๒๗. การคิดแบบวิธีวิทยาศาสตร์ในวิปัสสนาภูมิ

        Thinking with the Scientific Methods in Mental Development

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  687  

 

ความสำคัญของบทความ

 

กระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” นั้น เป็นขั้นตอนการคิดเพื่ออ้างอิงกับ “ทฤษฎี–หลักธรรม” ที่เรียกว่า “กฎ–กฎเกณฑ์” ที่ใช้อธิบายหรือพรรณนาสภาวธรรม (ธรรม) หรือนิมิตที่เกิดขึ้น (สังขาร–ความนึกคิด) เพื่อหาข้อสรุป (Generalizations) อันเป็นความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (อภิธรรม) อันเป็นความหมายที่บริสุทธิ์เหนือความนึกคิด (สัญเจตนา–กิเลสตัณหา) ตามข้อตกลงทางสังคมของมนุษย์ (Social–Conventional Significances) ที่เรียกว่า “สมมติสัจจะ” คือ ความหมายหรือนิยามตามพจนานุกรมทางคติโลก เพราะฉะนั้น ธรรมหรือหลักธรรมในพระพุทธศาสนาจึงเป็นคำศัพท์บัญญัติเฉพาะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า (Buddhist Terminology) ที่พุทธศาสนิกหรือผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านทางพระศาสนา เพื่อเข้าใจอย่างถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ในทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกับ “กำหนดแห่งธรรมดา–กฎธรรมชาติ” (ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ–สัมมาทัสสนะ) เพราะฉะนั้น การพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมในวิปัสสนาภูมิที่กระทำอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์นั้น ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” มากมาย โดยเฉพาะ “อนุปัสสนา ๗” ทำให้เกิดปัญญาทั้ง ๑๐ ประการ จนถึงขั้นบรรลุอรหัตตผลได้ (ปฏิสัมภิทัปปัตตะ–ผู้เข้าถึงปฏิสัมภิทาสี่) ในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นกระบวนการวิวัฒน์ทางปัญญาที่ต้องอาศัย “สติสัมปชัญญะ” ในการพิจารณาไตร่ตรองธรรมทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นในวิปัสสนาภูมิ โดยหาข้อสรุปเป็นกฎเกณฑ์หรือทฤษฎี (หลักธรรม–อภิธรรม) ดังข้อสรุปที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอธิบายด้วยหลักธรรม “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” (ทุกขสัจจ์) อันดำเนินเป็นไปตาม “อริยสัจจ์ ๔” (ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค) ด้วยการเจริญกุศลกรรมด้วย “โยนิโสมนสิการ” นั่นคือ บรรดา “ปัจจัยธรรม”  (สมุทัยสัจจ์) ทั้งหลาย ได้แก่ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กับ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ซึ่งเรียกว่า “ปัญญาเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) อันเป็นบาทฐานสำคัญให้เกิด “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” (สัมโพธิญาณ) ตามมา จึงถึงขั้นความหลุดพ้นชอบ (สัมมาวิมุตติ) ที่เรียกว่า “อรหัตตผลวิมุตติ” ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ดังนี้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

 

บทความที่ ๒๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – การคิดแบบวิธีวิทยาศาสตร์ในวิปัสสนาภูมิ

 

ในการเจริญภาวนาหรือการมนสิการกรรมฐานนั้น คือ การพิจารณาไตร่ตรองธรรมหรือสภาวธรรมไว้ในใจ (ความนึกคิด–สังขาร) อันเป็นสภาวะแห่งจิตทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยมีสมองทำหน้าที่ในการควบคุมกระบวนการคิดทั้งหมด สภาวธรรมทั้งหลายนั้น ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง (สัญเจตนา–เจตนา ๖) และจำแนกออกเป็น ๓ ฝ่าย ได้แก่ (๑) อินทรีย์ คือ ประสาท–เวทนา–ความรู้สึก (๒) อารมณ์ คือ ความนึกคิด–สังขาร และ (๓) วิญญาณ คือ จิตใจ–นิสัยใจคอ หรือจัดเรียงลำดับใหม่ นั่นคือ (๑) อินทรีย์ ๖ (๒) อารมณ์ ๖ (๓) วิญญาณ ๖ หรือ (๑) เจตสิก ๕๒ กับ (๒) จิต ๘๙ หรือ (๑) อัชฌัตติกายตนะ–อายตนะภายใน ๖–สฬายตนะ (๒) พาหิรายตนะ–อายตนะภายนอก ๖ (๓) วิญญาณ ๖–มโน–จิตใจ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของสภาวธรรมทั้ง ๓ ข้างต้น ก็คือ “ธาตุ” (Elements) หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองโดยธรรมชาติ ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตาม “ธรรมนิยาม” (ไตรลักษณ์) คือ กำหนดแห่งธรรมดา–กฎธรรมชาติ ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ไป ที่เรียกว่า “ธาตุ ๑๘” ที่แสดงนัยถึง “นามรูป–ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” (ให้พิจารณาตามปัจจัยองค์ประกอบ ๑๒ อย่าง ใน ปฏิจจสมุปบาท) นั่นเอง กล่าวโดยสรุป โลก–จักรวาล–สรรพสิ่งทั้งหลาย–ธรรมชาติ นั้น ต่างมาสรุปย่อลงที่ “นามรูป–ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” หรือ “สังขาร–ความนึกคิด” (สมมติสัจจะ–ปรมัตถสัจจะ) ซึ่งหมายถึง “วิญญาณ ๖–จิต ๘๙” ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของ “มโน–ธรรมารมณ์” อันจัดเป็นศูนย์กลางหลักในการรับรู้ (Acquisition) และการเรียนรู้ (Learning) ธรรมชาติทั้งปวง (Realities) โดยอาศัย “อายตนะ ๑๒” (อินทรีย์ ๖–อารมณ์ ๖) นั่นเอง ดังนั้น เมื่อ “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” มีความสำคัญเช่นนี้ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าวิจัยจิตใจ (นามรูป) เป็นด้านแรกเพื่อทำให้เกิดความรู้และปัญญา หรือ “สติปัญญา” (สติสัมปชัญญะ) นั่นคือ (๑) หัวข้อประเด็นปัญหา (ทุกข์)–ทุกขสัจจ์ คือ กำหนดรู้จุดมุ่งหมาย–ผล กับ (๒) สาเหตุของประเด็นปัญหา (ทุกข์)–สมุทัยสัจจ์ คือ กำหนดรู้สาเหตุ–ธรรม หรือ (๑) ระลึกรู้–สติ และ (๒) กำหนดรู้–สัมปชัญญะ ในการพิจารณา “กรรมฐาน” คือ สิ่งที่ใช้ฝึกจิตและปัญญา เพื่อให้สติดำรงมั่นและจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นสนิท สงบราบรื่น และเป็นสุข จนเกิดการหยั่งรู้ (ญาณ) และการหยั่งเห็น (ทัสสนะ) ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” เพราะฉะนั้น เมื่อจิตสงบราบรื่น  (ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ = ธรรมสมาธิ ๕) การกำหนดรู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริงนั้น คือ การหาข้อสรุปสภาวะอันเป็นธาตุทั้งหลายแห่งนามรูปของขันธ์ ๕ ตามไตรลักษณ์ ธรรมนิยาม ธรรมฐิติ หรือ กำหนดแห่งธรรมดา อันเป็น “กฎธรรมชาติ” ไม่ว่าในขณะนั้น จิตจะนึกคิดสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็แล้วแต่ก็ตาม ข้อสรุปสุดท้ายก็จะเหลือแค่ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ในส่วนสภาพแห่งทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ ในส่วนสาเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ เมื่อสัมปยุตต์กันแล้ว ทำให้เกิดปัญญารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ (๑) อนิจจานุปัสสนา (๒) ทุกขานุปัสสนา และ (๓) อนัตตานุปัสสนา ดังนั้น การพิจารณาจิตวิญญาณนั้น จึงเป็นการพิจารณาถึง “ธาตุ ๑๘” ที่เป็นฝ่าย “สังขตธรรม–สมมติสัจจะ” โดยอาศัย “ปรมัตถธรรม ๔: จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน” ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” คือ ขันธ์ ๕ (จิต–เจตสิก–รูป) หรือ รูป ๒๘–จิต ๘๙ (นามรูป) หรือ มหาภูตรูป ๔–อุปาทายรูป ๒๔–เจตสิก ๕๒–จิต ๘๙ นั่นคือ รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ซึ่งนำมาพิจารณาในส่วนของสมุทัยสัจจ์ คือ ปัจจัยองค์ประกอบ  ๑๒ อย่าง ใน (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กับ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ (อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) ได้แก่ อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ (พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส เป็นธรรมดา) จิตใจของมนุษย์จึงนำคิดปรุงแต่งสิ่งใดที่ผ่านมาใน “อายตนะ ๑๒” ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารไตร่ตรองด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” อันเป็นหลักการหรือทฤษฎีที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายที่ปรากฏขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อมนสิการกรรมฐานใดๆ แล้ว ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของไตรสิกขา เพื่อให้เข้าถึง “อริยสัจจ์ ๔” ให้ได้ ว่าถูกต้องสอดคล้องกับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” หรือไม่ คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ยกตัวอย่าง เช่น สติปัฏฐาน ๔ จำแนกธรรมออกเป็น ๔ ฐาน (เจริญสติกำหนดตามรู้เห็น กับเจริญสัมปชัญญะด้วย “อนุปัสสนากรรมฐาน” ให้เกิดปัญญา) ได้แก่ (๑) ศีล = กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ รูป (๒) สมาธิ = เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน กับ จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ เจตสิก–จิต และ (๓) ปัญญา = ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ ธรรม–อธิปัญญา อนึ่ง การเจริญอนุปัสสนากรรมฐานทั้ง ๔ ฐาน นั้น ต้องประกอบด้วย “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” (ปัจจัยธรรม) ส่วนหนึ่ง และ “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” (สัมมสนญาณแห่งไตรลักษณ์) อีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า “ อนุปัสสนา ๓” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา หรือใน “อนุปัสสนา ๗” ที่ทำให้เกิดปัญญาต่างๆ ได้แก่ (๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง] (๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์] (๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน] (๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์] (๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ] (๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส] (๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน] (๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา] (๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู] (๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ] ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมญาณใน “มหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความทุกข์ (๓) “อนัตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน (๔) “นิพพิทานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย (๕) “วิราคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด (๖) “นิโรธานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความดับ (๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสละคืน (๘) “ขยานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสิ้นไป (๙) “วยานุปัสสนา” —การเห็นความเสื่อมไป (๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความแปรปรวน (๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย (๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” —การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง (๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” —การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า (๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” —การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง (๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” —ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง (๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นโทษ (๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” —การพิจารณาหาทาง (๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” —การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ข้อ ๑๕ ในมหาวิปัสสนา ๑๘) หมายถึง ความรู้แจ้งเห็นจริงจึงจะถูกต้องตามเป็นจริง ดังนั้น การสร้างมุมมองหรือความเชื่อความนึกคิดโดยจำแนกออกเป็นตามองค์ความรู้ใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สามัญทั่วไป เพราะทุกอย่างเป็นกระบวนการคิดในสมอง ที่ต้องประมวลผลอย่างสลับซับซ้อนและอย่างมีเหตุผล (โยนิโสมนสิการ) ไม่ใช่การคิดอย่างส่งเดชปราศจากเหตุผล (อโยนิโสมนสิการ) ฉะนั้น การระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติ) ก็คือ การระลึกย้อนถึงนามรูปที่ เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป ในกาลทั้ง ๓ อย่าง (อัทธา ๓–ญาณ ๓) ที่เรียกรวมๆ ว่า “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓ หรือ นามรูปปริจเฉทญาณ ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖ หรือ ทิฏฐิวิสุทธิ ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗)  ต้องพิจารณาเป็นกฎ (Rule) เป็นทฤษฎี (Theory) หรือ เป็นหลักการ (Principle) ไม่ใช่แค่เพียงจดจำแบบเป็นหนังภาพยนตร์แต่ประการใด เพราะสิ่งนั้นเป็นเพียง “ชุดข้อมูลดิบ” (A Collection of Raw Data) ยังไม่ใช่ “ข้อมูลสารสนเทศ” (Information) ที่นำมาเป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจสร้างกรรมต่างๆ (สังขาร–กรรมภพ) ในการดำเนินชีวิต การเจริญภาวนาจึงเปรียบเสมือนกับการดูภาพยนตร์แล้ว ต้องนำไป คิดพิจารณา–วิเคราะห์–แยกแยะ–เปรียบเทียบ–เทียบเคียง–สังเคราะห์ ให้รู้เห็นความคิดเชิงทฤษฎี (หลักธรรม) ที่อยู่เบื้องหลัง รู้เห็นทั้งประโยชน์สาระและโทษ รวมทั้งแนวทางแก้ไขให้สำเร็จบรรลุผลได้จากภาพยนตร์ (นิมิต) เรื่องนั้นๆ (ชาตินั้นๆ) ว่าส่งผลกระทบ (วิบาก) กับชีวิตปัจจุบันอย่างไร (กฎแห่งกรรม กับ กฎแห่งกรรมของสัตว์ หรือ กัมมัสสกตาญาณ) แล้วประการสำคัญ ผู้ปฏิบัติธรรมจะหนีให้หลุดพ้นจากชาติปัจจุบันนี้ (วัฏฏะ ๓ แห่งภวจักร) ได้อย่างไร โดยพิจารณาเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายแล้ว ก็ล้วนเป็นลักษณะใน “สภาวะแห่งอนัตตตา–สุญญตา” (อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ) เพื่อถอน “อัตตาภินิเวส” ออกจากความยึดมั่นถือมั่นใน “อุปาทานขันธ์” ทั้งหลาย (ตรัสรู้ถึงวิวัฏฏะ–นิพพาน) อันเป็นเหตุแห่งกองทุกข์ทั้งปวง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4739574