๑๖. วิธีคิดให้ตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง

       How to Think of One’s Own Egocentricism

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1933  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในความนึกคิดด้วยตนเองอย่างถูกต้องตามคลองธรรม [ธัมมัฏฐิติญาณแห่งสัมมาทิฏฐิ] นั้น คือ จิตนั้นเป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่าน และ จิตปราศจากนิวรณ์ ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา– อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมได้ ชื่อว่า “ผู้แสวงหาคุณใหญ่” ดังเช่น พระตถาคตผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหาคุณใหญ่ คือ ทรงแสวงหา–เสาะหา–ค้นหา ซึ่ง (๑) ศีลขันธ์ใหญ่ (๒) สมาธิขันธ์ใหญ่ (๓) ปัญญาขันธ์ใหญ่ (๔) วิมุตติขันธ์ใหญ่ (๕) วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น กล่าวโดยสรุป นั่นคือ “อริยธรรม ๔” คือ อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ อันหมายถึง ปรีชาสามารถในความตรัสรู้ถึง “อริยสัจจ์ ๔” เพื่อให้บรรลุถึง “พระนิพพาน” ในนรชนผู้ได้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงแล้วโดย “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง สำหรับแนวคิดแนวปฏิบัติทั้งหลายใน การแสวงหา การเสาะหา การค้นหา ซึ่งความเป็นจริงอันประเสริฐตาม “กฎธรรมชาติ” นั้น ก็ให้ถือ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ตามแนวทางใน “ไตรสิกขา” [อริยสัจจ์ ๔] ด้วยข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ซึ่งพิจารณาดูแล้ว เหมือนกับว่าไม่มีอะไรยุ่งยาก เกินกำลังที่จะทำได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น ยากมากและรู้ผลได้ช้า ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรอย่างสุดชีวิตจริงๆ ถึงจะได้เจอคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรมนี้ได้ และคงไม่ใช่เพียงนั่งหลับตา ๒ วัน–๓ คืน แล้วยกเมฆว่าได้บรรลุคุณวิเศษนี้ได้แล้ว ด้วยสำคัญผิดในธรรมเพราะฟุ้งซ่าน เป็นบ้าเสียสติไปเอง การศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ให้เริ่มดำเนินและจบลงที่จิตวิญญาณของตนเอง ไม่ใช่ที่อื่นใดในจักรวาลนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดดับในร่างกายและจิตใจของตนเองทั้งสิ้น นับตั้งแต่ลมหายใจที่ควบคู่กับความแปรปรวนในจิตใจของตน ในขั้นตอนปฏิบัติธรรมที่เป็นพื้นฐาน ก็เริ่มด้วย (๑) การละความชั่ว (๒) ทำความดี (๓) ทำจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ โดยไม่ประมาทในธรรมและปัญญา ที่สำคัญไม่คบทรชนคนชั่วเป็นกัลยาณมิตร คือ จะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งธรรมกาย.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – วิธีคิดให้ตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง

 

ในการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นการตั้งความมุ่งใน “อธิษฐานธรรม” ที่เรียกว่า “ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ” [ธรรมเป็นที่มั่น–ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล–ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน ได้แก่ (๑) ปัญญา–ความรู้ชัด–ไม่พึงประมาทปัญญา –สติสัมปชัญญะ (๒) สัจจะ–ความจริง–พึงอนุรักษ์สัจจะ–ดังวาทะที่ว่า “สัจจะ–ธรรมะ (ตรัสรู้แทงตลอดอริยสัจจ์ ๔) –อหิงสา–สัญญมะ–และ–ทมะ มีอยู่ในผู้ใด พระอริยะทั้งหลายย่อมคบผู้นั้น นั่นเป็น ‘อนามตธรรม’ ธรรมที่ไม่ตาย (นิพพาน) ในโลก” [อนามตํ = ที่ที่ไม่เคยตาย] ความว่า “นิพพาน” คือ ความดับทุกข์ เรียกว่า “สัจจะอย่างเดียว” (๓) จาคะ–ความสละ–พึงเพิ่มพูนจาคะ–ทาน–กรุณา (๔) อุปสมะ–ความสงบ–พึงศึกษาสันติ–เนกขัมมะ–วิเวก] เพื่อการบรรลุปฏิเวธในอธิคมธรรมทั้งหลาย คือ ให้เห็นตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” (ข้อ ๓ ในปาฏิหาริย์ ๓) หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี–คำสอนเป็นจริง คือ สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสอนที่เรียกว่า “พุทธโอวาท ๓” หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีหลักใหญ่ ๓ ข้อ ได้แก่

(๑) “สพฺพปาปสฺสอกรณํ” คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง

(๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” คือ ทำความดีให้เพียบพร้อม

(๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

 

ฉะนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย พึงจักต้องน้อมเอาพระพุทธโอวาททั้ง ๓ ประการ มาเป็นอนุสติคอยสะกิดเตือนใจอยู่เป็นนิตยกาล โดยให้เข้าใจโดยชอบธรรมว่าด้วยคุณของพระธรรมทั้ง ๖ ประการ ด้วยเช่นกัน ที่เรียกว่า “ธรรมคุณ ๖” หรือจะเรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” ดังพระตถาคตตรัสว่า: “ภิกษุนั้นจึงตกลงใจอย่างนี้ว่า ความเพียร เราต้องทำไม่ย่อหย่อน สติต้องตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน กายต้องระงับไม่กระสับกระส่าย จิตต้องเป็นสมาธิแน่วแน่ ดังนี้ เธอทำธรรมนั่นแลให้เป็นอธิปไตย ละอกุศล บำเพ็ญกุศล ละธรรมที่มีโทษ บำเพ็ญธรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้หมดจดได้” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 186 FILE 34) ดังนี้

 

(๑) “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม” คือ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้ง (๑) งามในเบื้องต้น (๒) งามในท่ามกลาง (๓) งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

ว่าด้วย พระธรรมงามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 214–216 FILE 01)

 

ข้อว่า “โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ” มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ต้องสละสุขอันเกิดแต่วิเวกอย่างยอดเยี่ยมแล้ว ทรงแสดงธรรมอยู่ ก็เพราะทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ก็แลพระองค์เมื่อทรงแสดงธรรมนั้น จะน้อยหรือมากก็ตามทรงแสดงครบถ้วนทั้ง ๓ ประการ มีความงามในเบื้องต้น เป็นอาทิ เท่านั้น

 

คืออย่างไร คืออย่างนี้ ความพิสดารว่า แม้พระคาถาเดียว (๑) ก็มีความงามในเบื้องต้น ด้วยบาทที่แรก (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยบาทที่สองและที่สาม (๓) มีความงามในที่สุด ด้วยบาทที่สุด เพราะพระธรรมมีความงามรอบด้าน

 

พระสูตรมีอนุสนธิเดียว (๑) มีความงามในเบื้องต้นด้วยคำนิทาน (๒) มีความงามในที่สุดด้วยคำนิคม (๓) มีความงามในท่ามกลางด้วยคำที่เหลือ พระสูตรที่มีอนุสนธิต่างๆ (๑) มีความงามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิแรก (๒) มีความงามในที่สุดด้วยอนุสนธิในที่สุด (๓) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยอนุสนธิที่เหลือ

 

ศาสนธรรมแม้ทั้งสิ้น (๑) มีความงามในเบื้องต้น ด้วยศีลอันเป็นอรรถของตนบ้าง (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยสมถะและวิปัสสนา มรรคและผลบ้าง (๓) มีความงามในที่สุด ด้วยพระนิพพานบ้าง

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) มีความงามในเบื้องต้น ด้วยศีลและสมาธิ (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยวิปัสสนาและมรรค (๓) มีความงามในที่สุด ด้วยผลและพระนิพพาน

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) มีความงามในเบื้องต้น ด้วยความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม (๓) มีความงามในที่สุด ด้วยการปฏิบัติดีของพระสงฆ์

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) มีความงามในเบื้องต้น ด้วยพระอภิสัมโพธิญาณ อันผู้สดับศาสนาธรรมนั้นแล้ว ปฏิบัติโดยความเป็นเช่นนั้นจะพึงบรรลุ (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยปัจเจกโพธิญาณ (๓) มีความงามในสุด ด้วยสาวกโพธิญาณ

 

อนึ่ง ศาสนธรรมนั้น (๑) เมื่อสาธุชนสดับอยู่ ย่อมนำมาแต่ความงามฝ่ายเดียว แม้ด้วยการสดับ เพราะจะข่มนิวรณธรรมไว้ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “มีความงามในเบื้องต้น” (๒) เมื่อสาธุชนปฏิบัติอยู่ ก็ย่อมนำมาแต่ความงามฝ่ายเดียว แม้ด้วยการปฏิบัติ เพราะจะนำมาแต่ความสุขอันเกิดแต่ สมถะและวิปัสสนา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “มีความงามในท่ามกลาง” และ (๓) เมื่อสาธุชนปฏิบัติแล้วโดยประการนั้น ก็ย่อมนำมาแต่ความงามเช่นเดียวกัน แม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะจะนำความเป็นผู้คงที่มาให้ ในเมื่อได้สำเร็จผลแห่งการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “มีความงามในที่สุด”

 

อนึ่ง (๑) มีความงามในเบื้องต้น ด้วยความบริสุทธิ์แห่งแดนเกิด เพราะศาสนธรรมมีที่พึ่งเป็นแดนเกิด (๒) มีความงามในท่ามกลาง ด้วยความบริสุทธิ์แห่งอรรถ (๓) มีความงามในสุดด้วยความบริสุทธิ์แห่งกิจ เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงแสดงธรรมจะน้อยหรือมากก็ตาม พึงทราบว่า ทรงแสดงครบถ้วนทั้ง ๓ ประการ มีความงามในเบื้องต้น เป็นอาทิ

 

จบ ว่าด้วย พระธรรมงามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด -----------------------------------

 

(๒) “สนฺทิฏฺฐิโก” คือ อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้

(๓) “อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล  

(๔) “เอหิปสฺสิโก” คือ ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง  

(๕) “โอปนยิโก” คือ ควรน้อมเข้ามา คือ ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดูอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่นำผู้ปฏิบัติให้เข้าไปถึงที่หมายคือนิพพาน

(๖) “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ” คือ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง  

 

 

ฉะนั้น คำที่ควรพิจารณาอย่างเข้าใจเป็นอย่างดี นั่นคือ การปฏิบัติธรรมให้ถูกหลักวิธีเพื่อก้าวสู่ “โลกุตตระ” [ภาวะเหนือวิสัยโลกธรรม ความเหนือโลกียะแบบโลกๆ = วิวัฏฏะ คือ ความปราศจากขันธ์ = ขันธวินิมุต] คือ คำว่า “สะอาดบริสุทธิ์” [วิสุทธิ ๗: (๑) สีลวิสุทธิ–ความหมดจดแห่งศีล (๒) จิตตวิสุทธิ–ความหมดจดแห่งจิต (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ–ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–วิปัสสนาญาณ ๙ (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ–ความรู้ในอริยมรรค ๔–มรรคญาณ ซึ่งตรงกับ อริยธรรม ๔: อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] ซึ่งตรงกับ คำว่า “ประเสริฐ” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 147–149 FILE 12) หมายถึง ปราศจากอุปกิเลส–บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คำว่า “อย่างยิ่ง” นั่นคือ “สูงสุด” ด้วย “ศีล” [อธิสีลสิกขา] นับแต่ “ศีล ๕–เบญจศีล” เป็นต้น ตลอดถึง “ปาฏิโมกขสังวรศีล” ชื่อว่า “ศีล” [สีลขันธ์] เหมือนกัน ส่วนศีลที่ประกอบด้วย โลกุตตระ–มรรค–และ–ผล ชื่อ “บรมศีล” ในคำว่า “อธิศีล” คือ อุดมศีล [อริยศีล] และในคำว่า “ตบะ” [สมถะ–สมาธิ = อธิจิตตสิกขา–สมาธิขันธ์] คือ ความเพียรที่เผากิเลส–ความเกลียดชังกิเลส [อธิเชคุจฺฉํ: ความเกลียดชังอย่างอุดม] สำหรับใน คำว่า “อริยะ” [อย่างยิ่ง] คือ ภาวะที่ปราศจากโทษ ความเกลียดชังด้วยตปะ ความเพียรด้วยวิปัสสนาเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวัตถุมีอารมณ์ ๘ ประการ [วิโมกข์ ๘–ความเกลียดชังกิเลสด้วยตปะ = อริยสมาธิ] สำหรับในฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ผู้ที่ได้ถึง “กัมมัสสกตาปัญญา” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] และ “วิปัสสนาปัญญา” [ไตรลักษณ์] ชื่อว่า “ปัญญา” [ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคและผล ชื่อว่า “ยอดเยี่ยม” นั่นคือ “อธิปัญญา–ปรมปัญญา” = อริยปัญญา–อธิปัญญาสิกขา–ปัญญาขันธ์] และใน คำว่า “วิมุตติ” [วิมุตติขันธ์] ได้แก่ (๑) “ตทังควิมุตติ” คือ หลุดพ้นด้วยองค์นั้นๆ และ (๒) “วิกขัมภนวิมุตติ” คือ หลุดพ้นด้วยข่มไว้ ส่วน “อธิวิมุตติ–ปรมวิมุตติ” [อริยวิมุตติ] ได้แก่ (๓) “สมุจเฉทวิมุตติ” [อริยมรรค] คือ หลุดพ้นด้วยตัดขาด (๔) “ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ” [อริยผล] คือ หลุดพ้นด้วยสงบระงับ  และ (๕) “นิสสรณวิมุตติ” [นิพพาน] คือ หลุดพ้นด้วยสลัดออกได้ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นพระศาสดาที่ปฏิเวธตรัสรู้ในอริยสัจจธรรมอย่างรู้แจ้งแทงตลอดในนิยามแห่งอริยธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในคำว่า “ปัญญา” [Wisdom–Knowledge] หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง– ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ โดยสรุป ยอมตรงกับนัยของคำว่า  “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้] เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ จึงเป็นเรื่องของการถือข้อประพฤติปฏิบัติในการวิวัฒน์ปัญญาของตนเองให้ถึงขั้นในโลกุตตรภูมิให้ได้ในที่สุด

 

นอกจากนี้ ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การค้นหาบาทวิถีในการดับทุกข์อันประเสริฐอย่างดีเยี่ยม [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] ในพระธรรมทุกคำสอนแห่งพระสัตถุสาสน์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งหมด แม้จะได้เห็นในเพียงบางส่วนของข้อธรรมย่อย ผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องสามารถเชื่อมโยงมิติความสัมพันธ์กับข้อธรรมอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน คือ ทำให้ตนได้พัฒนาจนเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [The Eye of Truths] นั่นคือ ปัญญาเห็นธรรมได้ทั้งอาณาจักรแห่งธรรม [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ธรรมปีติ–ธรรมจักร–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม] หรืออีกนัยหนึ่ง การเป็นบุคคลผู้เข้าถึงสัจจภาวะแห่งพุทธะได้ด้วยเสมือน “จักขุ ๕” [The Five Eyes of the Blessed One] ซึ่งในบรรดาอริยสาวกของพระตถาคตได้เพียง “ทิพพจักขุ–ปัญญาจักขุ” ก็พอแล้ว ดังนี้  

 

“จักขุ ๕” หมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า  

(๑) “มังสจักขุ” ตาเนื้อ คือ ทรงมีพระเนตรอันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และ เห็นไกล  

(๒) “ทิพพจักขุ” ตาทิพย์ คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม ที่หมายถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ] อันเป็นปัญญาในวิปัสสนา ที่สัมปยุตต์ด้วย “จุตูปปาตญาณ –ทิพพจักขุญาณ” [ข้อ ๒ ในวิชชา ๓] อันเป็นปัญญาในสมาธิ

(๓) “ปัญญาจักขุ” ตาปัญญา คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรม ญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย [อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖–วิปัสสนาญาณ ๙] เป็นต้น  

(๔) “พุทธจักขุ” ตาพระพุทธเจ้า คือ ทรงประกอบด้วย “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” และ “อาสยานุสยญาณ” เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ [อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม] ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์  

(๕) “สมันตจักขุ” ตาเห็นรอบ คือ ทรงประกอบด้วย “พระสัพพัญญุตญาณ” อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ นั่นคือ ญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู พระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คำว่า “สัพพัญญู” คือ ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้รู้ทั่วทั้งหมด พระนามของระพุทธเจ้า รวมทั้ง “สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ–ประโยชน์ปัจจุบัน สัมปรายิกัตถะ–ประโยชน์เบื้องหน้า หรือ ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุด คือรู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร หรือ ปรีชาหยั่งรู้ทางที่จะนำไปสู่สุคติทั้งปวง คือ ทั้งสุคติ ทุคติ และทางแห่งนิพพาน (ข้อ ๓ ในทศพลญาณ)

 

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “ปัญญา” จึงมีความสำคัญมาก ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาเห็นอรรถธรรมใน ๓ อย่าง [อัตถะ ๓–อรรถ ๓: คือ ประโยชน์–ผลที่มุ่งหมาย–จุดหมาย–ความหมาย] (๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ–ประโยชน์ปัจจุบัน (๒) สัมปรายิกัตถะ–ประโยชน์เบื้องหน้า และ (๓) ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุด [ปรมัตถประโยชน์ = พระนิพพาน] ถ้าพิจารณาไม่ประโยชน์อันใดในการปฏิบัติธรรม [อรรถธรรม] ก็ไม่น่าจะมาสนใจศึกษาพระธรรมปิฎกทั้ง ๓ ให้เวียนกระบาลไปทำไม โดยเฉพาะอย่าง พวกที่จบการศึกษาสูงหน่อย [ปริญญาเอก] ที่เก่งวิชาความรู้ด้าน “เดรัจฉานวิชา” [ปัญญาโลกียะที่ไม่เกื้อหนุนการหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาสหรคตด้วย ปปัญจธรรม ๓ คือ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ เช่น เวลาออกไปหากินก็มักจะเลือกพวกสถาบันเดียวกันมาเป็นเพื่อร่วมทำงาน มีความคิดคับแคบ เห็นแก่ตัว โอ้อวด เนรคุณ พูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น ที่เรียกว่า “จิตตอุปกิเลส ๑๖” คือ สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ได้แก่ (๑) อภิชฌาวิสมโลภะ–คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร (๒) พยาบาท–คิดร้ายเขา (๓) โกธะ–ความโกรธ (๔) อุปนาหะ–ความผูกโกรธ (๕) มักขะ–ความลบหลู่คุณท่าน (๖) ปลาสะ–ความยกตัวตีเสมอ (๗) อิสสา–ความริษยา (๘) มัจฉริยะ–ความตระหนี่ (๙) มายา–มารยา (๑๐) สาเถยยะ–ความโอ้อวดหลอกเขา (๑๑) ถัมภะ–ความหัวดื้อกระด้าง (๑๒) สารัมภะ–ความแข่งดี (๑๓) มานะ–ความถือตัว (๑๔) อติมานะ–ความดูหมิ่นเขา (๑๕) มทะ–ความมัวเมา (๑๖) ปมาทะ–ความประมาท เลินเล่อ] อันไม่ใช่คุณสมบัติแห่งผู้ปฏิบัติถูกโดยชอบธรรม ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ ได้แก่ “วิชชาและจรณะ” ดังนี้

[] “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ–ความรู้คมชัด–ความรู้ยิ่งยวด [วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสนุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ หรือ อภิญญา ๖: (๑) อิทธิวิธา–อิทธิวิธาญาณ–ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ (๒) ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ–ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ (๓) เจโตปริยญาณ–ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ (๕) ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ–ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ (๖) อาสวักขยญาณ–ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป]

[] “จรณะ” คือ ความประพฤติจริยางดงาม [จรณะ ๑๕: (๑) สีลสัมปทา ๑ ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อปัณณกปฏิปทา ๓: อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค (๓) สัทธรรม ๗: ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา (๔) ฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน] ด้วยเหตุนี้ ในทางการศึกษาพระธรรม [ไตรสิกขา: อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา หรือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา] นั้น จึงเป็นการฝึกฝนตน [ทมะ–ภาวนา รวมด้วย ตบะ–เผากิเลส พรหมจรรย์–เว้นเสพเมถุน สัญญมะ–สำรวมสังวร คือ ธรรมเครื่องทำให้เป็นผู้ประเสริฐที่พร้อมด้วย พรหมวิหาร ๔–อัปปมัญญา ๔ ได้แก่ เมตตา–กรุณา–เมตตา–มุทิตา] ให้เกิดทักษะความชำนาญอย่างคล่องแคล่ว ในกระบวนการคิดพิจารณาด้วยการใช้เหตุผล [โยนิโสมนสิการโดยปฏิจจสมุปบาท] ที่ประกอบด้วยปัญญา ทั้งในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

 

 

ดังนั้น การศึกษาพระสัทธรรมโดยไตรสิกขานั้น เป็น “เรื่องเกี่ยวข้องกับตนเอง” ให้ถือตนเองเป็นศูนย์กลาง [Egocentricism] ไม่ว่าจะเป็น (๑) “ความประพฤติ” [รูปกาย–จรณะ] หรือ (๒) “ความนึกคิด” [นามกาย–วิชชา] หรือ “ความดำรงคิด” ก็ตาม ที่ต้องประกอบด้วยความคิดเห็น [ปัญญา–สัมมาทิฏฐิ] ที่ต้องพยายามเข้าถึงความหลุดพ้น [วิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ–วิปัสสนาพละ] กับ วิมุตติญาณทัสสนะ [เจโตวิมุตติ–สมถพละ] นั่นคือ ความเห็นแจ้งในหมวดหรือกองธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมขันธ์ ๕” ได้แก่ สีลขันธ์–สมาธิขันธ์–ปัญญาขันธ์–วิมุตติขันธ์–วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ [ญาณทัสสนวิมุตติขันธ์] หรือสิ่งที่คิดที่ทำที่ประเสริฐอย่างดีเยี่ยม ที่เรียกว่า “อริยธรรม ๔” ได้แก่ อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ เพราะฉะนั้น การศึกษาค้นหาปัญญาความรู้ในทางธรรมนั้น ก็คือ การสืบสวนพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายที่มีบ่อเกิดจากเบญจขันธ์ของตนอันเป็นนิมิตภายใน [นามรูปแห่งขันธ์ ๕] แล้วค่อยพิจารณาอนุมานถึงสภาวธรรมที่เป็นภายนอก นั่นคือ ให้พิจารณาจากภายในไปสู่ภายนอก ไม่ใช่จากภายนอกเข้าไปสู่ภายใน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การกำหนดสติสำรวมระวังในอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่ให้หลงใหลไปในอารมณ์ทั้ง ๖ [อินทรียสังวร] ที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่ออินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยอำนาจครอบงำกลุ้มรุมด้วยกิเลส [ปปัญจะ ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ หรือ อาสวะ ๔: กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา หรือ กามาสวะ–ภวาสวะ–ทิฏฐาสวะ–อวิชชาสวะ ซึ่งมีรากเหง้าจากอกุศลธรรม ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ] เพราะฉะนั้น การควบคุมฝีกหัดตน [ทมะ–ภาวนาด้วยทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ถึงพร้อมด้วยมีศีลบริสุทธิ์ และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ย่อมเป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ] ประพฤติพรหมจรรย์ในการละกามราคะ ด้วยความเพียรที่เกลียดกิเลสเพราะเผาความเศร้าหมองคือตัณหา และความเกียจคร้าน [บำเพ็ญตบะแรงกล้า คือ ศีลและขันติ] ด้วยการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ [อนึ่ง ตามนัยแห่งลักทธิพราหมณ์: ตบะ–พรหมจรรย์–สัญญมะ–ทมะ ซึ่งยังต้องการลาภสักการะ อันเป็นสมุฏฐานแห่งการประกอบอเนสนา คือ มิจฉาอาชีวะ มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น แต่ในคติทางพระพุทธศาสนามีพุทธวาทะว่า: “ผู้ใดมี สัจจะ–ธรรมะ–อหิงสา–สัญญมะ–และ–ทมะ ผู้นั้นแล ผู้มีมลทินอันคายแล้ว ผู้มีปัญญา เรากล่าวว่า เป็น เถระ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 65 FILE 43) แต่อย่างไรก็ตาม สมณเพศนั้น พึงสำรวมระวังในลาภสักการะแห่งโลกธรรม คือ ประกอบอเนสนา ย่อมมีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ ดูแล้วไม่งดงาม อันเป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิกได้ คือ จัดอยู่ในพวกอลัชชีด้วยหน้าด้าน หรือเดียรถีย์ด้วยอวิชชา] ด้วยการใช้เหตุผล [โยนิโสมนสิการโดยปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ที่ประกอบด้วยปัญญาในสมถะ [ฌาน] และปัญญาในวิปัสสนา [ญาณ] ดังนั้น ในการเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นการต่อสู้ข้าศึกอันยิ่งแห่งรากเหง้าอกุศลทั้งปวง คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ถ้าไม่หนักแน่นด้วยการบำเพ็ญบารมี [ทศบารมี: ทาน–ศีล–เนกขัมมะ–ปัญญา–วิริยะ–ขันติ–สัจจะ–อธิษฐาน–เมตตา–อุเบกขา] อย่างจริงจัง ย่อมไม่สามารถบรรลุโลกุตตรธรรมได้ ประการสำคัญ ในบรรดาอธิคมธรรม [อุตตริมนุสสธรรม–คุณวิเศษ: ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรคผล] ทั้งหลายนั้น ถือเป็นปฏิปทาอันยิ่งแห่งการปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) หมายถึง “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” ไม่ต้องมั่นใจด้วยอธิษฐานจริง จึงล้มเหลวได้ง่าย และกลายเป็นคนทุศีลไปได้ หรือเกิด “โทษความฉิบหายใน ๑๑ ประการ” (พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 960 FILE 10) เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาทในการมนสิการกรรมให้จงหนัก ไม่ว่างเว้น เพื่อให้เกิดปัญญาทั้งในสมาธิและวิปัสสนา ดังนี้

(๑) ภิกษุนั้นไม่บรรลุคุณที่ไม่บรรลุ [ไม่ถือครองพระสัตถุสาสน์]

(๒) เสื่อมจากคุณที่ได้บรรลุแล้ว [สำคัญผิดในอธิคมธรรม–ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ]

(๓) สัทธรรมของภิกษุนั้นไม่ผ่องใส [ไม่ปราศจากนิวรณ์–ปปัญจะ ๓: ตัณหา –ทิฏฐิ–มานะ]

(๔) ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้มีความดูหมิ่นในพระสัทธรรม [อวิชชา–เรียนไม่รู้เรื่อง–คิดนอกรีต]

(๕) เบื่อหน่ายประพฤติพรหมจรรย์ [ปรารถนาภูมิแห่งหมา–คบคนชั่วเป็นมิตร]

(๖) ต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง [สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ]

(๗) ลาสิกขาเวียนมาเป็นคนเลว [ต้องอาบัติปาราชิก ผิดใจกับเจ้าอาวาส]

(๘) ถูกความเจ็บไข้ คือ โรคอย่างหนัก [ถูกครอบงำด้วยวิบากกรรมแห่งขันธมาร]

(๙) ถึงความคลั่งเป็นบ้า [จิตฟุ้งซ่านโดยวิปริต ไม่มีสติสัมปชัญญะโดยวิปลาส]

(๑๐) ย่อมหลงใหลทำกาลกิริยา [วอนหาที่ตายด้วยสำคัญว่าบรรลุคุณวิเศษแล้ว]

(๑๑) เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึง อบาย–ทุคติ–วินิบาต–นรก [ปรโลก]  

 

โดยสรุปแล้ว “โทษ ๑๑ ประการ” ย่อมอยู่ในคติ ๔ ได้แก่ (๑) “อบาย” คือ ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ (๒) “ทุคติ” คือ ที่ไปเกิดอันชั่ว หรือแบบดำเนินชีวิตที่ไม่ดี (๓) “วินิบาต” คือ ภพคือภาวะแห่งชีวิตที่มีแต่ความตกต่ำเสื่อมถอยย่อยยับ และ (๔) “นรก” คือ เหวแห่งความทุกข์ ที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย พร้อมด้วยความเดือดร้อน ที่ไปเกิดและเสวยความทุกข์ของสัตว์ผู้ทำบาป นั่นคือ การประกอบอกุศลกรรมใน “วิปฏิสาร” [ความเดือดร้อน ความร้อนใจ เช่นผู้ประพฤติผิดศีล เกิดความเดือดร้อนขึ้นในใจ ในเพราะความไม่บริสุทธิ์ของตนเรียกว่า “เกิดวิปฏิสาร”] แทนที่จะเป็นการบำเพ็ญประพฤติ “อวิปปฏิสาร” [ความไม่เดือดร้อนจาก ศีลบริสุทธิ์หรือวินัย] ซึ่งจะเป็นบาทฐานให้เกิด “ปราโมทย์” [ความร่าเริงสดใส] “ปีติ” [ความอิ่มใจ] “ปัสสัทธิ” [ความสงบ] “สุข” [ความสุขราบรื่น] “สมาธิ” [ความตั้งใจมั่น] “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นตามเป็นจริง] “นิพพิทา” [ความเบื่อหน่าย] “วิราคะ” [ความสำรอกกิเลส–มรรคญาณ] “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น–ผลวิมุตติ] และ “วิมุตติญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นความหลุดพ้น–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ] และ “อนุปาทาปรินิพพาน” [ความดับสนิทหาเชื้อมิได้–อาสวักขยญาณ] ให้พิจารณาความแตกต่างระหว่าง “ความเป็นปุถุชนทั่วไป” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นจะดำรงคิดมั่นใน “สัมมาทิฏฐิ” หรือ “มิจฉาทิฏฐิ” ดังนี้

 

 

 

ภาพประกอบ ๑: ความแตกต่างระหว่าง “ความเป็นปุถุชนทั่วไป” กับ “ความเป็นอริยบุคคล”

 

 

ฉะนั้น การบำเพ็ญกุศลบารมีในพระพุทธศาสนานั้น ถ้าไม่ได้ดี ก็มักจะได้ชั่วไปเลย มีความถึงพร้อมด้วย “ฉิบหาย ๑๑ อย่าง” ดังกล่าวมาข้างต้น แต่ถ้ายังหน้าด้านอยู่ในพระศาสนาต่อ ชาวบ้านเรียกว่า “อลัชชี” คือ ผู้ไม่มีความละอาย ผู้หน้าด้านด้วยทุศีล ภิกษุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติโดยจงใจละเมิด [ด้วยมีตั้งใจหน้ามึนแม้บวชอยู่ก็ไม่คิด] หรือทำผิดแล้วไม่แก้ไข ถ้าประกอบด้วยไสยาศาสตร์หรือเวทมนต์วิชาอาคม ก็ให้เลื่อนฐานะเป็นพวก “เดียรถีย์–อัญญเดียรถีย์” ชื่อว่า “ติตถิยะ” คือ ผู้ถือลัทธินอกพระพุทธศาสนา แต่ยังมาอาศัยถือเพศสมณะเพื่อแสวงหาลาภสักการะหรือโภคทรัพย์ ถ้าเป็นสมัยครั้นพุทธกาล อันเป็นเหตุให้ทำ สังคายนาใน “กถาวัตถุ” (ข้อ ๕ ในพระอภิธรรมปิฎก) แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้ทำสังคายนารวบรวมไว้ใน เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ หมายถึง คัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานการสังคายนา ครั้งที่ ๓ เรียบเรียงขึ้น เพื่อแก้ความเห็นผิดของนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนาครั้งนั้น ซึ่งได้แตกแยกกันออกไปแล้วถึง ๑๘ นิกาย เช่น ความเห็นว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้ ทุกอย่างเกิดจากกรรม เป็นต้น ประพันธ์เป็นคำปุจฉาวิสัชนา มีทั้งหมด ๒๑๙ กถา [วิจารณ์: ชาวพุทธไม่ค่อยใส่ใจให้เรื่องนี้ เพราะชอบอ้างว่าจนไม่มีเวลาศึกษา พวกแสวงหาโชคความมั่งมีมากเกินไป ไม่รู้จักพระ ไม่รู้จักเจ้า ก็ให้ปล่อยคนพวกนี้ไปตามยถากรรม อย่าไปเสียเวลาภาวนากับคนพวกนี้ให้มากนัก คงอีกหลายๆ ชาติ แต่คนที่รู้ดีแล้ว กลับไม่ทำ ยิ่งหนักกว่าคนพวกบ้าหาเงินพวกนี้อีก เพราะฉะนั้น ให้พิจารณาถึง ธรรมข้อใดเป็นพระสัตถุสาสน์ ได้แก่ (๑) วิราคะ–วิสังโยค–อปจยะ–อัปปิจฉตา–สันตุฏฐี–ปวิเวก–วิริยารัมภะ–สุภรตา หรือ (๒) เอกันตนิพพิทา–วิราคะ–นิโรธ–อุปสมะ–อภิญญา–สัมโพธะ–นิพพาน ข้อใดไม่ใช่ เป็นสาวกวาทะข้อสอนเฉพาะตนก็ต้องแยกแยะให้ถูก แล้วข้อใดเป็นประโยชน์ เกื้อกูลให้เกิดความเพียรชำระกิเลสตัณหาให้ดีขึ้น ก็จึงน้อมมาใส่ตนได้ เพื่อให้เห็นแก่อรรถธรรมโดยปรมัตถ์ โดยไม่ใช่ไปสาระแน่แส่ไปเข้าเรื่องแต่เรื่องชาวบ้านด้วยพูดเพ้อเจ้อ–สัมผัปปลาปะ] ดังเช่น บรรดาเหล่าพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ อันผิดจากพระธรรมวินัย (พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 4 -5 FILE 80) ได้แก่

(๑) ภิกษุเก็บเกลือเหลือไว้ในกลักสำหรับฉันกับอาหาร เห็นว่าสมควร

(๒) ภิกษุฉันอาหารเมื่อตะวันบ่าย ๒ นิ้ว เห็นว่าสมควร

(๓) ภิกษุห้ามภัตแล้วเข้าไปในละแวกบ้าน แล้วฉันภัตที่ไม่ทำวินัยกรรมก่อน หรือไม่เป็นเดนภิกษุไข้ เห็นว่าสมควร

(๔) ภิกษุอยู่ในอาวาสเดียวกันจะแยกทำสังฆกรรม เห็นว่าสมควร

(๕) ภิกษุทำอุโบสถไม่รอฉันทานุมัติ เห็นว่าสมควร

(๖) ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมาผิดถูกอย่างไรประพฤติตาม เห็นว่าสมควร

(๗) ภิกษุห้ามภัตแล้วฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้ม เห็นว่าสมควร

(๘) ภิกษุดื่มสุราอ่อนๆ เห็นว่าสมควร

(๙) ภิกษุใช้ผ้านิสีทนะที่ไม่มีชาย เห็นว่าสมควร

(๑๐) ภิกษุรับหรือยินดีเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน เห็นว่าสมควร

 

ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาเลื่อมใสที่ปราศจากการพิสูจน์หาความจริงที่สูงสุด “โดยสัจฉิสัตถปรมัตถ” นั่นคือ “สัจสัตถะ” [Reality] หมายถึง สภาวะที่จริงแท้ สภาวะที่ประสบอยู่ สภาวะที่ปรากฏอยู่ ส่วน “ปรมัตถะ” [Absolute Truths] หมายถึง อรรถอันยิ่ง อันอุดม อันไม่ต้องยึดถือด้วยอาการมีการฟังตามกันมา เป็นต้น ทั้งนี้ หมายถึงสภาวธรรมที่จำแนกเป็น “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” [นามรูป ให้เปรียบเทียบกับ “ปิยรูป-สาตรูป ๑๐” ด้วย ที่เป็นการเกิดดับแห่งตัณหาในปฏิจจสมุปบาท] รวม ๕๗ อย่าง [การพิจารณาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ อันเป็นภูมิปัญญาในวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ”] (พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 30 FILE 80) ดังนี้

 

ชื่อว่า “สัจฉิกัตถะ” เพราะ ความที่ตน [บุคคล] คือ สภาวะแต่ละอย่างนั้น เป็นสภาพมีอยู่จริงเช่นนั่น และได้ชื่อว่า “ปรมัตถะ” เพราะ ความประจักษ์ชัดแก่ตนเอง คือ แก่ตัวสภาวะนั้น อนึ่ง คำว่า “สัจฉิกัตถะ” และ “ปรมัตถะ” ว่าโดยอรรถแล้วก็เป็นอย่างเดียวกันต่างกันเพียงพยัญชนะ คือหมายถึง จิต–เจตสิก–รูป–และ–พระนิพพาน [ปรมัตถธรรม ๔] ส่วนคำว่า “บุคคล” [Beings] เป็นเพียง อุปาทาบัญญัติ เท่านั้น [นั่นคือ บัญญัติเพราะอาศัยในเรื่องนั้น “บัญญัติบุคคล” [สมมติสัจจะ–นามบัญญัติ ถ้าเป็น อรรถบัญญัติ คือ ปรมัตถสัจจะ]  เหมือนการบัญญัติเงาไม้ (Signifier: คำศัพท์) เพราะอาศัยต้นไม้ (Signified: ความจริงที่ถูกอ้างถึงด้วยคำศัพท์ ส่วนความหายที่เกิดขึ้น–Meaning คือ Signification 2 -การนิยามความหมาย: Denotation–ความหมายนัยเดียว ตามพจนานุกรม and Connotation–ความหมายหลายนัย) เหมือนการบัญญัติไฟ (Signifier) เพราะอาศัยเชื้อไฟ (Signified)]

 

ในความเป็นจริงนั้น การเกิดความเข้าใจในธรรมที่เกี่ยวเนื่องปฏิสังยุตกับตนเองอันเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ในการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานนั้น “การนิยามความหมาย” [Significations] ที่เกิดขึ้นระหว่าง “สิ่งที่เป็นจริง” [ความเป็นสากล: Universality –อริยสัจจ์ ๔: The Universality of Truths] กับ “คำศัพท์” [Terms of Language: Terminology or Philology] อันเป็นภาษาของพวกมนุษย์นั้น [สมมติสัจจะ: Conventional Truths] ฉะนั้น ในการเกิดปัญญาแตกฉานในภาษานี้ ย่อมเกิดปัญญาในสมาธิสามัญแห่งโลกียะ [ปุถุชนทั่วไป หรือนักวิชาการ–ปราชญ์เมธี] หรือในฝ่ายโลกุตตระ [อริยบุคคล–ปราชญ์มุนี–พระอรหันต์] ที่เรียกว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” หมายถึง ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ อย่างไรก็ตาม หลักปฏิบัติสำคัญในเจริญภาวนานั้น ประกอบด้วย ๓ ประการ ได้แก่ (๑) การสร้างกุศลกรรม โดย “โยนิโสมนสิการโดยปฏิจจสมุปบาท” ที่เรียกว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” หมายถึง ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ (๒) ความเข้าใจที่ถูกต้องชอบธรรมในผลหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” หมายถึง ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล และ (๓) ความมีปัญญาด้วยไหวพริบปฏิภาณ ที่ปฏิสังยุตด้วย “ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–ความคิดประยุกต์ดัดแปลง” ที่เรียกว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” หมายถึง ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ การเข้าถึงภาวะแห่งปัญญาแตกฉานได้นั้น เป็นเรื่องสำคัญในฝ่าย “ปัญญาขันธ์” [มรรคญาณ] ซึ่งจะกลายเป็นบาทฐานให้เข้าถึง “วิมุตติขันธ์” [ปหาน–วิราคะ–วิโมกข์–วิสุทธิ–สันติ–นิโรธ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน] กับ “วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” ได้แก่ ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

ว่าด้วย วิมุตติญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 76–77 FILE 68)

 

คำว่า “ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺญา” แปลว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสอันอริยมรรคตัดขาดแล้ว” ความว่า ปัญญาในการเห็นภายหลังซึ่งอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดขาดแล้ว

 

คำว่า “วิมุตฺติญาณํ” เป็น “วิมุตติญาณ” ความว่า “ญาณในวิมุตติ”

 

คำว่า “วิมุตฺติ” ได้แก่ จิตบริสุทธิหลุดพันจากอุปกิเลสทั้งหลาย หรือ ความที่จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว “ญาณ” คือความรู้ในวิมุตตินั้น ชื่อว่า “วิมุตติญาณ”

 

ท่านกล่าวอธิบายการพิจารณากิเลสที่ละแล้วด้วยญาณนี้ว่า พระอริยบุคคลเมื่อพิจารณาความสืบต่อแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วก็ดี ซึ่งความหลุดพ้นจากกิเลสก็ดี เว้นกิเลสเสียก็พิจารณาไม่ได้ ดังนี้

 

ก็คำว่า “วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ” แปลว่า “เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว” ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอา “วิมุตติญาณ” นี้ ส่วนการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ แม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็พึงถือเอาว่าเป็นอันกล่าวแล้วด้วย “วิมุตติญาณ” นี้  และท่านกล่าวไว้ว่าแม้กล่าวในเอกธรรม ก็เป็นอันกล่าวทั้งหมด เพราะสภาวธรรมนั้นมีลักษณะเป็นอันเดียวกัน นี้เป็นลักษณะ เป็นหาระ ดังนี้

 

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่ละแล้วซึ่งพระอริยบุคคล ๔ จะพึงได้ เพราะพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่

 

จบ ว่าด้วย วิมุตติญาณ -------------------------------

 

 

 

วิมุตติญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 769 FILE 68)

 

[๑๕๒] ปัญญาในการพิจารณาเห็น “อุปกิเลส” นั้นๆ อัน “อริยมรรค” นั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็น “วิมุตติญาณ”อย่างไร

 

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย เป็นกิเลสอัน “โสดาปัตติมรรค” ตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้ พร้อมด้วย “ปริยุฏฐานกิเลส” [นิวรณ์–นิวรณูปกิเลส] เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า รู้วิมุตติ นั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว” เป็น “วิมุตติญาณ”

 

จบ วิมุตติญาณนิทเทส -------------------------------------

 

 

อรรถกถาวิมุตตกถา

ว่าด้วย วิมุตติ

(พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 764 FILE 80)

 

บัดนี้ ชื่อว่า เรื่อง “วิมุตติ” คือ “การหลุดพ้น” ในเรื่องนั้น คำว่า “วิมุตติญาณ เป็นชื่อของญาณทั้ง ๔ คือ วิปัสสา–วิปัสสาญาณ–วิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ [วิปัสสากิจ–วิปัสสามรรค] มรรค–มรรคญาณ–มัคค–มัคคญาณ [อริยมรรค] ผล–ผลญาณ [อริยผล–สามัญผล] ๑ และ ปัจจเวกขณญาณ

 

บรรดาญาณเหล่านั้น (๑)  “วิปัสสนา” ชื่อว่า “วิมุตติญาณ” เพราะหลุดพ้นแล้วจากนิมิตตารมณ์เป็นนิตย์ หรือเพราะความเป็น “ตทังควิมุติ” (๒) “มรรค” ชื่อว่า “สมุจเฉทวิมุติ” (๓) “ผล” ชื่อว่า “ปฏิปัสสัทธิวิมุติ” ก็ “ปัจจเวกขณญาณ” ย่อมรู้ซึ่ง “วิมุติ” เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “วิมุตติญาณ” ในวิมุตติญาณ ๔ อย่าง อย่างนี้ “ผลญาณ” เท่านั้น หลุดพ้นแล้วโดยสิ้นเชิง วิมุตติญาณ ๓ ที่เหลืออันใครๆ ไม่พึงกล่าวว่า “หลุดพ้นแล้ว” หรือว่า “ไม่หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้

 

เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า “วิมุตติญาณหลุดพ้นแล้ว” โดยไม่แปลกกันเลย เพราะไม่กล่าวว่า “วิมุตติญาณ” ชื่อนี้ “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้

 

คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที ถูกถามอีกว่า “วิมุตติญาณไม่ว่าอย่างใดหมดชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว” ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอา “ปัจจเวกขณญาณ” เป็นต้น ถูกถามว่า “ของบุคคลผู้ปฏิบัติ” เป็นต้น ก็ตอบรับรองหมายเอาความไม่มีอาสวะของมรรคญาณ สกวาทีกล่าวว่า “ญาณของ

พระโสดาบัน” ดังนี้ เป็นต้นอีก เพื่อท้วงว่า ก็ญาณนั้นไม่ใช่ญาณของพระโสดาบันผู้ตั้งอยู่ในผล แต่ก็ชื่อว่า “วิมุตติญาณ” หรือ ดังนี้ พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้ ดังนี้แล

 

อรรถกถาวิมุตตกถา จบ ----------------------------------

 

 

“ผลญาณ” ซึ่งประกอบด้วย “ปโยคปฏิปัสสัทธิปัญญา” คือ การสิ้นสุดแห่งกิจในมรรคทั้ง ๔ เรียกว่า “ผลญาณ” (ข้อ ๑๕ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณอันสัมปยุตกับด้วยผลจิตนั้น ก็ต่อจาก “มรรคญาณ” หนึ่งๆ [สหรคตด้วย “อานันตริกสมาธิญาณ” คือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด] นั่นคือ ปัญญาในผลเป็นไปแล้ว เพราะ “ปโยคปฏิปัสสัทธิ” นั้นเป็นเหตุ โดยมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นผลญาณ ๓ ขณะก็มี ๒ ขณะก็มี ๑ ขณะก็มี  และเพราะ “ผลจิต” นั้นเป็นวิบากเกิดขึ้นในลำดับแห่งโลกุตรกุศลทั้งหลาย ให้พิจารณาถึง “อนุโลมจิต” [สัจจานุโลมิกญาณ–ข้อ ๑๒ ในญาณ ๑๖] โดยจำแนกตามระดับปัญญาของพระโยคีบุคคล (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 75 FILE 68) ดังนี้

 

(๑) อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๒ ขณะ [ดวง] เกิดในชวนวารที่ “อริยมรรค” [มรรคญาณ–ข้อ ๑๔ ในญาณ ๑๖] เกิดขึ้น จิตดวงที่ ๓ จัดเป็นโคตรภูจิต [โคตรภูญาณ–ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖] ดวงที่ ๔ จัดเป็นมรรคจิต [เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน คือ “มรรคสมาธิ” เป็น “อานันตริกสมาธิญาณ” ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีอะไรคั่น ก็จะเกิด “มรรคญาณ” คือ ปัญญาที่กำจัดอาสวะ ตามติดต่อมาในทันที] ผลจิตอีก ๓ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น [รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม] หรือ “บุคคลผู้มีปัญญามาก” [ปัญญาธิกะ–ปัญญากล้า] มีอนุโลม ๒ ดวง ดวงที่ ๓ เป็นโคตรภู [โคตรภูญาณ] ดวงที่ ๔ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๓ ดวง จากนั้นจิตก็ลงสู่ภวังค์

(๒) อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๓ ขณะ [ดวง] จิตดวงที่ ๔ เป็นโคตรภู [โคตรภูญาณ] จิตดวงที่ ๕ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๒ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น [รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม] หรือ “บุคคลผู้มีปัญญาปานกลาง” [สัทธาธิกะ] อนุโลมมี ๓ ดวง ดวงที่ ๔ เป็นโคตรภู [โคตรภูญาณ] ดวงที่ ๕ เป็นมรรคจิต มีผลจิต ๒ ดวง จากนั้นก็ลงสู่ภวังค์

(๓) อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๔ ขณะ [ดวง] จิตดวงที่ ๕ เป็นโคตรภู [โคตรภูญาณ] จิตดวงที่ ๖ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๑ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลนั้น [รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม] หรือ “บุคคลผู้มีปัญญาน้อย” [มันทปัญญา–วิริยาธิกะ] อนุโลมมี ๔ ดวง ดวงที่ ๕ เป็นโคตรภู [โคตรภูญาณ] ดวงที่ ๖ เป็นมรรคจิต ดวงที่ ๗ เป็นผลจิต จากนั้นจิตก็ลงสู่ภวังค์

 

 

ว่าด้วย อนุโลมญาณ [กรณีใน บุคคลผู้มีปัญญาปานกลาง]

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 630–631 FILE 75)

 

ในวาระคือ [วิถีแห่งมรรค–มรรควิถี] ใด มีการออกไปด้วยมรรค “มโนวิญญาณธาตุ” ที่เป็น “อเหตุกกิริยา” [อเหตุกกิริยาจิต ๓ (ข้อ ๓ ในอเหตุกจิต ๑๘ ดู จิต ๘๙) คือ จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ] เป็นธรรมสหรคตด้วย “อุเบกขา” [อุเบกขาเวทนา] เป็น “มโนทวาราวัชชนจิต” ให้ภวังค์เคลื่อนไปกระทำขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาให้เป็นอารมณ์  

 

(๑) ถัดจากนั้นไป “ชวนะดวงแรก” ชื่อ “อนุโลมญาณ” [อนุโลมญาณดวงที่ ๑] ก็เกิดขึ้นถือเอาขันธ์ที่ “มโนทวาราวัชชนจิต” นั้นถือเป็นอารมณ์ “อนุโลมญาณ” [สัจจานุโลมิกญาณ–ข้อ ๑๒ ในญาณ ๑๖ คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์] นั้น ก็เป็นไปในขันธ์เหล่านั้นว่า “ไม่เที่ยงบ้าง–เป็นทุกข์บ้าง–เป็นอนัตตาบ้าง” [อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] บรรเทาความมืดที่หยาบๆ ซึ่งปกปิดสัจจะ กระทำลักษณะทั้ง ๓ [สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์] ให้แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นก็ดับไป

(๒) ถัดจากนั้น “อนุโลมญาณดวงที่ ๒”  ก็เกิดขึ้น ในบรรดา “อนุโลมญาณ ๒ ดวง” นั้น ดวงแรกไม่มี “อาเสวนปัจจัย” [ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน] ดวงที่ ๒ มีดวงแรกเป็น “อาเสวนปัจจัย” ดวงที่ ๒ นั้น มี “อาเสวนปัจจัย” ได้แล้วจึงเป็น “ญาณ–คมกล้า–ผ่องใส” เป็นไปในอารมณ์นั้น โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดปานกลางซึ่งปกปิด “สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] ไว้ การทำลักษณะ ๓ [สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์] ให้แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นแล้วดับไป  

(๓) ในลำดับนั้น “อนุโลมญาณดวงที่ ๓” ก็เกิดขึ้นมี “อนุโลมญาณดวงที่ ๒” เป็น “อาเสวนปัจจัย” แม้ “อนุโลมญาณดวงที่ ๓” แม้นั้นเพราะมี “อาเสวนปัจจัย” ได้แล้วจึง “คมกล้า–ผ่องใส” เป็นไปในอารมณ์นั้น โดยอาการนั้นเหมือนกัน บรรเทาความมืดอันละเอียดที่เหลือซึ่งปกปิด “สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] นั้น กระทำให้หมดไป กระทำลักษณะ ๓  [สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์] แจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นแล้วดับไป

 

เมื่อ “อนุโลมญาณ ๓” [สัจจานุโลมิกญาณ–ข้อ ๑๒ ในญาณ ๑๖] บรรเทาความมืดปกปิด “สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] อย่างนี้แล้ว ลำดับนั้น “โคตรภูญาณ” [จิตดวงที่ ๔] (ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖) ก็เกิดขึ้น การทำ “พระนิพพาน” ให้เป็นอารมณ์

 

จบ ว่าด้วย อนุโลมญาณ -------------------------------

 

 

“ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญาเป็นเครื่องเห็นเพ่งรู้ในธรรมคือมรรคและผลกับทั้งในอริยสัจจธรรม นั่นคือ “สัจจะ ๔” [อริยสัจจ์ ๔] ที่เกิดขึ้นในมรรคขณะและผลขณะ คือ (๑) มาพร้อมแล้ว (๒) ถึงพร้อมแล้ว (๓) ประชุมกันในกาลนั้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ [ปัจจัตตะ] และ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด [ปฏิเวธะ] ฉะนั้น “สัมมาญาณ” คือ “ปัจจเวกขณญาณแห่งมรรคญาณและผลญาณ” [ญาณเป็นเครื่องพิจารณา] อันเป็น “อรรถปฏิสัมภิทา” นั้น เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” เพราะคำว่า “ญาณในญาณทั้งหลาย” เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ด้วยเหตุนี้ “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น ชื่อว่า “หาสปัญญา” [ปัญญาร่าเริง] แห่งจิตสันดานอันเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญา ๙” [ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา–ติกขปัญญา–วิบูลปัญญา–คัมภีรปัญญา–อัสสามันตปัญญา–จตุปฏิสัมภิทา (บัณฑิต) –ปุถุปัญญา คือ เริ่มจากการเจริญอนุปัสสนา ๗ ขึ้นมาเรื่อยๆ] ย่อมยัง “หาสปัญญา” ให้บริบูรณ์ และ “หาสปัญญา” เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ปัญญาร่าเริง” ดังนี้

 

ว่าด้วย หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 203 FILE 22)

 

“ปัญญาร่าเริง” เป็นไฉน

 

(๑) ชื่อว่า “ปัญญาร่าเริง” เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ บำเพ็ญศีลบำเพ็ญอินทรีย์สังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์

(๒) ชื่อว่า “มีปัญญาร่าเริง” เพราะเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ รู้แจ้งฐานะและมิใช่ฐานะ

(๓) ชื่อว่า “มีปัญญาร่าเริง” เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง บำเพ็ญสมาบัติเป็นเครื่องอยู่ให้บริบูรณ์ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงแทงตลอด “อริยสัจจ์”

(๔) ชื่อว่า “มีปัญญาร่าเริง” เพราะยังสติปัฎฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค [โพธิปักขิยธรรม ๓๗] ให้เจริญ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ทำให้แจ้ง “สามัญผล”

(๕) ชื่อว่า “มีปัญญาร่าเริง” เพราะแทงตลอด “อภิญญา” ทั้งหลาย

(๖) ชื่อว่า “มีปัญญาร่าเริง” เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ ความยินดี และ ความปราโมทย์ กระทำให้แจ้ง “พระนิพพาน” อันเป็นปรมัตถ์ [ปรมัตถะ]

 

จบ ว่าด้วย หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง ------------------------------

 

 

อนึ่ง “ปัจจเวกขณญาณ” ยังหมายถึง ญาณเป็นเครื่องหมุนกลับมาเห็นรู้แจ่มแจ้ง อีกด้วย โดยสรุปแล้ว รวม “ปัจจเวกขณญาณ” ทั้งหมด มี ๑๙ ประการ นั่นคือ พิจารณาทบทวนใน (๑) มรรค (๒) ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่ยังเหลือ และ (๕) พระนิพพาน (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 78 FILE 68) ดังนี้ 

 

ก็ในที่สุดแห่งโสดาปัตติผลในมรรควิถี จิตของพระโสดาบันก็ลงภวังค์ ต่อแต่นั้นก็ตัดภวังค์ขาด “โนทวาราวัชชนะ” [ปัญจทวาราวัชชนะ คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ ถ้าอยู่ในมโนทวารวิถี ก็เป็นมโนทวาราวัชชนะซึ่งเกิดในช่วงวิถีจิตมี ๑๔ ขณะ] ก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณามรรค ครั้น “มโนทวาราวัชชนะ” นั้นดับลงแล้ว “ชวนจิต” [หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม] พิจารณามรรคก็เกิดขึ้น ๗ ขณะ [โดยพิจารณาตาม อนุโลมญาณ–อนุโลมจิต รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม] โดยลำดับฉะนี้แล ครั้นแล้วก็ลงสู่ภวังค์อีก “อาวัชชนจิต” เป็นต้น [ตามลำดับด้วยความเป็นผู้ชำนาญใน (๑) อาวัชชนะ (๒) สมาปัชนะ (๓) อธิฏฐานะ (๔) วุฏฐานะ (๕) ปัจจเวกขณะ = วสี ๕] ก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายมีผล เป็นต้น โดยนัยนั้นเอง เพราะความเกิดแห่งธรรมเหล่าใดมีผล เป็นต้น พระโสดาบันนั้น ก็พิจารณาทบทวนใน (๑) มรรค (๒) ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่ยังเหลือ และ (๕) พระนิพพาน [ในปัจจเวกขณะของพระสกทาคามีและพระอนาคามี ก็มีเหมือนกัน ยกเว้น พระอรหันต์ มีปัจจเวกขณะ ๔ ประการ คือ ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่]

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

 

ภาพประกอบ ๒: การจำแนกลำดับขั้นมัคควิถีตาม “ปัจจเวกขณญาณมี ๑๙ ประการ”

 

 

สรุปลำดับในการเจริญวิปัสสนาภาวนา

(๑) ลำดับแห่งการเกิดขึ้น [ธัมมัฏฐิติญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ คือ ปัญญาหยังรู้การจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรมแห่งตน โดยพิจารณาตาเหตุปัจจัย ดังเช่น สัตว์ผู้เกิดในครรภ์:โดยแรกสัตว์ถือปฏิสนธินั้น ในสัปดาห์ที่ ๑ เกิดเป็น “กลละ” คือ เปือกตมเพราะจมอยู่และข้นเข้าหน่อยหนึ่ง ในสัปดาห์ที่ ๒ จากกลละก็เกิดเป็น “อัพพุทะ” คือ ข้นขุ่นดังมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ ในสัปดาห์ที่ ๓ จากอัพพุทะเกิดเป็น “เปสิ” คือ ชิ้นเนื้ออ่อนๆ ในสัปดาห์ที่ ๔ จากเปสิเกิดเป็น “ฆนะ” คือ ก้อนแข็งมีสัณฐานเหมือนฟองไข่ไก่เป็นวงราบโดยรอบฉันใด สัณฐานของ “ฆนะ” บังเกิดเพราะ กรรมเป็นปัจจัย [กรรมปัจจัย–ข้อ ๑๓ ในปัจจัย ๒๔] ก็ฉันนั้น ต่อจาก “ฆนะ” ก็เกิดเป็น “สาขาอวัยวะ” คือ ผมบ้าง ขนบ้าง เล็บ บ้าง มารดาของ “นระ” [คน ผู้ชาย คำว่า “นระ” คือ ผู้นำไป คำว่า “นารี” คือ หญิงนั้นเป็นของนระ] นั้นบริโภคโภชนะสิ่งใด ทั้งข้าวทั้งน้ำ นระผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ย่อมเลี้ยงอัตภาพด้วยโภชนะสิ่งนั้น อยู่ในครรภ์มารดานั้น] โดยเน้น ฌาน ๑๔ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ยกเว้น นามรูปริจเฉทญาณ ได้แก่ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ–ภังคานุปัสสนาญาณ–ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวานุปัสสนาญาณ–นิพพิทานุปัสสนาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–สัจจานุโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) –มรรคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ

(๒) ลำดับแห่งการประหาณ [โมนะ: ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา หมายเอา โสดาปัตติมรรค กับ ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา หมายเอา สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–และ–อรหัตมรรค]

(๓) ลำดับแห่งการปฏิบัติ [วิสุทธิ ๗: สีลวิสุทฺธิ–จิตฺตวิสุทฺธิ–ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ–กงฺขาวิตรณวสุทฺธิ–มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ–ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ–ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ]

(๔) ลำดับแห่งภูมิ [ภูมิ ๓: สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็น กามาวจร–รูปาวจร–อรูปาวจร]

(๕) ลำดับแห่งเทศนา [โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–โพชฌงค์ ๗–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ อนุปุพพิกถา: ทานกถา–สีลกถา–สัคคกถา–ประกาศโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย–และ–อานิสงส์ในการออกจากกาม คือ ลำดับการเทศน์ให้เกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” แก่สาวก] หมายเหตุ: “ธรรมจักร” มี ๒ ญาณ ได้แก่ ปฏิเวธญาณเทศนาญาณ ๑ ใน “ธรรมจักร ๒ อย่าง” นั้น (๑) “ธรรมจักร” อันพระปัญญาอบรมแล้วนำมาซึ่ง “อริยผล” แด่พระองค์ชื่อว่า “ปฏิเวธญาณ” ส่วน (๒) “ธรรมจักร” อันพระกรุณาอบรมแล้ว นำมาซึ่ง “อริยผล” แก่สาวกทั้งหลายชื่อว่า “เทศนาญาณ”  อนึ่ง “ปฏิเวธญาณ” เป็น “โลกุตรกุศล” สหรคตด้วย “อุเบกขา” ไม่มีวิตก–ไม่มีวิจาร ส่วน “เทศนาญาณ” เป็น “โลกิยะ” และ เป็น “อัพยากฤต” ซึ่งญาณทั้งสองนั้น ก็ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การจะพึงตนเองได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเพื่อที่จะตรัสรู้สัมโพธิญาณ เพราะต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาการกระทำทุกอย่าง โดยใช้เหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท [โยนิโสมนสิการ] พร้อมด้วยบรรดาญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย กว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิด “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นโดยชอบธรรมเกี่ยวกับการเกิดดับในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒] ที่สัมปยุตต์ด้วยปัญญาในโลกียะและโลกุตตระ [กุศลธรรม –อัพยากตธรรม–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจัยธรรม–ไตรลักษณ์] ที่พร้อมจะแสดงพฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ออกมา ที่เรียกว่า “กรรม ๓: กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ด้วย “สัมมาสังกัปปะ” [สัญญเจตนา] คือ ความดำรงคิดโดยชอบธรรม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจว่า ในขั้นสูงสุดแห่งการประพฤติปฏิบัติอันเป็นหนทางแห่งการดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวงนั้น คือ การระงับกรรมทั้งหลายไม่ให้เกิดสืบเนื่องกันในวัฏฏะทั้ง ๓ ได้แก่ กิเลสวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์–วิปากวัฏฏ์ [ให้พิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖)] คือ การดับขันธ์ทั้ง ๕ ที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ในส่วนแรก กับ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ในส่วนหลัง และในส่วนท้ายสุดจริงๆ คือ “วิมุตติสุข” [ซึ่งต่อยอดจาก “ผลญาณ” ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ”] อันเป็นความหลุดพ้นโดยถาวรโดย “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ–วิมุตตานุตตริยะ] ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [การดับขันธปรินิพพานของพระอรหันต์ระดับพระอเสขะ] เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญเพียรบารมีในการปฏิบัติธรรม [ประพฤติพรหมจรรย์] ในพระพุทธศาสนานั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แก่คนทั่วไป ที่นึกอยากจะทำก็ทำ โดยไม่ใช้เหตุผลด้วยปัญญา แค่องค์ความรู้ในบทความนี้ ที่บรรยายมาข้างต้น ก็ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะอ่านหรือศึกษาได้อย่างรู้แจ้งแทงตลอดทุกเรื่องได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้เขียนบรรยายก็ยังไม่ได้อธิบายจนครอบคลุมหมดทุกประเด็นในคราวเดียวกัน และในส่วนนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องต่อเติมองค์ความรู้ให้ครบสมบูรณ์ด้วยตนเอง ให้เกิดความสมดุลหรือความสมมาตรในขั้นตอนการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามพระสัตถุสาสน์ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ ไม่ออกนอกลู่นอกทางจาก “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” โดยเฉพาะความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในจุดหมายและประโยชน์แห่งปฏิปทาอันยิ่งในการปฏิบัติธรรมที่ตนเองกำลังดำเนินการอยู่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า คำศัพท์ที่ใช้ในการบรรยายพระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนั้น ใช้กันมาร่วมสมัยราวๆ ถึง ๒,๖๐๐ ปี ผ่านมาแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเป็นคนในยุคสมัยใหม่ที่มีมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำยุค ก็ไม่น่าจะเข้าใจประเด็นเนื้อหาของพระสัทธรรมได้ยากกว่าคนสมัยก่อนๆ ที่พากันฟังพระธรรมและบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคล คือ พระอรหันต์ในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก “พวกท่านทั้งหลายได้ชวนกันไปเป็นพระอรหันต์” ในบรรดาสัตบุรุษทั้งหลายนั้น ไม่ได้ชวนกันไปแสวงหาโภคทรัพย์ ไปเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า ฉะนั้น การสำรวจตัวตน [จิตวิญญาณ] อย่างถ่องแท้แจ้งชัดจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรู้จักกำลังของตนเอง ที่เรียกว่า “อัตตสัมปทา” [Self–Actualization] หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้าน “กาย– ศีล–จิต–และ–ปัญญา” [ที่จะเป็น “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้วอันหมายถึง “พระอรหันต์”] นั่นคือการประพฤติตนใน “ภาวนา ๔–ภาวิต ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วย “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” ดังนี้

 

“บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมีองค์ ๘ประการอันประเสริฐ จะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ได้แก่

(๑) “กัลยาณมิตตตา” คือ ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี  

(๒) “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม  

(๓) “ฉันทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ การทำฉันทะให้ถึงพร้อม ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์  

(๔) “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว]  

(๕) “ทิฏฐิสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย  

(๖) “อัปปมาทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

(๗) “โยนิโสมนสิการสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้

 

การเข้าโค้งให้ถูกมุมองศาด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น จึงเป็นขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องโดยชอบธรรม เป็นไปตามคำสอนของพระศาสดา ด้วยมุ่งเอาปัญญาเห็นธรรม คือ เห็นสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ธรรมจักร” ในฝ่ายของผู้จะเป็นอริยสาวกของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป และมุ่งเอาคุณบทแห่งบุคคล ที่เรียกว่า “พระอรหันต์” เป็นสำคัญ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาเปรียบเทียบแนวความคิดและข้อประพฤติปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ดังนี้

 

ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ธรรมจักร

 

ภาคทฤษฎี:

มัชฌิมาปฏิปทา [เริ่มด้วยปัญญา–ดำเนินด้วยปัญญา–นำไปสู่ปัญญา] = อริยสัจจ์ ๔

แนวทาง:

ไตรสิกขา [ศีล–สมาธิ–ปัญญา = อธิปัญญาสิกขา–อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา]

ภาคปฏิบัติ:

อริยมรรคมีองค์ ๘ [อธิปัญญา–อธิศีล–อธิจิตต์]

จุดหมาย:

อริยบุคคล ๔ [โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์]

 

             ภาพประกอบ ๓: การเปรียบเทียบแนวความคิดและข้อประพฤติปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

 

ฉะนั้น ความคิดพื้นฐานอันเป็น “ความเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส” ด้วยภาวะที่มีจิตปราศจากนิวรณ์ [อุเบกขา–เอกัคคตา] โดยต้องประกอบด้วยการใช้เหตุผล คือ การทำโยนิโสมนสิการด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทเพื่อให้ครอบงำในอริยสัจจ์ ๔ คือ ปัญญาเห็นธรรมและปัญญาตรัสรู้ได้จริงในบรรดาธรรมทั้งปวง ที่เรียกว่า “หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง” [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หรือมีบาทฐานมาจากการพัฒนาปัญญา ๙ ประการ ได้แก่ ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา–ติกขปัญญา–วิบูลปัญญา–คัมภีรปัญญา–อัสสามันตปัญญา–จตุปฏิสัมภิทา (บัณฑิต) –ปุถุปัญญา] ในธรรมทั้งหลาย [ธัมมปีติ] ไม่ใช่ผู้เกลียดคร้านในธรรม เพราะด้วย (๑) “มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ” คือ ฝ่ายอวิชชา โดยเปรียบเทียบกับ (๒) “สติ–สัมปชัญญะ” พร้อมด้วย (๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา” คือ ฝ่ายวิชชา ดังนี้

 

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้–ความไม่ตามระลึก–ความไม่หวนระลึก–ความระลึกไม่ได้–อาการที่ระลึกไม่ได้–ความไม่ทรงจำ–ความเลื่อนลอย–ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้–ความไม่เห็น–ความไม่ตรัสรู้–ความไม่รู้โดยสมควร–ความไม่รู้ตามความเป็นจริง–ความไม่แทงตลอด–ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง–ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ–ความไม่พินิจ–ความไม่พิจารณา–ความไม่กระทำให้ประจักษ์–ความทรามปัญญา–ความโง่เขลา–ความไม่รู้ชัด–ความหลง–ความลุ่มหลง–ความหลงใหล–อวิชชา –โอฆะคืออวิชชา–โยคะคืออวิชชา–อนุสัยคืออวิชชา–ปริยุฏฐานคืออวิชชา–ลิ่มคืออวิชชา –อกุศลมูลคือโมหะ

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สติ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธิ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง– ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา

(๓.๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” หมายถึง (๑) ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ = ธัมมัฏฐิติ] (๒) ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ [สัจจานุโลมิกญาณ] (๓) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยมรรค ๔ [มัคคญาณ] (๔) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยผล ๔ [ผลญาณ]

(๓.๒) “ทิฏฐิสัมปทา” หมายถึง ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๒) การบวงสรวงย่อมมีผล (๓) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๔) โลกนี้มีอยู่ (๕) โลกอื่นมีอยู่ (๖) มารดามีอยู่ (๗) บิดามีอยู่ (๘) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๙) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ความเห็นด้วย: (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง–ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เกิดจากการพึ่งพาตนเอง โดยฝึกเอง–พิจารณาเอง อยู่ตั้งมั่นในพระสัตถุสาสน์ของของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมีคำปรึกษาจากพระอริยเจ้าผู้เป็นกัลยาณมิตรแห่งธรรม ที่พิจารณาไตร่ตรองว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ที่จะเกื้อกูลสนับสนุนในการปฏิบิติธรรมทั้งสมถะกับวิปัสสนา ที่เรียกว่า “อัตถะ ๓” ได้แก่ (๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ–ประโยชน์ปัจจุบัน (๒) สัมปรายิกัตถะ–ประโยชน์เบื้องหน้า (๓) ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุด อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ “พระนิพพาน” ด้วยเหตุนี้ “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” [ไม่รู้อริยสัจจ์ ไม่รู้ในกาลทั้ง ๓ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท] จึงเป็นภาวะที่อันตรายต่อการปฏิบัติธรรมในทุกขั้นตอน เพราะพื้นที่สมองถูกปกคลุมด้วยความโง่เขลา ไม่ยอมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้” ได้จริง ซึ่งก็หมายถึง บุคคลนั้นหมดโอกาสที่จะบรรลุโลกุตตรธรรมได้ในชาตินี้ หรือในอีกหลายๆ ชาติก็ได้ ความมีโอกาสดีหรือโชคดีนั้น ไม่ได้มีในทุกๆ คนได้ สภาวการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่าในโลกียะแห่งสังขตธรรม ทุกสิ่งในเรื่องราวชีวิตมีประวัติมาจากกรรมเป็นแดนเกิด [เหตุปัจจัย–กรรมปัจจัย–วิบากปัจจัย] ซึ่งมีลำดับเกิดก่อน [ปุเรชาตปัจจัย–ปัจจัยโดยเกิดก่อน] หรือมีลำดับเกิดทีหลัง [ปัจฉาชาตปัจจัย–ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง] หรือมีปัญญาหยั่งรู้เหตุการณ์ในกาลทั้ง ๓ ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ” ได้แก่ (๑) ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต–อตีตังสญาณ (๒) ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต–อนาคตังสญาณ (๓) ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน–ปัจจุบันนังสญาณ สำหรับวิธีทดสอบความจริงในเรื่อง ก็มีวิธีง่ายธรรมดา คือ ถ้าบุคคลนั้นไม่สามารถจำความอะไรได้เลยในอดีตที่ผ่านมา ก็แสดงว่ามีความจำเสื่อม ไม่เห็นเหตุปรากฏในอนาคตและปัจจุบัน เช่นกัน แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะระลึกได้ถึงสมัยเป็นเด็ก และเลยไปกว่านั้นได้ในหลายๆ ชาติในเรื่องตนเอง [ปุพเพนิวาสานุสติ –ความระลึกชาติได้] ถ้าระลึกในชาติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นผู้อื่นได้ด้วย [จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ] ก็ยิ่งเป็นการดียิ่งขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยในปัจจุบันได้ดี [ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ] ในสภาวธรรมทั้งหลายดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” อันเป็นเหตุปัจจัยทำให้มีปรีชาสามารถในความตรัสรู้ได้ ที่เรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้” ในโลกุตตรธรรมทั้งหลาย [ได้แก่ (๑) สัมมสนญาณ คือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ จนรวมถึง “วิปัสสนาญาณ ๙” ซึ่งจะต่อด้วย “โคตรภูญาณ” (๒) มรรคญาณ–ผลญาณ–วิมุตติญาณ คือ ปัญญาหลุดพ้นจากพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์ได้ (๓) ปัจจเวกขณญาณ คือ ปัญญาพิจารณาทบทวนในโลกุตตรญาณ (๔) อาสวักขยญาณ คือ ปัญญาดับกิเลสได้–ความตรัสรู้ในสัมโพธิญาณ และ (๕) พระนิพพาน ตามลำดับ] ฉะนั้น ปัญญาที่เห็นลำดับในการปฏิบัติธรรมอย่างชัดเจนดังกล่าวนี้ มีความสำคัญแก่ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง การศึกษาทางโลกในระดับปริญญาเอกนั้น ว่ายากแสนยากที่จะเป็นบัณฑิตได้นั้น แต่ในทางธรรมนั้น ก็ยิ่งยากไปกว่านั้นอีกหลายๆ เท่า เพราะมีผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกันราวกับฟ้ากับดิน เนื่องด้วยในการปฏิบัติธรรมนั้น เพื่อหลีกออกจากวัฏฏะอันหมายถึง “ดินแห่งพิภพนี้” เพื่อจะได้ชื่อว่า “วิสุทธิเทพ” [จตุสัจจพุทธะ–อนุพุทธะ] หมายถึง เทวดาโดยบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงแล้ว ผู้ตรัสรู้ตามคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเด็นสำคัญนั้น ปัญญาที่จะเลิศล้ำยุคแค่ไหนในทางโลกนั้น ก็ไม่สามารถชักนำให้หลุดพ้นจากอำนาจแห่งกิเลสตัณหาไปได้ อันยังเรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” หมายถึง วิชาความรู้ที่ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์แห่งสังกิเลสทั้งหลายได้ มีแต่จะเพิ่มพูนกิเลสตัณหา แต่ปัญญาความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั้น เรียกว่า “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ร่วมทั้ง “อภิญญา” หมายถึง ความรู้คมชัดยิ่งยวด อันเป็นสมุฏฐานในความตรัสรู้ได้ [สัมโพธะ] ซึ่งไปถึงปัญญารู้แจงแทงตลอด [ปฏิเวธ] ในอริยสัจจธรรมโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “พระนิพพาน” ฉะนั้น ผู้ที่จะบรรลุอธิคมธรรมด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ได้นั้น จึงไม่ใช่จะอุบัติเกิดขึ้นในโลกนี้ได้ง่ายๆ เปรียบเสมือนการเอาปลายนิ้วแห้งๆ จิ้มบนพื้นทรายที่แห้งๆ แล้วนับเม็ดทรายที่ติดปลายนิ้วขึ้นมา นั่นคือ จำนวนผู้จะตรัสรู้สัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์ในโลกนี้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะหมดโอกาสที่จะทำได้ ถ้าตั้งใจมั่นจริงด้วยความเลื่อมใสอย่างแท้จริง ด้วยปัญญาอย่างมีเหตุผลด้วยดวงตาเห็นธรรมทั้งปวงแล้ว โอกาสเห็นโลกุตตรธรรมนั้น ก็น่าจะรางวัลชีวิตอันสูงสุดแห่งผลการปฏิบัติธรรมของตนเองได้ เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นและจุดสูงสุดในอันดับสุดท้ายแห่งการปฏิบัติธรรม คือ ความเข้าใจตัวตนของตนเองอย่างแท้จริงโดยไม่วิปริต ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น.

 

 

 

 

Visitor Number:
4743957