๒๘. พระธรรมอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

        The Dhamma Directly Experienceable by the Wise

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  746  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ตามนัยของคำว่า “วิญญูชน” หมายถึง ผู้สามารถรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าได้ เพราะฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธี ถูกระบบ พิจารณาไตร่ตรองรอบคอบ แล้วสามารถแยกแยะผิดถูก ชั่วดี ควรไม่ควร เหมาะไม่เหมาะเป็นต้น ได้อย่างถูกต้องแจ่มแจ้ง นั่นคือ ความรู้จักเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ด้วยความไม่ประมาทในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (อัปปมาทะ) หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรือด้วยการเจริญพอกพูนปัญญาญาณทั้งหลายในภาวนากรรมฐาน ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดไปเรื่อยๆ แต่ต้องรู้ประจักษ์เจ้งในพระธรรมและน้อมนำมาใช้ในชีวิตของตน จนเห็นแจ้งรู้จริงทั้งเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นจริง ให้เกิดปัญญาเจริญงอกงามสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้น ในความรู้แจ้งเห็นจริง (ปฏิเวธ) หรือความตรัสรู้ (สัมโพธะ) ได้นั้น วิญญูชนต้องเข้าใจอย่างถูกต้องตามกำหนดแห่งธรรมดาที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ–ธรรมนิยาม–ธรรมฐิติ” มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็น “ชนผู้หลงทิศ” ไม่สามารถเข้าถึงความจริงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย ดูเหมือนจะรู้จริงก็ไม่รู้จริงด้วยวิปลาสเป็นอื่นไปโดยไม่มีเหตุผล ไม่สามารถดำเนินไปตามหลักการค้นหาความจริงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ หรือ “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ความไม่รู้แห่งอวิชชาทั้ง ๔ ประการ นี้ ย่อมเป็นเหตุให้ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในการพิจารณาสภาวธรรมหรือการมนสิการกรรมฐานในวิปัสสนาภูมิได้ ซึ่งนำมาซึ่งจุดอวสานแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๒๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – พระธรรมอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

 

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นขั้นตอนการค้นพบความจริงหรือสัจจธรรมอันเป็น “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) ตามหลักวิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methods) นั่นคือ มีขั้นการศึกษาชัดเจน เมื่อปฏิบัติตามยอมพบความจริงไม่แตกต่างกัน (Discovery Procedures) หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง หมายถึง การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีกระบวนการที่เป็นแบบแผนมีขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยขั้นตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) ขั้นกำหนดปัญหา (๒) ขั้นตั้งสมมติฐาน (๓) ขั้นตรวจสอบสมติฐาน (๔)     ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (๕) ขั้นสรุปผล และพระพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ในฐานะ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ศาสนา–Religion (๒) ปรัชญา–Philosophy (๓) วิทยาศาสตร์–Science โดยอธิบายสภาวธรรมหรือปรากฏการณ์ (Phenomena) ตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) ไม่ว่าจะเป็นความจริงในฝ่ายรูปธรรมหรือฝ่ายนามธรรมก็ตาม โดยพรรณนาตามแนว “จิตตนิยม” (Idealism) และ “สัจจนิยม” (Realism) ด้วยการประมวลผลอยู่ในภาวนากรรมฐาน หรือใช้กระบวนการคิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยองค์ความรู้ ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” (Meditation Landscape) หมายถึง ภูมิเป็นที่แทงตลอดอย่างวิเศษ ภูมิเป็นที่เห็นอย่างยอดเยี่ยมภูมิเป็นที่พบอย่างประเสริฐสุด ภูมิเป็นที่หยั่งลงสู่ความวิเศษสุด ภูมิเป็นที่เกิดแห่งวิปัสสนาภูมิเป็นที่รู้แจ้งแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมทั้งแทงตลอดซึ่งมรรค ผล พระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์วิปัสสนาภูมิ โดยปกติจำแนกไว้ ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘(๔) อินทรีย์ ๒๒ (๕) อริยสัจจ์ ๔ และ (๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมทั้ง ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ (เรียกอีกอย่างว่า “ปัจจัยธรรม”) อนึ่ง จำแนกตามข้อสมมติฐาน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” คือ สภาพความทุกข์ตามความจริงอันประเสริฐ กับ (๒) “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” คือ สาเหตุแห่งทุกข์ตามความจริงอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า “ทุกข์–สมุทัย” (ข้อ ๑–๒ ในอริยสัจจ์ ๔) องค์ความรู้ที่เข้าถึงทุกขอริยสัจจ์ได้ในส่วนแรก ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘(๔) อินทรีย์ ๒๒ (๕) อริยสัจจ์ ๔ ส่วนองค์ความรู้ที่เข้าถึงสมุทัยอริยสัจจ์ได้ในส่วนหลัง ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ กับ (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ (อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) รวมทั้งองค์ความรู้ที่ประจักษ์แจ้งให้หายสงสัยลังเลในธรรมที่ปฏิบัติ (กังขาวิตรณวิสุทธิ–ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมทัสสนะ) ได้แก่ (๑) กฎแห่งกรรม และ (๒) กฎแห่งกรรมของสัตว์–กัมมัสสกตาญาณ ที่ทำให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธาปสาทะอย่างแรงกล้า เพราะเห็นหรือรู้ตามเป็นจริงในทางปฏิบัติ เรียกว่า “อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา” การพิสูจน์ในพระธรรมว่าเป็นจริงหรือเป็นสัจจธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า (พระสัตถุสาสน์) ต้องประกอบด้วย (๑) วิชชา–ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ เพื่อให้เกิดความตรัสรู้ (สัมโพธิญาณ–นิพพาน) และ (๒) จรณะ–ความประพฤติแห่งจริยาอันงดงามเพื่อให้เข้าถึงวิชชา เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีเกณฑ์การตัดสินลักษณะพระธรรมวินัยอันถูกต้องไว้ในใจ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและการประพฤติผิดในทุกขณะ จากความเป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ส่วนฝ่ายแรกนั้น คือ “จรณะ ๑๕” ประกอบด้วยศีลขันธ์กับสมาธิขันธ์ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ โดยต้องประพฤติดำเนินตามแนวทางปฏิบัติ ๘ อย่าง ได้แก่ (๑) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๒) วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด (๓) อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส (๔) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย (๕) สันตุฏฐี–ความสันโดษ (๖) ปวิเวก–ความสงัด (๗) วิริยารัมภะ–การประกอบความเพียร และ (๘) สุภรตา–ความเลี้ยงง่าย ความประพฤติที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยนี้ ถือเป็นความไม่งามด้วยทุศีลเป็นศีลบาปแห่งอกุศลธรรม ไม่อยู่ในฐานะของการครองเพศสมณะหรือการเป็นพุทธบริษัท (ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา) ที่ถูกต้องสมบูรณ์ และกลายเป็นบุคคลผู้เข้าถึงวิชชาได้ และส่วนฝ่ายหลัง คือ “วิชชา ๓” (รวมถึง วิชชา ๘ และ อภิญญา ๖) ได้แก่ (๑) ทุกขสัจจ์–ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (กำหนดระลึกชาติได้) –ทิฏฐิวิสุทธิ คือ กำหนดรู้เห็นสภาพแห่งทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (๒) สมุทัยสัจจ์–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ คือ กำหนดรู้เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ และ (๓) นิโรธสัจจ์–อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ คือ ความตรัสรู้ถึงสภาวะที่ปราศจากอาสวะทั้งหลายแล้ว ที่เรียกว่า “นิพพาน” และ (๔) มัคคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–มัคคญาณ คือ เมื่อกำหนดรู้เห็น ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์ ดีแล้ว ย่อมกำหนดรู้เห็นแนวทางในการดับทุกข์ทั้งปวงได้ด้วยอริยมรรค (อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔ ประการ) ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีอินทรีย์แก่กล้าย่อมบรรลุความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวงได้ด้วยความรู้แจงใน “วิชชา ๓” เรียกว่า “เตวิชชะ–เตวิชโช” คือ พระอรหันต์ (ข้อ ๑ ในอรหันต์ ๔) นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงวิชชาได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยนั้น ต้องมีคุณธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) เอกันตนิพพิทา–ความหน่ายสิ้นเชิง (๒) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๓) นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์ (๔) อุปสมะ–ความสงบ (๕) อภิญญา–ความรู้ยิ่งรู้ชัด (๖) สัมโพธะ–ความตรัสรู้ และ (๗) นิพพาน–สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว เพราะฉะนั้น “วิชชา ๓” นั้น ย่อมจะเป็นบาทฐานสำคัญในการเจริญวิปัสสนาต่อไป คือ การฝึกอบรมปัญญา (อธิปัญญาสิกขา–ภาวนามยปัญญา) โดยพื้นฐานนั้น หมายถึง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ซึ่งมีขั้นตอนสอดคล้องกับ “วิชชา ๓” ทุกประการ โดย “อาสวักขยญาณ” จะตรงกับ ข้อ ๓–ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖ นั่นคือ วิชชา ๓–วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ–มัคคญาณ ๔–ผลญาณ ๔–นิพพาน ความเป็นอริยบุคคลเกิดขึ้นหลังจากโคตรภูญาณ ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ดังนั้น การเห็นอันเยี่ยม (ทัสสนานุตตริยะ) นั้น คือ การเกิดปัญญาเห็นธรรม (อริยมรรค) โดยสูงสุดนั้น คือ การเห็นพระนิพพาน อันเป็นจุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม บุคคลผู้เกิดปัญญาสูงสุด (วิญญูชน) ดังกล่าวนี้ ย่อมประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ผิดทางอริยมรรค และเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เกิดวิปลาสวิปริตไปเป็นอื่น เพราะเป็นบุคคลแห่งอริยะแล้ว และพร้อมด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) ด้วยเหตุนี้ การศึกษาหาความรู้ด้วยการประกอบความเพียรอยู่เสมอในทางที่ถูกต้อง (พาหุสัจจะ–ความเป็นผู้คงแก่เรียน) ย่อมเป็นการสร้างทุนกำไรพอกพูนด้วยปัญญารอบรู้บนพื้นฐานโดยไตรลักษณ์ ที่ข้ามคติทางทางโลกไปสู่ “โลกุตตรภูมิ” พร้อมความหลุดพ้นใน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) เจโตวิมุตติ กับ (๒) ปัญญาวิมุตติ หรือพร้อมทั้ง สมถพละ กับ วิปัสสนาพละ อันบรรดาวิญญูชนผู้รู้สามารถประพฤติปฏิบัติและรู้เห็นได้ด้วยตนเองตามคำสอนของพระพุทธเจ้า.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4743990