๓. จุดเริ่มต้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะในปฏิบัติธรรม

     Get Started Your Mental Development with Temperance

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1392  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในคำกล่าวว่า “ผู้หวั่นไหว” คือ ผู้ฟุ้งซ่านถึงความฟุ้งซ่าน [วิกมฺปมานสฺส] เพราะเป็นบุคคลถูกกลุ้มรุมด้วย “นิวรณ์” [กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง] ไม่มีสติและสัมปชัญญะ ความสำเร็จในทางโลกและทางธรรมนั้น ก็อาศัยพึ่งพิงอาศัย “สติ–สัมปชัญญะ” เป็นแรงสนับสนุน อันขาดไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้น ก็เรียกว่า “ผู้เสียสติสิ้นคิด” ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จึงควรเข้าถึง “สมถะในจตุตถฌาน” อันเป็นฐานสำคัญในความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน อันบริสุทธิ์ [วิสุทธิ] แล้ว เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย กล่าวคือ นิวรณ์ ๕–วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข นั่นคือ สภาวธรรมอันปราศจากอุปกิเลสในจิตใจของตนเอง นั่นคือ ไม่ขุ่นมัว ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส [วิปฺปสนฺเนน] บุคคลผู้ประกอบพร้อมไพบูลย์ยิ่งด้วย “สติสัมปชัญญะ” คือ ระลึกจำได้และรอบรู้ด้วยปฏิภาณ ย่อมหมายถึง ผู้เอิบอิ่มในธรรมด้วย “ธรรมปีติ” เป็นสุขเมื่อปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ คือ “ผู้ดื่มธรรม” ฉะนั้น คนที่จะมาดื่มธรรมได้ จะต้องไม่เสียสติและโง่เขลา นั่นคือ ต้องมีบุญหนาและปัญญาหนัก ปฏิเสธต่อ ไม่หูเบาปัญญาอ่อน ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แปลว่า “ย่อมเป็นผู้คงแก่เรียน” [พาหุสัจจะ] ฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น คือ บาทฐานแรกเริ่มสำคัญในการพัฒนาตนเองให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” อันหมายถึง การเจริญอนุปัสสนาที่เกิดขึ้นพร้อมสติสมาธิที่จะรู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริงแห่งไตรลักษณ์ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ โดยลงข้อสรุปได้ว่า สิ่งเหล่านี้ สักว่าเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ตัวตน ที่ต้องไปข้องใจไว้ด้วยให้เป็น “ทุกข์” นั่นเอง มันเป็นของมันเช่นนี้เอง ปล่อยวาง [อุเบกขา] เพราะรู้รอบเข้าใจด้วย “สติสัมปชัญญะ” มีความระลึกรู้ตัวที่จิตสหรคตด้วย “มหาปัญญา” คือ ปัญญามากยิ่ง นั่นเอง ฉะนั้น ค่าของคนอยู่ที่ปัญญา ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินอย่างเดียว สังคมที่ศิวิไลซ์มีอารยธรรมที่ไพบูลย์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว ย่อมบูชาความรู้ปัญญามากกว่าวัตถุ ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – จุดเริ่มต้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะในปฏิบัติธรรม

 

ในวิถีดำเนินชีวิตประจำวันนั้น เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนทุกคนจะต้องมี “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการใช้เหตุผลประกอบ “การตัดสินใจ” [Decision Making] เพื่อทำกิจกรรมต่างๆคือ มีดุลยพินิจหรือการวินิจฉัยเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญในแต่ละวันว่า อะไรเห็นสมควร หรืออะไรเห็นไม่เหมาะควรที่จะทำต่อไป ในขั้นตอนการตัดสินใจนั้น มีความสำคัญมากเพราะเป็นเรื่องการคาดคะเนจากความพร้อมที่สมบูรณ์ยิ่งในปัจจุบัน ที่มุ่งไปที่ “ความเป็นไปได้” [Feasibility] ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือ การเป็นบุคคลที่รู้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล ที่แปรเปลี่ยนในกาลเวลา ๓ ระยะ ได้แก่ (๑) อดีตอัทธา–อดีตกาล (๒) อนาคตอัทธา–อนาคตกาล (๓) ปัจจุบันนัทธา–ปัจจุบันกาล และ “ธรรม–สภาวธรรม–เหตุการณ์–ปรากฏการณ์–ความเชื่อ–ความเห็น–ทัศนคติ” ที่ปรากฏเกิดขึ้นนั้น ก็ให้กำหนดรู้เห็นเป็นอารมณ์ในจิตใจหรือจิตวิญญาณของตน ว่าจิตอุปนิสัยใจคอของตนมีการตีความ ถอนความ ประเมินผล ออกมาอย่างไร ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งในขั้นตอนการกำหนดรู้เห็นนั้น ต้องพิจารณาให้รู้เห็นตามเป็นจริงถึงความเปลี่ยนแปล [Change] ตามช่วงขณะเวลา [อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ (เกิด–ตั้งอยู่–ดับไป ในกาลทั้ง ๓ อย่าง] นั่นคือ การมีปัญญาหยั่งรู้ลักษณะอันเป็นสามัญตามกำหนดธรรมดา อันถือเป็น “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ที่เรียกว่า “ความเป็นสากล” [Universality] หรือ “สามัญลักษณะ” [The Common Characteristics] โดย “ไตรลักษณ์” [The Three Characteristics of Existence] หมายถึง อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมาย ๓ อย่าง อันให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ตามกำหนดธรรมดาของมัน ซึ่งประกอบด้วย (๑) “อนิจจตา–Impermanence” ความเป็นของไม่เที่ยง (๒) “ทุกขตา–Suffering” ความเป็นทุกข์ (๓) “อนัตตตา–Not-Self” ความเป็นของไม่ใช่ตน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนผู้ปฏิบัติธรรมจะก้าวมาถึงขั้นการเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงได้นั้น คือ “ปัญญาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์” ก็จะต้องผ่านกระบวนการคิด ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ก่อนหน้านั้น ๒ ขั้นตอน คือ (๑) ปัญญาแยกรูปแยกนาม ที่เป็นขั้นกำหนดรู้ทุกขสัจจ์หรือทุกขสัญญา ซึ่งตรงกับ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ปัญญาที่สามารถระลึกชาติได้ หลังจากได้ “รูปฌาน ๔” โดยเฉพาะในขั้น “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา] (ข้อ ๑ ในรูปฌาน ๔) ซึ่งเป็นสมุฏฐานเหตุสำคัญให้เกิดปัญญาญาณ ที่เรียกว่า “นามรูปปริจเฉพญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) หรือ เนื่องจากความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ “ทิฏฐิวิสุทธิ” (ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ก็จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ ซึ่งเกิดต่อจาก “สีลวิสุทธิ–จิตตวิสุทธิ” กับ (๒) ปัญญารู้เห็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์นั้นๆ ที่เป็นขั้นกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์หรือสมุทัยสัญญา ซึ่งตรงกับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ปัญญาที่รู้เห็นการจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามอำนาจกรรม ซึ่งเป็นสมุฏฐานเหตุสำคัญให้เกิดปัญญาญาณ ที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) หรือ เนื่องจากความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ซึ่งข้อนี้ตรงกับ ธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) “ธรรมฐิติญาณ” คือ ปัญญารู้เห็นองค์ประกอบ ๑๒ อย่าง ที่เกิดและดับในหลักปฏิจจสมุปบาท โดยพิจารณาสภาวธรรมตามกาลทั้ง ๓ ที่เรียกว่า “อัทธา ๓” [ข้อ ๑ ในปฏิจจสมุปปันนธรรม]

(๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ–ชรามรณะ

 

(๒) “ยถาภูตญาณ” คือ ความรู้ตามความเป็นจริง–รู้ตามที่มันเป็น และ (๓) “สัมมาทัสสนะ” (ข้อ ๑ ในนวกภิกขุธรรม ๕) คือ การปลูกฝังความเห็นชอบ–การสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิ ทั้งหมดนี้ ก็จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ เช่นกัน ต่อจากนั้น จึงเป็นปัญญารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สัมมาสนญาณ” คือ ปัญญาภูมิในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทั้ง “ตรุณวิปัสสนาและพลววิปัสสนา” จนถึงจุดมุ่งสูงสุด นั่นคือ “นิพพาน” ในขั้นนี้ ตรงกับ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” (ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙ หรือ ข้อ ๒ ในวิปัสสนาญาณ ๑๐ ได้แก่ สัมมาสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ) เป็น “ตรุณวิปัสสนา ๔” คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ ในอันดับสุดท้าย ได้แก่ สังขารปริจเฉทญาณ–กังขาวิตรณญาณ–สัมมสนญาณ–และ–มัคคามัคคญาณ [อุทยัพพยญาณ] หมายเหตุ: “พลววิปัสสนา ๔” ได้แก่ ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–และ–สังขารุเปกขาญาณ ถัดต่อจากนั้นไป ก็จะมี “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐: โอภาส–ปีติ–ญาณ–ปัสสัทธิ–สุข–อธิโมกข์–ปัคคาหะ–อุปัฏฐาน–อุเบกขา–นิกันติ” เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดจิตฟุ้งซ่านสำคัญผิดในธรรมว่าตนได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้ว [นั่นคือ ท่านมีเหตุผลของท่าน แต่ไม่ใช่ทางแห่งอริยมรรค คือ หลงทิศทางไปอบายภูมิ เช่น นิยมเป็นร่างทรงหรือคนมีองค์ ส่วนใหญ่พวกเทพในลัทธิฮินดูจับไปเป็นทาสหรือทาสีต่อบุญในนามแห่งฤษีต่างๆ เป็นต้น ถ้าเครือข่ายขยายมากๆ จะรวมเอาพวกกุมารทองเข้าไปสมทบด้วย ผู้สันทัดกรณีให้ข้อแนะนำว่า พระตถาคตทรงเน้นจูฬศีล ข้อ ๑๗. เว้นจากการรับทาสีและทาส]  เรียกว่า “ธัมมุทธัจจะ–ธรรมุธัจจ์”  กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง [เกิดปัญญารู้แจ้งในนามรูปโดยไตรลักษณ์อย่างแท้จริง อันเป็น “กฎธรรมชาติ” [ธรรมนิยาม ๓: สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งปวงคงทนอยู่มิได้ ๑ ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน ๑] สภาวธรรมเหล่านี้เป็นเพียงแค่สิ่งปรุงแต่งด้วยสัญเจตนาทั้ง ๖ อันบริสุทธิ์จากฌานสมาบัติ อีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นที่พึ่งสรณะ มันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่จะส่งไปพระนิพพาน] ได้แก่ ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีอันเป็นทางถูกต้อง [วุฏฐานคามินีปฏิปทา = การทุบขันธ์ ๕ เพื่อให้เข้าถึงอริยมรรคเป็นที่สุด] เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” [มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๑๐] นั้นต่อไป สำหรับข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ ข้อที่พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ จำแนกแยกแยะธรรมหรือสภาวธรรมอันเป็น “ปรมัตถสัจจะ –Absolute Truths = ปรมัตถธรรม ๔: จิต–เจติสิก–รูป–นิพพาน (อสังขตธรรม–อมตธาตุ)” [โดยอรรถแห่งพระอภิธรรมปิฎก = อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] ให้ชัดเจน อย่าให้เกิดสติฟั่นเฟือนสับสน โดยเฉพาะพวกศัพท์บัญญัติทางพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เพราะความมึนงงไม่นำไปสู่ภูมิแห่งความเจริญ ที่เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ” คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม ที่สรหคตด้วย “อสัมปชัญญะ” ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

(๒.๓) “สัมปชัญญะ ๔” [Awareness] (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒ อีกข้อ ๑ คือ สติ) หมายถึง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ตระหนัก–ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้ มักมาคู่กับ “สติ” [Mindfulness หมายถึง ความระลึกจำได้ โดยจำแนกออกเป็นคำไวพจน์ ดังนี้ (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม (๓) สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ] ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ส่วนคำว่า “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

ดังนั้น ในการเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายนั้น จึงประกอบด้วยขั้นตอน โดยให้พิจารณาตาม (๑) ไตรสิกขา (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) วิสุทธิ ๗ (๔) ไตรลักษณ์ (๕) อริยสัจจ์ ๔ และ (๖) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยเป็น “จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] ในวิปัสสนาภูมิ ต่อไปนี้

 

[] ฝ่ายอธิสีลสิกขา (ธรรมวินัยปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ)

(๑) สีลวิสุทธิ –ปาริสุทธิศีล ๔ [ปาฏิโมกขสังวรศีล–อินทรียสังวรศีล–อาชีวปาริสุทธิศีล–ปัจจัยสันนิสิตศีล (ปัจจัยปัจจเวกขณ์–พิจารณาปัจจัย ๔)] –ศีล ๕ [สมาทานศีล]

 

[] ฝ่ายอธิจิตตสิกขา (สุตตันตปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ) โดยรวมเป็น “ภาวนามยปัญญา”

(๒) จิตตวิสุทธิ –รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ [สมาบัติ ๘–ฌานสมาบัติ] –สัญญาเวทยิตนิโรธ [นิโรธสมาบัติ] –วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–ญาณ ๓ [อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ ในอัทธา ๓ หรือกาลทั้ง ๓ อย่าง]

 

[] ฝ่ายอธิปัญญาสิกขา (อภิธรรมปิฎกทั้งปวง = สุตมยญาณ) โดยรวมเป็น “ภาวนามยปัญญา”

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ  –ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ [ทุกขญาณ]

(๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ –จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณ] –ปัจจยปริคคหญาณ–ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ [สมุทยญาณ–ทุกขสมุทยญาณ]

(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ –สัมมาทัสสนะ–อุทยัพพยญาณ

(๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ –วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ พร้อมสัมปยุตต์ด้วย โคตรภูญาณ

(๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ – มัคคญาณ [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ] พร้อมสัมปยุตต์ด้วย ผลญาณ [นิโรธญาณ] –ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ [อานันตริกสมาธิญาณ] –นิพพาน [ทุกขนิโรธญาณ] หลังจากนั้น ย่อมเกิด “จตุปฏิสัมภิทาญาณ–ปฏิสัมภิทา ๔” [ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ข้อ ๑ ในอรหันต์ ๕)] ได้แก่ อรรถปฏิสัมภิทาญาณ–ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ–นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ–ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฉะนั้น “สัจจภาวะแห่งความเป็นพุทธะ” [จตุสัจจพุทธะ–พระอรหันตขีณาสพ] ย่อมถึงความไพบูลย์ด้วยโลกุตตรธรรมทั้งหลาย

 

กล่าวโดยสรุป ดังนี้

(๑) ตั้งแต่ “นามรูปปริจเฉทญาณ” ถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” เป็นภูมิแห่งญาตปริญญา นั่นคือ (๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” และ (๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ในคำว่า “ญาตปริญญา” หมายถึง กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว กำหนดรู้ขั้นรู้จัก กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่นรู้ว่า นี้คือ เวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ ดังนี้ เป็นต้น

(๒) ตั้งแต่ “กลาปสัมมสนญาณ” [ความเกิดดับแห่งนามรูปทั้งหลาย = สัมมสนญาณ] ถึง “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” เป็นภูมิแห่งตีรณปริญญา นั่นคือ (๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” ในคำว่า “ตีรณปริญญา” หมายถึง กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา กำหนดรู้ขั้นพิจารณา กำหนดรู้โดย “สามัญลักษณะ” คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่า เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ดังนี้ เป็นต้น

(๓) ตั้งแต่ “ภังคานุปัสสนาญาณ” ขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา นั่นคือ (๖) “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” ในคำว่า “ปหานปริญญา” หมายถึง กำหนดรู้ด้วยการละ กำหนดรู้ถึงขั้นละได้ กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ฉันทราคะเกิดมีในสิ่งนั้น คือรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ละนิจจสัญญาเป็นต้น ในสิ่งนั้นเสียได้  

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจให้กลายเป็น “สัญญา–ความทรงจำที่เป็นความรู้เข้าใจในการวิปัสสนา” ให้ถ่องแท้ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ความหมายเพียงตัวพยัญชนะ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ลึกกว้างกว่านั้น ดังนี้

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่อ “อริยสัจจ์ ๔” แต่ละอย่าง หรือ ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นใน “อริยสัจจ์ ๔” แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่  

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ด้วยการรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ นั่นคือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ นั่นคือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง นั่นคือ เข้าถึง หรือ บรรลุ [ปรีชาหยั่งรู้ในนิพพาน] ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ นั่นคือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา  

 

เพราะฉะนั้น ในการแสดงอริยสัจจ์หรือการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์นั้น จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับ กิจ หน้าที่ บทบาท ในแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้

วางเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

(๑) “ทุกข์” [ปริญญา] เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต

(๒) “สมุทัย” [ปหานะ] เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป  

(๓) “นิโรธ” [สัจฉิกิริยา] เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ

(๔) “มรรค” [ภาวนา] เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา  

 

ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบหรือการทบทวนโดย “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) มีอาการ ๖๔ ประการ ด้วยหลัก “ญาณ ๓” ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง [สมถะกับวิปัสสนา] ได้แก่

(๑) “สัจจญาณ” คือ หยั่งรู้สัจจะ [ความจริง] นั่นคือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า (๑) นี้คือทุกข์ (๒) นี้คือทุกขสมุทัย (๓) นี้คือทุกขนิโรธ (๔) นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” คือหยั่งรู้กิจ [การจัดการกับเหตุ] นั่นคือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า (๑) ทุกข์ควรกำหนดรู้ (๒) ทุกขสมุทัยควรละเสีย (๓) ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้ยิ่งขึ้นไป

(๓) “กตญาณ” คือ หยั่งรู้การอันทำแล้ว [การตรวจสอบทบทวนผล] นั่นคือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว (๑) ทุกข์ได้ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว (๒) ทุกขสมุทัยได้ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว (๓) ทุกขนิโรธได้ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว

  

 

ญาณ ๓

สัจจญาณ  [มีอาการ ๔]

กิจจญาณ  [มีอาการ ๔]

กตญาณ  [มีอาการ ๔]

อริยสัจจ์ ๔

กิจ ๔

อริยสัจจ์ ๔

กิจ ๔

อริยสัจจ์ ๔

กิจ ๔

ทุกข์

ปริญญา

ทุกข์

ปริญญา

ทุกข์

ปริญญา

ทุกขสมุทัย

ปหานะ

ทุกขสมุทัย

ปหานะ

ทุกขสมุทัย

ปหานะ

ทุกขนิโรธ

สัจฉิกิริยา

ทุกขนิโรธ

สัจฉิกิริยา

ทุกขนิโรธ

สัจฉิกิริยา

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ภาวนา

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ภาวนา

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ภาวนา

รวมทั้งหมด มีอาการ ๑๒

 

ภาพประกอบ ๑: สัมปยุตตธรรมระหว่าง ญาณ ๓ กับ อริยสัจจ์ ๔ และ กิจในอริยสัจจ์ ๔

 

 

ฉะนั้น “ญาณ ๓” ในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า (๑) “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (๒) “ญาณทัสสนะมีรอบ ๓” และ (๓) “ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ” นอกจากนี้ ในปริวัฏฏ์วนรอบ ๓ นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะ นั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงใน “ริยสัจจ์ ๔–ครบวนรอบ ๓–มีอาการ ๑๒” [ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ] อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [ญาณคือความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม] แล้ว พระมหาบุรุษทรงเลือก เมืองอุรุเวลา [ชื่อตำบลใหญ่แห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ตั้งอยู่ ณ ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรา] เป็นภูมิสถานที่สงบน่ารื่นรมย์เป็นที่บำเพ็ญเพียร ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้ นานถึง ๖ ปี ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาและเปลี่ยนมาทรงดำเนินใน “มัชฌิมาปฏิปทา” และ “อริยสัจจ์ ๔” [ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งธรรมทั้งปวงใน “ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” หมายถึง จักรคือธรรม วงล้อธรรมหรืออาณาจักรธรรม หมายถึง “เทศนากัณฑ์แรก–ปฐมเทศนา” ที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์] จนได้ตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง = สอุปาทิเสสนิพพาน–อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า] ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อนึ่ง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาเห็น “ธรรมสามัคคี” หมายถึง  ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม [สหชาตธรรม–ธรรมที่เกิดพร้อมกัน] องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน [ญาณสัมปยุตต์] ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น ที่เกิดขึ้นจนถึงขั้นตอนแห่งความตรัสรู้ [สัมโพธะ] ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้พิจารณาถึง “สภาพแห่งธรรมทั้งหลายในโลกุตตรธรรม” [ในขณะแห่งมรรค] ดังนี้  

 

 

ทุติยภาณวาร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 268 -280 FILE 68)

 

[๓๐] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๑ ข้อ [ในขณะอริยมรรค] ดังนี้ สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา สภาพแห่งธรรมที่เป็นบริวาร สภาพแห่งธรรมที่เต็มรอบ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน สภาพแห่งธรรมที่ประคองไว้ สภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไป สภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว สภาพแห่งจิตไม่หวั่นไหว สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความปรากฏแห่งจิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งธรรมเป็นอารมณ์ สภาพแห่งธรรมเป็นโคจร สภาพแห่งธรรมที่ละ สภาพแห่งธรรมที่สละ สภาพแห่งธรรมที่ออก สภาพแห่งธรรมที่หลีกไป สภาพแห่งธรรมที่ละเอียด สภาพแห่งธรรมที่ประณีต สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีอาสวะ สภาพแห่งธรรมเครื่องข้าม สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีเครื่องหมาย สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า สภาพแห่งธรรมที่มีกิจเสมอกัน สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน สภาพแห่งธรรมที่เป็นคู่ สภาพแห่งธรรมที่นำออก ภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ สภาพแห่งธรรมที่เห็น สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

อรรถกถาทุติยภาณวาร

[๓๐] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๑ ข้อ ดังนี้

(๑) “ปริคฺคหฏฺโฐ” [ปริคคหะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา เพราะธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตด้วยขณะแห่งอริยมรรค ย่อมกำหนดถือเอาเพื่อเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น 

(๒)  “ปริวารฏฺโฐ” [บริวาร] คือ สภาพแห่งธรรมที่เป็นบริวาร เพราะธรรมเหล่านั้นเป็นบริวารของกันและกัน

(๓) “ปริปูรฏฺโฐ” [บริบูรณ์] คือ สภาพแห่งธรรมที่เต็มรอบ โดยบริบูรณ์ด้วยภาวนา

(๔) “เอกคฺคฏฺโฐ” [เอกัคคตา] คือ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์อย่างเดียว เพราะเพ่งกำหนดถือเอาอารมณ์เดียว

(๕) “อวิกเขปฏฺโฐ” [อวิเขกปะ] คือ สภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน เพราะเพ่งถึงความไม่ฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ

(๖) “ปคฺคหฏฺโฐ” [ปัคคหะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ประคองไว้ คือประคองไว้ด้วยความเพียร

(๗) “อวิสารฏฺโฐ” [อวิสาหาระ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไป [สละสลวย–ไม่แตกพร่า] เพราะไม่กระจายไปด้วยอำนาจสมาธิ ดุจแป้งใช้ทาในการอาบน้ำ ไม่กระจายไปด้วยน้ำ ฉะนั้น

(๘) “อนาวิลฏฺโฐ” [อนาวิละ–อนาวิลํ] คือ สภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว เพราะไม่ขุ่นมัวด้วยการประกอบความเพียร

(๙) “อนิญฺชนฏฺโฐ” [อนิญชนะ] คือ สภาพแห่งจิตไม่หวั่นไหว เพราะไม่กำเริบ [อกุปฺปา] บทว่า “เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน” คือ ด้วยสามารถแห่งความปรากฏแห่งจิตมีอารมณ์เดียว ได้แก่ ด้วยการประกอบสมาธิ และด้วยสามารถแห่งการตั้งอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างมั่นคง

(๑๐) “ฐิตฏฺโฐ” [ฐิติ] คือ สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ ได้แก่ ตั้งอยู่โดยไม่หวั่นในอารมณ์

(๑๑) “อารมฺมณฏฺโฐ” [อารัมมณะ] คือ สภาพแห่งธรรมเป็นอารมณ์ [ความหน่วงเหนี่ยว] เพราะยึดนิพพานเป็นอารมณ์

(๑๒) “โคจรฏฺโฐ” [โคจร] คือ สภาพแห่งธรรมเป็นโคจร [ฐานะควรอาศัยด้วยอารมณ์] เพราะเที่ยวไปในความอยาก

(๑๓) “ปหานฏฺโฐ” [ปหานะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ละ เพราะความที่นิพพานเป็นสรณะประหาณ

(๑๔) “ปริจฺจาคฏฺโฐ” [บริจาค] คือ สภาพแห่งธรรมที่สละ ด้วยสามารถสละกิเลสด้วยอริยมรรค

(๑๕) “วุฏฺฐานฏฺโฐ” [วุฏฐานะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ออกไป ด้วยสามารถการออกจากความชั่วร้าย

(๑๖) “วิวตฺตนฏฺโฐ” [วิวัฏฏนะ] คือ สภาพธรรมที่หลีกไป ด้วยสามารถหลีกไปจากนิมิตและความเป็นไป

(๑๗) “สนฺตฏฺโฐ” [สันติ] คือ สภาพแห่งธรรมที่สงบละเอียด เพราะดับสนิท

(๑๘) “ปณีตฏฺโฐ” [ประณีต] คือ สภาพแห่งธรรมที่ประณีต เพราะความเป็นธรรมไม่เดือดร้อน และเพราะความเป็นธรรมสูงสุด

(๑๙) “วิมุตฺตกฺโฐ” [วิมุตติ] คือ สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจากกิเลส และน้อมไปในอารมณ์

(๒๐) “อนาสวฏฺโฐ” [อนาสวะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีอาสวะ เพราะความที่บริสุทธิ์โดยไม่เป็นวิสัยแห่งอาสวะทั้งหลาย

(๒๑) “ตรณฏฺโฐ” [ตรณะ–วิตรณะ] คือ สภาพแห่งธรรมเป็นเครื่องข้าม [ความไม่จมแล้วลอนไป] เพราะก้าวล่วงจากกิเลสกันดาร และสังสารกันดาร

(๒๒) “อนิมิตฺตฏฺโฐ” [อนิมิตตะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีสังขารนิมิต

(๒๓) “อปฺปณิหิตฏฺโฐ” [อัปปณิหิตตะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีที่ตั้ง คือตัณหา

(๒๔) “สุญฺญตฏฺโฐ” [สุญญตะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า เพราะไม่มีสาระในตน

(๒๕) “เอกรสฏฺโฐ” [เอกรสะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่มีกิจอย่างเดียวกัน เพราะมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส หรือ เพราะความที่สมถะและวิปัสสนามีรสอย่างเดียวกัน

(๒๖) “อนติวตฺตนฏฺโฐ” [อนติวัฏฏนะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน เพราะสมถะและวิปัสสนาอาศัยซึ่งกันและกัน

(๒๗) “ยุคนทฺธฏฺโฐ” [ยุคนัทธะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่เป็นคู่ เพราะสมถะและวิปัสสนานั่นแลเป็นคู่

(๒๘) “นิยฺยานฏฺโฐ” [นิยยานะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่นำออก เพราะออกไปจากสังขารด้วยอริยมรรค

(๒๙) “เหตฏฺโฐ” [เหตุ] คือ สภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ เพราะเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

(๓๐) “ทสฺสนฏฺโฐ” [ทัสสนะ] คือ สภาพแห่งธรรมที่เห็น เพราะทำนิพพานให้ประจักษ์

(๓๑) “อาธิปเตยฺยฏฺโฐ” [อธิปไตย] คือ สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี เพราะความเป็นใหญ่ยิ่ง

 

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง “ภาวะจิตที่เป็นอุเบกขาแห่งจตุตถฌาน” ดังนี้

 

พึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ อันสำเร็จอาการมีอยู่ในปุริมจิต [จิตดวงก่อน] อย่างนี้ก่อนด้วยอำนาจแห่งการมาในขณะปฐมฌานเกิดนั่นเอง อนึ่ง เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วไม่ทำความขวนขวายในการชำระจิต เพราะไม่มีสิ่งที่ควรชำระอีก ชื่อว่า (๑) “จิตหมดจดวางเฉยอยู่” เมื่อดำเนินสู่สมถะด้วยการเข้าถึงความเป็นสมถะแล้ว ไม่ทำความขวนขวายในการสมาทานอีก ชื่อว่า (๒) “จิตดำเนินสู่สมถะวางเฉยอยู่” เพราะดำเนินสู่สมถะเมื่อจิตละความเกี่ยวข้องด้วยกิเลสแล้วปรากฏด้วย “ความเป็นธรรมอย่างเดียว” ไม่ทำความขวนขวายในการปรากฏแห่งความเป็นธรรมอย่างเดียวอีก ชื่อว่า (๓) “จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่” พึงทราบ “ความพอกพูนอุเบกขาด้วยอำนาจกิจของความวางเฉยเป็นกลาง” นั้น “ธรรมเทียมคู่” คือ “สมาธิ” และ “ปัญญา” เหล่าใดเกิดแล้วในจิตนั้น อันพอกพูนด้วย “อุเบกขา” อย่างนี้ เมื่อ “ยังไม่ล่วงเกินซึ่งกันและกัน” ได้เป็นไปแล้ว อินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้นเหล่าใด มีรสอันเดียวกันด้วยรสคือวิมุตติเพราะพ้นจากกิเลสต่างๆ เป็นไปแล้ว (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 153 FILE 69)

 

ข้อที่พึงทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งอีกอย่างหนึ่ง คือ สภาวธรรมที่จิตวางเฉยเป็นกลางในอารมณ์ต่างๆ นั่นคือ “อุเบกขา–ตัตรมัชฌัตตตา” เพราะอัปปนาสมาธิในจตุตถฌานทำให้ “สติสัมปชัญญะ” มีความบริสุทธิ์ด้วย [สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔–อุปัฏฐาน] ที่ทำให้รู้เห็น [ญาณทัสสนะ] สภาวธรรมตามเป็นจริง จึงวางเฉยกับความเป็นไปของจิต นั่นคือ ความวางใจเป็นกลางด้วยใช้วิจารณญาณหรือเหตุผล ประกอบด้วยปัญญา อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน หรืออีกนัยหนึ่ง ความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม และดำรงอยู่ในธรรม ไม่เอนเอียงหรือหวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ ในความวางเฉยนั้น ไม่ใช่ภาวะที่จิตไม่รู้อะไรเลยด้วย “อวิชชา” หรือความหลงใหลงมงาย “โมหะ” ฉะนั้น ความเข้าใจอย่างถูกต้องตามเป็นจริงด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท [รู้เห็นเหตุที่เกิดได้และรู้จักดับเหตุนั้นได้ จึงรู้เห็นความเป็นไปของชีวิตตามกรรมของตน ไม่ให้ใจขุ่นมัวกับกรรมของบุคคลนั้น จนเสียธรรมไปด้วยโง่เกินไป] เพราะฉะนั้น การวางเฉยต้องเป็นไปในขณะจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ แล้วใช้ “สมาธิอันบริสุทธิ์” กับ “สติสัมปชัญญะที่บริสุทธิ์” ด้วย ในการคิดพิจารณา [โยนิโสมนสิการ] สภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ให้พิจารณา “อุเบกขา ๑๐” ดังนี้

 

 

“อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมออันมาใน “เยวาปนกธรรม” ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑ มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ]

(๕) “ฌานุเปกขา” คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยเข้า “จตุตถฌาน” มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วยอนัตตตา

(๘) “สังขารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา

(๙) “เวทนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขโดยจิตเป็นกามาวจรกุศล

(๑๐) “วิริยุเปกขา” คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล

 

เพราะฉะนั้น ในขั้นนี้ “สติ–สัมปชัญญะ” [สติกับสัมปชัญญะ] นั้น “สติ” ย่อมต้องสัมปยุตต์ด้วย “ต้นทุนทางปัญญา” [Intellectual Capital] เพื่อใช้ทำ “โยนิโสมนสิการ” [จินตามยปัญญา] โดย “สัมปชัญญะ” นั้น ย่อมมีแหล่งต้นทุนแห่งปัญญามาจาก “กรอบแนวคิดทักษะการคิดและการพัฒนาการคิด” ได้แก่ (๑) “ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน” กับ (๒) “ทักษะการคิดขั้นสูง” [ ทิศนา แขมมณี และคณะ (๒๕๔๙)] ที่สั่งสมเป็นประสบการณ์มากน้อยแล้วแต่บุคคลนั้นๆ ซึ่งจะเป็น “สัมปยุตตธรรม” ใน “ภูมิแห่งสมถะกับวิปัสสนา” ดังนี้

 

กรอบแนวคิดทักษะการคิดและการพัฒนาการคิด

 

 

“จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” คือ อิทธิฤทธิ์แห่งจตุตถฌานที่ทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆ ๕ ประการ (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ได้แก่

 

(๑) หมวดอนุปุพพนิโรธ คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับในสมาธิ

(๑) “บาทแห่งฌานทั้งปวง” คือ “รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔” และ “นิโรธสมาบัติ” [สัญญาเวทยิตนิโรธ]

(๒) หมวดอภิญญา [อภิญญา ๕] คือ ความรู้ยิ่งยวด

(๒) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

(๓) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์

(๔) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้

(๕) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

(๖) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์

(๓) หมวดญาณ [ญาณ ๒] คือ ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญาหยั่งรู้

(๗) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๘) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้

(๔) หมวดอรูปฌาน [ข้อ ๗ ในกรรมฐาน ๔๐] คือ อรูปฌาน ๔ ที่เป็นบาทฐานในการเข้านิโรธสมาบัติ

(๙) “อากาสานัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้”

(๑๐) “วิญญาณัญจายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้”

(๑๑) “อากิญจัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะไม่มีอะไรเลย”

(๑๒) “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” คือ มนสิการว่า “ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่”

(๕) หมวดโลกุตตระ คือ ภาวะเหนือโลกียธรรม ที่จิตปราศจากกิเลสและทุกข์แล้ว

(๑๓) “โลกุตตรจตุตถฌาน” คือ จิตน้อมถึง “เจโตวิมุตติ” [สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ]

 

 

เพราะฉะนั้น (๑) อินทรียสังวรศีล (๒) สติปัฏฐาน ๔ [โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม] และ (๓) จตุตถฌาน [รูปฌาน ๔] ทั้งธรรม ๓ กลุ่มนี้ ทำให้ “สติ” เป็นสติที่บริสุทธิ์ “อุปัฏฐาน” [สัมมาสติ: โยนิโสมนสิการ–จิตตัววิปัสสนา–ญาณทัสสนะ–สัญญา ที่ปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งอารมณ์ เพราะพิจารณาตามเป็นจริง] และ “สัมปชัญญะ” กลายเป็น “ปัญญารอบรู้–ญาณหยั่งรู้” [อธิโมกข์–มนสิการ–สัญญา ที่เป็นความทรงจำ อันปฏิสังยุตด้วย “อริยทรัพย์ ๗” ได้แก่ ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา หรือ “อธิษฐานธรรม ๔” ได้แก่ ปัญญา–ความรู้ชัดหยั่งรู้ในเหตุผล ๑ สัจจะ–ความจริง ๑ จาคะ–ความสละ ๑ อุปสมะ–ความสงบ ๑] เพราะ “จตุตถฌาน” [สัมมาสมาธิ] เพราะฉะนั้น ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสมาธิภาวนา ต้องประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” เสมอ ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้พิจารณาถึง “สติสัมปชัญญะ” ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับ “โลกุตตรธรรม” ด้วยอรรถว่าถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” อย่างไรบ้าง ดังนี้

 

 

“โลกุตตรธรรม” ด้วยอรรถว่าถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ”

 

(๑) “อริยมรรค ๔” หรือ “มัคคญาณ” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด นั่นคือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

(๒) “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หรือ “ผลญาณ” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” นั่นคือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล = โลกุตตรญาณ ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

(๓) “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกียญาณ] คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒” หรือ มีอาการ ๑๙ ประการ นั่นคือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) สำรวจรู้กิเลสที่ละแล้ว (๔) สำรวจรู้กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) สำรวจรู้นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” [โลกุตตรญาณ] = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ–นิพพาน ๒] อันมีอาการ ๖๔ แห่งอินทรีย์ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔] ได้แก่ อินทรีย์ ๓ และ อินทรีย์ ๘ ประการ ในแต่ละขั้นของ มรรค ๔–ผล ๔

                              

ภาพประกอบ ๓: ปัจจเวกขณญาณมีอาการ ๑๙ ประการ

 

(๑) “อินทรีย์ ๓” ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

(๒) “อินทรีย์ ๘ ประการ” ได้แก่ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ โดยมีนัยแสดงความเป็นบริวาร ดังต่อไปนี้

(๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร และ (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี

 

 

(๔) “การตรัสรู้–สัมโพธะ” คือ อาสวักขยญาณ ฉะนั้น “มรรค ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” กับ “ผล ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” รวมจำนวนอินทรีย์ทั้งหมดเป็น “มีอาการ ๖๔” = โลกุตตรญาณ

 

 

(๑) โสดาบัน–ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

โสดาปัตติมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

โสดาปัตติผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสหยาบๆ–กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ถึงกระแส  [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๒) สกทาคามี–ผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

สกทาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

สกทาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสหยาบๆ [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน  

ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๓) อนาคามี–ผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อนาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อนาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสละเอียด [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๔) อรหันต์–ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อรหัตตมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อรหัตตผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ [นิพพาน] = อัญญาตาวินทรีย์  [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสทั้งหลาย  [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

 [ไม่มีการพิจารณา]

(๕) นิพพาน

ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว [บรรลุถึงนิพพานแล้ว–วิวัฏฏะ]

 

 ภาพประกอบ ๔: สัมปยุตตธรรมระหว่างโลกุตตรธรรมทั้งหลาย

 

 

“นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้

ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่  = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ”

 

 

ดังนั้น ในการเจริญสมาธิภาวนานั้น ต้องประกอบด้วยจิตดวงที่เป็น “สติกับสัมปชัญญะ” ด้วยเสมอ คือ (๑) มีทั้งความสามารถระลึกได้เพราะมี “ญาณทัสสนะ” ที่เรียกว่า “สติ” [ปัญญาในสมาธิ] หรือ “จิตตัวปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ] ซึ่งก็มีนัยแสดงถึง “โยนิโสมนสิการ” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] และ (๒) ความรู้สึกตัวทั่วถ้วนเพราะมี “ปัญญา–ญาณ” [ปฏิสัมภิทา ๔] ที่เรียกว่า “สัมปชัญญะ” [ปัญญาในวิปัสสนา] หรือ “จิตตัวปัญญาเห็นธรรม” [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักร]ซึ่ง “สติสัมปชัญญะ” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] ก็มีนัยแสดงถึง “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาท ไม่เลือกที่จะทำชั่วอันเป็นเหตุแห่งความเสื่อมในชีวิต อยากในความปรารถนาในธรรม “กัลยาณมิตตตา” [มงคล ๓๘–อุดมงคล ] คือ ความมีกัลยาณมิตร ฉะนั้น การมีคุณภาพชีวิตที่ดี การมีระดับจิตที่ประเสริฐได้นั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากฐาน “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] ที่มั่นคงชัดเจนด้วย “อธิโมกข์” คือ ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ในธรรมเพราะให้ผลแห่งการปฏิบิติได้จริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับ “มนสิการ” คือ ความยินดีปรีดา ปีติปราโมทย์ ในการน้อมเองอริยมรรคมาถือเป็นข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งในชีวิตเนื่องจากเกิด “อธิโมกขสัทธา–ปสาทสัทธา” อันสมบูรณ์สมบูรณ์ในจิตดีแล้ว ให้พิจารณา “สติสัมปชัญญะ” ในหมวดธรรมสำคัญๆ ดังนี้

 

(๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม

๑. สติปัฏฐาน ๔ [สัมปชัญญะ]

๒. สัมมัปปธาน ๔

๓. อิทธิบาท ๔

๔. อินทรีย์ ๕

๕. พละ ๕

๖. โพชฌงค์ ๗

๗. มรรคมีองค์ ๘

(๒) ไตรสิกขา

๑. อธิศีลสิกขา

๑.๑ ศีล ๕–เบญจศีล [ข้อ ๕]

๑.๒ ธรรม ๕–เบญจธรรม [ข้อ ๕]

๑.๓ สังวร ๕

๒. อธิจิตตสิกขา

๒.๑ อาโลกสัญญา

๒.๒ อวิเขกปะ

๒.๓ สัมมาวายามะ [สัมมัปปธาน ๔]

๒.๔ สัมมาสติ [สติปัฏฐาน ๔]

๒.๕ สัมมาสมาธิ [ฌาน ๔–จิตประภัสสร]

๓. อธิปัญญาสิกขา

๓.๑ โอภาส

๓.๒ ญาณ

๓.๓ อุปัฏฐาน

๓.๔ ญาณ ๑๖ [ปัจจเวกขณญาณ]

(๓) วิสุทธิ ๗

๑. สีลวิสุทธิ [ปริสุทธิศีล ๔]

๒. จิตตวิสุทธิ [สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ–จิตประภัสสร]

๓. ทิฏฐิวิสุทธิ

๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ

๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ [วิปัสสนาญาณ ๙]

๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ

 

 

เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า ถ้าบุคคลผู้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ปราศจาก “สติสัมปชัญญะ” ย่อมแสดงถึง ผู้อยู่อย่างขาดสติ ที่เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ” ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม อันมีสมุฏฐานเป็นเหตุสำคัญมาจาก “อวิชชา” [ความไม่รู้จริงด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม = ไม่รู้ในธรรมทั้งปวง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] ที่เรียกว่า “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้แห่งอวิชชา ความหลงแห่งโมหะ และ อกุศลมูล คือ ไม่เกิด “สัมปชัญญะ” คือ “ญาณ” [ความรู้–ความหยั่งรู้] ให้พิจารณาทบทวนธรรมคู่ที่เป็นปฏิปักษ์กัน “สติ–มุฏฐสัจจะ” กับ “สัมปชัญญะ–อสัมปชัญญะ” ดังนี้

 

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

(๒.๓) “สัมปชัญญะ ๔” [Awareness] (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒ อีกข้อ ๑ คือ สติ) หมายถึง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ตระหนัก–ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้ มักมาคู่กับ “สติ” [Mindfulness หมายถึง ความระลึกจำได้ โดยจำแนกออกเป็นคำไวพจน์ ดังนี้ (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม (๓) สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ] ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ส่วนคำว่า “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

 

ดังนั้น ในการพิจารณาธรรม [มนสิการกรรมฐาน] เพื่อให้เห็นธรรมทั้งปวงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายสามัญสำหรับปุถุชนทั่วไป ถ้าไม่ตั้งใจศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรม [ธัมมวิจยะ] อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ การเป็นบุคคลที่จะต้องปรารภความเพียร [วิริยารัมภะ–วิริยสังวร–วิริยบารมี] และมีความอดทน [ขันติสังวร–ขันติบารมี] สูงเป็นพิเศษเหนือธรรมดาในโลก มิฉะนั้น ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมที่เหนือโลกวิสัยได้เช่นกัน เพื่อเฝ้าดูการวิวัฒน์พัฒนาความก้าวหน้าอันพอกพูนด้วย “ปัญญ” [ปัญญาบารมี = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง อันเนื่องด้วย ยถาภูตญาณทัสสนะ (สัจจบารมี = ปฏิปทาอันยิ่งในความจริงหรือสัจจธรรม) คือ ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงแห่งกำหนดธรรมดา ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ”] เพราะฉะนั้น การส่งเสริมตนเอง [อัตตสัมปทา] และความเมตตากรุณากับผู้อื่นที่อยู่รอบข้างให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” นั้น จึงเป็นเรื่องการสร้างกุศลผลบุญอันยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็น “สังคมอุดมปัญญาอ่อน” หรือ “สังคมคนบ้าเสียสติ” [เรียสูงแต่สิ้นคิดเพราะตั้งความหวังไว้แต่เรื่องตอบสนองการพอกพูนกิเลสตัณหา ได้แก่ กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา คือ อยากรวยทุกหนทาง ทั้งทางเสื่อมและทางเจริญ เพราะสิ้นคิดดีๆ ด้วยอวิชชาและความประมาท นั่นเอง คนพวกนี้รักษาด้วยยาหม่องสมุนไพรมันไม่หายหรอก] ในการช่วยเสียสละให้คนรอบข้างมีความฉลาดด้วยใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญารอบรู้ เป็นเรื่องปัญญาทางบารมี เป็นการให้ “อริยทรัพย์” ซึ่งแตกต่างจากพวกคนโง่ให้ของขวัญกัน เช่น ให้ไวน์ขวดละแสนบาท เพื่อให้มันตายเร็วๆ เร่งงานด่วนให้ท่านยมบาลเปล่าๆ และเกะกะศาลาวัดเปล่าๆ ฉะนั้น การสร้างทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มี “สติสัมปชัญญะ” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งสถาบันทางสังคมทุกระดับ ต้องสร้างความศรัทธาในเรื่องปัญญารอบรู้อย่างมีสติและมีสัมปชัญญะให้ได้ คือ การพัฒนาให้ลึกซึ้งใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) พระพุทธศาสนา (๒) พุทธปรัชญา (๓) พุทธเทคโนโลยีเชิงวิทยาศาสตร์ [ความรู้คู่คุณธรรม ไม่ใช่ “คุณทำ–ฉันไม่ทำ” ต้องทำอย่างพร้อมเพรียงทั้งสังคม] นั่นหมายความว่า บ้านต้องเป็นบ้านจริงๆ [พ่อแม่คือพ่อแม่] วัดต้องเป็นวัดจริงๆ [พระคือพระ] โรงเรียนต้องเป็นโรงเรียนจริงๆ [ครูคือครู]  สังคมไทยคือสังคมไทย ที่ต้องพึ่งพากันได้เป็นอย่างเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ละเมิดในธรรมซึ่งกันและกัน อย่าสวนทางกันหรือย้อนศร อันตรายถึงชีวิต คือ ชีวิตก็พัง วัดก็พัง โรงเรียนก็พัง สังคมก็พัง มีแต่โจรครองเมืองครองสังคม เพราะทุกคนขาดสติ ไม่มีปัญญาแห่งสัมปชัญญะอย่างแท้จริง คิดด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วนส้นตีน ปัญญากับส้นตีน มั่นอยู่คนละฟาก ไม่ใช่ฟากโน้น ที่เขาเจริญศิวิไลซ์กันหมดแล้ว พวกเรายังไม่ยืนที่ตลิ่งชันกันเลย ไม่ใช่ตลิ่งชันสุพรรณบุรีนะ ยังงมโข่งกันอยู่ ไม่รอดแน่ เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ คิดอะไรก็ไม่ออก นึกอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง เหมือนลิง โยนไม้ขีดไฟให้ ไม่รู้จะทำอะไร ก็จุดไฟเผาบ้านตัวเองเล่นเสียอย่างนั้น โดยบ้านใครไปด้วย ก็ซวยไป

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาพิจารณาถึงการพัฒนาคนให้เกิดสติสัมปชัญญะด้วยการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่บุคคลต้องสนใจอย่างแท้จริง ต้องทำอย่างมีระบบระเบียบ หรือที่เรียกว่า “หลักสูตร” [Curriculum] หรือจะเป็น “โครงการฝึกอบรม” [Training Program] ก็ไปเลย [ไม่ต้องถึงเชียงคาน] อย่าไปเห็นแก่เงินกันมากนัก เวลาตายลุงสัปเหร่อพยายามเอาเงินยัดปากผีแค่ ๓๒ เหรียญ มันยังยากเลย สงสารแก่หน่อย เวลาตายมันเอาอะไรที่หากันไว้บนโลกนี้ เอาไปไม่ได้สักอย่างเลย มีเอาไปได้ด้วยอย่างเดียว “สติปัญญา–สติสัมปชัญญะ” ที่เรียกว่า “อริยทรัพย์” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด พระอริยเจ้าในชาตินี้ [พระอนาคามี] ปรารถนาในรสพระนิพพาน ย่อมกลับมาจุติเกิดปฏิสนธิในพระพุทธศาสนาอีกในชาตินี้ พร้อมด้วยอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ พร้อมด้วยทศบารมี [สัญญาเก่าของท่านดีจริงๆ ไม่ใช่สัญญาณดาวเทียมชัดดี] ท่านย่อมไม่พกพร้อมความโง่แห่งอวิชชามาด้วยอย่างแน่นอน ให้วางใจได้ ดังนี้

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ–ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ  

 

“บารมี ๑๐–ทศบารมี” หมายถึง สัมมาปฏิปทาหรืออุบายอันยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ซึ่งแยกออกเป็น ๓ ระดับ คือ (๑) บารมี–ระดับสามัญ (๒) อุปบารมี–ระดับรอง และ (๓) ปรมัตถบารมี–ระดับสูงสุด ได้แก่

(๑) “ทาน” คือ การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์ 

(๒)  “ศีล” คือ ความประพฤติถูกต้องสุจริต

(๓) “เนกขัมมะ” คือ ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ การออกบวช

(๔) “ปัญญา” คือ ความรอบรู้เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ 

(๕) “วิริยะ” คือ ความเพียรแกล้วกล้าบากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

(๖) “ขันติ” คือ ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส

(๗) “สัจจะ” คือ ความจริง–ซื่อสัตย์–จริงใจ–จริงจัง 

(๘) “อธิษฐาน” —ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

(๙) “เมตตา” คือ ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข 

(๑๐) “อุเบกขา” คือ ความวางใจเป็นกลาง อยู่ในธรรม เรียบสงบสม่ำเสมอ  ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ

 

สำหรับเรื่องเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดคุยกันเล่น [วิตัณฑวาทศาสตร์–โลกายตะ คือ พูดกันเล่นสนุกๆ ว่าด้วยโลกและผู้ถึงที่สุดโลก ว่าใน พราหมณสูตร] แต่ประการใด ไม่ใช่เรื่องมางมงายหลงใหล คำว่า “อนาคามี ๕” หมายถึง ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก นั่นคือ ชาตินี้ต้องเป็นชาติสุดท้ายที่ต้องบรรลุพระอรหันต์ให้ได้ ถ้าเรื่องไม่จริงคงไม่มีบันทึกในพระไตรปิฎกอย่างแน่นอน ได้แก่

(๑) “อันตราปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานในระหว่าง นั่นคือ เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้ว อายุยังไม่ถึงกึ่ง ก็ปรินิพพานโดยกิเลสปรินิพพาน

(๒) “อุปหัจจปรินิพพายี” คือ ผู้จวนจะถึงจึงปรินิพพาน นั่นคือ อายุพ้นกึ่งแล้ว จวนจะถึงสิ้นอายุจึงปรินิพพาน  

(๓) “อสังขารปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้แรงชักจูง นั่นคือ ปรินิพพานโดยง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก

(๔) “สสังขารปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานโดยใช้แรงชักจูงมากเป็นพิเศษ นั่นคือ ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก  

(๕) “อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี” คือ ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ นั่นคือ เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งก็ตาม จะเกิดเลื่อนต่อขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพแล้วจึงปรินิพพาน

 

อนึ่ง ผู้ที่ถือตนเป็นพุทธมามกะอย่างแท้จริงนั้น ต้องประกอบด้วยความศรัทธาปสาทะ คือ เลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วย “ความมีสติสัมปชัญญะ” อย่างแท้จริง คือ ประกอบด้วยเหตุผลและใช้ปัญญาได้อย่างถูกวิธี ไม่ใช่ความงมงาย ที่เรียกว่า “อวิชชา” มิฉะนั้น ก็สูญเปล่าที่จะปฏิบัติธรรมในพระศาสนานี้ ก็เหมือนพวกคนบ้าเสียสติมาปฏิบัติธรรม มีแต่จะสร้างความเสื่อมศรัทธาให้ก็ผู้ที่ต้องการรู้เข้าใจจริงๆ ในพระสัทธรรม ที่เรียกว่า “ศรัทธา–สัทธา” มี ๙ ประการ ดังนี้

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

(๕) “รตนัตตยสัทธา” คือ เชื่อพระรัตนตรัย [พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์]

(๖) “อาคมนสัทธา” เชื่อมั่นใจการบำเพ็ญสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์

(๗) “อธิคมสัทธา” เชื่อมั่นการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ของพรอริยบุคคล

(๘) “โอกัปปนสัทธา” เชื่อหนักแน่นสนิทแน่วที่เห็นจริงในการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้า

(๙) “ปสาทสัทธา” เชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

ให้ผู้ปฏิบัติธรรมใช้ “สติปัญญา–สติสัมปชัญญะ” ไตร่ตรองพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ่งในประเด็นนี้ เพื่อขจัดภัยทางศาสนาในปัญญาสมองของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ อย่ามีชีวิตอยู่ในพระสัทธรรมด้วยความระแวงสงสัย [วิจิกิจฉาแห่งนิวรณ์–วิจิกิจฉานิวรณ์–วิจิกิจฉาสัญโญชน์] ให้พิจารณาในธรรมทั้งปวงว่ามีฐานะเป็นธรรมได้อย่างไร “ธรรมววัตถาน” [ธมฺมววตฺถานํ–ความกำหนดธรรม] (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 442 FILE 76) ดังนี้

 

[๗๕๓] “วิจิกิจฉานิวรณ์” เป็นไฉน

ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ในปฏิจจสมุปบาทธรรมที่ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น การเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ความเคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่างๆ นานา ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “วิจิกิจฉานิวรณ์” [วิจิกิจฉาสัญโญชน์]

 

ฉะนั้น ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป ความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้บุคคลนั้นล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม แม้แต่จะเข้าตัวตนจิตวิญญาณของตน ก็ย่อมทำได้ยาก [ท่านเสียสติโดยวิปลาสหรือโดยวิปริตไปแล้ว ไม่รับกิจนิมนต์หรือคำเชิญให้ปฏิบัติธรรม] ความไม่มี “เอกัคคตาแห่งจิตตสมาธิ” [ธรรมสมาธิ ๕ ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข –สมาธิ รวมทั้ง ฌาน ๔–รูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน –จตุตถฌาน หรืออย่างพื้นฐานง่ายๆ บรรดาธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘ ประการ ได้แก่ ได้แก่ (๑) เนกขัมมะ [เนกฺขมฺมํ: ความไม่โลภ] (๒) อัพยาบาท [อโทสะ–ความไม่คิดร้ายพยาบาท] (๓) อวิเขกปะ [อวิกฺเขโป: ความไม่ฟุ้งซ่าน] (๔) อาโลกสัญญา [อาโลกสญฺญา: สัญญาในอาโลกนิมิต] (๕) ธรรมววัตถาน [ธมฺมววตฺถานํ–ความกำหนดธรรม] (๖) ญาณ [ความหยั่งรู้รอบ กับ ฌาน–ความสงบแห่งปัสสัทธิ] (๗) ปราโมทย์ [ปามุชฺชํ = ความปราโมทย์ กับ ปีติ] (๘) กุศลธรรมทั้งปวง ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–โลกุตตรธรรม ๙] บุคคลผู้นั้นจึงย่อมไม่มีความสมบูรณ์แห่ง “สติสัมปชัญญะ” เช่นเดียวกัน [ไม่ย่อมหักห้ามความโง่เขลา มีภูมิแพ้อย่างเต็มกำลังอย่างสมบูรณ์ใน “นิวรณูปกิเลส” ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจ (กุกกุจจะ)–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง หรือ “จิตตอุปกิเลส ๑๖” ได้แก่ อภิชฌาวิสมโลภะ–พยาบาท–โกธะ–อุปนาหะ [ผูกโกรธ]–มักขะ [หลู่ความดีของผู้อื่น]–ปลาสะ [ตีเสมอ]–อิสสา–มัจฉริยะ–มายา–สาเถยยะ [โอ้อวด]–ถัมภะ [หัวดื้อกระด้าง]–สารัมภะ [แข่งดี]–มานะ[ถือตัว]–อติมานะ [ดูหมิ่นเขา]–มทะ [มัวเมา]–ปมาทะ] เพราะไม่คิดไม่เจริญธรรมอย่างแท้จริง ทิ้งเวลาอันมีค่าในชีวิตไปเปล่าๆ ในแต่ละวัน อย่างน้อยที่สุด ผู้ปฏิบัติธรรมต้องครองสติให้อยู่กู้ปัญญาให้กลับมาทันเวลา ด้วยการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” อย่างสม่ำเสมอในทุกขณะจิตก็ว่าได้  จะได้ยกระดับคุณภาพจิตให้สูงด้วยคุณธรรมอยู่ตลอดเวลา ก็อย่าลืมสติก็อย่าหลงทิ้งสัมปชัญญะ ๑ และฝ่ายผู้บรรยายเอง ก็ไม่ขอรับฝากไว้ด้วย เพราะไม่มีเวลาจริงๆ สุดท้ายนี้ เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดีแล้ว ที่เหลือก็ให้ใช้เวลาในลงมือปฏิบัติ ให้รู้เห็นเป็นจริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4744497