๑๙. เนื่องด้วยสภาวะแห่งปรากฏการณ์ธรรมชาติ

        Because of the States of Natural Phenomena

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1182  

 

ความสำคัญของบทความ

 

กาลสมัยทางสังคมที่ผู้ปฏิบัติธรรมดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นนั้น ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความนึกคิด ที่เรียกว่า “โลกทัศน์–วิสัยทัศน์–กระบวนทัศน์–ความเชื่อ–ความศรัทธา” ที่มีต่อความนึกคิดของตนเอง และความเลื่อมใสต่อพระศาสนาในขณะเดียวกัน หลักแนวทางถือข้อปฏิบัติอันยิ่งในการบำเพ็ญภาวนาใน ๔ ด้าน ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา นั้น เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งในธรรมที่เป็นปัจจัยอันเป็นเหตุให้ธรรมอื่นๆ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน เรียกว่า (๑) “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ” [ฝ่ายเหตุปัจจัย] ส่วนธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกันในขณะสมัยนั้นๆ เรียกว่า (๒) “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ผ่ายผลวิบาก] ในภาวะแห่งธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายข้างต้นนี้ เรียกว่า (๓) “ตถตา” คือ “สัจจธรรม” แต่ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมวิวัฒน์พัฒนาปัญญาด้วยการบำเพ็ญภาวนาโดยถูกหลักธรรมตาม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ดีพร้อม สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมแล้ว ย่อมมีโอกาสถึงคุณอันใหญ่แห่ง “โลกุตตรธรรม” นั่นคือ มีสามารถด้วยความตรัสรู้ซึ่ง “อริยสัจจ์ ๔” [สัจจะ ๔] ซึ่งเรียกว่า “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” [อาสวักขยญาณ] จนถึง “อรหัตตผล” และ “อรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “วิมุตติญาณ” คือ ปัญญาแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาและกองทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ มีปรีชาสามารถอธิคมรู้แจ้งใน “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ได้ องค์ความรู้สูงสุดยิ่งโดยปรมัตถ์ดังกล่าวนี้ พุทธบริษัททั้งหลายตั้งสังวรระวังให้ถือเป็นข้อปฏิบัติอันนำไปสู่ “กระแสแห่งอริยมรรค” ให้ได้ การเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่แค่การบริจาคทานเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นแค่เพียงกระพี้เปลือกนอก ที่ทำให้เกิด “ภาวการณ์หลงบุญ” [หลงใหลงมงาย = อวิชชา] เพราะหนักๆ เข้า เกิดอาการปปัญจธรรม [ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ดังนั้น ขั้นตอนการใช้เหตุผลประกอบกับปัญญา [สัมปชัญญะ–วิปัสสนา–ญาณ] ที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปฏิจจสมุปปันนธรรม–ปัจจยาการ–ตถตา” [ธัมมัฏฐิติญาณ–ธัมมฐิติญาณ] จึงเป็นด่านสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรม พึงต้องเข้าถึงคุณวิเศษนี้ให้ได้ด้วยตนเอง อย่ารอช้า.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – เนื่องด้วยสภาวะแห่งปรากฏการณ์ธรรมชาติ

 

ความรู้เห็นและความความเข้าใจอย่างถูกต้องตามเป็นจริงด้วยกำหนดแห่งธรรมดานั้น ย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่จะกลายเป็นองค์ประกอบภายในบุคคลผู้ปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก โดยให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน หรือในอีกนัยหนึ่ง คือ เกิดความสอดคล้องในวิถีดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม โดยการผสมผสานกันระหว่างภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ ไม่ใช่มีความเห็นเป็นอย่างหนึ่ง กับมีความนึกคิดตริตรึกไปในอีกทางหนึ่ง คือ แยกกันคนละทาง ซึ่งหมายความว่า ศึกษารู้ความจริง แต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ ในภาวะดังกล่าวนี้ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ในการปฏิบัติธรรมเลย เพราะมีชีวิตไม่สัมพันธ์กันกับหลักธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ในพิจารณาถึงประเด็นสำคัญอันเป็นปัจจัยทำให้ผู้ใฝ่ในกุศลธรรม จำต้องนึกคิดตรึกอยู่กับการเสียสละความสุขส่วนตัว อันเป็นเรื่อง “ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” [ปปัญจธรรม ๓] แล้วออกบวชแห่งเนกขัมบารมี เลิกคำนึงตรึกอยู่กับเรื่องผลกำไรขาดทุนในการประกอบอาชีพ เยี่ยงอย่างคนสามัญธรราดา ไปครองตนอยู่ในการประพฤติสมณเพศ อันถือว่า บุคคลผู้จะมีคุณสมบัติกลายเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอันสุดรอบแห่งชีวิตนี้ ฉะนั้น ตราบใดบุคคลแห่งนรชนผู้นั้น จำต้องครองวิถีชีวิตเป็นฆราวาสอยู่ ย่อมจะหลุดพ้นจาก “มิจฉาทิฏฐิ” [ความเห็นผิด] ได้ยากมากที่เดียว คือ รอดปลอดภัยและปลอดโปร่งจากโยคธรรมได้ยาก ยกตัวอย่าง เช่น “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เช่น เห็นว่า “ผลบุญผลบาปไม่มี–บิดามารดาไม่มี–ความดีความชั่วไม่มี” เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด ที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง เป็นต้น นั่นคือ มนุษย์ย่อมมีชีวิตด้วยความประมาทได้เสมอ ที่เรียกว่า “ปมาทะ” คือ ความไม่มีสติรอบคอบ ความเป็นอยู่อย่างขาดสติ ความเผลอ ความเลินเล่อเผลอสติ ความปล่อยปละละเลย ความไม่ระมัดระวังที่จะทำเหตุแห่งความผิดพลาดเสียหาย และยังละเลยโอกาสที่จะทำเหตุแห่งความดีงามและความเจริญ อนึ่ง “อภิชฌา–พยาบาท–มิจฉาทิฏฐิ” นั้น และที่เรียกว่า  “มิจฉาทิฏฐิ” นั้น หมายถึง ความเห็นผิดจากคลองธรรม ๑ เพราะมีความคิดขัดเคืองด้วยอรติ คิดประสงค์ร้ายต่อผู้อื่น คิดร้ายเขา คือ “พยาบาท” และเพราะความอยากได้ด้วยกามสุขหรือกามคุณ ละโมบคอยจ้องอยากได้ของเขา คือ “อภิชฌา” ในภาวะแห่งจิตตามสภาพดังกล่าวนี้ ย่อมหมายถึง “อกุศลจิตตุบาท” คือ จิตอกุศลเกิดขึ้น ความคิดชั่ว หรือจิตสหรคตด้วย “อกุศลเจตนา” คือ เจตนาที่เป็นอกุศล ความตั้งใจชั่ว ความคิดชั่ว นั่นเอง ซึ่งน้อยคนมากที่จะคิดได้ทันการในอกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะต้องหากินไม่ว่าจะเป็นไปในทางสุจริตหรือทุจริตก็ตาม ฉะนั้น โอกาสที่ “มโนทุจริต” จะเข้ามาปริยุฏฐานครอบงำยำยีจิตใจผู้คนนั้น มีได้ง่ายตลอดเวลาทุกขณะจิตก็ว่าได้ อย่าเผลอก็แล้วกัน การปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐานแรกสุดแห่งการสมาทานศีลไว้ในตน จึงเป็นวินัยหรือวัตรอันพึงต้องประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อดัดนิสัยอันคุ้นเคยกับกิเลสด้วยพื้นจิตในทุกระดับ ให้ระงับข่มกดไว้ในบางโอกาส ไม่ใช่ขาดสะบั่นหลุดพ้นจากกิเลสได้ง่ายๆ ดังใจนึกคิดเสียเมื่อไหร่ นั่นคือ “อินทรียสังวรศีล” คือ ควบคุมจิตเจตนาไม่ให้ไปปรุงแต่งอารมณ์ที่ผ่านเข้าในอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่ให้ก่อกรรมชั่ว แต่เป็นกรรมดี หรือ “ศีลคือความสำรวมอินทรีย์” ถ้าขั้นแรกนี้ก้าวไม่ออกได้ดี ก็คงก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้ยากเหมือนกัน

 

ฉะนั้น การบังคับควบคุมจิตใจไม่ให้คิดชั่วทำชั่วนั้น จึงเริ่มต้นให้ระลึกถึงคุณธรรมพื้นฐานและข้อประพฤติปฏิบัติที่สมควรเป็นไปตามอันภาพที่เป็นจริงแห่งสัจจภาวะแห่งพุทธะให้ได้ สมาทานศีลให้อยู่เป็นปกติด คือ มีความประพฤติสะอาดบริสุทธิ์จนกลายเป็นศีลวัตรอันประเสริฐยิ่งให้ได้ ที่เรียกว่า “อธิสีลสิกขา” คือ ปฏิบัติ ฝึกอบรมตนให้บริสุทธิ์จากบาปกรรมทั้งหลายด้วย “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” ดังนั้น ความสะอาดบริสุทธิ์แห่งกายกรรมกับวจีกรรมด้วยศีลอันยิ่งนั้น อันจะกลายเป็นบาทฐานไปสู่การวิวัฒน์พัฒนาด้วยจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ประเสริฐยิ่งด้วย “อธิจิตตสิกขา” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] อันเรียกว่า “จิตประภัสสร” [รูปาวจรกุศลจิตแห่งจตุตถฌานสหรคตด้วย “อุบกขา–เอกัคคตา” คือ จิตตามสภาพดั้งเดิม ไม่ใช่จิตสับสนอยู่กับ “วิถีจิต” ที่เรียกว่า “ภวังคจิต” เพราะเป็นจิตยังใช่งานไม่ได้ ไม่มีสติกับสัมปชัญญะที่ผ่านการขัดเกลาจากกิเลสแล้ว ที่เรียกว่า “จิตปราศจากนิวรณ์” ด้วยอำนาจแห่งสมถะหรือฌานสมาบัติ] เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีศีลบริสุทธิ์เป็น “อธิศีล” สัมปยุตต์ด้วย “อธิจิตต์” จิตที่ปฏิสังยุตด้วยคุณธรรมแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า (๑) “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] และ (๒) “องค์ฌาน ๖” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] รวมทั้ง (๓) “ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘” [เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อวิเขกปะ–อาโลกสัญญา–ธรรมววัตถาน–ญาณ (ฌาน)–ปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง (ฌานสมาบัติ–อาเนญชา กับ ญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย) = ญาณทัสสนะแห่งสมถพละ–ญาณแห่งวิปัสสนาพละ] ในธรรมทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวนี้ ก็จะกลายเป็นพื้นฐานหรือบาทฐานในวิปัสสนาภูมิ [การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจด้วยการเพ่งลักษณะแห่งไตรลักษณ์ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” นั่นคือ “สัมมสนะ” แปลกันว่า “พิจารณา” หรือ รู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจะ–ทุกขะ–อนัตตา” อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลังอ่อน ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป] เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมก้าวสู่วิปัสสนาภูมิได้อย่างถูกต้องตามคลองธรรม ไม่ประกอบด้วย “ทุจริต ๓” ทั้งหลาย นั่นคือ ความประพฤติชั่ว–ความประพฤติไม่ดีมี ได้แก่ (๑) “กายทุจริต” คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย (๒) “วจีทุจริต” คือ ประพฤติชั่วด้วยวาจา และ (๓) “มโนทุจริต” คือ ประพฤติชั่วด้วยใจ อีกนัยหนึ่ง บุคคลผู้ละในทุจริตทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ได้ เรียกว่า “ผู้ประกอบด้วยโมนะแห่งมุนี” [โมนะ คือ ปัญญาญาณเป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไปแห่งพระอรหันต์ หรือที่เรียกว่า “โมเนยยะ ๓” คือ ธรรมเครื่องทำความเป็นมุนีหรือปราชญ์มุนี ได้แก่ โมเนยยธรรมทางกายโมเนยยธรรมทางวาจาโมเนยยธรรมทางใจ] ดังคำบรรยายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นหลักกลางๆ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมาทานเป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่งให้เข้าถึง “กระแสแห่งอริมรรค” [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–มรรคญาณ] ให้ได้ หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เรื่องเฉพาะพวกเทวดาจะทำได้เท่านั้น แต่มีไว้ให้สาธุชนผู้ใฝ่ในกุศลและคุณธรรมทั้งหลาย พึงประพฤติปฏิบัติได้จนบรรลุอธิคมปฏิเวธถึงอริยสัจจธรรมทั้งหลายได้ ส่วนในรายละเอียดปลีกย่อยที่เกิดขึ้นกับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย] อนึ่ง ในพระสัตถุสาสน์แห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์ [ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์] นั้น เป็นภาระสำคัญที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรับผิดชอบตนเองและเข้าไปให้ถึง “สัจจภาวะแห่งอธิคมธรรม” คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ [อุตตริมนุสสธรรม: ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรค–ผล บางทีเรียกให้ง่ายว่า “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ” ส่วนผู้ไม่มีฐานะแห่งอธิคมในคุณวิเศษดังกล่าวนี้ แล้วมีวาทะว่าตนได้บรรลุถึงแล้วนั้น เรียกว่า “อวดอุตตริ” คือ ต้องอาบัติปาราชิกแห่งสมณเพศฐานะนั้นไปได้โดยปริยาย ไม่ต้องไปขึ้นศาลใดๆ ทั้งสิ้น] ทั้งหลายนั้น ก็จงตั้งอธิษฐานมั่นในอริยธรรมและทำให้ได้ด้วยตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน นอกจากนี้ ให้พึงสำรวมระวังใน “ปปัญจะ ๓” [ปปัญจธรรม ๓]  ให้ได้ ดังนี้

 

“ปปัญจะ ๓” หมายถึง กิเลสเครื่องเนิ่นช้า กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ถ้ากรณีมาครบเครื่องชั่วชุดใหญ่ เรียกว่า “จิตตอุปกิเลส ๑๖” ได้แก่

(๑) “ตัณหา” [ฉันทะ] คือ ความทะยานอยาก ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา ก็ให้พิจารณาถึง ธรรม ๒ คือ (๑) ตัณหา ๓: กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา ๑ และ (๒) ตัณหา ๖:  รูปตัณหา–อยากได้รูป ๑ สัททตัณหา–อยากได้เสียง ๑ คันธตัณหา–อยากได้กลิ่น ๑ รสตัณหา–อยากได้รส ๑ โผฏฐัพพตัณหา–อยากได้โผฏฐัพพะ ๑ ธัมมตัณหา–อยากในธรรมารมณ์  

(๒) “ทิฏฐิ” คือ ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน ความยึดติดในทฤษฎี หลักการ ระเบียบ กฎเกณฑ์ เป็นต้น ถือความคิดเห็นเป็นความจริง ก็ให้พิจารณาถึง ธรรม ๒ คือ (๑) ทิฏฐิ ๒: สัสสตทิฏฐิ–ความเห็นว่าเที่ยง ๑ อุจเฉททิฏฐิ–ความเห็นว่าขาดสูญ ๑ และ (๒) ทิฏฐิ ๓: อกิริยทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ ๑ อเหตุกทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่มีเหตุ ๑ นัตถิกทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่มี ๑

(๓) “มานะ” คือ ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียม หรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ ก็ให้พิจารณาถึง ธรรม ๑ คือ มานะ ๓: มานะ–ความถือตัวอยู่ภายใน โดยมีตัวตนที่ต้องคอยให้ความสำคัญ ที่จะพะนอจะบำเรอจะยกจะชูให้ปรากฏหรือให้เด่นขึ้นไว้ อันให้คำนึงที่จะแบ่งแยกเราเขา จะเทียบ จะแข่ง จะรู้สึกกระทบกระทั่ง ๑ อติมานะ–ความถือตัวเกินล่วง โดยสำคัญตนหยาบรุนแรงขึ้นเป็นความยกตัวเหนือเขา ดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น ๑ โอมานะ–ความถือตัวต่ำด้อย

 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงที่ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่นั้น พอเห็นการอธิบายข้อธรรมในหลักธรรมต่างๆ นั้น มักเกิดอาการฟั่นเฟือน เป็นภาวะแห่งปปัญจธรรมดังกล่าวข้างต้น เพราะไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลในธรรมทั้งหลาย ที่เข้ามาประชุมรวมกันเป็นเพียงหนึ่งเดียว แล้วดับเสื่อมสลายไป เหลือต่างความว่างเปล่า หาสาระที่พึ่งไม่ได้ [อนัตตตา] ต่างในทางปฏิบัติจริงในชีวิตตามคลองธรรมนั้น ไม่สามารถน้อมนำมาใส่ตนและประพฤติได้จริง เรียนรู้เพื่อจะรู้ให้เกิดมานะหยิ่งผยองใน ๓ ทิศทาง มากกว่าจะนำมาถือปฏิบัติได้จริง รู้แค่ภาคทฤษฎี ไม่สามารถถือปฏิบัติได้จริง ให้เกิดมรรคผล โดยอยู่ในอัตภาพฐานะที่จะเห็นปาฏิหาริย์ตามพระสัตถุสาสน์อันน่าอัศจรรย์ได้ ในการศึกษาค้นคว้าธรรมและปฏิบัติธรรมตามเป็นจริงนั้น มีความแตกต่างจากระบบการศึกษาทางโลก ที่เป็นพฤติกรรมน่าเป็นห่วงด้วยปปัญจธรรมทั้ง ๓ ประการ เพราะเป็นเรื่องจิตมีเจตนาปรุงแต่งอารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามากระทบในจิต  ให้เกิดความนึกคิดเป็นไปในใจ ทั้งที่มันไม่เป็นจริง แต่ก็มักคิดด้วยความพึงพอใจ จนติดใจ [ฉันทราคะ] พวกเขาทั้งหลายเป็นแบบนี้กันทั้งโลก ไม่ใช่ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียวหรอก โดยเฉพาะการศึกษาที่มีการวัดผลด้วยคะแนนเชิงพฤติกรรม สร้างปัญหาให้จิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาลจนถึงปริญญาเอก เพราะประกอบด้วยจิตสหรคตด้วย “ปปัญจะ ๓: ตัณหา [ฉันทะทิฏฐิ–มานะ” ยิ่งสูงขึ้นไป ก็ยิ่งมีจิตใจทรุดโทรมหนักขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะต้องไปแข่งขันกับสัตว์ [ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับสังสารจักรแห่งวัฏฏะ] ตัวอื่นๆ ในสังคม ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากสัตว์ที่ฉลาดแข็งแรงทั้งกายและปัญญา ย่อมเสวยสุขเหนือสัตว์อื่นๆ ได้ ให้พิจารณาอารยธรรมแห่งหมากับแมวก็ได้ เวลาให้อาหารสัตว์เหล่านั้น ตัวที่แข็งแรงกว่าย่อมได้รับอภิสิทธิ์เหนือตัวที่อ่อนแอกว่า คนส่วนใหญ่ก็ทำเหมือนอย่างสัตว์ เพราะมีชีวิตเหมือนกัน ระบบการศึกษาทางโลกได้รับตามค่านิยมทางสังคม ว่าเป็นสิ่งที่ตกลงและยอมรับกันทั้งสังคม พวกที่โง่เขลากว่า ย่อมเป็นผู้เสียโอกาสตั้งแต่เกิด ก็ให้ยอมรับเกณฑ์เกณฑ์ทางสังคมนี้ให้ได้ มิฉะนั้น ก็กลายเป็นตัวปัญหาทางสังคมไป ที่มีกฎหมายควบคุมพฤติกรรมอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับเล่ห์เหลี่ยมของคนโกงที่เรียกว่า “คนพาล–คนชั่ว–มหาโจร” อย่าลืมกฎธรรมชาติของการดำรงชีวิตที่เป็นเรื่องจริง คือ ธรรมจำแนกคนออกเป็น ๒ ฝ่าย ในเบื้องต้นพื้นฐาน (๑) “อกุศลธรรม” กับ (๒) “กุศลธรรม” คนดีกลายเป็นโจรมีเยอะมากมายทุกสังคม คนชั่วกลับได้รับการยอมรับว่าดี เพราะมีเงินและอำนาจที่เอื้องอำนวยในการทำชั่วได้ดีกว่าคนอื่นๆ สภาวะทางสังคมดังกล่าวนี้ ในอนาคตยิ่งมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ให้พิจารณาสังคมอนาคตที่เป็นซากอารยธรรมที่สังคมบ้านเราจะต้องก้าวไปเป็นเช่นนั้น  คือ ความกดดันสูงในชีวิตที่จะอยู่ได้ในสังคมที่พัฒนาแล้ว [ไม่รู้มันพัฒนากันอย่างไร] ที่เด็กๆ นักเรียนที่คิดมากไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษาต้องฆ่าตัวตายจากโลกนี้ไป หรือคนล้มเหลวในการประกอบอาชีพ ต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมากยิ่งขึ้น เช่น สถิติการฆ่าตัวตายของนักเรียนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รุกรามมาถึงสิงคโปร์ เป็นต้น ถ้าผู้ปฏิบัติไม่คิด มันก็ไม่มีอะไร อะไรจะวางได้ ก็ให้วางมันเสีย ถือไว้มันหนักมือ หนักสมองเปล่าๆ แต่มันเป็นเรื่องจริง ที่คนในสังคมสมัยใหม่กำลังเผชิญกันจริงจัง หนีไม่พ้นหรอก เพราะมันเป็น “สภาวธรรม” ที่เกิดในชีวิตจริง มันอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้รู้เท่าทันสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่พวกนักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมด้วย “ทฤษฎีไร้ระเบียบ” [Chaos Theory] แต่ในทางธรรมอธิบายโดย “หลักปฏิจจสมุปบาท” [ธัมมัฏฐิติญาณ–ธัมมฐิติญาณ–ธมฺมฐิติญาณํ (ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ได้แก่ ญาณในปัจจยาการ)แม่นยำกว่า แล้วทำไม ผู้ถือตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ยอมศึกษาวิจัยพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ให้เกิดปัญญาแตกฉานดีพร้อมแล้ว ค่อยถือตนเป็นผู้รู้แจ้งโลกทีหลัง ทั่งที่เรื่องนี้เป็นความจริง แต่พวกเราพากันละเลยเข้าป่าเข้ารกพงไพร ที่เรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” พอป่วยใกล้จะตายค่อยหันหน้าเข้าวัด หาพระหาเจ้า กลัวตกนรกในคราวปรโลกข้างหน้า เมื่อพากันยอมทำตนเองให้มีชีวิตตกอยู่ในภูมิแห่งวิตกสงสัยมากมายเช่นนี้ เลยไม่ได้ดีสักอย่าง แล้วจะเอาอะไรกันเพราะใกล้ตายกันแล้ว

 

ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางธรรมนั้น เป็นการหนีจาก “ปปัญจธรรม ๓” [ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] กิเลสเครื่องเนิ่นช้าให้เกี่ยวข้องอยู่กับโลกธรรมแห่งวัฏฏะ เป็นการแข่งเอาดีเพื่ออยู่กับกระแสโลกธรรม ที่มีวิถีชีวิตสืบเนื่องในสังสารทุกข์ [ชีวิตสันตติ] คือ เป็นการเอาดีทางโลกียะ ไม่ใช่ทางธรรม เพื่อการหลุดพ้นจากกิเลสและกองปวงทั้งปวง ซึ่งเป็นการเอาดีทางโลกุตตระ [วิวัฏฏะ] โดยให้เลือกทางโลกียะด้วยกุศลธรรม หรือการเข้าถึงธรรมทั้งปวงอันเป็นกุศล [อัพยากตธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม = สมธรรม] ย่อมเป็นการปฏิเสธด้วย “ธรรมปฏิปักษ์ต่อสังกิเลสธรรม” [สังกิเลส: ความเศร้าหมอง ความสกปรก สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ธรรมที่อยู่ในหานภาค คือในฝ่ายข้างเสื่อม ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้ตกต่ำเสื่อมทราม เช่น อโยนิโสมนสิการ–อคติ–ตัณหา–มานะ–ทิฏฐิ–อวิชชา โดยเฉพาะรวมถึง ชาติ–ชรามรณ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “ทุกขตา” คือ สภาพแห่งทุกข์] ด้วยการถือมั่นปฏิบัติด้วย “สัมมาปฏิปทาแห่งโวทานธรรม” [โวทาน: ความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว การชำระล้าง การทำให้สะอาด ธรรมที่อยู่ในวิเสสภาค คือ ในฝ่ายข้างวิเศษ ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไป จนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์ เช่น โยนิโสมนสิการ–กุศลมูล–สมถะและวิปัสสนา–ตลอดถึง–นิพพาน หรือ “สมธรรม” คือ ธรรมแห่งความสงบอันปฏิสังยุตด้วย ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ศีลวินัย–สังวร–อวิปปฏิสาร–เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อวิเขกปะ–อาโลกสัญญา–ธรรมววัตถาน–ญาณ (ฌาน)–ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ–ยถาภูตญาณทัสสนะ–นิพพิทา–วิราคะ–วิมุตติ–วิมุตติญาณทัสสนะ–อนุปาทาปรินิพพาน] ฉะนั้น ในพุทธโอวาท ข้อ ๓ คือ “สจิตฺตปริโยทปนํ” แปลว่า “ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์” หมายถึง การชำระจิตให้สะอาดหมดจดบริสุทธิ์จากนิวรณธรรมทั้งปวง ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน นั่นคือ วิวัฒน์จิตใจอันบริสุทธิ์จากนิวรณ์ ก้าวไปสู่ปัญญาอันบริสุทธิ์ที่ตั้งอยู่ด้วยสมุฏฐานแห่งสมถพละ ได้แก่ “อุเบกขา” กับ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” โดยเริ่มจาก (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” หมายถึง การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ ๘ นั่นคือ รูปฌาน ๔–และ–อรูปฌาน ๔ [ปัญญาในสมาธิ = ญาณทัสสนะ–วิชชา ๓] ไปสู่ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” หมายถึง การเพ่งลักษณะเกี่ยวกับนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ ได้แก่ วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล [ปัญญาในวิปัสสนา = ญาณ–ญาณ ๑๖–ญาณในวิปัสสนา]

 

ฉะนั้น การได้ปัญญาทั้งหลายมานั้น ย่อมเกิดจากการเจริญภาวนา หรือการบำเพ็ญเพียรในสมถะกับวิปัสสนา ไม่ใช่จากการศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกเพียงทางเดียวเท่านั้น เพื่อให้เข้าถึง “ภาวนาปัญญา” [โลกียะ–โลกุตตระ] ซึ่งได้อาศัยสมุฏฐานในเหตุอันเกิดจาก “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” อีกส่วนหนึ่ง นั่นคือ (๑) “ปรโตโฆสะ–สุตมยปัญญา” หมายถึง เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะ การสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร กับ (๒) “โยนิโสมนสิการ–จินตามยปัญญา” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย นั่นคือ “หลักการคิดตามปฏิจจสมุปบาท” [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท เพื่อให้เกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ด้วยเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริงโดยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมดับไปเป็นธรรมดา” หรือเรียกว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาในการกำหนดปัจจัย)–ทิพพจักขุญาณ”] สำหรับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักธรรมชาติที่เป็นจริง [ยถา ปชานํ] ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ” นี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา จะเริ่มต้นอย่างถือผิดพลาดคลาดเคลื่อนจาก “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ความเป็นสากลแห่งอริยะประเสริฐยิ่ง [Universality]ทฤษฎีแห่งสากล Universal Theory] ๑ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้น เส้นทางที่ถือปฏิบัติอยู่นั้น เป็นเรื่องความเห็นที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงโดยวิปริต [ปฏิสังยุตด้วย อนิจจสัญญา–สุขสัญญา–อัตตสัญญา –สุภสัญญา = ญาณวิปปยุตต์ หมายถึง ไม่ประกอบด้วยปัญญาคมชัดอันรู้รอบทั่วโดยทำโยนิโสมนสิการในการมนสิการกรรมฐานให้มากสมบูรณ์บริบูรณ์ นั่นคือ มีความเข้าใจผิดด้วย “มิจฉาทิฏฐิ” ประกอบอยู่ในความรู้เห็นคลาดเคลื่อน ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ได้แก่ วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุขวิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม] แทนที่จะเป็นปัญญาอันบริสุทธิ์ รู้เห็นหรือเห็นเข้าใจตามสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง เพราะหมั่นมนสิการกรรมฐาน [อนุปัสสนา ๗: อนิจจานุปัสสนา = “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว ๑ ทุกขานุปัสสนา =  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส ๑ อนัตตานุปัสสนา = “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก ๑ นิพพิทานุปัสสนา = “ติกขปัญญา” คือ  ปัญญาคมกล้า ๑ วิราคานุปัสสนา = “วิบูลปัญญา” คือ  ปัญญากว้างขวาง ๑ นิโรธานุปัสสนา =  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา = “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ ๑ ตามลำดับ] ด้วยทำกุศลกรรมโดยโยนิโสมนสิการสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงโดยไตรลักษณ์ [ปัญญาเห็นธรรมอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ คือ ปัญญาแตกฉานใน “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ๑ ซึ่งเป็นปัญญาของพระอรหันต์ ที่สามารถต่อยอดปัญญาไปถึง (๑) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา กับ (๒) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง] สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือ เป็นเรื่องปัญญาทั้งสิ้นตามหลักธรรม “มัชฌิมาปฏิปทา” [ไตรสิกขา –อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔] ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจักต้องไม่เกิดความเห็นที่คลาดเคลื่อนเป็นอื่นจากนี้

 

ในบรรดากระบวนการสร้างปัญญาหรือการแสวงหาความรู้แห่งมวลมนุษยชาตินั้น พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นต้นแบบผู้เป็นเอกบุคคลและผู้ล้ำเลิศด้วยปัญญาประเสริฐสูงสุดแห่งยุคสมัยไม่มียกเว้น เพราะพระธรรมคำสอนของพระองค์ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกาลเวลาแต่ประการใด [กาลิโก] ซึ่งเรียกว่า สัจจภาวะแห่งความจริงอันเป็นอริยะ–โลกุตตระ–ประเสริฐดีเยี่ยม หาข้อธรรมใดๆ ในโลกนี้มาเป็นปฏิปักษ์ข้อขัดแย้งได้ไม่ ในประเด็นข้อญัตติพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่นัยแห่งโลกบัญญัติพากันหรือชักชวนกันเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาสนอง มวลเหล่า “ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” แห่งตนหรือกลุ่มตนไม่ การมีวาทะสรรเสริญดังเช่นนี้ หาสมุฏฐานปฏิสังยุดด้วยอคติไม่ [อคติ: ฐานะอันไม่พึงถึง ทางความประพฤติที่ผิด ความลำเอียง มี ๔ คือ ฉันทาคติ–ลำเอียงเพราะรัก ๑ โทสาคติ–ลำเอียงเพราะชัง ๑ โมหาคติ–ลำเอียงเพราะเขลา ๑ ภยาคติ–ลำเอียงเพราะกลัว ๑] นั่นคือ พระศาสดาประการศาสนาโดยไม่ครั่นคร้าม [Self–Confidences] ต่อบรรดาลัทธิใดๆ นอกพระพุทธศาสนาในครั้นกาลยุค [อัญญเดียรถีย์: ผู้ถือลัทธินอกพระพุทธศาสนา รวมทั้งบรรดานักบวชผู้ปริพาชกและชฏิล] นั้น ด้วยพระปรีชาแห่งเวสารัชชญาณอย่างแกล้วกล้า [Intrepidity] ดังนี้

 

“เวสารัชชะ ๔” [เวสารัชชญาณ] หมายถึง ความไม่ครั่นคร้าม ความแกล้วกล้าอาจหาญ พระญาณอันเป็นเหตุให้ทรงแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม โดยนัยว่า พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่า ใครก็ตาม จักทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะเหล่านี้ คือ  

(๑) “สัมมาสัมพุทธปฏิญญา” เพราะกำราบปรัปวาททั้งหลายสงบลงได้โดยชอบธรรม ด้วยอรรถว่า: “ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้” [พระศาสดาตรัสรู้ด้วยสัพพัญญูญาณ ว่าไม่จริง] คำปรัปวาทนี้ สบประมาทพระสัทธรรมด้วยแสดงข้อโต้แย้งใน “สัทธา ๔” ได้แก่ (๑) “อาคมนสัทธา” คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี (๒) “อธิคมสัทธา” คือ ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ (๓) “โอกัปปนสัทธา” คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง (๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

(๒) “ขีณาสวปฏิญญา” เพราะกำราบปรัปวาททั้งหลายสงบลงได้โดยชอบธรรม ด้วยอรรถว่า: “ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น” [พระศาสดาบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง ว่าไม่จริง] คำปรัปวาทนี้ สบประมาทพระสัทธรรมด้วยแสดงข้อโต้แย้งใน “ตถาคตโพธิสัทธา” เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

(๓) “อันตรายิกธรรมวาทะ”เพราะกำราบปรัปวาททั้งหลายสงบลงได้โดยชอบธรรม ด้วยอรรถว่า: “ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง” [คนทำชั่ว ย่อมไม่ได้ชั่ว ว่าไม่จริง] คำปรัปวาทนี้ สบประมาทพระสัทธรรมด้วยแสดงข้อโต้แย้งใน (๑) “กัมมผลสัทธา” คือ เชื่อกรรมและผลของกรรม และ (๒) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “นิยยานิกธรรมเทศนา”เพราะกำราบปรัปวาททั้งหลายสงบลงได้โดยชอบธรรม ด้วยอรรถว่า: “ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง” [คนทำดี ย่อไม่ได้ดี ว่าไม่จริง] คำปรัปวาทนี้ สบประมาทพระสัทธรรมด้วยแสดงข้อโต้แย้งใน (๑) “กัมมผลสัทธา” คือ เชื่อกรรมและผลของกรรม และ (๒) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

 

ในบรรดาคำปรัปวาทไร้ศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัยทั้งหลายเหล่านั้น เกิดขึ้นจากความด้อยวาสนาในการจะเข้าถึงได้ด้วย “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” โดยเห็นสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงในธรรมชาติ ไม่ใช่ตามที่ตนถือทิฏฐิอันคลาดเคลื่อนจากความจริง ด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมดับไปเป็นธรรมดา” [ปัญญาในพระโสดาปัตติมัคคญาณหรือธัมมัฏฐิติญาณด้วยธรรมฐิติ] ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกที่จะเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคในพระสัทธรรม [พระศาสนา–การประพฤติพรหมจรรย์] นี้ ถ้าปัญญานี้ไม่เกิดขึ้นในบุคคลผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย ก็นับได้ว่า: “ได้ถึงคราวฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ที่จะได้บรรลุโลกุตตรธรรมได้” [อภัพบุคคล] ผู้ได้อาการนี้สมบูรณ์ดีแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า “อันธพาลปุถุชน” หรือ “อัสสุตวาปุถุชน” คือ “ชนผู้ไร้การศึกษาพระธรรม” ได้อย่างถูกต้องโดยธรรม ไม่ประพฤติตามหลักข้อปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา” [ปรมัตถปฏิปทา] หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลัก สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักการนั้นๆ กล่าวโดยย่อในประเด็นนี้ คือ บุคคลผู้อยู่ในลักทธินอกพระพุทธศาสนานั้น ยังเข้าไม่ถึง “ทิฏฐิสัมปทา” [สัมมาทิฏฐิ] คือ ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ยังไม่ถึงพร้อมด้วย “ทิฏฐิวิสุทธิ–ทิฏฐิสัมปทา” ดังนี้

 

(๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” หมายถึง (๑) ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ = ธัมมัฏฐิติ (ปัญญาในการกำหนดปัจจัย)] (๒) ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ [สัจจานุโลมิกญาณ] (๓) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยมรรค ๔ [มัคคญาณ] (๔) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยผล ๔ [ผลญาณ]

 

(๒) “ทิฏฐิสัมปทา” หมายถึง ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๓) การบวงสรวงย่อมมีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๕) โลกนี้มีอยู่ (๖) โลกอื่นมีอยู่ (๗) มารดามีอยู่ (๘) บิดามีอยู่ (๙) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๑) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ความเห็นด้วย: (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง–ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

ในข้อสมุฏฐานนี้ ก็ไม่แตกต่างกับบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมที่ก้าวเริ่มด้วย “ทิฏฐิ” [ความเห็นถือผิด] อันแรงกล้าด้วยกิเลสปริยุฏฐานในจิตคอยปิดกั้นโอกาสให้เข้าถึงคุณธรรมได้ คือ ผู้มีจิตเปรอะเปื้อนด้วยนิวรณ์ [ชนผู้หลงทิศ] ไม่มีเหตุไม่มีผล [อวิชชา] ไม่มีสติสัมปชัญญะ [ผู้เสียทรงเสียสติ] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุถุชนผู้ถือมั่นว่าตนเลิศล้ำด้วยปัญญาหางอึ่งแห่งโลกียะ เช่น สำเร็จการศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัย    สำคัญตนผิดในปัญญาความรู้ที่คับแคบมาก ดังนี้

 

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้–ความไม่ตามระลึก–ความไม่หวนระลึก–ความระลึกไม่ได้–อาการที่ระลึกไม่ได้–ความไม่ทรงจำ–ความเลื่อนลอย–ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้–ความไม่เห็น–ความไม่ตรัสรู้–ความไม่รู้โดยสมควร–ความไม่รู้ตามความเป็นจริง–ความไม่แทงตลอด–ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง–ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ–ความไม่พินิจ–ความไม่พิจารณา–ความไม่กระทำให้ประจักษ์–ความทรามปัญญา–ความโง่เขลา–ความไม่รู้ชัด–ความหลง–ความลุ่มหลง–ความหลงใหล–อวิชชา –โอฆะคืออวิชชา–โยคะคืออวิชชา–อนุสัยคืออวิชชา–ปริยุฏฐานคืออวิชชา–ลิ่มคืออวิชชา –อกุศลมูลคือโมหะ

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สติ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธิ นั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง– ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นผู้เรียนรู้ได้เอง จึงเป็นเรื่องยากลำบากทั้งระบบทางโลก และในทางธรรมก็เช่นกัน ยิ่งยากเป็นหลายร้อยเท่า เพราะคนส่วนใหญ่ถูกอบรมสั่งสอนกันมาผิดๆ ด้วยไร้ปัญญา คือ ความไม่รู้จริงในธรรม ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กับ–กัมมัสสกตาสัทธา จึงเป็นสมุฏฐานอันผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงด้วย “กฎธรรมชาติ” [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา หรือพระอภิธรรมปิฎกทั้งปวง] หรือ ความจริงอันประเสริฐอย่างยิ่งแห่งอริยธรรม [อริยธรรม ๔: อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ] กล่าวโดยย่อ ผู้คนส่วนใหญ่มีความชินความคุ้นเคยกับสิ่งที่ผิดๆ จนเกิดเป็นอุปนิสัยใจคอประจำตัว แล้วจะมีใครปรารถนาดีมาชี้ทางที่ถูกต้องให้ดำเนินชีวิตได้ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่รู้ไปแสวงหาผู้มีปัญญาเป็นเพื่อนแท้แห่งกัลยาณมิตตา ดังนี้ ปุถุชนส่วนใหญ่จึงดำเนินชีวิตด้วยความประมาทไม่รู้จักสิ้นสุดในสังสารวัฏฏ์ นั่นคือ เจอแต่ของปลอม จนคิดว่าเป็นของแท้ แม้ศาสนาก็เป็นสัทธรรมปลอม ก็มีเยอะกลาดเกลื่อนในสังคม แต่ถ้าจะมีชีวิตเพียงแค่รอวันตายข้างหน้า ก็ให้เลิกอ่านบทความนี้ ตรงนี้ ขณะนี้ ดีกว่า เสียเวลาไปคิดชั่ว ทำชั่ว เป็นการสร้างความระคายเคืองแก่ซาง [โรคชนิดหนึ่งเป็นแก่เด็กเล็ก คือ มีเม็ดขึ้นในปากคอ หรือลิ้นเป็นฝ้า] เปล่าๆ มากกว่า ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องสร้างแรงผลักดันด้วยขวัญกำลังใจให้เกิดแก่ตนไม่ขาดสาย ที่เรียกว่า “ศรัทธาและฉันทะอันแรงกล้า” [รู้จริงและพยายามทำให้เห็นจริงตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระศาสดา] นอกจากนี้ ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมผู้เจริญแล้วนั้น เข้าใจอย่างถูกต้องว่า ตนกำลังก้าวย่างอยู่ในเขตอริยะแล้ว [กระแสงแห่งอริยมรรค] ไม่ใช่เรื่องขี้ๆ อันไร้สาระ อันไร้ประโยชน์ ในชีวิตแต่ประการใดอีกแล้ว เพราะคำว่า “อริยะ~” [Excellent Universality] นั้น ย่อมหมายถึง ความเป็นสากลแห่งสัจจธรรมทั้งหลาย อันไม่จำกัดอยู่เฉพาะทางโลกียะ [สังขตธรรม–สมมติสัจจะ] แต่ครอบงำไว้ในโลกุตตระ [อสังขตธรรม–ปรมัตถสัจจะ] อันหมายถึง “พระบรมธรรมแห่งนิพพาน” [อารมณ์แห่งพระอรหันตขีณาสพเจ้า] ด้วยอรรถแห่งนัยนี้ จึงขอให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาความจริงโดยปรมัตถ์ในคำว่า “อริยะ~” หรือ “ประเสริฐ~” ดังนี้

 

 

ว่าด้วย อริยะ–ประเสริฐ [แห่งพระตถาคตเจ้า]

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 147–149 FILE 12)

 

ในคำเหล่านั้น คำว่า “ประเสริฐ” คือ “ปราศจากอุปกิเลส–บริสุทธิ์อย่างยิ่ง” คำว่า “อย่างยิ่ง” คือ “สูงสุด” ก็ “ศีล” นับแต่ “ศีล ๕” เป็นต้น ตลอดถึง “ปาฏิโมกขสังวรศีล” ชื่อว่า “ศีลเหมือนกัน” ส่วน “ศีลที่ประกอบด้วยโลกุตตระ–มรรค–และ–ผล” ชื่อ “บรมศีล”

 

คำว่า “เรา (ไม่เห็น) ในศีลนั้น” มีอรรถว่า “เราไม่เห็นบุคคลผู้เสมอ ๆ ของตน ได้แก่บุคคลผู้เสมอกับเราด้วยศีล อันเสมอด้วยศีลของเรา แม้ในศีล แม้ในบรมศีลนั้น”

 

คำว่า “เราเอง ยิ่งในศีลนั้น” คือ “เราเท่านั้นเป็นผู้สูงสุดในศีลนั้น”

 

ถามว่า: “ตรัสไว้ในไหน”

ตอบว่า: “ในอธิศีล”

 

คำว่า “อธิศีล” อธิบายว่า อธิศีลนี้ เป็น “อุดมศีล” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบันลือสีหนาทนี้เป็นครั้งแรก ดังนี้

 

คำว่า “เป็นผู้กล่าวเกลียดชังด้วยตปะ” คือ “บุคคลที่ติเตียนตบะ” ในคำนั้น “ความเพียรใด ย่อมเผา (กิเลสฉะนั้น “ความเพียร” นั้น ชื่อว่า “ตปะ” นั้น เป็น “ชื่อของความเพียรที่เผากิเลส” ฉะนั้น “ตปะ” นั้น ย่อมเกลียดกิเลสเหล่านั้น เหตุนั้น “ตปะ” นั้น “ชื่อความเกลียดชัง”

 

ในบทว่า “อริยะ อย่างยิ่ง” นี้ ความว่า ชื่อว่า “อริยะ” เพราะ “ปราศจากโทษ–ความเกลียดชังด้วยตปะ” กล่าวคือ ความเพียรด้วยวิปัสสนาเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวัตถุมีอารมณ์ ๘ ประการ [วิโมกข์ ๘] “ชื่อความเกลียดชังด้วยตปะ” นั้นเอง

 

“ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคและผล” ชื่อว่า “ยอดเยี่ยม” ความเกลียดชังในบทนี้ว่า “อธิเชคุจฺฉํ” เป็น (๑) ความเกลียดชัง (๒) ความเกลียดชังอย่างอุดม ชื่อว่า “อธิเชคุจฺฉํ” เพราะฉะนั้น พึงเห็นอรรถในบทนั้นอย่างนี้ว่า คือ “อธิเชคุจฉะ” โดย “เราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งในอธิเชคุจฉะ” นั้น มีอธิบายแม้ใน “ปัญญาธิการ” ใน “กัมมัสสกตาปัญญา” [จุตูปปาตญาณ] และ “วิปัสสนาปัญญา” [ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติ–ทิพพจักขุญาณ] ชื่อว่า “ปัญญา”

 

“ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคและผล” ชื่อว่า “ปรมปัญญา” ในคำว่า “อธิปญฺญํ” นี้พึงทราบว่าเป็นลิงควิปัลลาส [คำเรียกเป็นไวพจน์อื่น] อรรถในบทนั้นมีอย่างนี้ คือ ชื่อว่า “อธิปัญญานี้ใด เราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งในอธิปัญญานั้น”

 

ใน “วิมุตตาธิการ” มีอรรถดังนี้ “ตทังควิมุตติ” [หลุดพ้นด้วยองค์นั้นๆ] และ “วิกขัมภนวิมุตติ” [หลุดพ้นด้วยข่มไว้] ชื่อว่า “วิมุตติ”  ส่วน “สมุจเฉทวิมุตติ–ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ–และ–นิสสรณวิมุตติ” [หลุดพ้นด้วยตัดขาด–หลุดพ้นด้วยสงบระงับ–และ–หลุดพ้นด้วยสลัดออกได้ (นิพพาน)] พึงทราบว่า “เป็นปรมวิมุตติ” ก็ในบทนี้ว่า “ยทิทํ อธิวิมุตฺติ” มีอรรถว่า “อธิวิมุตตินี้ใด เราผู้เดียว เป็นผู้ยิ่งในอธิวิมุตตินั้น”

 

จบ ว่าด้วย อริยะ–ประเสริฐ -----------------------------------------

 

 

ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้ปฏิบัติธรรมตัดสินใจด้วยศรัทธาเลื่อมใสปสาทะในพระสัทธรรมนี้ อันเกี่ยวเนื่องในนัยแห่งอริยะอย่างยิ่งและประเสริฐสูงสุด จึงเป็นโอกาสทองแห่งชีวิตที่จะได้บรรลุถึงโลกุตตรธรรมได้ ถ้าถือประพฤติปฏิบัติถูกคลองธรรม หรือสมควรแก่ธรรมอย่างจริงจัง ไม่ละเลยด้วยอวิชชา ที่จะข้ามไปฝากฝั่งโน้น จากวัฏฏสงสารไปนิพพาน ที่เรียกว่า “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” ดังนี้ 

 


ภาพประกอบ ๑
: ภาพองค์รวมตามนัยสัจจภาวะแห่งพุทธะ

 

 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่สืบเนื่องอยู่ใน “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” [พระนิพพาน] นั้น ก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องง่ายสามัญกับทุกคนผู้ปฏิบัติธรรม โดยไม่มีข้อยกเว้นอะไรเลย “กาลเวลา” [ชาติ] กับ “ความเพียร” [ปัญญา–ปฏิปทา] เป็นปัจจัยสำคัญในการพิสูจน์การบรรลุโลกุตตรธรรมในพระวินัยนี้ ซึ่งหมายถึงกระบวนการคิดในภูมิแห่งวิปัสสนา โยนิโสมนสิการ” ด้วยการใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “จินตามยปัญญา” โดยมีภูมิปัญญาสะสมจาก “ปรโตโฆสะ–สุตมยปัญญา” เพื่อให้เกิด “ภาวนามยปัญญา”] ที่สัมปยุตต์ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย โดยหมายเอา “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ในภูมิของจตุตถฌานเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดปัญญาในสมาธิด้วย “วิชชา ๓” ได้แก่ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ปัญญาระลึกชาติได้ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ปัญญาเห็นการจุติและการปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งกรรมของตน (๓) “อาสวักขยญาณ”  คือ ปัญญาทำให้อาสวะทั้งหลายสิ้นไป กับ ปัญญาในวิปัสสนาด้วย “ญาณก่อนวิปัสสนาญาณ ๓”  [ญาณ ๓ ใน โสฬสญาณ หรือ ญาณ ๑๖] ได้แก่ (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ปัญญาแยกรูปแยกนามได้ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ปัญญาเห็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ (๓) “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ ปัญญาใน ๓ คู่ นี้ ต้องเกิดประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมมาโดยชอบธรรม ที่มีปรีชาสามารถบรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” [จิตประภัสสร: อุเบกขา–เอกัคคตา] นั่นคือ “วิชชา ๓” เป็นกำลังแห่งอินทรีย์ทำให้เกิดรู้เห็น [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ ปัญญารู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง] ด้วยญาณในวิปัสสนา คือ “ญาณ ๓” [ยถาภูตญาณ คือ ปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมตามเป็นจริง] ในเบื้องต้นแห่งวิปัสสนาภูมิ ปัญญาทั้งในฝ่ายสมถะกับฝ่ายวิปัสสนานี้ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย นั่นคือ “หลักปฏิจจสมุปบาท” คำตอบนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็เหมือนว่าง่ายๆ เป็นสามัญวิสัย ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนเกิดความประมาทปัญญา และเป็นสมุฏฐานให้อกุศลธรรมกลุ้มรุมจิตและปัญญา จนเกิดวิปลาสมีความคิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งโดยหลักการแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหาข้อสรุปและย่อยความคิดนั้นให้เกิดปฏิภาณไหวพริบด้วยตนเอง [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] มากกว่าที่จะมีคนอื่นคอยสรุปให้ เพราะในบางครั้ง การให้ที่ง่ายเกินไป ย่อมไร้ค่ากับบุคคลผู้ไร้ปัญญา เช่นเดียวกับ ผู้หญิงที่ยอมเสียตัวให้กับผู้ชายง่ายเกินไป หรือในทางกลับกัน หญิงหรือชายนั้น ย่อมถูกประเมินค่าต่ำ หรือเป็นคนใจง่าย [เปรียบเช่น ดอกไม้ริมทาง หรือ ดอกกะทือริมทาง ภาษาปากทางอีสาน เรียกว่า “กระถิน” เอาไปทอดที่ไหนก็ได้ สั่งได้ เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะเสียแล้ว] ก็เนื่องจากไม่รู้จักคิดให้มันรอบคอบ ไม่มีจิตปลอดภัยไว้ก่อน คือ สามัญสำนึก– จารณญาณ  [อย่าไปคิดว่าให้ทานหมามันกิน] ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็อย่าพากันประมาทในปัญญา ทั้งของตนเองและผู้อื่น เป็นเด็ดขาด [ไม่มีจิตสหรคตด้วยปปัญจธรรม คือ เนรคุณปัญญาผู้อื่นเขา] ดังภาพประกอบข้างล่างนี้

 


ภาพประกอบ ๒
: โยนิโสมนสิการแห่งปัญญาในสมาธิกับปัญญาในวิปัสสนา

 

 

ในการพิจารณาพร้อมด้วยปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงได้นั้น ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” คือ อาณาจักรธรรม ก็ใช่ว่าจะเป็นสาธารณ์แก่คนทุกคนได้ บางคนอาจต้องคิดอีกหลายๆ ชาติในชีวิตสัตติแห่งภวจักร [สังสารทุกข์แห่งวัฏฏะ ผู้ที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏะได้ คือ พระอรหันตขีณาสพ เท่านั้น บุคคลอื่นไม่อยู่ในฐานะเช่นนี้ได้] ในการหมั่นเพียรหรือประกอบความเพียรด้วย “วิริยารัมภะ” [ชาคริยานุโยค: การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป] นั้น ก็คือ “มนสิการกรรมฐานให้มาก ทำบ่อยๆ อย่างสืบเนื่อง ให้บริบูรณ์สมบูรณ์ พอกพูนด้วยอริยมรรค” ไม่ใช่กินข้าวเสร็จ แล้วก็นั่งทำตาเหลือก ก็หมดก็ความคิดไป ทิ้งเวลาไปวันหนึ่งๆ เท่านั่นเอง [หมาลวงเอาความคิดไปกินหมด–หมากินความคิด: The dogs have already had their ideas.] แปลว่า “สิ้นคิดสมบูรณ์แล้ว บริบูรณ์แล้ว ไม่เป็นอย่างอื่นด้วยญาณสัมปยุตต์” [อโยนิโสมนสิการ] ฉะนั้น ในการมนสิการกรรมฐานในแต่ละวันเวลานั้น จึงต้องอาศัยสมาธิขั้นสูงละเอียดประณีต เพื่อย่อยปัญญาให้งอกเงยขึ้นมาใหม่ ถือเอาเป็นประโยชน์ในการต่อยอดปัญญาขึ้นเรื่อยๆ โดยปัญญาแตกฉานแห่งปฏิภาณ มันต่างจากการนั่งฟังเพลงดูมหรสพ อันเป็นข้อห้ามแห่งศีลวัตรในพระธรรมวินัยนี้ เพราะมีกิจแห่งสมณะหรือพุทธบริษัทอีกมากพึงกระทำมากกว่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน อันไม่ใช่กิจของสงฆ์โดยพระวินัยปิฎกทั้งปวง [ให้ลูบคลำด้วยอธิศีล ไม่ใช่ไปลูบคลำอย่างอื่น อันนำภัยวิบัติมาสู่ตน คือ ทุศีลแห่งทิฏฐิวิบัติได้ พากันรับศีลบ่อยๆ แล้วไม่น้อมนำใส่ตนไปปฏิบัติ มันเสียเวลาเปล่าๆ ถึงแม้มันไม่หนักกระบาลใครก็ตาม ด้วยวาทะแห่งพระสัทธรรม

 

สำหรับ “กระบวนการต่อยอดทางปัญญา” นั้น คนไทยยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญในมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา [Intellectual Property] ซึ่งจะกลายเป็น “ปัญญาประดิษฐ์” [Artificial Intelligence] การต่อยอดปัญญาในยุคความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ พัฒนไปมากอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น “หุ่นยนต์เทียบเท่ามนุษย์” [Humanoid Robots] ซึ่งกำลังเป็นกระแสกดดันวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคศตวรรษนี้ เพราะอุตสาหกรรมขั้นสูงบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องว่าจ้างมนุษย์ให้ทำงานอีกต่อไป [คือ เป็นแบบโรงงานผีสิง เครื่องจักรหุ่นยนต์ทำงานเอง เช่น โรงอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบตลาดการเงินและการธนาคาร เป็นต้น สำหรับคนไทยเฉพาะ การแก้ดวงหรือสะเดาเคราะห์นั้น ต้องอาศัยหมอเวทมนต์จอมขมังเวทย์อยู่  เพราะติดต่อกับเทพเทวดาโดยตรง หุ้นยนต์ไม่น่าเชื่อถือในเรื่องนี้ คนไทยไม่ศรัทธาเพราะเป็นวิทยาศาสตร์มากเกินไป สะเทือนซางกันเปล่าๆ เพราะขัดแย้งกับมรดกชาวบ้าน คือ ความงมงายเชิงวัฒนธรรมแห่งชาติก็ว่าได้ เพราะได้ปลูกฝังถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว เช่น การขอเลขหวย หาฤกษ์ เป็นต้น ก็ถึงขั้น ถ้าพระไม่บอกหวย ไม่ยอมใส่บาตรกัน] นั่นคือ ระบบทำงานทุกอย่างนั้น ก็สามารถดำเนินการไปตามชุดคำสั่งในซอฟท์แวร์ปฏิบัติการได้ จนเกือบถึงขั้นสมบูรณ์แบบทุกประการ แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็คือมนุษย์อยู่ดี ที่ยังไม่วิวัฒน์ปัญญาไปสู่ภาวะประเสริฐสุดเยี่ยมแห่งอารยธรรมที่ศิวิไลซ์สูงสุด เพราะมนุษย์ยัง ตดเหม็น เยี่ยวเหม็น ขี้เหม็น เหมือนเดิม ไม่หอมเช่น เยี่ยวชะมด [ยาหอม] หรือ เยี่ยวอูฐ [ยาดม] ผู้ปฏิบัติผู้เจริญแล้ว ก็อย่าไปเอาพวกมนุษย์มาเป็นสาระสำคัญในชีวิต มีแต่เรื่องเดือดร้อนตามมา ไม่สงบวิเวกอะไรเกิดขึ้น ไปถือเทวดา [พระอรหันตขีณาสพผู้สิ้นกิเลสอาสวะหมดแล้ว] มาเป็นกัลยาณมิตรดีกว่า เผื่อจะเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” กับเขาได้บ้าง

 

ข้อที่พึงสำรวมระวังในการปฏิบัติธรรมนั้น คือ พระธรรมคำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่อง “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] อันประเสริฐยิ่ง เป็นอริยะอย่างสุดเยี่ยม อันเป็น “ทฤษฎีสากล” [Universal Theory] โดยการพรรณนาถึง สภาวะที่เป็น “ลักษณะสากล” [Universality = สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์] แห่งความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์ [ปรมัตถสัจจะ: Absolute Truths] ที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม ที่เรียกว่า “อริยสัจจธรรม” [สัจจะ ๔–อริยสัจจ์ ๔] โดยมีข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็น “สัมมาปฏิปทา” [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] หรือ “ปรมัตถปฏิปทา” [ข้อปฏิบัติอันยิ่งด้วยอริยะเพื่อตรัสรู้สัมโพธิญาณ นั่นคือ “สัจจภาวะแห่งพุทธะ” หมายถึง  ความจริงแห่งคุณสมบัติการเป็นพระพุทธเจ้า] โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ “พระนิพพาน” [การดับขันธปรินิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ] เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นแค่เรื่อง การแสวงหาความสงบสงัดแห่งวิเวกเพียงอย่างเดียว เช่น บิณทบาตร ฉันอาหารมังสวิรัติ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์อันเป็นวัตร เป็นต้น พร้อมด้วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แต่ยังต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติทางความเป็นพุทธะที่ประกอบด้วย (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” กับ (๒) “ปัญญาตรัสรู้” ด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในนัยแห่งคำว่า “ความเป็นสากล” [Universality: อริยสัจจ์] การจะบรรลุคุณวิเศษแห่งอธิคมธรรมในพระธรรมวินัยนี้ได้นั้น คงเป็นเรื่องเป็นไปได้ยากกพอสมควร เพราะเป็นผู้ปราศจาก “ปัญญาจักขุ” อย่างแน่นอน คือ ไม่เกิดปัญญารู้เห็นสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ]หรือ ผู้ประกอบด้วยปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมทั้งปวง [สังขตธรรม–กับ–อสังขตธรรม] โดยสามัญลักษะแห่งไตรลักษณ์ [อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา] ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” [กลาปวิปัสสนา–วุฏฐานคามินีปฏิปทา–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา] ซึ่งมีบาทฐานมาจากปัญญาหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ” [นามรูปปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาในการกำหนดปัจจัย) คือ ปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมทั้งปวงหรือธรรมจักรแห่งอาณาจักรธรรมตามเป็นจริงด้วย  “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ด้วยปัญญาที่ว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายย่อมดับไปเป็นธรรมดา” อันเป็นปัญญาของพระโสดาปัตติมัคคญาณโดย นั่นคือ “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่า “เราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้”  ได้แก่  ”โสตาปัตติมัคคญาณ” อันเกิดขึ้นพร้อม “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) ที่เป็นโลกุตตรญาณหรือโลกุตตรอภิญญา (ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖) แต่ถ้าเป็น “อัญญาตาวินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ “อรหัตตผลญาณ” อันเกิดขึ้นพร้อม “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ หรือ ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ) ที่เป็นโลกุตตรญาณแล้ว ในทางทฤษฎีนั้น อาสวักขยญาณจะเกิดขึ้นหลังจากพระอริยบุคคลบรรลุใน “อริยมรรค ๔” กับ “อริยผล ๔” นั่นคือ ในข้อ “อรหัตตผล” อันเป็น “สัมมาญาณ” ตามด้วย “อัญญาตาวินทรีย์” ที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ พระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตินทรีย์และอวิชชาวะอยู่ นั่นคือ “สัญญา–เวทนา” หรือ ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ แต่ไม่มีกรรมครอบครองจิตอันเป็นเจตนา (กิริยาจิต) หรือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ ซึ่งก้าวต่อไปสู่ “อรหัตตผลวิมุตติ” อันเป็น “สัมมาวิมุตติ” (สัมมัตตะ ๑๐: อเสขปฏิปทา) ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” ซึ่งหมายถึง พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้สัมโพธิญาณด้วยการดับขันธปรินิพพาน ด้วยการดับทั้งกิเลส (อวิชชา ชื่อว่า กิเลสสีสะ) และชีวิต (ชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า ปวัตตสีสะ) พร้อมกัน เรียกว่า “ชีวิตสมสีสีบุคคล” (พระอเสขะ) นั่นคือ ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์แห่งอุปาทิเหลือ หรือ เป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว] ฉะนั้น ทั้งหลายทั้งปวงดังได้บรรยายมานี้ ถือเป็น “เส้นทางไปสู่กระแสแห่งพระนิพพาน” ที่ประกอบด้วย (๑) “สมถพละโดยปัญญาในสมาธิ” = “เจโตวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ [สมาธิ ๓: สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ] กับ (๒) “วิปัสสนาพละโดยปัญญาในวิปัสสนา” = “ปัญญาวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง [วิโมกข์ ๓: สุญญตวิโมกข์–อนิมิตตวิโมกข์–อัปปณิหิตวิโมกข์] แต่ประเด็นที่จักต้องทำความเข้าใจให้ประจักษ์แจ้ง คือ กระบวนการคิดให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่จะนำไปสู่ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” นั้น คือ (๑) “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” (๒) “ปัญญาจักขุ” และ (๓) “ทิพพจักขุญาณ” อันเกิดจากสมุฏฐานแห่ง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นตามเป็นจริง] จึงทำให้เข้าใจถูกต้องถึง “ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–ไตรลักษณ์” ที่ปฏิสังยุตด้วย “อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘” เสมอ ดังรายละเอียดเพิ่มเติม [อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ (ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น)–ตถตา (ความเป็นจริงแห่งธรรม) = ปัจจัย ๒๔–ปัฏฐาน–คัมภีร์ปัฏฐาน–มหาปัฏฐาน–มหาปกรณ์ ถ้าเข้าใจ ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรมเน่นอน] ต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วย สหวุตติ–เอกุปปาทะ–เอกนิโรธะ–เอกนิสสยะ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 70 FILE 65)

 

“สังขตธรรม”

“สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน

(๑) “เอกุปปาทะ” คือ ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว

(๒) “เอกนิโรธะ” คือ ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว  

(๓) “เอกนิสสยะ” คือ มีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว

(๔) “เอการัมมณะ” คือ มีอารมณ์เดียวกัน

 

ธรรมบางเหล่า [สังขตะ–สังขตธรรม–ขันธ์ ๕ แห่งวัฏฏะ] เป็นอาการแห่งสามัญลักษณะ [Universality] ดังนี้

(๑) “สหคตะ” คือ เกิดร่วมกัน

(๒) “สหชาตะ” คือ เกิดพร้อมกัน

(๓) “สังสัฏฐะ” คือ ระคนกัน

(๔) “เอกุปปาทะ” คือ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน

(๕) “เอกนิโรธะ” คือ ดับในขณะเดียวกัน

(๖) “เอกวัตถุกะ” คือ มีที่อาศัยเดียวกัน  

(๗) “เอกนิสสยะ” คือ มีที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว

(๘) “เอการัมมณะ” คือ มีอารมณ์เดียวกัน [จิต]

 

รายละเอียดเพิ่มเติม

(๑) “สหชาโต” เพราะอรรถว่าเกิดในขณะเดียวกัน

(๒) “เอกวตฺถุโก” คือ มีที่อาศัยเดียวกัน ความว่า มีวัตถุเดียวกันเพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยกำหนดที่ตั้งอันเดียวกัน เป็นที่ตั้งเว้นระหว่างที่ตั้ง

 

จบ ว่าด้วย สหวุตติ–เอกุปปาทะ–เอกนิโรธะ–เอกนิสสยะ ---------------------------------------

 

 

ดังนั้น การพิจาณาสภาวธรรมในขณะมนสิการกรรมฐานนั้น จักต้องเกิดปัญญารู้เห็นและหยั่งรู้สภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดดับเป็นสำคัญ พิจารณาให้ประจักษ์หรือรู้แจ้งในทุกอารมณ์ที่กระทบเข้ามาในจิตขณะที่หายใจเข้าและหายใจออกอันเป็นสมาธิด้วยจิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นๆ เท่านั้น [ประพฤติอานาปานสติสมาธิ] ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิในการปฏิบัติธรรม ก็ย่อมไม่เกิด “ธรรมสมาธิ” ใน ๕ ประการ ได้แก่

 

“ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้องสมควรแก่ธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] โดยกำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นของจิต [ระงับนิวรณ์ได้] เมื่อปฏิสังยุตด้วยญาณในวิปัสสนา ย่อมเกิด “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องทุกคน ได้แก่

(๑) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส  

(๒) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจซาบซ่านทั่วสารพางค์ ความดื่มด่ำในใจ ความปลื้มใจ

(๓) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย

(๔) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๕) “สมาธิ” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย  

 

“วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่าง “สัมมสนญาณ” [กลาปสัมมสนญาณ] กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” อันเป็นภูมิแห่งตีรณปริญญา ที่เรียกว่า “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) เมื่อไม่รู้แจ้งในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ย่อมทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว [ธัมมุทธัจจะ–ความฟุ้งซ่านในธรรม] เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ ได้แก่

(๑) “โอภาส” คือ แสงสว่างแห่งปัญญาแม้กลางวันหรือกลางคืน [ชาคริยานุโยค]

(๒) “ญาณ” คือ ความหยั่งรู้สัมปยุตต์ด้วยญาณทัสสนะ  

(๓) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๔) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายและใจ

(๕) “สุข” คือ ความสุขสบายใจที่ประณีตดีเยี่ยม  

(๖) “อธิโมกข์” คือ ความน้อมใจเชื่อศรัทธาปสาทะเพราะได้ดวงตาเห็นธรรม

(๗) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดีเว้นอกุศลธรรมและทำดีใฝ่กุศลธรรมทั้งปวง  

(๘) “อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้าด้วยสัมปชัญญะคมชัด

(๙) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลางเพราะมีปัญญารู้รอบ

(๑๐) “นิกันติ” คือ ความพอใจความติดใจเพราะเกิดปฏิภาณไหวพริบด้วยฉันทะ  

 

 

ฉะนั้น ประการสำคัญอย่าไปหลงงมงายติดบ่วงใน “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” นี้เป็นเด็ดขาด ซึ่งเป็นแค่เพียงนิมิตแห่งสมาธิกับวิปัสสนา ที่แจ้งข่าวว่าตนได้ปฏิบัติมาถูกทางแห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทาดีแล้ว ถูกต้องแล้ว ในเบื้องต้น ซึ่งต้องต้องใจมั่นต่อไปว่า: “จะต้องทำเสริจในอธิคมธรรมขั้นสูงต่อไปให้จงได้” อนึ่ง ในหลักธรรม “ธรรมสมาธิ ๕” นั้น มีความเกี่ยวข้องกับหลักธรรมอื่นใดอีก เพราะมีความคล้ายคลึงกับธรรมใน “องค์ฌาน ๖” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] ของการเจริญรูปฌาน ๔ ในความเป็นจริงนั้น “ธรรมสมาธิ ๕” นั้น จะสัมพันธ์กับเรื่อง “ไตรสิกขา” ในอีกแนวทางหนึ่ง ดังนี้

 

 

[วินัยเป็นข้อปฏิบัติให้บรรลุความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นที่สุด]

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171–172 FILE 01)

 

ก็อีกประการหนึ่ง “กุศลธรรม” เหล่าใด ซึ่งมี “สังวร” เป็นมูล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว บุคคลผู้ทรง “วินัย” นั่นแล ชื่อว่า “เป็นทายาทแห่งกุศลธรรม” เหล่านั้น เพราะธรรมเหล่านั้น มี “วินัย” เป็นมูล [ข้อ ๔–ข้อ ๘ เรียกว่า “ธรรมสมาธิ ๕”]สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:

 

(๑) “วินัย” [ศีลวัตร] ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สังวร” [ความสำรวม]

(๒) “สังวร” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “อวิปปฏิสาร” [ความไม่เดือดร้อน]

(๓) “อวิปปฏิสาร” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปราโมทย์” [ความปราโมทย์]

(๔) “ปราโมทย์” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปีติ” [ความอิ่มใจ]

(๕) “ปีติ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ปัสสัทธิ” [ความสงบ]

(๖) “ปัสสัทธิ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สุข” [ความสุข]

(๗) “สุข” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “สมาธิ” [ความตั้งใจมั่น]

(๘) “สมาธิ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นตามเป็นจริง]

(๙) “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “นิพพิทา” [ความเบื่อหน่าย]

(๑๐) “นิพพิทา” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิราคะ” [ความสำรอกกิเลส–มรรคญาณ]

(๑๑) “วิราคะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิมุตติ” [ความหลุดพ้น–ผลวิมุตติ]

(๑๒) “วิมุตติ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “วิมุตติญาณทัสสนะ” [ความรู้เห็นความหลุดพ้น–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ]

(๑๓) “วิมุตติญาณทัสสนะ” ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ “อนุปาทาปรินิพพาน” [ความดับสนิทหาเชื้อมิได้–อาสวักขยญาณ]

 

 

เพราะฉะนั้น ธรรมใน ข้อ ๘ กับ ข้อ ๙ นั้น เป็นเรื่องจิตที่ปราศจากนิวรณ์ดีแล้ว คือ ได้จตุตถฌานอยู่ในฝ่ายสมถะ [ทิพพจักขุญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาในการกำหนดปัจจัย)] เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จาก “ปริยุฏฐานกิเลส” และเป็นขั้นตอนกระบวนการคิดโดย “โยนิโสมนสิการ” เพื่อมนสิการสภาวธรรมในอารมณ์แห่งกรรม อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตามที่เป็นจริง [อิทัปปัจจยตา (ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้)–ปฏิจจสมุปบาท (สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น)–ปัจจยาการ (ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น)–ตถตา (ความเป็นจริงแห่งธรรม) = ปัจจัย ๒๔–ปัฏฐาน–คัมภีร์ปัฏฐาน–มหาปัฏฐาน–มหาปกรณ์ ผู้ปฏิบัติธรรมจะตาบอดหรือตาสว่าง ก็ตอนนี้แหละ] ส่วนธรรมในข้อ ๑๐ กับ ข้อ ๑๑ นั้น เป็นฝ่ายวิปัสสนาญาณโดยตรง [กลาปสัมมสนญาณ กับ วิปัสสนาญาณ ๙ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา ในบางครั้งก็เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๑๐” ได้แก่ สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ] ดังนั้น ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นเรื่อง “ดวงตาเห็นธรรม” [The Eye of Truths] อย่างละเอียด ดังนี้

 

 

“ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น (พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 1-6 File 06

“โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ” ว่าด้วย: [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า แรกตรัสรู้ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว  เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี) ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัยด้วยเห็นเหตุแห่งทุกข์

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี 

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธด้วยเห็นการดับเหตุแห่งทุกข์

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

สำหรับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ถือเป็นฝ่ายสมุทัย คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เพียงแต่นำองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง มาจำแนกแจกตามหลักธรรมย่อย “ปัจจัยธรรม” ส่วนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎกรรมของสัตว์” นั้น อยู่ใน “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

๑. อัทธา ๓ (Periods)

“อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

๒. สังเขป ๔ (Sections)

“สังเขป ๔” [สังคหะ ๔] หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบันผล” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ” = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล” = ชาติ–ชรามรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

๓. สนธิ ๓ (Connections)

 “สนธิ ๓” [ติสันธิ] หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง “อดีตเหตุ” กับ “ปัจจุบันผล”

(๒) ระหว่าง “ปัจจุบันผล” กับ “ปัจจุบันเหตุ”

(๓) ระหว่าง “ปัจจุบันเหตุ” กับ “อนาคตผล”

 

๔. วัฏฏะ ๓ (Cycles)

“วัฏฏะ ๓” (ไตรวัฏฏ์) หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ดังนี้

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

๕. อาการ ๒๐  (Modes)

“อาการ ๒๐” [วีสติยา อากาเรหิ] หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ (Causes) และส่วนผล (Effects) ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) “ปัจจุบันผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

. มูล ๒ (Roots)

“มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา” ตามบทสวดมนต์ ดังนี้   

 

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)

กฎข้อที่ ๑      กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

“กฎแห่งกรรม” มี ๖ ประการ อันเป็นปัญญาฝ่ายสมาธิ [จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ อันเป็นปัญญาเห็น “กฎแห่งกรรม” กับ “กฎกรรมของสัตว์–กัมมัสสกตา”] ได้แก่

(๑) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

(๒) สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม

(๓) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด

(๔) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

(๕) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง

(๖) กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายโดยให้เลวและประณีต

 

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับ “กฎแห่งกรรม” [กัมมผลสัทธา] กับ “กฎกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาสัทธา] นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิดความรู้แจ้งได้ในการบรรลุถึงปัญญาในฝ่ายสมถพละ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” กับ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” แล้วค่อยนำมาประยุกต์องค์ความรู้กับปัญญาในฝ่ายวิปัสสนาพละ (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” กับ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” ซึ่งจะเป็นสังขารนิมิตในสมาธิกับวิปัสสนาที่เกี่ยวกับตนเอง อาจจะรู้เห็นและหยั่งรู้ได้ในกาลทั้ง ๓ ก็ขึ้นกับความแก่กล้าของ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” กับ “ยถาภูตญาณ” [ญาณ ๑๖] นอกจากนี้ ยังมีหลักธรรม “ปัจจัย ๒๔” ที่มีลักษณะกระบวนการคิดคล้ายคลึงกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ในการเกิดดับในธรรมทั้งปวง ดังนี้

 

“ปัจจัย ๒๔” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความรู้ชัดแจ้งยิ่งขึ้นในลักษณะต่างๆ อีก ๓ ประการ เกี่ยวกับ “ปฏิจจสมุปบาท” และเพื่อจะใช้เป็นแนวทางในมนสิการกรรมฐาน รวมทั้ง เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงอันแน่นอนไม่เป็นอื่นด้วย “ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ” ดังนี้

 

 

[A] อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท [ปัจจัยธรรม]

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 124 -126 FILE 17)

 

ถามว่า: ก็ “ปฏิจจสมุปบาท” ทั้งหมดนั่น ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยคำเพียงเท่านี้อย่างไร

 

ตอบว่า; ก็ในคำว่า “นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํ” นี้ มีอธิบายว่า ศัพท์ว่า (๑)  “นนฺทิ” [ความเพลิดเพลิน–ความยินดี] นี้เป็นสังเขปที่ ๑ (๒) “ทุกข์” เป็นสังเขปที่ ๒ เพราะพระบาลีว่า “ทุกฺขสฺส” (๓) “ภพ” เป็นสังเขปที่ ๓ เพราะพระบาลีว่า “ภวา ชาติ” (๔) “ชาติ ชรา และ มรณะ” เป็นสังเขปที่ ๔ พึงทราบ “สังเขป ๔” ด้วยคำเพียงเท่านี้ดังพรรณนามาฉะนี้ [บทว่า สังเขป] อธิบายว่า ได้แก่ ส่วนทั้งหลาย (๑) ระหว่าง ตัณหา กับ ทุกข์ เป็นสนธิที่ ๑ (๒) ระหว่าง ทุกข์ กับ ภพ เป็นสนธิที่ ๒ (๓) ระหว่าง ภพ กับ ชาติ เป็นสนธิที่ ๓ พึงทราบ “สนธิ ๓” ระหว่าง “สังเขป ๔” ซึ่งเหมือนกับระหว่างนิ้วมือทั้ง ๔ ดังพรรณนามาฉะนี้

 

ในปฏิจจสมุปบาทนั้น (๑) “นันทิ” เป็น “อตีตัทธา” [กาลที่เป็นอดีต] (๒) “ชาติ ชรา และมรณะ” เป็น “อนาคตัทธา”  [กาลที่เป็นอนาคต] (๓) “ทุกข์และภพ”  เป็น “ปัจจุปันนัทธา” [กาลที่เป็นปัจจุบัน] พึงทราบ “อัทธา ๓” ดังพรรณนามาฉะนี้แล

 

อนึ่ง ในอตีตัทธา ในบรรดา “อาการ ๕” ด้วยคำว่า นันทิ แล้ว ตัณหา จึงมาแล้วหนึ่ง แม้ ตัณหา นั้น จะยังไม่มา [อาการ ๔ คือ] อวิชชา–สังขาร–อุปาทาน–และ–ภพ ก็เป็นอันจัดเข้าแล้วทีเดียว ด้วยลักษณะที่เป็น ปัจจัย [ปัจจัยธรรม] อนึ่ง ด้วยคำว่า ชาติ–ชรา–และ–มรณะ เพราะเหตุที่อธิบายไว้ว่า: “ขันธ์เหล่าใดมี ชาติ–ชราและมรณะ นั้น ขันธ์เหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วทีเดียวในอนาคตัทธา จึงเป็นอันรวมเอา วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–และ–เวทนา เข้าไว้ด้วยเช่นกัน”

 

ใน กรรมภพ ซึ่งเป็นภพแรกมีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) โมหะ–ความหลง ได้แก่ อวิชชา (๒) การประมวลมา [สั่งสม–อายูหนา] ได้แก่ สังขาร (๓) ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา (๔) การเข้าไปยึดถือ ได้แก่ อุปาทาน (๕) เจตนา ได้แก่ ภพ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในปัจจุปันนัทธา ในเพราะ กรรมภพ ซึ่งเป็นภพแรก

 

ในปัจจุปันนัทธา มีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) ปฏิสนธิ คือ วิญญาณ (๒) สิ่งที่ก้าวลง คือ นามรูป (๓) ปสาทรูป คือ อายตนะ [สฬายตนะ] (๔) อาการที่ถูกต้อง คือ ผัสสะ (๕) อาการที่เสวยอารมณ์ คือ เวทนา เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ก่อน ในเพราะ อุปปัตติภพ ในปัจจุปันนัทธา

 

แต่เพราะในปัจจุปันนัทธา อายตนะทั้งหลายเจริญได้ที่แล้วจึงมีธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ (๑) โมหะ คืออวิชชา (๒) การประมวลมา คือ สังขาร (๓) ความใคร่ คือ ตัณหา (๔) การเข้าไปยึดถือ คือ อุปาทาน (๕) เจตนา คือ กรรมภพ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในอนาคตัทธา ในเพราะกรรมภพในปัจจุปันนัทธา

 

ในอนาคตัทธามีธรรม ๕ ประการนี้ คือ (๑) ปฏิสนธิ คือ วิญญาณ (๒) สิ่งที่ก้าวลง [เกิดขึ้น] คือ นามรูป (๓) ปสาทรูป คือ อายตนะ (๔) อาการที่ถูกต้อง คือ ผัสสะ (๕) อาการที่เสวยอารมณ์ คือ เวทนา เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้แล้วในปัจจุปันนัทธา

 

ในเพราะอุปปัตติภพในอนาคตัทธา พึงทราบ “อาการ ๒๐” เหล่านี้ ใน “ปฏิจจสมุปบาท” นี้ ซึ่งมีลักษณะ

ดังแสดงไว้แล้วอย่างนี้ ด้วยประการฉะนั้นแล

 

ดังนั้น “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งมี [ปฏิจจสมุปปันนธรรม–ปัจจัยธรรม] “สังเขป ๔” มี “สนธิ ๓” มี “อัทธา ๓” [กาล ๓] และ มี “อาการ ๒๐” [รวมทั้ง วัฏฏะ ๓ และ มูล ๒] แม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ว่า เพราะทราบอย่างนี้ว่า “นันทิ” [ความเพลิดเพลิน–ความยินดี] เป็น “รากเหง้าของทุกข์” จึงทราบต่อไปว่า เพราะ “ภพ” จึงมี “ชาติ” สัตว์ที่เกิดมาแล้วย่อมมี “ชราและมรณะ” [พร้อมสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] ด้วยประการดังพรรณนามา ฉะนี้

 

จบ อธิบายปฏิจจสมุปบาท ----------------------------

 

 

[B] อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท [ปัจจัยธรรม]

 (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 654–655 FILE 68)

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “ปฏิจจสมุปบาท” เป็นไฉน

 

เพราะ “ชาติ” เป็นปัจจัยจึงมี “ชรามรณะ” พระตถาคตทรงอุบัติก็ตาม ยังไม่ทรงอุบัติก็ตาม “ธาตุ” [ธาตุ ๑๘ อันสัมปยุตต์ด้วย ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อินทรีย์ ๒๒ และให้มนสิการถึง ปิยรูป–สาตรูป ๑๐ อันเกี่ยวกับการเกิดดับแห่งตัณหาด้วย] นั้น (๑) เป็น “ธรรมฐิติ” –ยังตั้งอยู่โดยธรรมดา (๒) เป็น “ธรรมนิยาม” –ความแน่นอนอยู่โดยธรรมดา (๓) เป็น “อิทัปปัจจยตา” –ความอาศัยกันเกิดขึ้นยังคงมีอยู่ พระตถาคตตรัสรู้บรรลุธรรมนั้น ครั้นตรัสรู้แล้ว บรรลุแล้ว ทรงบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงตั้ง ทรงเปิดเผย ทรงจำแนก ทรงทำให้ง่าย ตรัสว่า: “พวกเธอจงเห็น ดังนี้”

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ “ชาติ” เป็นปัจจัยมี “ชราและมรณะ” เพราะ “ภพ” เป็นปัจจัยจึงมี “ชราและมรณะ” เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัยจึงมี “สังขาร” พระตถาคตอุบัติก็ตาม ยังไม่อุบัติตาม “ธาตุ” [ธาตุ ๑๘ อันสัมปยุตต์ด้วย ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อินทรีย์ ๒๒ และให้มนสิการถึง ปิยรูป–สาตรูป ๑๐ อันเกี่ยวกับการเกิดดับแห่งตัณหาด้วย] นั้น (๑) เป็น “ธรรมฐิติ” –ยังตั้งอยู่โดยธรรมดา (๒) เป็น “ธรรมนิยาม” –ความแน่นอนอยู่โดยธรรมดา (๓) เป็น “อิทัปปัจจยตา” –ความอาศัยกันเกิดขึ้นยังคงมีอยู่ พระตถาคตตรัสรู้บรรลุธรรมนั้น ครั้นตรัสรู้แล้ว บรรลุแล้ว ทรงบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงตั้ง ทรงเปิดเผย ทรงจำแนก ทรงทำให้ง่าย ตรัสว่า: “พวกเธอจงเห็น ดังนี้”

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัยจึงมี “สังขาร” ดูก่อนภิกษุทั้งหลายด้วยประการ ฉะนี้แล “ความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น” ชื่อว่า “ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้” ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้ ชื่อว่า “ปฏิจจสมุปบาท”

 

 

[C] อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท [ปัจจัยธรรม]

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 657 FILE 68)

 

ใน “ปฏิจจสมุปบาท” นี้ นั้น

(๑) ท่านกล่าวว่า “ตถตา” –ความจริงแท้ เพราะธรรมนั้นๆ เกิดโดยไม่หย่อนไม่ยิ่งด้วยปัจจัยนั้นๆ

(๒) ท่านกล่าว “อวิตถตา” –ความแน่นอน เพราะไม่มีความไม่เกิดแห่งธรรมที่เกิดจากธรรมนั้น แม้ครู่เดียวในปัจจัยที่เข้าถึงความพร้อมเพรียง

(๓) ท่านกล่าวว่า “อนญฺญถตา” –ความไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีธรรมอื่นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยแห่งธรรมอื่นๆ

(๔) ท่านกล่าวว่า “อิทปฺปจฺจยตา” –ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้ เพราะเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะเป็นต้นเหล่านั้น หรือเพราะเป็นที่รวมปัจจัย

 

 

คำศัพท์บัญญัติ:

(๑) “ปฏิจจสมุปบาท” คือ ธรรมเป็นปัจจัย

(๒) “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ ธรรมอันเกิดขึ้นด้วยปัจจัยนั้นๆ

(๓) “อิทัปปัจจยตา” คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้

(๔) “ปัจจยาการ” คือ ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น

(๕) “ปัจจัยธรรม” คือ ธรรมที่เป็นปัจจัย

(๖) “ปัจจยุปบันนธรรม” คือ ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย

(๗) “ตถตา” คือ ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรม–ความเป็นจริงแห่งธรรม อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “สัจจธรรม”

(๘) “ธัมมฐิติญาณ–ธมฺมฐิติญาณํ” คือ ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ได้แก่ การหยั่งลงสู่ “ญาณในปัจจยาการ” โดยนัยว่า: ถึงบทที่สุดตั้งแต่บทต้นว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยมีสังขาร” ดังนี้ (๑) บทต้นตั้งแต่บทที่สุด (๒) บทท่ามกลางตั้งแต่บทที่สุดทั้งสอง (๓) บทที่สุดทั้งสองตั้งแต่บทท่ามกลาง พิจารณา “ปัจจยาการ ๑๒ บท ๓ ครั้ง” เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ “ปัจจยาการ” แจ่มแจ้งยิ่งนัก ปรากฏดุจง่ายแสนง่าย (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 190 FILE 13)

(๙) “ชานาติ” [ญาณานิ ชานาติ] คือ ย่อมรู้ด้วยญาณ คือ การเริ่มเวทนาโดยทำนองเดียวกับสุตะ – การฟัง

(๑๐) “ปสฺสติ” คือ ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณ ดุจเห็นด้วยตา [ทิฏฐิญาณ–ญาณย่อมสามารถ] และ ทำให้ถูกต้องแล้ว ดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือ

(๑๑) “อญฺญาติ” คือ ย่อมรู้ทั่ว ได้แก่ ทำอาเสวนะ [การซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน] โดยอาการที่เห็นแล้ว ชื่อว่า “ย่อมรู้ด้วยญาณ”

(๑๒) “ปฏิวิชฺฌติ” คือ ย่อมแทงตลอด ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จด้วยการบำเพ็ญภาวนา ชื่อว่า “ทำการแทงตลอดด้วยญาณ”

 

[อีกอย่างหนึ่ง ข้อ ๙ –ข้อ ๑๒ มีนัยแห่งคำศัพท์ ดังนี้ (๑) ย่อมรู้ ด้วยสามารถแห่งลักษณะ (๒) ย่อมเห็น ด้วยสามารถเป็นไปกับด้วยกิจ (๓) ย่อมรู้ทั่ว ด้วยสามารถแห่งอาการ [มริยาทะ] ปรากฏ (๔) ย่อมแทงตลอด ด้วยสามารถแห่งปทัฏฐาน (เหตุที่ตั้งเป็นเครื่องถึง)]

 

 

ในการประพฤติปฏิจจสมุปบาทมนสิการอย่างสม่ำเสมอนั้น ก็ให้ถือว่าผู้ปฏิบัติธรรมได้บำเพ็ญภาวนาเพื่อเพิ่มพูนความรอบรู้อันชัดเจนในการพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง นั่นคือ ย่อมสามารถแยกแยะความจริงแห่งสัจจธรรม [ตถตา] สิ่งใดเป็นสภาวะที่จิตมีเจตนาปรุงแต่งขึ้นมา เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ อันเรียกว่า “สมมติสัจจะ” คือ ความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ พืช รถ อาหาร เป็นต้น  และสิ่งใดเป็นความจริงที่แน่นอนมั่นคงแห่งธรรมทั้งปวง [ธรรมฐิติ] ไม่ใช่สภาวะที่จิตมีเจตนาเข้าไปปรุงแต่งด้วย “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย เช่น อวิชชา ตัณหา อุปทาน จนกลายเป็น “ปัจจยุปบันนธรรม” คือ ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ได้แก่ ชาติ ชรามรณะ และสังกิเลสทั้งหลาย ความจริงอันมั่นคงไม่เป็นอย่างอื่น ดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า รูป นาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิต เจตสิก เป็นต้น เพราะฉะนั้น “ปรมัตถสัจจะ” จะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความจริง เป็นแก่นแท้แห่งสัจจธรรม หรือแก่นแท้แห่งพระศาสนา ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด ในทางตรงกันข้ามนั้น “สมมติสัจจะ” ย่อมเปรียบเสมือนกระพี้ของเปลือกไม้ ที่จะแปรเปลี่ยน เพิ่ม ขยาย พอกพูน หรือ ตัดเสื่อมสลายไป อันแสดงนัยถึง การเกิดปัญญาอันหลากหลายขึ้น [การปริวรรต: Transformation] ได้แก่ (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดดัดแปลงประยุกต์ ให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา ภาษาทางโลกนั้น เรียกว่า “นวัตกรรมทางปัญญา” [Wisdom Innovations] ภาษาทางธรรมนั้น คือ ปัญญาแตกฉานด้านเชาวน์ปัญญาถึงขั้นล้ำเลิศ หรือความเป็นอัจฉริยะ เรียกว่า “ปฏิภาณไหวพริบ” [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] อย่างไรก็ตาม ความจริงอันเป็นความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์นั้น คือ “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ” ที่แสดงถึงกระบวนการแห่งความเข้าใจอันถูกต้อง ทั้งส่วนที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นโดยชอบ ความเชื่ออันเป็นหลักการหรือทฤษฎี และ “สัมมาสังกัปปะ” คือ ความนึกคิดตามคลองธรรมอันเป็นกระบวนทัศน์ สำหรับปัญญาแตกฉานของปุถุชนฝ่ายโลกียะนั้น ก็เป็น “โลกียปัญญา” แต่ปัญญาแตกฉานตามนัยแห่ง “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” นั้น เป็นปัญญาของพระอรหันตขีณาสพ ย่อมเป็น “โลกุตตรปัญญา” เท่านั้น อันหมายถึง ปัญญารู้เห็นในสมาธิ [อธิจิตต์: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] และปัญญาหยั่งรู้ในวิปัสสนา [อธิปัญญา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] โดยพระอริยสงฆ์นั้น ได้พัฒนาตน ฝึกอบรมตน อันมีรากฐานแห่งมหากุศลด้วย “จรณะ ๑๕: สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ = เสขปฏิปทา (พระอรหันต์ที่ยังไม่ละสังขารด้วยชีวิตสมสีสี)” [โดยตั้งมั่นใน “อธิศีล: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ”] ดังรายละเอียดเพิ่มเติมข้างล่างนี้

 

“จรณะ ๑๕” [เสขปฏิปทา] หมายถึง ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชา [วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖] ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ ฌาน ๔ ดังนี้

 

(๑) “สีลสัมปทาแห่งสังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม–ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล [สังวรศีล:  ศีลคือสังวร–ความสำรวมเป็นศีล] ได้แก่ 

(๑) “ปาฏิโมกขสังวร” คือ สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์ 

(๒) “สติสังวร” คือ สำรวมด้วยสติ นั่นคือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น = อินทรียสังวร

(๓) “ญาณสังวร” คือ สำรวมด้วยญาณ นั่นคือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ = ปัจจัยปัจจเวกขณ์

(๔) “ขันติสังวร” คือ สำรวมด้วยขันติ นั่นคือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ  

(๕) “วิริยสังวร” คือ สำรวมด้วยความเพียร นั่นคือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” = อาชีวปาริสุทธิ

 

(๒) “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา

(๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

(๓) “สัทธรรม ๗” หมายถึง ธรรมที่ดี–ธรรมที่แท้–ธรรมของคนดี–ธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ มีความเชื่อประกอบด้วยเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ

(๒) “หิริ” คือ มีความละอายต่อบาป

(๓) “โอตตัปปะ” คือ มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป

(๔) “พาหุสัจจะ” คือ มีความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก

(๕) “วิริยารัมภะ” คือ มีความเพียรอันปรารภแล้ว

(๖) “สติ” คือ มีสติมั่นคง ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่

(๗) “ปัญญา” คือ มีความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้วินิจฉัย และ รู้ที่จะจัดการ

 

(๔) “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” [อารัมมณูปนิชฌาน] หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ได้แก่ 

(๑) “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน–ฌานที่ ๓” มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

 

ฉะนั้น ปุถุชนทั่วไปผู้มีการศึกษาทางโลกน้อยสุดและมากสุดเป็นอัจฉริยะก็ตาม ถึงแม้จะมีปฏิภาณไหวพริบมากก็ตาม ก็เป็นเรื่อง ความถือมั่นในโลกอย่างเด็ดขาด [อัตตานุทิฏฐิ] เช่น สังคมวัตถุนิยมและบริโภคนิยม หรือ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ทั้งหลายเหล่านี้ อันธปุถุชนเหล่านี้ จึงมักปิดกั้นปัญญาตนเองไม่ให้เข้าถึงคุณธรรมทั้งหลายได้ โดยเฉพาะ การเหมาเข่งปลาทูว่า: “ศาสนาเป็นเรื่องงมงาย ไม่ใช้เหตุผลแบบวิธีวิทยาศาสตร์” อันเป็นอกุศลวาทกรรม ผู้มีคติ ๒ คือ “นรก–กับ–อสุรกาย” [บาปนรกกินกระบาลเอา] ในทางธรรมเรียกว่า “อัสสุตวาปุถุชน” ดังนี้

 

โดยอรรถแห่งคำศัพท์ว่า “อสฺสุตวาปุถุชฺชโน” [ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ] คือ (๑) “ผู้ควรรู้ไม่ได้สดับ” เพราะไม่มีการศึกษาเล่าเรียนและการบรรลุ ผู้ที่ชื่อว่าไม่มีการศึกษา ทำการปฏิเสธ “อัตตานุทิฏฐิ” [ถือมันในความมีตัวตนหรือจับต้องได้ได้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เท่านั้น] เพราะปราศจากการเล่าเรียน การสอบถามและการวินิจฉัย ใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อริยสัจจ์ ๔–ปัจจยาการ ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] และ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ และ (๒) “ผู้ที่ชื่อว่าไม่บรรลุ” เพราะไม่บรรลุข้อปฏิบัติที่ควรบรรลุ [อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม] (๓) “ผู้ชื่อว่าเป็นไญยบุคคลผู้ไม่ได้สดับ” เพราะไม่มีการศึกษาและการบรรลุ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 52 FILE 69)

 

ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่า ปุถุชนในสังคมส่วนใหญ่อยู่ในระบบการศึกษาที่เรียกว่า การแสวหาความรู้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นมาจากช่วงศตวรรษที่ ๑๗–๑๘ ในสมัยยุโรปยุคสมัยใหม่ ที่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธอำนาจแห่งศาสนจักรและแนวทางการศึกษาค้นหาความรู้ ที่เรียกว่า “ประกาศิต” [Prescriptivism] เช่น การบรรยายไวยากรณ์ภาษาทั่วโลกด้วยหลักไวยากรณ์โบราณ ความเชื่อว่าโลกแบน เป็นต้น แต่วิธีการศึกษาค้นคว้าวิจัยความรู้แบบ “วิธีวิทยาศาสตร์” [Scientific Methods] นั้น เป็นการพรรณนาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตามหลักฐานชุดข้อมูลด้วย “ระเบียบวิธีวิจัย” [Research Methodology] และอภิปรายผลตามขอบเขตของชุดข้อมูลนั้นๆ ไม่เกินเลยจนเป็นการทำนายดวงชะตาชีวิต เรียกว่า “การศึกษาเชิงพรรณนา” [Descriptivism] โดยเน้นความสุดโต่งที่ “สัจจนิยม” [Realism] กับ “วัตถุนิยม” [Materialism] โดยปฏิเสธชนิดหัวชนฝาหรือกระต่ายขาเดียว [เพราะเป็นปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง] ใน “ความเป็น “จิตตนิยม” [Idealism] ในเชิงศาสนา” หรือผสมผสาน “ไสยาศาสตร์” [Black Magic] เพื่อเสร้างสีสันให้เกิดศรัทธา และเลื่อมใส แต่ในแนวคิดและข้อปฏิบัติทางพระพุทธศาสนานั้น ก็ถือมั่นในทางจิตตนิยมสุดโต่ง เพราะมีจุดมุ่งหมายเพื่อละโลกธรรมแห่งวัฏฏะทั้งปวง เน้นความเข้าใจการหยั่งรู้ด้วยอำนาจพลังแห่งจิตของตนผู้เป็นมนุษย์เท่านั้น จึงเป็นแนวคิดเชิง “สัจจนิยม” [Realism] กับ “จิตตนิยม” [Idealism] กล่าวโดยย่อ พวกนักวิทยาศาสตร์กลัวภัยจากกระบวนการคิดทางจิตของผู้มีอำนาจ จึงปฏิเสธการแสวงหาความรู้ด้วย “ญาณทัสสนะ” กับ “ญาณในวิปัสสนา” เพื่อแสดงความจริงใจต่อกันตามภาษาปุถุชนผู้ไม่รู้จริง ผู้ไม่ได้สดับและบรรลุคุณวิเศษ ก็ยึดมั่นในแหล่งความรู้ภายนอกกายของตน แล้วค่อยอนุมานเอาว่าในสมองปัญญาของตนก็น่าจะเป็นเช่นนี้ ด้วยการอาศัยหลักฐานยืนยันเป็นสำคัญ นั่นคือ สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขค่าสถิติให้ได้ [ให้พิจารณาโปรแกรมจับกิเลสนิวรณ์และจิตตอุปกิเลสที่เว็บไซต์ Siripat.Com] กล่าวโดยสรุป ค่าสถิติพรรณนานั้น สุดท้ายก็อาศัยปัญญาความรู้ของผู้รู้เหมือนเป็นผู้อภิปรายว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเท่าไหร่กัน โดยเหมาเข่งปลาทูว่า: “ผู้วิจัยเป็นชำนาญการมากที่สุดในเรื่องนั้นที่กำลังศึกษา” [สร้างข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อจำกัดขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า] ซึ่งก็เป็นเรื่องจิตใจอารมณ์ของบุคคลเหมือนเดิมว่าผู้นั้นจะต้องถือจรรยาบรรณนักวิจัยที่ดี อย่าลืมข้อเท็จจริงบางอย่างว่า: “มนุษย์ยังไม่สิ้น ‘กิเลสตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ’ โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่พระอรหันตขีณาสพ ยังเชื่อถืออะไรไม่ได้ น้อยคนที่จะได้ชื่อว่า ‘บัณฑิต–สัตบุรุษ–ปราชญ์เมธี’ อย่างแท้จริง” [ในวาทะนี้ พิจารณาตามหลัก “กาลามสูตร” เด็ดขาดดีแท้]

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในความดำรงตั้งมั่นแห่งชีวิตนั้น ต้องประกอบด้วยปัจจัยองค์ประกอบ ๒ ฝ่าย คือ (๑) ฝ่ายรูปธรรม [ร่างกาย] กับ (๒) ฝ่ายนามธรรม [จิตวิญญาณ] แปลว่า “นามรูปแห่งขันธ์ ๕ ในวัฏฏะ” [ชีวิตสันตติด้วยกองกิเลสทั้งปวงเท่าที่จะเป็นได้ตามภูมิแห่งจิตของแต่ละบุคคล] อนึ่ง ในจักรวาลนี้ ไม่มีเฉพาะเรื่องวัตถุแห่งรูปธรรมเพียงอย่างเดียว เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ “จักรวาลแห่งจิตวิญญาณ” อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์แต่ละคน ที่ประกอบด้วย “ปัญญาสามัญ” สำหรับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับฟังธรรมวิเศษ และ “ปัญญาญาณ” สำรับผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว แล้วไม่ปรารถนาในภูมิแห่งพระอริยเจ้ากันเลยหรือ แล้วจะมีชีวิตอยู่ทำหอกอะไรกันหนักหนา มีพระสัทธรรมพระศาสนาอันประเสริฐยิ่งอย่างนี้ แล้วยังไม่เข้าหาน้อมนำไปใส่ตนและจิตใจ ประพฤติปฏิบัติให้รู้แจ้งแทงตลอดสัจจธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏฏะ กิเลสทั้งหลาย ทุกข์ทั้งปวง จะยอมเป็นอยู่อย่างนี้อีกต่อไปหรือ ในการบรรลุอธิคมธรรมจนถึงบรมธรรมแห่งพระนิพพานได้นี้ เป็นเรื่องความรู้ความเข้าใจใน “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” [Natural Phenomena] อย่างละเอียดประณีตสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ การเป็นผู้รู้แจ้งโลกและจักรวาลทั้งปวง อันเป็นความรู้ปัญญาของพระอรหันตขีณาสพอย่างแท้จริง ปัญญาหางอึ่งหางเขียดที่เป็นปัญญาทางโลก จะทำวิจัยกี่ร้อยเล่มในชีวิตนี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากวัฏฏะได้หรอก ได้อยู่อย่างเดียว เงินทุนสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งก็ไม่สมกับมูลค่าต้นทุนทางปัญญาของผู้วิจัย มันไม่มีราคาในสังคมบ้านเรา เพราะคนส่วนใหญ่ไม่บูชาความรู้ พากันบูชาเงินกับความไม่รู้อวิชชา ถ้าจะให้แน่จริงในโลกแห่งวัตถุ คนพวกเราก็ไปไม่ถึง ติดสันดานมักง่ายตามสายพันธุ์เหมือนเดิม ไม่เข้าใจวิธีแสวงหาความรู้อย่างถูกวิธี ชอบฟังคนอื่นสรุปให้ฟัง ทำเองไม่เป็น จึงเข้าถึงพระสัทธรรมนี้ได้อยาก เพราะต้องน้อมนำใส่ตน และศึกษาสิกขาอย่างจริงจัง [พาหุสัจจะ–ความเป็นผู้คงแก่เรียน] ให้รู้เห็นและหยั่งรู้ด้วยตนเอง เป็นเรื่องเฉพาะตน จะรอครูอาจารย์มาเป็นพี่เลี้ยงตลอดไปนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้จริง เพราะตอนตายไม่ได้ตายพร้อมกันเป็นฝาแฝดกัน ตายตามยถากรรมของอัตภาพแห่งตนที่กระทำกรรมเอาไว้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวปรารภได้อย่างประเสริฐสูงสุดว่า: “พระสัทธรรมนี้ ให้รู้เห็นและหยั่งรู้สัจจธรรมแห่งตถตาด้วยความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา อันเรียกว่า ‘อริยธรรม’ คือ อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ” [ก็ญาณสัมปยุตต์ให้ได้ ไม่ใช่องค์ธรรมมาบอก เดี๋ยวจะถูกหลอกเพราะฟุ้งซ่านด้วย “ธัมมุทธัจจะ”] เมื่อเหตุการณ์เป็นดังเช่นนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องสร้างหลักฐานอันมั่นคงในความศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้าด้วย “สัทธา ๔” ให้เป็นมั่นเหมาะโดยธรรมอย่างแท้ให้ได้ โดยใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญาอันรอบรู้จริงในกำหนดธรรมดาแห่งธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ธรรมฐิติ” โดยเห็นด้วยปัญญาในปัจจยาการ ดังนี้

(๑) “อาคมนสัทธา” คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี

(๒) “อธิคมนสัทธา” คือ ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์

(๓) “อธิโมกขสัทธา” คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง

(๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้สดับฟังจากพระอริยสงฆ์

 

ฉะนั้น กล่าวโดยสรุปแล้ว ผู้จะบรรลุธรรมวิเศษแห่งพระธรรมวินัยนี้ได้จริง จำต้องประกอบด้วยขั้นตอนของกระบวนการคิดแห่งโยนิโสมนสิการใน “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” ด้วยปัญญารู้เห็นและหยั่งรู้ในสภาวธรรมที่เกิดดับอย่างแท้จริง ทั้งธรรมใน (๑) “สังขตะ–สังขตธรรม” [โลกียธรรม] คือ สภาวะที่ปรุงแต่งด้วยจิตเจตนาในอารมณ์ที่สัมผัสรับรู้โดยปราศจากความมีสติสัมปชัญญะโดยชอบธรรม [จรณะ ๑๕] และ (๒) “อสังขตะ–อสังขตธรรม” [โลกุตตรธรรม] คือ สภาวะที่เหนือจิตมนุษย์เข้าไปปรุงแต่ให้อยู่ในกระแสแห่งวัฏฏะ [กิเลส–กรรม–วิบาก] อันเป็นภาวะที่ไม่มีการเกิดดับแห่งสภาวธรรมใด ที่เรียกว่า “อมตธาตุแห่งพระนิพพาน” [อนุปาทิเสสนิพพานธาตุแห่งบรมธรรม] ด้วยประจักษ์ในเชิงภาคทฤษฎี [สัมมาทิฏฐิ] และในเชิงภาคปฏิบัติ [สัมมาสังกัปปะ] ความละเลยโดยความประมาทในปัญญาทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณและปัญญา ฉะนั้น ความรู้เห็นและหยั่งรู้ใน “สังขตะ–สังขตธรรม” [โลกียธรรม] จึงเป็นประเด็นร้อนอันสำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ เพื่อให้เข้าถึงกระแสแห่ง “อสังขตะ–อสังขตธรรม” [โลกุตตรธรรม] ไม่ใช่การรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนรถขายโอ่งมังกรราชบุรี ขายไปเรื่อยๆ ไม่ได้วางแผนอะไรเป็นมั่นเหมาะ ในทางปฏิบัติธรรมนั้น อาการไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมายชัดเจน เรียกว่า “ฟุ้งซ่าน–หวั่นไหวไปตามกระแสโลกธรรม” ฉะนั้น ความรู้เห็นและหยั่งรู้ในสภาวธรรมใดๆ ทั้งหลายนั้น ต้องมีความชัดแจ้งด้วยความรู้แจ้งแทงตลอดในหลักธรรมอันเป็นภาคทฤษฎี ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” โดยให้รู้แจ้งว่า ธรรมบางเหล่า [สังขตะ–สังขตธรรม–ขันธ์ ๕ แห่งวัฏฏะ] เป็น “อาการแห่งสามัญลักษณะ” [Universality] ดังนี้

(๑) “สหคตะ” คือ เกิดร่วมกัน

(๒) “สหชาตะ” คือ เกิดพร้อมกัน

(๓) “สังสัฏฐะ” คือ ระคนกัน

(๔) “เอกุปปาทะ” คือ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน

(๕) “เอกนิโรธะ” คือ ดับในขณะเดียวกัน

(๖) “เอกวัตถุกะ” คือ มีที่อาศัยเดียวกัน  

(๗) “เอกนิสสยะ” คือ มีที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว

(๘) “เอการัมมณะ” คือ มีอารมณ์เดียวกัน [จิต]

 

จากนั้นก็ให้เข้าใจอย่างถูกต้องถึง อาการลักษณะของธรรมในหมวด “อสังขตธรรม–นิพพานแห่งบรมธรรม” [โลกกุตตรธรรมทั้งปวง] ได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙–อาสวักขยญาณ [วิมุตติญาณและ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ กล่าวโดยสรุป คือ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจอย่างถูกต้องโดย “สัมมาทิฏฐิ” [ทิฏฐิสัมปทา] ในบรรดาธรรมในหมวด “สังขตธรรม” ดีแล้ว ย่อมให้เกิดปัญญาเทียบเคียงคู่ขนานกับ “อสังขตธรรม” ในขณะเดียวกัน อันเป็นเรื่อง “ญาณสัมปยุตต์” ด้วย “โลกุตตรธรรมทั้งปวง” เพื่อให้เกิดทั้ง (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม] โดยนัยแห่ง “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยมในขณะบำเพ็ญภาวนาสมัยนั้น กับ (๒) “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” โดยนัยแห่ง “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยมตามกระแสแห่งอริยมรรค ในขณะบำเพ็ญภาวนาสมัยนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๕–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ๔ [มัคคญาณ–มรรค ๔] รวมทั้ง (๓) “ปัญญาเห็นความหลุดพ้น” โดยนัยแห่ง “วิมุตตานุตตริยะ” คือ ความหลุดพ้นอันเยี่ยมในขณะบำเพ็ญภาวนาสมัยนั้น พึงเป็นการเข้าถึงรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ อย่างเด็ดขาดไม่เป็นอื่น อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการคิดด้วยการทำกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” [ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ]  นี้ เป็นเรื่องการพิจารณาสภาวธรรมในภาพองค์รวม [Holistic Figuration] นั่นคือ การเห็นที่องค์ประกอบในส่วนที่เป็นทั้ง (๑) “โครงสร้าง” [Structure] และ (๒) “ระบบ” [System] ดังนี้

 

 

(๑) “โครงสร้าง” [Structure] คือ ความสัมพันธ์ในเชิงระนาบแนวกว้างเชิงวิเคราะห์อันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยการปรากฏขึ้นและดับไปของสภาวธรรมใดๆ นั้น จะมีองค์ประกอบโครงสร้างหลายๆ โครงสร้างย่อยรวมกันกลายเป็นโครงสร้างใหญ่ขึ้นไป โดยต้องทำงานสอดคล้องกับระบบใดระบบหนึ่ง อย่างเป็นเอกภาพเดียวกัน อยู่ในจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่ในโครงสร้างนั้นๆ ต่อมีความเป็นเอกภาพเฉพาะตน [ปัจจัตตลักษณะ: Uniqueness] ไม่ละเมิดในโครงสร้างอื่นๆ ในขณะเดียวกัน โครงสร้างหลายๆ  โครงสร้างต่างก็มีอาการลักษณะที่เป็นสากลรวมกัน [กลาปสัมมสนะ] ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” [ความเป็นสากล: Universality = อริยะ–ประเสริฐ–ดีเยี่ยมสูงสุด–อริยสัจจธรรม–ธรรมฐิติ] อนึ่ง องค์ความรู้อันเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นในการพิจารณาระดับโครงสร้างนั้น ก็เรียกว่า “ทฤษฎีเฉพาะ” [Specific Theory] และ “กฎเฉพาะ” [Specific Law] หรือ “กฎเฉพาะกิจ” [Ad Hoc Law] ที่มักเรียกว่า “กฎยกเว้น” [Exception Law] ที่เฉพาะเจาะจงลงไป ในทำนองเดียวกันนั้น ในทางธรรมถือเป็นกระบวนการคิดโดยโยนิโสมนสิการในขณะจิตเป็นสมาธิและมนสิการโดยวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” หรือ “วิธีการนิรนัย–อนุมาน” [Deductive Method] คือ การใช้เหตุผลจากทฤษฎี หลักการ ไปลงข้อสรุปย่อย ดังนี้

 

[A] “อนุโลม–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [Deductive Method–วิธีการนิรนัย-อนุมาน] หมายถึง การสรุปแบบอนุมาน เป็นการใช้เหตุผลจากทฤษฎี หลักการ ไปลงข้อสรุป โดยมีแหล่งความรู้มาจาก ผู้รู้–การหยั่งรู้–ขนบธรรมเนียมประเพณี–ประสบการณ์–เหตุผล เทียบเคียงได้กับ “การวิเคราะห์” [Analysis] โดยมีลำดับ ได้แก่ ข้อเท็จจริงใหญ่–ข้อเท็จจริงย่อย–ข้อสรุป [กฎย่อย]

 

 

ภาพประกอบ ๓: ลำดับขั้นในวิธีอนุปมาน

 

 

(๒) “ระบบ” [System] คือ ภาพมิติความสัมพันธ์ในเชิงลึกแนวตั้งเชิงสังเคราะห์อันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน อาจกล่าวว่า: ระบบย่อยหลายๆ ส่วน มารวมกันเป็นองค์ประกอบย่อยในองค์ประกอบใหญ่ขึ้นไปตามลำดับขั้นความสัมพันธ์ ซึ่งในระบบย่อยแต่ละส่วนนั้น ต่างก็มี “ลักษณะเฉพาะตน” [Uniqueness] โดยทำหน้าที่และตำแหน่งแห่งตน ไม่ไปละเมิดในหน่วยระบบย่อยอื่นๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ในระบบย่อยหลายๆ หน่วยมารวมกัน ย่อยเกิดเอกภาพเดียวกัน ตามจุดประสงค์ใหญ่ อย่างสอดคล้องและสมมตรากันทั้งระบบย่อยกับระบบหลัก จนสามารถพิจารณาเห็น “อาการลักษณะแห่งภาพองค์รวม” [กลาปสัมมสนะ] ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” หรือ “ความเป็นลักษณะสากล” [Universality] ในมิติแห่งความสัมพันธ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในระบบระดับใดๆ ย่อมพิจารณาเป็นองค์ความรู้ ที่เรียกว่า “ทฤษฎีหลัก” [General Theory] หรือ “กฎสามัญ” [General Law] อันเป็นไปตามกำหนดธรราดาแห่งธรรมชาติที่แท้จริงได้อย่างแน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น [ธัมมฐิติญาณ] ในทำนองเดียวกันนั้น ในทางธรรมถือเป็นกระบวนการคิดโดยโยนิโสมนสิการในขณะจิตเป็นสมาธิและมนสิการโดยวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” หรือ “วิธีการอุปนัย–อุปมาน” [Inductive Method] คือ การสรุปแบบอุปมาน เป็นการสรุปจากความจริงย่อย เป็นประโยคอ้าง เพื่อลงข้อสรุปหลักเป็นความจริงใหม่ เช่น การยืนยันความเสถียรของทฤษฎีหรือหลักการที่มีมาก่อนหน้านั้น หรือการนำเสนอหลักการหรือทฤษฎีใหม่ แต่ในทางธรรมนั้น พระธรรมแห่งพระธรรมวินัยนี้ ถือเป็นอริยะอันประเสริฐยิ่งแล้ว เป็น “ที่สุดแห่งกฎจักรวาลทั้งหลาย” ก็ขอเรียนเชิญผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ทำได้เพียงการยืนยันให้เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ตามพระสัตถุสาสน์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีหรือหลักการทางโลกียะ อันประกอบด้วย ความไม่เที่ยง ๑ ความแปรปรวน ๑ และไม่มีตัวตน ๑ อันเป็น “สังขตลักษณะ” แห่งธรรมทั้งหลายที่จัดเป็นวัฏฏะ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังนี้

 

[B] “ปฏิโลม–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [Inductive Method–วิธีการอุปนัย-อุปมาน] หมายถึง การสรุปจากความจริงย่อย เป็นประโยคอ้าง เพื่อลงข้อสรุปเป็นความจริงใหม่ ถ้าประโยคอ้างเป็นจริง ข้อสรุปนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นจริง เทียบเคียงได้กับ “การสังเคราะห์” [Synthesis] โดยมีลำดับ ได้แก่ ข้อเท็จจริงย่อย–ข้อเท็จจริงใหญ่–ข้อสรุป [ทฤษฎีหลัก]

 

 


ภาพประกอบ ๔
: ลำดับขั้นในวิธีอุปมาน

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ ก็ขอให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย หรือสาธุชนทั้งหลายผู้มีปรารถนาต้องการรู้เห็นและหยั่งรู้ใน “สัจจธรรม” [ธัมมฐิติญาณในตถตา] จนมีสามารถก้าวล่วงไปถึง “อริยสัจจธรรมทั้งปวง” [สัมโพธิญาณแห่งอริยสัจจ์ ๔] พึงกำหนดจิตให้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง ด้วยการถือข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งแห่งธัมมานุธัมมปฏิปทาโดยชอบตามคลองธรรม โดยไม่วิปริตไปเป็นอื่นจากพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า [พระสัตถุสาสน์ในธรรม ๘: วิราคะ–ความคลายกำหนัด ๑ วิสังโยค–ความไม่ประกอบทุกข์ ๑ อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส ๑ อัปปิจฉตา–ความมักน้อย  ๑ สันตุฏฐี–ความสันโดษ ๑ ปวิเวก–ความสงัด ๑ วิริยารัมภะ–การประกอบความเพียร ๑ สุภรตา–ความเลี้ยงง่าย ๑ และ พระสัตถุสาสน์ในธรรม ๗: เอกันตนิพพิทา–ความหน่ายสิ้นเชิง ๑ วิราคะ–ความคลายกำหนัด ๑ นิโรธ–ความหมดกิเลสหมดทุกข์ ๑ อุปสมะ–ความสงบ ๑ อภิญญา–ความรู้ยิ่งความรู้ชัด ๑ สัมโพธะ–ความตรัสรู้ ๑ นิพพาน–สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว] ฉะนั้น ธรรมแห่งปัญญาทั้งหลายที่จะอุบัติเกิดขึ้นได้นั้น ก็เนื่องด้วยพละกำลังแห่งความประกอบความเพียรเป็นสำคัญ ไม่ใช่การรอวาสนาส่งผลให้สำเร็จได้ จิตของตนอันได้พัฒนาไปถึง “อธิบดีแห่งวิปัสสนา” พร้อมด้วย “คุณชาติแห่งสมาธิ” นั้น เป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จตาม “กระแสวิถีแห่งอริยมรรค” ก็ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมหนีไม่พ้นจาก การวิวัฒน์ปัญญาอันเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ทั้งหมดไปให้ถึงความรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจธรรมทั้งหลายด้วยปัญญา ๓ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาเห็นธรรมอันเยี่ยม” [ดวงตาเห็นธรรมแห่งธรรมจักร–ธัมมฐิติญาณ] (๒) “ปัญญาเห็นข้อปฏิบัติอันเยี่ยม” [อริยมรรคมีองค์ ๘ แห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทา: อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] และ (๓) “ปัญญาเห็นความหลุดพ้นอันเยี่ยม” [วิมุตตญาณ] ที่จะเกิดขึ้นในขณะแห่งสมัยเดียวกันด้วยความตรัสรู้สัมโพธิญาณ ที่จะเกิดขึ้นในกาลประโยชน์ข้างหน้าของแต่ละบุคคล อันพึงมีได้ในฐานะแห่งผู้ประพฤติบำเพ็ญภาวนาในพระธรรมวินัยนี้ ในความสำเร็จทั้งหลายเพื่อความตรัสรู้อริยธรรมนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาความตั้งใจของตนเพียงผู้เดียวว่า “จะสู้ต่อหรือถอยลงคลอง” ฉะนั้น การพึ่งพาตนเองให้เข้าถึงสัจจภาวะแห่งอริยมรรคได้ ต้องทำเอง หมั่นเพียรเอง รู้เห็นเอง เข้าใจอย่างถูกต้องด้วยตนเอง กรปฏิบัติธรรมทั้งหลายจึงสำคัญอยู่ที่ “ปัญญา” [ญาณ] อันเกิดจาก “ยถาภูตญาณทัสสนะ” จนเกิดครบวงจรแห่งองค์รวมด้วยความรู้ชัดความรู้แจ้ง ที่เรียกว่า “วิปัสสนา: จักขุ–ญาณ–ปัญญา สมถะ: วิชชา–แสงสว่าง” และประการสำคัญอย่างยิ่ง ให้เข้าใจว่า: “พระพุทธศาสนาเป็นทั้งศาสนา–ปรัชญา–และ–วิทยาศาสตร์” ไม่ใช่หลักทฤษฎีแห่งไสยศาสตร์แต่ประการใด อย่าเข้าใจผิดแล้วไปใฝ่หาฤทธิ์หาเดชในขณะปฏิบัติธรรมจนหลงทิศหลงทาง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674146