๑๘. อภิญญาเทสิตธรรมเพื่อความตรัสรู้

        Virtues Contributing to Enlightenment

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1205  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนอาจมีความรู้สึกว่า  “การถือข้อประพฤติปฏิบัติแห่งอริยมรรค” นี้ เป็นเรื่องที่ยากมาก และให้ผลได้ช้า อาจกินเวลาเป็นชาติๆ ก็ได้ แต่ในชาตินี้ ทุกคนได้เกิดมาในสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ไพบูลย์ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล้ำสมัย ก็ไม่น่าจะประพฤติโง่เขลาเบาปัญญาอีกอยู่ได้ ควรบอกลาก่อนกับความโง่ได้แล้ว อย่างเช่น บทความบรรยายธรรมของผู้เขียนนี้ ไม่ได้ให้อ่านได้เพียงประเทศไทยแห่งเดียว แต่สามารถศึกษาค้นคว้าอ่านกันได้ทั่วโลก [พลเมืองโลกมีประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านคน] ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ นั่นเอง ภาวะดังกล่าวนี้ คือ ผลประโยชน์จากการวิวัฒน์ปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติทั้งผอง ไม่ใช่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง ฉะนั้น “โลกเป็นโลกแห่งการเรียนรู้” อันประกอบความตื่นในการทำความดีได้แล้ว ไม่ใช่ “โลกแห่งการนอนหลับ” อย่าไปคิดฝึกซ้อมการตายล่วงหน้าให้มากนัก เพราะอย่างไงตายแน่ทุกคนในวันข้างหน้านี้ ไม่มีรอดสักคน มีเวลาก็ให้มารู้จักกับคำว่า “ตรัสรู้” [สัมโพธะ: Enlightenment] ไม่บาปหรอก เป็นเรื่องการทำกรรมดี เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิตตนเอง การคิดใคร่ครวญในเรื่องที่เป็นอริยะ สิ่งประเสริฐสูงสุดอันเป็นความจริงตาม “กฎธรรมชาติ” ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” นี้ คือ ความจริงอันประเสริฐที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตามเป็น “อริยบุคคล” ได้ อย่าไปหลงบ้าระเริงและเพลิดเพลินกับโลกให้มากนัก เวลาของชีวิตมันมีน้อยทุกวินาที เมื่อเรียนรู้ศึกษาอย่างเข้าใจอย่างถูกต้องดีแล้ว ก็ให้น้อมนำมาใช้ปฏิบัติจริงกับชีวิต เพื่อให้เห็นมรรคผลอย่างแท้จริง ไม่ใช่อ่านตะพึดตะพือเรื่อยไป ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เสียเวลาเปล่าๆ ก็ขอเรียนเชิญให้ลงมือปฏิบัติให้เห็นความสำเร็จจริงๆ ตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงให้ได้ คนที่คิดจริง ทำจริง ไม่นิ่งนอนใจ แต่มั่นใจ จะทำอะไรในโลกนี้ ย่อมทำได้จริง และเห็นมรรคผลจริง ไม่ผิดพลาดจากอริยสัจจธรรมอันเป็น “หลักการแห่งธรรมชาติ” ที่อธิบายความจริงที่ครอบจักรวาลได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเฉพาะประเด็น อันคับแคบ เป้าหมายการปฏิบัติธรรมจึงมุ่งเน้น “ความเป็นสากลแห่งพระนิพพาน” นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – อภิญญาเทสิตธรรมเพื่อความตรัสรู้

 

โดยนัยแห่งความตรัสรู้นั้น คือ “รู้แจ้ง” หมายถึง รู้แจ้งใน “อริยสัจจ์ ๔” คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” หรือ “ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องโดยปริยายว่า กิจหน้าที่ในทางปฏิบัติในองค์ธรรมอริยสัจจ์แต่ละองค์นั้น ประกอบด้วย “ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” ไม่ใช่เข้าใจเพียงแค่คำว่า “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” แล้วก็ดับไปเฉยๆ ไม่เกิดความต่อเนื่องสัมพันธ์กับปัจจัยในหลักธรรมอื่นๆ อาการแบบนี้ เรียกว่า “หมดความคิดในธรรมพอดี” [ไม่เกิด “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม หรือได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ด้วยรู้แจ้งใน “ธรรมจักร” นั่นคือ อาณาจักรธรรมหรือธรรมทั้งปวงโดยปราศจากข้อสงสัย ที่เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์] ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี ก็คือ การเกิดกระบวนการคิดที่ถูกวิธี [โยนิโสมนสิการสัมปทา] นั่นคือ ความฉลาดคิดแยบคายให้ (๑) “เห็นความจริง” [อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์] และ (๒) “หาประโยชน์ได้” [เกิดปัญญาอันเป็นประโยชน์แก่ตน กับเกิดกรุณาอันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น] ไม่ใช่การคิดไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไร้จุดเป้าหมายที่เป็นประโยชน์ ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “มีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมาย” แปลว่า วันๆ หายใจอยู่อย่างไร้ค่า เพราะไม่มีความคิด [ปัญญา = ญาณทัสสนะ–ญาณ นั่นคือ ปัญญาในสมาธิ ๑ ปัญญาในวิปัสสนา ๑ หมายถึง ต้องเป็นผู้ใฝ่ในธรรมเพื่อความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ให้ได้] กล่าวโดยย่อ ถ้าคิดแล้วไม่เห็นประโยชน์ในปัจจุบันกับอนาคตแล้ว อย่าไปคิดให้เสียสมองโดยเปล่าประโยชน์ เช่น คิดไปว่าพวกมดกินข้าวต้องตีกลองเพลหรือเปล่า เถียงกันโต้แย้งกัน จนเกิดทิฏฐิแรงกล้าไม่ยอมกันและกัน แล้ววิวาททะเลาะกันโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหัวข้อที่ยกสู่ประเด็นเป็นเรื่องอ่อนปัญญา เบาปัญญา หรือ ทรามปัญญา นั่นเอง เอาเวลาที่คิดนั้น มาพิจารณาลมหายใจเข้าออกของตนยังจะดีกว่า แล้วค่อยดักดูว่าสมองมันคิดอะไรที่เป็นประโยชน์ ไม่เปล่าให้คิดในเรื่องไร้สาระไม่มีแก่นสารอันเป็นประโยชน์ต่อชีวิต คือ ให้คิดในทางกุศลและสร้างสรรค์ ต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยความเมตตากรุณา ไร้ความพยาบาทหรือเบียดเบียนกัน ย่อมเจริญแน่นอน แม้จะคบเจอคนชั่ว มันก็กลัวรัศมีแห่งปัญญาความคิดเช่นนั้นได้เหมือนกัน ในการหายใจเข้ากับหายใจออก ก็ให้ตรวจสอบว่า “ใจ” [Mind] มันแกว่งไหวไปทางไหน สัดส่ายลงเหวหรือขึ้นภูเขา ก็ให้ใจนั้นไม่หวั่นไหว เป็นสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวที่อินทรีย์ทั้ง ๖ เป็นอยู่ กำหนดเพ่งเอาเอง ว่าจะคิดในเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างไร ให้มันเห็นแจ้ง สว่าง สงบ ขึ้นในใจอีกเช่นกัน ใจที่ว่านี้ ก็คือ “สมอง” [Brain] ก็จะทำหน้าที่เก็บความจำและประมวลความคิดเก่ากับความคิดใหม่มารวมกัน กลายเป็นความคิดต่อยอดขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่หมดความคิดต่อยอดอะไรก็ไม่ได้ แต่อย่าลืมว่า ต้องตั้งสมมติฐานหรือจุดหมายปลายทางอะไรเอาไว้ ก่อนที่จะคิดในเรื่องนั้นๆ เช่นเดียวกับการเขียนเค้าโครงงานวิจัยว่าจะทำอะไรในเรื่องนั้นๆ มีจุดหมายชัดเจน

 

อนึ่ง ชาวตะวันตกที่เป็นสังคมศิวิไลซ์แล้ว ไม่พากันอยู่อย่างไร้จุดหมายในแต่ละวัน ต้องคิดวางแผนไว้เสมอ ไม่ใช้ชีวิตที่คอยเป็นไปตามปัจจัยภายนอก [สิ่งแวดล้อม–ธรรมชาติ] หรืออิทธิพลจากสังคมภายนอก ให้เข้ามากำหนดแนวทางชีวิตมากเท่าไหร่ แต่มนุษย์นั้นต้องวางแผนเอาชนะธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่สุจริต ในทางพระพุทธศาสนานั้น ให้เอาชนะธรรมชาติภายในตน คือ “เอาชนะใจตนเอง” ไม่ให้จิตวิญญาณมันคิดไปบ้าๆ บอๆ โดยวิปริตหรือวิปลาสไป ให้นึกคิดมุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลางแห่งธรรม ๓ ประการ ไว้ก่อนจะปลอดภัย เพราะเป็นธรรมเครื่องในการดับทุกข์ทั้งปวง ดังนี้

(๑) “อริยสัจจ์ ๔” คือ สภาวะที่เป็นจริงโดยประเสริฐยิ่ง เป็นธรรมชาติแห่งสากลในสรรพสิ่ง [Universality of Realities] เห็นสภาพแห่งทุกข์ เห็นสาเหตุแห่งทุกข์นั้น เห็นภาวะที่ปลอดทุกข์ และเห็นแนวทางในการดับทุกข์ เทียบเคียงได้กับ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาระลึกชาติได้และแยกรูปแยกนามได้

(๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” คือ เห็นองค์ประกอบแห่งสภาวธรรมทั้งหลายมารวมกันแล้วเป็นทุกข์ แล้วเห็นวิธีที่จะดับเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นได้ [Dependent Genesis] นั่นคือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” รวมทั้ง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม เทียบเคียงได้กับ “จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาเห็นสัตว์เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม และเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย [เห็นความเกิดกับความดับแห่งสภาวธรรมตามเป็นจริง “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” ด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา”]

(๓) “ไตรลักษณ์” คือ เห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ตามอาการลักษณะอันเป็นสามัญที่ประเสริฐยิ่ง เป็นไปกฎแห่งธรรมชาติตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” [Universality of Nature] นั่นคือ (๑) ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตา (๒) ความทุกข์แห่งทุกขตา (๓) ความไม่ใช่ตัวตนแห่งอนัตตตา ไม่ว่าจะเป็น “สังขตธรรม” หรือ “อสังขตธรรม” ก็ตาม คือ ย่อมรู้เห็นอย่างยอดเยี่ยม ย่อมมีข้อปฏิบัติอันยอดเยี่ยม และย่อมรู้ถึงความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เทียบเคียงได้กับ “อาสวักขยญาณ–สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาตรัสรู้ [ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย] และเห็นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

ด้วยเหตุนี้ ในการประชุมรวมกันของหลักใหญ่ทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” [ดีพรั่งพร้อมประกอบด้วยปัญญา = “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” อันเป็นปัญญาในพระอรหัตตผลเพราะเกิดปัญญาเห็นผลโดย “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยปัญญาแตกฉาน เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕ อันเนื่องจากการประพฤติใน “อนุปัสสนา ๗” ให้ถึงพร้อมในปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา ๑ ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑ นิพพิทานุปัสสนา ๑ วิราคานุปัสสนา ๑ นิโรธานุปัสสนา ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ๑ ตามลำดับ แล้วเกิด “ปฏิสัมภิทา ๔” จากสมุฏฐานนี้) คือ มีปัญญา “รู้เห็น–หยั่งรู้” ตามที่เป็นจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ” นั่นคือ ปัญญาในสมาธิสัมปยุตต์ด้วยปัญญาในวิปัสสนา] ข้อพึงระวัง เมื่อรู้เข้าใจถึงขั้นนี้แล้ว ยังไม่ลงมือปฏิบัติจริง ระวังจะสติฟั่นเฟือนไปเป็นอื่นได้ สงบระงับกรรมนั้นด้วย “สัมมาสมาธิ” น่ะ จะบอกให้ นี่ถือเป็นคนไทยด้วยกันเฉยๆ หรอก จึงบอกเตือนกันว่า อ่านแล้วต้องลงมือทำจริงด้วย อย่าอ่านเฉยๆ ให้รกสมองเปล่าๆ จะดีไหมพี่น้อง อย่างไรก็ตาม “อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญา

เห็นแจ้งตามเป็นจริง นั่นคือ มีปัญญาเห็นนามรูปแห่งเบญจขันธ์โดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” หมายถึง การเพ่งลักษณะอันเป็นสามัญแห่งสภาวธรรม ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และ ผล ดังนี้

(๑) “วิปัสสนา” คือ พินิจสังขารโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ “อนัตตตา–อนิจจตา–ทุกขตา”

(๒) “มรรค” คือ ยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ ดับฆ่ากิเลสด้วย “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค”

(๓) “ผล” คือ เพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็น “สุญญตะ–อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ (อนัตตตา–อนิจจตา–ทุกขตา)” [อรหัตตผล–สัมมาญาณ = โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล] และ เห็นลักษณะอันเป็น “สัจจภาวะของนิพพาน” [อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ] ด้วยการเจริญ “ปัจจเวกขณญาณ (ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒ และ มีคุณ ๑๙ ประการ)” กับ “อาสวักขยญาณ (มีอาการ ๖๔)” ในระดับขั้นนิพพานนี้ แยกออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

 

“นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ” [วิมุตตานุตตริยะ–การพ้นอันเยี่ยม (ข้อ ๓ ในอนุตตริยะ ๓)]

 

อย่างไรก็ตาม ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมหวนมาพิจารณาถึงการประพฤติปฏิบัติตามเส้นทางไปสู่พระนิพพานได้ ที่เรียกว่า “วิเวกกถา” อันเป็นฝ่ายสมถะ [วิชชา ๓] ที่จะต้องมาสัมปยุตต์กับวิปัสสนา [ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ] ซึ่งจะเป็นขั้นตอนถึง “ความรู้แจ้ง–ปัญญารู้ชัด” ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้” [ปัจจเวกขณญาณ–โลกียญาณ กับ อาสวักขยญาณ–โลกุตตรญาณ] ตัวจิตที่เป็นผู้วิปัสสนาให้รู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริงนั้น คือ “อภิญญาเทสิตธรรม” หรือ ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรคที่ทำให้เกิด “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘” ในประเด็นนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากมองข้ามความสำคัญไป แล้วไปเป็นงงจนอาจถึงขั้นเลิกเจริญภาวนาได้ เพราะมีความรู้สึกว่ายากแสนยากรู้ผลได้ยากอีกต่างหาก [วิจารณ์: ความจริงต้องโทษตัวเองที่มีกิเลสหนาเกินไป] ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) หมายถึง “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” สำหรับในวาระว่าด้วย “วิเวกกถา” นี้ เป็นเรื่อง “อภิญญาเทสิตธรรม” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–มรรคมีองค์ ๘] ที่สัมปยุตต์ด้วย “มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีโวสสัคคะ ๕” เรียกว่า “มีนิสัย ๑๒” โดยหลักธรรมทั้ง ๕ แต่ละองค์นั้น ประกอบด้วยสภาวธรรมใน ๕ ระดับ และสัมปยุตต์กับ “อภิญญาเทสิตธรรม–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ในแต่ละหลักธรรม ฉะนั้น ในการประมวลผลทางปัญญาจึงต้องใช้เวลานานเป็นพิเศษ กว่าจะคิดได้ครบทุกองค์ธรรม แต่ให้พิจารณาในภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐาน นอกเหนือจากความเข้าใจด้วยการอ่านการฟังในธรรมวิเศษนี้ จนเกิด “สุตมยญาณ” [สุตมยปัญญา] ดังนี้

 

(๑) “วิกขัมภนวิเวก [วิราคะ–นิโรธ–โวสสัคคะในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึง “ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” ขึ้นไป ๑

(๒) “ตทังควิเวก [วิราคะ–นิโรธ–โวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ [ละ “ญาณในธรรมไม่อุปการะแก่สมาธิ ๘” ด้วย “ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘”] โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

(๓) “สมุจเฉทวิเวก [วิราคะ–นิโรธ–โวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญ “โลกุตตรมรรค” อันให้ถึงความสิ้นไป ๑

(๔) “ปฏิปัสสัทธิวิเวก [วิราคะ–นิโรธ–โวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะ “โลกุตตรผล” [สัมมาญาณ]

(๕) “นิสสรณวิเวก [วิราคะ–นิโรธ–โวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็น “นิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ] คือ นิพพาน ๑

 

 

ว่าด้วย วิเวกกถา

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 780–785 FILE 69)

 

[A] การเจริญภาวนาในอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างนี้แล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

[“พีชคาม” หมายถึง “พืช ๕” อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่า “พีชคาม” ชื่อว่า “ภูตคาม” คือ ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ “บ้านของภูตคือเทวดา”]

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๘) เจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๒) สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๓) สัมมาวาจา มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๔) สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๕) สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๖) สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๗) สัมมาสติ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๘) สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

 

หมายเหตุ

บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ คือ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ ย่อมเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น

บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือ เป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น

บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี นั่นคือ จิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี และมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น

ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่า “เป็นที่อาศัย” [นิสสยะ = นิสสยปัจจัย คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย] เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น แล้ววิวัฏฏ์ ๓ รอบกับธรรม ๔ คือ วิเวก ๕ วิราคะ ๕ นิโรธ ๕ โวสสัคคะ เท่ากับ ๑๒ คือ “นิสัย ๑๒”

โวสสัคคะ [ความสละ] มี ๒ อย่าง คือ (๑) ปริจจาคโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการสละ] คือ การละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค และ (๒) ปักขันทนโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการแล่นไป] คือ การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค  

 

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้

 

 

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวาจามีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้

 

 

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕  

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวาจา มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

 

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสติมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสติมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ นี้

 

ฉะนั้น สัมมาสติ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

 

[B] การเจริญภาวนาในอินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย  

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง พละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน  ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

[C] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยอินทรีย์ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สตินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สตินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สตินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย 

 

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

[D] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยพละ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สติพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธิพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธาพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 วิริยพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สติพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

 

ปัญญาพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

[E] การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยโพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗  ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน 

(๕) เจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

จบ ว่าด้วย วิเวกกถา ----------

 

 

ฉะนั้น ในการประมวลผลปัญญาทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในระบบสมองอันมีบาทฐานมาจาก “อภิญญาเทสิตธรรม–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [ปัญญาในสมาธิ] นั้น จะไปสัมปยุตต์กับ “ปัญญาในวิปัสสนา” โดยตรง นั่นคือ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” [เพื่อป้องกันสติฟั่นเฟือน ก็ให้จับหลักอยู่ที่โสฬสญาณไว้ก่อน แต่ถ้ามีอินทรีย์แก่กล้าดีพร้อมแล้ว ก็ให้ทบทวนถึงขั้น “ญาณสัมปยุตต์” กับหลักธรรมอื่นๆ อันจะเป็น “สัมปยุตตธรรม” หรือ “สามัคคีธรรม” แห่งธรรมทั้งปวงเพื่อความตรัสรู้สัมโพธิญาณ] เพราะฉะนั้น ความตรัสรู้สัมโพธิญาณนั้น จึงต้องประกอบด้วย (๑) “มถพละ–เจโตวิมุตติ” (๒) “วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” และสัมปยุตต์ด้วย “อภิญญาเทสิตธรรม–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” โดยมีหลักธรรม “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ดังนั้น ความตรัสรู้จัดเป็นปัญญาในโลกุตตรธรรม ซึ่งหมายถึง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” กับ “โลกุตตรธรรม ๙” รวมเป็น ๔๖ องค์ธรรม และรวมกับ “อาสวักขยญาณ” อีก ๑ กลายเป็น ๔๗ องค์ธรรม ที่จะเกิดขึ้นในสภาวะแห่งความตรัสรู้สัมโพธิญาณ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม ๔๗” เพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหมด ให้ทบทวนองค์ธรรมย่อยต่างๆ ดังนี้

 

“โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค หรือ “เอกายนมรรค” หมายถึง ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

 

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” [ปราโมทย์] นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

“โลกุตตรธรรม ๙” หมายถึง ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง “โลกุตตรภูมิ” คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] ข้อนี้ในบาลีที่มาเรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ ระดับที่ไม่ถูกจำกัด ดังนี้

 

[] “อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย] ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ] ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด] ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย] ได้หมด

 

[] “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

[] “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้

ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ”

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ”

 

๕๕. อรรถกถา อาสวักขยญาณุทเทส

ว่าด้วย อาสวักขยญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 148–149 FILE 68)

 

(๑) คำว่า “จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ” คือ “ด้วยอาการ ๖๔” ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผล ละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔

 

(๒) คำว่า “ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ” คือ “อินทรีย์ ๓” ความว่า ในอินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ (๑) “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” [อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ] (๒) “อัญญินทรีย์” [อินทรีย์ คือ อัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ–สกทาคามิมัคคญาณ–สกทาคามิผลญาณ–อนาคามิมัคคญาณ–อนาคามิผลญาณ–อรหัตตมัคคญาณ] (๓) “อัญญาตาวินทรีย์” [อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ]

 

(๓) คำว่า “วสิภาวตา ปญฺญา” คือ ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ แห่ง “อัญญาตาวินทรีย์” นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วย “สามารถแห่งอินทรีย์ ๘” ใน “อรหัตตผล” คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค

 

(๔) บทว่า “อาสวานํ ขเย ญาณํ” คือ “ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย” ความว่า “อรหัตมรรคญาณ” อันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว

 

จบ ว่าด้วย อาสวักขยญาณ ------------------------------------

 

 

ด้วยเหตุนี้ ในการเข้าถึงอย่างรู้แจ้งแทงตลอด [อธิคม–ปฏิเวธ] ในธรรมทั้งปวง คือ “ความตรัสรู้” นั้น คือ ปรีชาสามารถในสัมปยุตต์ธรรมทั้งหลายเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔] ซึ่งจะมีสัมปยุตตธรรมรวมกันเป็น “โลกุตตรธรรม ๔๗” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันและดับไปพร้อมๆ กัน เพื่อเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ที่เรียกว่า “สุญญตา–ความว่างเปล่า” อันไม่มีภาวะแห่งการเกิดดับ ชื่อว่า “อมตธาตุ” [บรมธรรม] ฉะนั้น ในความเข้าใจเชิงทฤษฎีนี้ เป็นความรู้ชัด จนเป็น “ปัญญา” [สุตมยปัญญา] และเป็น “ญาณ” [สุตมยญาณ] อันเกิดจากการค้นคว้าศึกษาวิจัยธรรมนี้ [ปรโตโฆสะ] แล้วทำการประมวลความนึกคิดอย่างถูกหลักถูกวิธี [โยนิโสมนสิการ–ธัมมัฏฐิติ–ปัจจัยธรรม] ซึ่งจะเป็นการสั่งสม (๑) ปัญญาบารมี–ระดับสามัญ (๒) ปัญญาอุปบารมี–ระดับรอง หรือ (๓) ปัญญาปรมัตถบารมี–ระดับสูงสุด ก็ขึ้นอยู่กับการประกอบความเพียรในส่วนของบุคคล [วิริยารัมภะ–ชาคริยานุโยค] แต่ไม่ใช่ว่า ยิ่งปฏิบัติธรรมเข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นมรรคผลสักที เกิดอาการหมั่นไส้ ขัดเคืองใจ จิตไร้มุทิตาด้วยบังเอิญ [อรติ] ก็ไม่อยากเห็นใครได้ดีกว่าตน อติมานะ” ว่า ‘เราดีกว่าเขา’]  ก็ให้ระงับโทสะเสียด้วย เพราะเป็นเรื่องกรรมใครกรรมมันอันเป็นไปตามเจตนา นั่นเอง ให้คิดเสียว่า “คบเพื่อนฉลาด ดีกว่าคบคนโง่เป็นเพื่อน” ทำใจ ยกใจ ประคองใจ ให้สูงเป็นอริยะเข้าไว้ เพราะเป็นเส้นทางที่ตนกำลังจะเดินไปเส้นทางนั้นอีกไม่นาน ฉะนั้น ทักษะการจำแนกแจกธรรมได้อย่างชำนาญ เป็นเรื่องฝึกตนเองได้ เพราะต้องใช้สมองในการจดจำองค์ความรู้ต่างๆ ให้ได้หมดอย่างเป็นระเบียบ คือ ข้อธรรมย่อยที่ปฏิบัติสัมพันธ์ไปในแนวเดียวกันกับหลักธรรมในระดับที่สูงขึ้นไป จนไปถึงข้อสรุปลงที่ คำว่า “พระนิพพาน” ซึ่งแนวคิดปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” [ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน] แล้วทำให้สิ่งนี้ คือ “วิถีชีวิตอย่างแท้จริง” ยิ่งมีปัญญาความรู้สะสมพอกพูนด้วยอริยมรรคมากเท่าไหร่ โอกาสในการเข้าถึงความตรัสรู้ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4705585