธรรมดังกล่าวนี้ได้ง่ายๆ ก็มีทั้ง เป็นบ้ากว่าเดิมก็มี บ้าเสียสติพอแนะนำได้ก็มี มีสติสัมปชัญญะครอบตนได้ดีตลอดก็มี จนถึงเป็นพระอริยสงฆ์ก็มี เช่นกัน ที่ท่านทั้งหลายถือครองอาการเช่นนี้ เพราะเกิดจากระดับปัญญาที่เห็นธรรมตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ] ที่มีหรือสัมปยุตต์ด้วย “ความต่างแห่งกรรม” [อภิสังขาร ๓: บุญ–บาป–ฌานสมาบัติ (อาเนญชา)] เป็นตัวกำหนดภูมิคติของบุคคลนั้นๆ ลองให้พิจารณาถึงความเป็นพรหมจริยา [ตบะแห่งความเพียรวิริยารัมภะ–พรหมจรรย์แห่งเนกขัมมะ–สัญญมะแห่งสัมมัปปธาน –ทมะแห่งการเจริญภาวนา = พรหมวิหาร ๔–อัปปมัญญา ๔: เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา] คือ ความเป็นผู้ประเสริฐ [สัตบุรุษ–อุดมบุรุษ–โสภณบุรุษ ผู้เกษมจากโยคธรรมทั้งหลายดีแล้ว] แล้วพัฒนาตนเองด้วยพลังแห่งสมถะกับวิปัสสนา อย่างจริงจัง และถูกต้องตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ การดำเนินชีวิตตามคลองธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] เพราะฉะนั้น แหล่งกำเนิดปัญญาความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจึงอยู่ที่ “ใจ” [มโน] หรือที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” [มโนวิญญาณ] ของตนเองในทุกคน ที่ตนเองจะลงมือค้นคว้าวิจัยให้เกิดปัญญาเห็นธรรมและปัญญาตรัสรู้ธรรมได้มากแค่ไหน ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับใจของคนอื่นให้เป็นความอาลัยแห่งวัฏฏะอีกต่อไป พระธรรมอันเป็นอริยสัจจธรรมของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่มีวันเปิดทำการและวันปิดทำการ เป็นธรรมที่อยู่เหนือกาลเวลาใดๆ ทั้งสิ้น ลงมือปฏิบัติในสมัยใด ก็ได้เห็นปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระศาสดาในสมัยนั้น ถ้าไม่เริ่มต้น ก็ไม่เห็นอะไร อันเป็นปัญญาขาดสูญ อันไม่ใช่ ปัญญาแห่งสุญญตา หรือ ปัญญาแห่งอนัตตตา ซึ่งได้ชื่อว่า “ภาวะธรรมชาติแห่งพระนิพพาน” [ชื่อว่า “อมตะ” เพราะไม่มีความตาย ชื่อว่า “ประณีต” เพราะอรรถว่าสูงสุด ชื่อว่า “สิวะ” เพราะอรรถว่ามีความเยือกเย็น ชื่อว่า เขมะ เพราะปราศจากอันตราย ชื่อว่า “ตัณหักขยะ” เพราะเป็นปัจจัยให้สิ้นตัณหา ชื่อว่า “อัจฉริยะ” เพราะควรปรบมือให้ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นมาแต่สมาธิ เรื่องที่ไม่เคยมีเคยเป็นนั้นแหละ ชื่อว่า “อัพภูตะ” ควรจะกล่าวว่า ไม่เกิดแล้วมีอยู่ ชื่อว่า “อนีติกะ” เพราะปราศจากทุกข์ ชื่อว่า “อนีติกธรรมะ” เพราะเป็นธรรมปราศจากทุกข์ และเป็นสภาวะ ชื่อว่า “นิพพาน” เพราะไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด] ถ้าบรรยายมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านทั้งหลายยังเป็นงงฟุ้งซ่านกับอาลัยในโลกเน่าๆ ใบนี้ นิยมชื่นชอบมุดหัวอยู่ในวัฏฏะ ก็ขอถือโอกาสเรียนเชิญตามสบายตามใจ เพราะเวลาชีวิตมันเหลือน้อยแล้ว ตัวใครตัวมัน ด้วยเพราะวาทะสำคัญอันเป็นโพธิสมภาร [คุณสมบัติที่เกื้อกูลความตรัสรู้สัมโพธิญาณ] นอกจาก “กรุณา” คือ “ปัญญา” ตามนัยที่ว่า “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ พึ่งตนเองได้ นั่นคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” นั่นเอง และขอให้สวัสดีจงมีแด่ท่านทั้งหลาย.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674096