๒. บทกวีแห่งพุทธธรรม ๒

      The Poetry of Buddhism 2

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1294  

 

ความสำคัญของบทความ

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นครูของมนุษย์และเทวดา เพื่อชี้แนะแนวทางในการเอาชนะกิเลส ที่กลุ้มรุมครอบงำภายในจิตใจของตนเอง พระองค์ทรงให้เอาชนะตัวเอง ด้วยตนเอง จึงเป็นภาวะพึ่งตนเอง ที่เรียกว่า “อัตตนาถะ” หรือ (๑) “อัตตหิตสมบัติ” หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน การบำเพ็ญประโยชน์ในส่วนของตนเองให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยพระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ “ความเป็นพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ “พึ่งตนเองได้” หลังจากนั้น ก็จะเป็น (๒) “ปรหิตปฏิบัติ” หมายถึง การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญ “พุทธจริยา” เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระกรุณา” เป็นหลัก เพราะเป็นคุณธรรมเครื่องให้สำเร็จ “พุทธกิจ” คือ “หน้าที่ของพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็นโลกนาถ” คือ “เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้” ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ “พระปัจเจกพุทธเจ้า” [ปัจเจกพุทธะ] คือ พระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง ซึ่งตรัสรู้เฉพาะตัว มิได้สั่งสอนผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น ไม่ได้อาศัย “ปรโตโฆสะ” คือ การฟังจากผู้อื่น [เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่นโดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร = สุตมยปัญญา] แต่รู้จัก “โยนิโสมนสิการ” สืบเนื่องด้วยตนเอง [การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย = จินตามยปัญญา] ก็สามารถจำแนกแจกธรรม เรียงต่อไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอดหยั่งเห็นความจริงได้ เพราะฉะนั้น สาธุชนชาวพุทธผู้มีบุญวาสนาบารมีในชาตินี้ ได้เกิดมาพบกับพระธรรมของผู้มีพระภาคเจ้าเช่นนี้ จึงถือเป็นโอกาสทองแห่งชีวิต ที่จะได้น้อมนำพระธรรมขันธ์ทั้งหลาย มาถือปฏิบัติเป็น “ธัมมานุธัมมปฏิทา” อันยิ่ง [ปฏิบัติธรรมถูกต้องสมควรแก่ธรรม] เพราะเป็นประทีปแห่งชีวิตในการบรรลุอธิคมธรรมทั้งหลาย ตามคำสอนของพระศาสดา ด้วยความอัศจรรย์แห่ง “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” อย่างแท้จริง ไม่ลุ่มหลงหรือหลงทางไปกับฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างอื่น [ได้แก่ “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์  กับ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ] ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเน้นการปล่อยวาง ความมักน้อยสันโดษ ความคลายกำหนัด ความหลุดพ้น ปัญญาอันยิ่ง ความตรัสรู้ เพื่อให้ลุล่วงถึง “พระนิพพาน” อันถือเป็นปรมัตถประโยชน์แห่งความเป็นพุทธะอย่างแท้จริง แต่ถึงแม้นว่าจะยังไม่ได้ลิ้ม “รสแห่งวิมุตติสุข” นี้ ก็ให้ผู้เจริญแล้วได้น้อมนำเอา “อริยมรรคมีองค์ ๘” เป็นแนวทางดำเนินชีวิต เป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิต ไม่มีสรณะอื่นใดอีกแล้ว ที่จะเป็นพระรัตนตรัยได้ดียิ่งกว่านี้เลย.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – บทกวีแห่งพุทธธรรม ๒

 

ในธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์นั้น มนุษย์สามัญทั่วไป มีทางเลือกดำเนินชีวิตที่เป็นฐานะเป็นไปได้ ๓ ทาง ได้แก่ (๑) “กุศลกรรมแห่งปุญญาภิสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร (๒) “อกุศลกรรมแห่งอปุญญาภิสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย  และ (๓) “โวทานธรรมแห่งอาเนญชาภิสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาอันหมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วย “สมาธิแห่งจตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิจิต] และ กุศลเจตนาที่เป็น “อรูปาวจร ๔” ดังนี้

(๑) “อากาสานัญจายตนภูมิ” ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด

(๒) “วิญญาณัญจายตนภูมิ” ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด

(๓) “อากิญจัญญายตนภูมิ” ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร

(๔) “เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ” ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

 

ดังนั้น “โวทานธรรม” ทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งหลายได้ [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–นิโรธสมาบัติ] โดยเริ่มจากไตรสิกขาตามลำดับ นั่นคือ (๑) “ศีลอันบริสุทธิ์” ด้วยการเจริญ “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” (๒) “สมาธิอันบริสุทธิ์” ด้วยการเจริญ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” และ (๓) “ปัญญาอันบริสุทธิ์” ด้วยการเจริญ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่เรียกว่า “อนุปุพพสิกขา ๓ แห่งวิสุทธิ ๗” ในพระธรรมวินินัยนี้ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือ ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้อ่านบทประพันธ์ร้อยกรองเกี่ยวกับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ประพันธ์โดย “คุณมานิต สุวรรณคำ” เพื่อเป็นธรรมวิทยาทานในการสืบทอดข้อประพฤติปฏิบัติอีกแนวทางหนึ่ง คุณมานิต สุวรรณคำ เป็นบุคคลที่มีโอกาสอันเยี่ยมที่ได้ปฏิบัติรับใช้พระอริยสงฆ์หลายรูป เป็นผู้ได้รับ “อนุตตริยะ ๖” ด้วยกุศลบุญวาสนาที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และรวมทั้ง พระอริยสาวกของพระองค์ทั้งหลาย ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“อนุตตริยะ ๖” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่   

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ การเห็นพระตถาคต และตถาคตสาวก รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่จะให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งจิตใจ

(๒) “สวนานุตตริยะ” คือ การฟังอันเยี่ยม ได้แก่ การสดับธรรมของพระตถาคต และตถาคตสาวก

(๓) “ลาภานุตตริยะ” คือ การได้อันเยี่ยม ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้ “อริยทรัพย์” ทั้ง ๗ นั่นคือ “ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา”

(๔) “สิกขานุตตริยะ” คือ การศึกษาอันเยี่ยม ได้แก่ การฝึกอบรมใน “อธิศีล–อธิจิตต์–และ–อธิปัญญา”

(๕) “ปาริจริยานุตตริยะ” คือ การบำเรออันเยี่ยม ได้แก่ การบำรุงรับใช้พระตถาคต และตถาคตสาวก

(๖) “อนุสสตานุตตริยะ” คือ การระลึกอันเยี่ยม ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวก

 

โดยสรุป คือ “การเห็น–การฟัง–การได้–การศึกษา–การช่วยรับใช้–และ–การรำลึก” ที่จะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโสกะปริเทวะ ดับสูญทุกข์โทมนัส หรือสังกิเลสทั้งหลาย เพื่อการบรรลุ “ญายธรรม” อันเป็นสิ่งที่สมเหตุผล ทางที่ถูก วิธีการที่ถูกต้อง ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค –อริยมรรคมีองค์ ๘” ภาวะอันจะลุถึงได้ด้วยข้อปฏิบัติที่ถูกต้องและทำให้แจ้งซึ่ง “นิพพาน”

 


 

 

 “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘”

 
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม

 

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าถือให้มากนักเลย พอแรงแล้ว
 คุณมานิต สุวรรณคำ
 



รู้อะไร

ก็ไม่สู้

รู้ตัวว่า

เราเกิดมา

มีปัญญา

อยู่บ้างไหม

ตรวจตัวตน

ให้เห็น

ทั้งนอกใน

อบรมใจ

ด้วยปัญญา

ให้เบ่งบาน

 

ม. มั่นคง  Stanza 1

 

รู้จักหา

เลี้ยงตน

ให้พ้นทุกข์

อย่าหลงสุข

สนุกอยู่

กับตัณหา

อย่าหลงตน

อยู่ในโลก

แห่งมายา

เอาธรรมมา

เลี้ยงชีพตน

จะพ้นภัย

 

 ม. มั่นคง  Stanza 2

 

ต้องใฝ่เรียน

หาผู้รู้

เป็นคู่คิด

เป็นมิตรแท้

อยู่เตือนใจ

ใช้เหตุผล

แล้วนำมา

ปฏิบัติ

ประพฤติตน

ชีวิตพ้น

ไม่ตกต่ำ

ตามโลกีย์

 

 ม. มั่นคง  Stanza 3

 

แม้ประกอบ

ภารกิจ

ที่ยุ่งยาก

ตกลำบาก

ทุกข์ระกำ

สักเพียงไหน

หากรู้จัก

ฝึกฝนจิต

ฟั้นอารมณ์

อุปสรรค

มารมากมาย

ก็คลายลง

 

 ม. มั่นคง  Stanza 4

  

รู้ปลดปลง

เรื่องระกำ

ไร้สาระ

รู้วาระ

วิถีจิต

ที่แปรผัน

ปลุกเตือนจิต

ให้ตื่นรู้

สืบคืนวัน

คงสติมั่น

มุ่งเจริญ

เพลินตามกาล

 

 ม. มั่นคง  Stanza 5

 

แม้นเวลา

พรากเปลี่ยนโลก

หมุนแปรผัน

สรรพสิ่งพร้อม

สารพัน

เคลื่อนผันเปลี่ยน

แม้วัฏฏะ

แห่งภพโลก

ที่วกวน

ให้พากเพียร

จิตตภาวนา

พร้อมปัญญา

 

ม. มั่นคง  Stanza 6

 

เมื่อเกิดมา

มีกายา

เป็นมนุษย์

เปรียบประดุจ

ประเสริฐกว่า

เหล่าเดรัจฉาน

ครั้นมีแต่

อกุศล

ในสันดาน

เดรัจฉาน

ย่อมงอกเงย

เลิศกว่าคน

 

ม. มั่นคง  Stanza 7

 

เกิดเป็นคน

อย่าว่าตน

เลิศกว่าสัตว์

หากไม่หัด

ดัดสันดาน

ที่พาลเขลา

แล้วเลือกทำ

สิ่งที่ดี

ใส่ตัวตน

ความเป็นคน

ไม่มัวเมา

พื้นสันดาน

 

ม. มั่นคง  Stanza 8

 

หากแม้นเรา

เกิดขึ้นมา

ชั้นยาจก

ระเหิรหก

ไร้ถิ่น

อยู่อาศัย

เป็นคนจร

หมอนหมิ่น

อยู่แดนใด

จงทำใจ

อย่าให้อยาก

มากกว่ามี

 

ม. มั่นคง  Stanza 9

 

ตัวเรานี้

มีโรค

ตั้งหลายเรื่อง

แต่ละเรื่อง

ล้วนโรคร้าย

มองไม่เห็น

มีโรครัก

โลภ–โกรธ–หลง

ยังคงเป็น

เรามองเห็น

โรคนี้บ้าง

หรืออย่างไร

 

ม. มั่นคง  Stanza 10

 

โรคร้ายนี้

มันระบาด

ทั่วทั้งโลก

คนทั้งโลก

เป็นกันทั่ว

ตัวมัวหมอง

หากเราปล่อย

ให้โรคนี้

มันครอบครอง

เราคงต้อง

มีชีวิต

อันหมองมัว

 

ม. มั่นคง  Stanza 11

 

วิธีแก้

โรคร้ายนี้

มีทางออก

ตถาคต

ท่านทรงบอก

ทางแก้ไข

ต้องหาเหตุ

ให้เห็น

เป็นเช่นไร

เกิดที่ไหน

ดับที่นั่น

หมั่นตรึกตรอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 12

 

ถ้าอยากครอง

ชีวิต

ให้เป็นสุข

หมั่นหาทุกข์

ให้เห็น

เป็นไฉน

หาทุกเช้า

ทุกค่ำ

ทุกคืนไป

ให้รู้เห็น

ในธรรมนี้

เป็นอนิจจัง

 

ม. มั่นคง  Stanza 13

 

เพราะว่าสุข

หรือทุกข์

มันเกิดดับ

หมุนเวียนกลับ

สลับเปลี่ยน

เป็นวิถี

มันเป็นอยู่

คู่กับโลก

ชั่วชีวี

เราต้องมี

วิธีรู้

อยู่คู่มัน

 

ม. มั่นคง  Stanza 14

 

 

เรามีกรรม

นำมา

พาให้เกิด

จะประเสริฐ

เลิศดี

หรือโฉดเฉลา

ผลของกรรม

นำส่งมา

ที่ตัวเรา

จะโฉดเขลา

ดีชั่ว

ที่ตัวกรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 15

 

สร้างเหตุดี

ผลต้องดี

มีให้เห็น

ไม่ละเว้น

ว่ายาจก

หรือเศรษฐี

เพราะมีผล

มาจากเหตุ

ที่เกิดมี

จะชั่วดี

ก็เพราะเหตุ

ที่มีมา

 

ม. มั่นคง  Stanza 16

 

โลกอาศัยเรา

หรือว่าเรา

อาศัยโลก

เพราะทั้งโลก

มีหมู่สัตว์

อยู่อาศัย

แล้วเราอยู่

ในหมู่สัตว์

ประเภทใด

จึงจะได้

จัดว่าอยู่

ในหมู่ดี

 

ม. มั่นคง  Stanza 17

 

ความชั่วดี

มีในตัว

เรามากนัก

ไม่รู้จัก

ก็ไม่เห็น

ทางแก้ไข

หากรู้จัก

ใช้ธรรม

รักษาใจ

สุขทุกข์ไซร้

ก็ล้วนเป็น

อนิจจัง

 

ม. มั่นคง  Stanza 18

 

ความไม่เที่ยง

เกิดมีมา

พร้อมหมู่สัตว์

มันข้องขัด

ผูกพัน

ด้วยตัณหา

มันเป็นอยู่

คู่โลก

แต่ใดมา

โอ้อนิจจา

มันเป็น

เช่นนั้นเอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 19

 

เหตุสร้างผล

ผลสร้างเหตุ

วิเศษนัก

ย่อมประจักษ์

แก่สายตา

ผู้มาเห็น

ผลและเหตุ

ที่มีมา

จึงพาเห็น

จึงได้เห็น

ผลที่เกิด

เลิศหรือเลว

 

ม. มั่นคง  Stanza 20

 

สร้างเหตุชั่ว

ผลติดตัว

คือเศร้าหมอง

ต้องตรอมตรม

ตามเหตุ

ที่สั่งสม

สุขภาพจิต

ทั้งชีวิต

ต้องระทม

เมื่อสิ้นลม

จิตนำส่ง

สู่อบาย

 

ม. มั่นคง  Stanza 21

 

หายใจอยู่

ทุกวัน

ให้หมั่นคิด

กายกับจิต

อย่าให้พราก

จากไปไหน

ให้ดวงจิต

คอยตรวจกาย

ภายนอกใน

ตรวจจนให้

รู้เห็น

เป็นแก่นธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 22

 

หากจิตเรา

มัวเมา

เคล้าตัณหา

จิตจะผวา

เร่าร้อน

และลุ่มหลง

กายจะพา

ดวงจิตให้

ตกต่ำลง

จิตที่หลง

จะนำให้

ใจต่ำทราม

 

ม. มั่นคง  Stanza 23

 

เมื่อจิตทราม

กายก็ทราม

ตามกันหมด

ชีวิตหมด

มืดมน

อย่าสงสัย

หากอยากให้

ชีวิตรอด

อยู่ปลอดภัย

จงน้อมใจ

ให้รู้

อยู่กับธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 24

 

ธรรมนำจิต

จิตตามธรรม

นำให้รู้

ธรรมนำสู่

สุคติ

คือที่หมาย

ผู้ใฝ่ธรรม

ย่อมเป็นสุข

ทั้งใจกาย

แม้ชีพวาย

จิตยังอยู่

คู่กับธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 25

 

จิตตามธรรม

ธรรมนำจิต

ให้คิดถูก

นำธรรมปลูก

ลงในใจ

ให้เป็นผล

เป็นเมตตา

กรุณา

ในจิตตน

จิตกุศล

ธรรมนำส่ง

สุขสบาย

 

ม. มั่นคง  Stanza 26

 

ธรรมนำจิต

จิตตามธรรม

จำเอาไว้

ธรรมทำให้

ใจสงบ

พบเหตุผล

ธรรมนำให้

สิ่งที่ดี

มีในตน

ธรรมนำตน

ไปให้พ้น

จากบ่วงมาร

 

ม. มั่นคง  Stanza 27

 

ธรรมนำจิต

จิตตามธรรม

ธรรมนำสู่

ธรรมเป็นผู้

ชี้ทางให้

สัตว์ทั้งหลาย

ชี้ให้เห็น

ทั้งทางรอด

และทางตาย

ก่อนชีพวาย

ต้องไม่หน่าย

คลายจากธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 28

 

ผู้ไม่รู้

ค่าของธรรม

ช้ำใจแย่

เพราะมัวแต่

ลุ่มหลง

สิ่งเหลวใหล

หลงในสิ่ง

ที่โลกลวง

ห่วงอาลัย

ยึดติดไว้

ในดวงจิต

ชีวิตทราม

 

ม. มั่นคง  Stanza 29

 

ผู้ไม่เห็น

ค่าของธรรม

ระกำจิต

เพราะหลงผิด

นอกคลองธรรม

ตามนิสัย

ประพฤติชั่ว

จิตเมามัว

ในอบาย

เมื่อชีพวาย

จิตมุ่งสู่

อยู่อเวจี

 

ม. มั่นคง  Stanza 30

 

ผู้ไม่ทำ

ตามคลองธรรม

กรรมนำส่ง

กรรมก็คง

ลงโทษให้

ทันได้เห็น

ผลของกรรม

นำโทษมา

ให้เกิดเป็น

เกิดทุกข์เข็น

ชั่วชีวิต

จิตตรอมตรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 31

 

ผลของกรรม

ติดเรามา

ตั้งแต่เกิด

เพราะมีกรรม

เป็นแดนเกิด

อย่าสงสัย

หมั่นเรียนรู้

รักษาธรรม

ประจำใจ

รู้ธรรมไว้

เอาไปดับ

อวิชชา

 

ม. มั่นคง  Stanza 32

 

อวิชชา

ตัวนำพา

ให้ใจชั่ว

พาใจมัว

ให้มืดมิด

ติดตัณหา

นำชีวิต

ให้มอดไหม้

ไร้ราคา

ไร้ปัญญา

ไร้ที่พึ่ง

ถึงวันตาย

 

ม. มั่นคง  Stanza 33

 

อวิชชา

มันเกิดมา

คู่กับโลก

หมู่สัตว์โลก

รู้เท่าทัน

น้อยนักหนา

หากหมู่เรา

รู้ไม่ทัน

ด้วยปัญญา

โลกคงพา

หมู่สัตว์ส่ง

ลงอเวจี

 

ม. มั่นคง  Stanza 34

 

อวิชชา

มีมากมาย

ในหมู่สัตว์

สารพัด

พิษของมัน

นั้นเหลือหลาย

มันรุมรัด

เราหมดสิ้น

ทั้งใจกาย

แม้ชีพวาย

มันไม่ลด

หมดจากเรา

 

ม. มั่นคง  Stanza 35

 

เกิดภพหน้า

อวิชชา

เกิดมาด้วย

เพราะจิตช่วย

หนุนนำส่ง

แต่หนหลัง

อวิชชา

จึงเติบใหญ่

มีกำลัง

แล้วครอบงำ

ใจหมู่สัตว์

ให้เสื่อมลง

 

ม. มั่นคง  Stanza 36

 

พระพุทธองค์

ทรงตรัสไว้

ให้รู้เหตุ

ให้เห็นเหตุ

แห่งอวิชชา

มาจากไหน

มันเกิดจาก

หู–ตา–จมูก

ลิ้น–กาย–ใจ

เก็บเอาไป

ไว้ปรุงแต่ง

ตามสันดาน

 

ม. มั่นคง  Stanza 37

 

หู–ตา–จมูก

ลิ้น–กาย–ใจ

นั้นเป็นตุ

สร้างกิเลส

ครอบงำ

สัตว์ทั้งหลาย

มันปรุงแต่ง

ให้หมู่สัตว์

ต้องงมงาย

สัตว์ทั้งหลาย

ต้องลุ่มหลง

ลงอเวจี

 

ม. มั่นคง  Stanza 38

 

ผู้เข้าใจ

ในธรรม

ได้ยั้งคิด

ใคร่ครวญคิด

พิจารณา

หาเหตุผล

ใช้สติ

ตรวจให้แจ้ง

ในกมล

ใจจึงดล

ให้ผล

เกิดขึ้นมา

 

ม. มั่นคง  Stanza 39

 

ผู้ใดเดิน

ตามทางที่

พระองค์บอก

อยู่ในกรอบ

พระธรรม

ที่ท่านสอน

อวิชชา

จะพรากจาก

อย่างแน่นอน

ยึดคำสอน

พระพุทธองค์

เป็นธงชัย

 

ม. มั่นคง  Stanza 40

 

อิทธิบาทสี่

จำต้องมี

ประจำจิต

สำรวมจิต

พิจารณา

แล้วขวนขวาย

มีศรัทธา

ให้ฉันทะ

เกิดแก่ใจ

พากเพียรไว้

วิริยะเกิด

ประเสริฐเอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 41

 

พากเพียรไป

จนให้เกิด

จิตตั้งมั่น

จิตเหนี่ยวนำ

ทำให้เกิด

วิมังสา

ใคร่ครวญคิด

วิเคราะห์เรื่อง

อวิชชา

วิมังสา

จะพาเห็น

เป็นสัจธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 42

 

สัจธรรม

เป็นของเลิศ

ประเสริฐแท้

ผู้เหลียวแล

ย่อมเล็งเห็น

เป็นมรรคผล

ผู้ใฝ่รู้

เอาสัจธรรม

มานำตน

จะเห็นผล

ที่พระธรรม

นำส่งมา

 

ม. มั่นคง  Stanza 43

 

ผลที่ได้

ทำให้กาย

ใจเป็นสุข

เห็นทุกขสุข

ที่หมุนเปลี่ยน

เวียนมาหา

ได้เห็นทุกข์

และเห็นสุข

เป็นธรรมดา

เห็นมรรคา

ทางประเสริฐ

เกิดขึ้นเอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 44

 

เมื่อเข้าใจ

แลเห็นทุกข์

เป็นสุขยิ่ง

แท้ที่จริง

สุขที่เห็น

คือทุกข์หาย

เมื่อทุกข์ใจ

ไม่เป็นสุข

ทุกข์มากมาย

จะเข้าใจ

ทุกข์สุขได้

ต้องรู้ธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 45

 

ให้รู้จัก

เอาธรรม

ประจำจิต

รักษาจิต

ให้ติดธรรม

นำส่งผล

จิตติดธรรม

นำไปเกิด

ถึงชั้นพรหม

ธรรมนำส่ง

จิตมุ่งสู่

พระนิพพาน

 

ม. มั่นคง  Stanza 46

 

เมื่อเอาธรรม

ประจำจิต

สนิทแล้ว

จิตผ่องแผ้ว

เหมือนดังแก้ว

มณีใส

ธรรมส่องจิต

จิตส่องธรรม

ธรรมสอนใจ

ธรรมสอนให้

จิตรู้ธรรม

สร้างกรรมดี

 

ม. มั่นคง  Stanza 47

 

จิตติดธรรม

ก็ไม่นำ

กายทำชั่ว

เพราะจิตกลัว

เรื่องบาป

อกุศล

หิริโอตัปปะ

ก็เกิดมี

ขึ้นในตน

อกุศล

ก็ไม่ส่ง

ให้ผลมี

 

ม. มั่นคง  Stanza 48

 

เมื่อจิตดี

กายก็ดี

ไม่มีโรค

มันเป็นโชค

เพราะจิตทำ

นำส่งผล

หมู่มนุษย์

ก็ทำได้

ทั่วทุกคน

หมู่มวลชน

จะไร้ทุกข์

สุขสบาย

 

ม. มั่นคง  Stanza 49

 

เมื่อจิตงาม

กายก็งาม

ตามไปด้วย

ผิวพรรณสวย

ดูผุดผ่อง

งามแจ่มใส

ผู้มีจิต

งดงาม

จากข้างใน

ธรรมส่งให้

กายก็งาม

ตามจิตเอย

 

ม. มั่นคง  Stanza 50

 

ทุกข์และสุข

มันก็อยู่

กับเราแล้ว

ใจผ่องแผ้ว

ทุกข์แปรผัน

เป็นสุขี

ใจหม่นหมอง

ทุกข์ครอบงำ

ดวงฤดี

ทุกข์สุขนี้

หาวิธี

จัดการมัน

 

ม. มั่นคง  Stanza 51

 

ธรรมสอนจิต

ให้จิตมี

สติมั่น

คอยฝ่าฟัน

ปราบมวลหมู่

มารทั้งหลาย

หมู่กิเลส

ก็ไม่เข้า

มากล้ำกลาย

จิตพากาย

ให้เข้าอยู่

สู่ทางธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 52

 

เมื่อจิตดี

ก็สติมี

กำลังกล้า

คอยนำพา

ดลจิตให้

ใฝ่กุศล

อริยสัจจ์

ก็แจ่มแจ้ง

ในกมล

จิตข้ามพ้น

อบายมุข

เป็นสุขจริง

 

ม. มั่นคง  Stanza 53

 

ศีลคือมูล

รากฐาน

งานสร้างจิต

สร้างชีวิต

ให้มั่นคง

ลางรากฐาน

รักษาศีล

ให้ตั้งอยู่

ในสันดาน

จิตชื่นบาน

กายเป็นสุข

ทุกข์ไม่มี

 

ม. มั่นคง  Stanza 54

 

จิตติดธรรม

ธรรมสร้างจิต

ให้มีศีล

ศีลไม่สิ้น

ไปจากจิต

คิดกุศล

ไม่ต้องไป

เที่ยวขอศีล

มาใส่ตน

ธรรมสอนตน

ให้สร้างศีล

ทุกถิ่นไป

 

ม. มั่นคง  Stanza 55

 

ธรรมสอนจิต

จิตทำตาม

ใจงามเด่น

เพราะใจเห็น

ในธรรม

นำมาสอน

ธรรมสอนกาย

ให้มีศีล

โดยสังวร

กายนอบน้อม

จิตน้อมนำ

ให้ทำดี

 

ม. มั่นคง  Stanza 56

 

จิตสร้างศีล

ศีลสอนจิต

วิจิตรแท้

ศีลช่วยแก้

ชีวิตให้

ไม่สิ้นหวัง

ศีลสอนเรา

ให้เข้าถึง

อนิจจัง

ศีลสอนสั่ง

ให้หมู่ชน

พ้นทุกข์ภัย

 

ม. มั่นคง  Stanza 57

 

ธรรมสอนจิต

จิตสร้างศีล

ทุกถิ่นแล้ว

ศีลผ่องแผ้ว

ใจผ่องผุด

ดุจแก้วใส

สมาธิเกิด

จิตสงบ

พบรัตนตรัย

ผลส่งให้

ใจประสบ

พบปัญญา

 

ม. มั่นคง  Stanza 58

 

การเกิดแก่

เจ็บ–ตาย

นั้นเป็นทุกข์

ธรรมจะปลุก

จิตให้ตื่น

ขึ้นมาเห็น

การเวียนเกิด

แก่–เจ็บ–ตาย

มากมายเป็น

ทุกข์แสนเข็น

ต้องเวียนกลับ

สลับมา

 

ม. มั่นคง  Stanza 59

 

เพราะกายนี้

เป็นตัวเหตุ

ให้เกิดทุกข์

เกิดก็ทุกข์

แก่–เจ็บ–ตาย

ทุกข์ทั้งสิ้น

พระองค์สอน

ให้เห็นทุกข์

เป็นอาจินต์

จิตจะอิ่ม

ด้วยปัญญา

พาพ้นภัย

 

ม. มั่นคง  Stanza 60

 

เมื่อปัญญา

พาใจ

ให้เห็นเหตุ

แบกกิเลส

ที่เกิดขึ้น

ให้จิตเห็น

วิมังสา

วิเคราะห์เรื่อง

ที่เกิดเป็น

ทุกข์ที่เห็น

ก็เป็นเพียง

อนิจจัง

 

ม. มั่นคง  Stanza 61

 

ครั้นอนิจจัง

แจ่มแจ้ง

ในดวงจิต

จิตจะพินิจ

เห็นไตรลักษณ์

ไม่สงสัย

พิจารณา

เห็นอริยสัจจ์

อย่างเข้าใจ

อนิจจัง

พาจิตให้

ได้ปัญญา

 

ม. มั่นคง  Stanza 62

 

อริยสัจจ์ ๔

มี–ทุกข์–สมุทัย

นิโรธ–มรรค

ให้ประจักษ์

แจ้งในจิต

มิสงสัย

ดำเนินจิต

จนแจ้งใน

สมุทัย

นิโรธ–มรรค

เกิดขึ้นได้

ด้วยปัญญา

 

ม. มั่นคง  Stanza 63

 

น้อมพระธรรม

สอนใจกาย

ให้สงบ

จะได้พบ

สัจธรรม

นำวิถี

เกิดปัญญา

ได้รู้จัก

มรรควิธี

เป็นวิถี

ทางนำให้

ไปพ้นธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 64

 

อันมรรคนี้

พระพุทธองค์

ทรงตรัสไว้

บอกทางให้

ผู้มุ่งหวัง

ในมรรคผล

เป็นหนทาง

ของหมู่พวก

อริยชน

สร้างกุศล

ให้ก่อเกิด

ตามมรรคา

 

ม. มั่นคง  Stanza 65

 

อันมรรคนี้

ต้องมีไว้

ประจำจิต

ให้รู้คิด

รู้กระทำ

ตามสถาน

มีสติ

ให้รู้คิด

ทุกชั่วยาม

ปัญญาญาณ

หยั่งรู้

ดูเห็นกรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 66

 

มรรควิธีนี้

ท่านบอกไว้

มีองค์แปด

ท่านจำแนก

ให้เห็นธรรม

ล้ำสมัย

อาศัยมรรค

ดำเนินจิต

ให้ก้าวไกล

จิตย่อมได้

ไปถึง

ซึ่งนิพพาน

 

ม. มั่นคง  Stanza 67

 

องค์ที่หนึ่ง

ให้รู้เห็น

ในทางชอบ

รู้ในกรอบ

เรื่องของทุกข์

เป็นไฉน

รู้เหตุเกิด

และดับทุกข์

ได้อย่างไร

รู้จนได้

เห็นชอบ

ตอบได้เอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 68

 

องค์ที่สอง

ต้องให้มี

ดำริชอบ

ดำริออก

จากกาม

ตามนิสัย

ดำริไม่

มุ่งร้าย

เบียดเบียนใคร

เมื่อดำริ

เช่นนี้ได้

ใจงดงาม

 

ม. มั่นคง  Stanza 69

 

องค์ที่สาม

ตามด้วยมี

วาจาชอบ

พูดในกรอบ

จิตมุ่งดี

เป็นนิสัย

ไม่ส่อเสียด

เพ้อเจ้อ

ระรานใคร

จึงได้อยู่

ในกรอบ

พูดชอบเอย

 

ม. มั่นคง  Stanza 70

 

องค์ที่สี่

ให้มี

การงานชอบ

ใจต้องชอบ

เมตตา

เป็นนิสัย

ไม่เข่นฆ่า

เอาสิ่งของ

ลูกเมียใคร

จิตจึงได้

งานที่ชอบ

มอบให้ตน

 

ม. มั่นคง  Stanza 71

 

องค์ที่ห้า

บอกให้

เลี้ยงชีพชอบ

ต้องประกอบ

การเลี้ยงชีพ

ไม่ผิดศีล

ต้องประกอบ

สัมมาชีพ

เป็นอาจินต์

รักษาศีล

ยึดมั่น

ถึงวันตาย

 

ม. มั่นคง  Stanza 72

 

องค์ที่หก

บอกไว้

ให้เพียรชอบ

เพียรประกอบ

จิตให้

ใฝ่กุศล

ดำเนินจิต

ละความชั่ว

ในตัวตน

สร้างกุศล

ให้เกิด

ประเสริฐเอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 73

 

องค์ที่เจ็ด

ต้องมีจิต

สัมมาสติ

ใช้สติ

ตรองจิตในจิต

เป็นนิสัย

เผากิเลส

ให้มอดสิ้น

ทั้งนอกใน

สติพาให้

จิตเจริญได้

ด้วยปัญญา

 

ม. มั่นคง  Stanza 74

 

องค์ที่แปด

อยู่ด้วยจิต

สัมมาสมาธิ

เมื่อจิตมี

สติพร้อมปัญญา

พาแจ่มใส

ก็ละเสีย

สิ้นที่เกิด

และดับไป

จิตจึงได้

รู้เห็นอยู่

คู่กับธรรม

 

ม. มั่นคง  Stanza 75

 

ผู้ใดเดิน

ตามทางที่

พระองค์บอก

ประพฤติชอบ

ตามคำที่

พระองค์สอน

จิตจะละ

สิ้นซึ่งทุกข์

สุขอารมณ์

ยึดคำสอน

พระพุทธองค์

เป็นหลักใจ

 

ม. มั่นคง  Stanza 76

 

กินข้าวเรา

ว่าความเขา

ไม่เข้าท่า

เพราะต้องมา

เอาเรื่องเขา

เข้าสมอง

เป็นเรื่อง

ไร้สาระ

ไม่ควรตรึก

เราควรต้อง

มองให้ทั่ว

ที่ตัวทำ

 

ม. มั่นคง  Stanza 77

 

ไม่ควรไป

เฝ้าดู

รู้เรื่องเขา

เรื่องของเรา

ก็วุ่นวาย

มากหลายอย่าง

เราต้องใคร่

ครวญคิด

ให้ถูกทาง

ถูกต้องตาม

กระบวนธรรม

พาจำเริญ

 

ม. มั่นคง  Stanza 78

 

หากใจเรา

เฝ้าคิด

เรื่องคนอื่น

สิ่งที่คืน

กลับมา

คือความเขลา

เพราะนำเรื่อง

ไร้สาระ

มาให้เรา

ชีวิตนี้

คงต้องเศร้า

ชั่วนิรันดร์

 

ม. มั่นคง  Stanza 79

 

 

ควรเฝ้าดู

ใจของเรา

ให้รู้คิด

รู้ถูกผิด

แยกออกได้

ให้รู้เห็น

รู้ให้แจ้ง

จนทั่ว

ที่อยากเป็น

จะได้เห็น

ดีชั่ว

ที่ตัวเรา

 

ม. มั่นคง  Stanza 80

 

เราควรฟัง

เรื่องที่ดี

มีประโยชน์

ไม่มีโทษ

ระคายหู

เมื่อรู้เห็น

แล้วนำมา

ทำประโยชน์

ให้เกิดเป็น

สิ่งที่เห็น

ควรค่า

น่าชื่นชม

 

ม. มั่นคง  Stanza 81

 

วันวันหนึ่ง

เราคิดดี

สักกี่ครั้ง

คิดชั่วนั้น

มากกว่าดี

สักกี่หน

เอาใส่ใจ

ไว้บ้างไหม

ในกมล

หาเหตุผล

ว่าตนคิด

ไม่บิดเบือน

 

ม. มั่นคง  Stanza 82

 

หากเราเตือน

ตนไว้

ได้ยั้งคิด

สร้างชีวิต

มงคลเกิด

ทุกสถาน

มีชีวิต

อยู่เป็นสุข

ยั่งยืนนาน

จิตเบิกบาน

รู้ดี–ชั่ว

ที่ตัวเอง

 

ม. มั่นคง  Stanza 83

 

มิบังอาจ

เขียนกลอน

สอนผู้อ่าน

เพราะสันดาน

ของผู้เขียน

ยังลุ่มหลง

ยังหลงทุกข์

หลงสุข

มิลดลง

จึงเขียนลง

เอาไว้ก่อน

ประจานตน

 

ม. มั่นคง  Stanza 84

 

ประจานจน

ให้ใจอาย

ได้สติ

เห็นนิมิต

ในกาย

ใช่ภาพหลอน

ให้สติ

พิจารณากาย

โดยสังวร

ใจรู้ก่อน

จึงสั่งกาย

ให้กระทำ

 

ม. มั่นคง  Stanza 85

 

หากแม้นทำ

ให้ผู้อ่าน

รำคาญจิต

โปรดจงคิด

เมตตา

ได้สงสาร

เพราะผู้เขียน

มิได้รู้

วิชาการ

เขียนไว้อ่าน

ตามแต่จิต

คิดขึ้นมา

 

ม. มั่นคง  Stanza 86

 

ครั้นผู้อ่าน

ชื่นบาน

สำราญจิต

ต้องลิขิต

เตือนใจ

ให้สมหวัง

ขอโมทนา

ให้ผู้อ่าน

เต็มกำลัง

ส่งถึงฝั่ง

ทางพ้นทุกข์

สุขใจเทอญ

 

ม. มั่นคง  Stanza 87

 

ตัวผู้เขียน

มิได้เรียน

อักษรศาสตร์

อักษรขาด

วลีหล่น

พ้นวิสัย

หากเรียงร้อย

ถ้อยคำ

เอาตามใจ

เขียนเอาไว้

ด้วยใจตั้ง

ให้เตือนตน

 

ม. มั่นคง  Stanza 88

 

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4675618