๓๑. เส้นทางอริยมรรคคือสมบัติของทุกคน

        The Noble Path Becomes the Wealth of Everybody

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  698  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความสำคัญในการเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติธรรมตามแนวทางสายกลายแห่งมัชฌิมาปฏิปทา อันประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” (ไตรสิกขา–อริยสัจจ์ ๔)  เป็นพื้นฐานสำคัญในทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เพื่อแสดงตนเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง และเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดพระศาสนาอย่างเต็มกำลัง อันนำไปสู่การเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนาอย่างจริงจัง อย่าน้อยก็ไม่เกิดความเข้าใจผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ว่า การปฏิบัติธรรมทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์นำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตตามกระแสทางโลก อันเป็นการพอกพูนกิเลสให้หนายิ่งขึ้น แทนที่การปฏิบัติธรรมจะเป็นการหลุดพ้นจากวัฏฏะหรือสังสารทุกข์ แต่กลับเป็นการประกอบทุกข์ให้มากยิ่งขึ้นและไม่สิ้นสุดจากวัฏฏะแต่อย่างใดเลย แนวทางประพฤติปฏิบัติดังกล่าวนี้ ถือเป็นการเดินทางที่หลงทิศทางเป็นปฏิปักษ์ต่อมัชฌิมาปฏิปทาอย่างแน่นอน ไม่ใช่หนทางแห่งความหลุดพ้น (วิมุตติ) จากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจักต้องมีความชำนาญรู้จริงทั้งภาคหลักธรรมและภาคปฏิบัติในภาคสนามอย่างถูกต้องและแม่นยำ ไม่ใช่ดำเนินปฏิบัติธรรมไปด้วยความไม่รู้จริง โดยไม่รู้ทั้งธรรมและความหมายแห่งพระธรรม (อโยนิโสมนสิการ) คือ ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติจริงสามารถบรรลุความตรัสรู้ได้ด้วย “สัมโพธิญาณ” และเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ได้ในที่สุดแห่งการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๓๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – เส้นทางอริยมรรคคือสมบัติของทุกคน

 

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นธรรมแห่งความเจริญอันประเสริฐสุด และเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติทุกคน เพราะพระธรรมคำสอนของพระองค์เกี่ยวเนื่องด้วย “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) หมายถึง ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่ารูป นาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น ซึ่งอธิบายสภาวธรรมหรือปรากฏการณ์ได้ด้วย “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) เช่น ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา ธรรมนิยาม ไตรลักษณ์ เป็นต้น และสามารถพิสูจน์แนวทางปฏิบัติตามทฤษฎีที่นำไปสู่ผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติได้ คือ การบรรลุความตรัสรู้ด้วยปัญญาญาณ “สัมโพธิญาณ” ได้จริง ที่เรียกว่า “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” (โลกุตตรธรรม ๙) พระธรรมวินัยนี้ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียบกัน เพราะเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงของความเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องประกอบด้วย “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ อันเป็นปัญญาญาณให้เข้าถึงพระนิพพานได้ (วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุญาณ–อาสวักขยญาณ) กับ “จรณะ” คือ ความประพฤติแห่งโวทานธรรมเพื่อให้เข้าถึงวิชชา (จรณะ ๑๕: สีลสัมปทา–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔) โดยข้อประพฤติปฏิบัตินั้น ต้องนำไปสู่ขั้นตอนการชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ พร้อมด้วยอธิปัญญาหรือปัญญาอันยิ่งในเวลาเดียวกัน ที่เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่ (๑) สีลวิสุทธิ  (๒) จิตตวิสุทธิ  (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ–ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ–ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–วิปัสสนาญาณ ๙–การทุบอุปาทานขันธ์ ๕ และ  (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ–ความรู้ในอริยมรรค ๔ หรือ มรรคญาณ ดังนั้น “วิชชา” คือ ความรู้รอบจริงในอริยสัจจ์ ๔ ที่สัมปยุตต์ด้วยธรรม ๒ อย่าง ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กับ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ (อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) ซึ่งจะเป็นธรรมเครื่องทำลาย “อวิชชา ๔” กับ “อวิชชา ๘” จนเกิดปัญญาหยั่งรู้ในการหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง คือ “อาสวัขยญาณ” (มีอาการ ๖๔ ประการ นั่นคือ ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติมัคคญาณ] อัญญินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ ๑  [อรหัตตผลญาณ] นั่นคือ มีฐานะ ๑ + ๖ + ๑ = ๘ หมายถึง เกณฑ์การบรรลุมรรคผลของ “อริยบุคคล ๘” โดย “อาการ ๖๔” หมายถึง ประกอบด้วย “อินทรีย์ ๘” ได้แก่ (๑) “สัทธินทรีย์” มีความน้อมใจตนเป็นบริวาร (๒) “วีริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖)      “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี และมรรคผล ๘ [อริยบุคคล ๘] ซึ่งมีอินทรีย์ขั้นละ ๘ ประการในการเป็นอริยบุคคล ซึ่งรวมทั้งหมดเป็น ๖๔ อาการ เป็น “อาสวักขยญาณ”) สำหรับคำบรรยายธรรมข้างต้นนี้ อาจจะย่อยอกะทัดรัด แต่มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่ละเอียดอีกมากมาย ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ได้เอง ฉะนั้น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสำหรับผู้ปฏิบัติจริงนั้น ย่อมเกิดปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ทั้งปวง (ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม) จนถึงพลังกำลังแห่ง “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” ด้วยสัมโพธิญาณได้ โดยผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องอยู่ในกระแสแห่งอริยมรรคให้ได้ตลอดไป อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าพุทธศานิกหรือพุทธบริษัททั้งหลาย รวมทั้งพระโยคาวจรขีณาสพเจ้าทั้งหลายด้วยนั้น ต้องมั่นในเกณฑ์ที่ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมถูกต้องประกอบด้วยวิชชาแห่งความรู้แจ้งและจรณะที่งดงามตลอดไปเช่นกัน

อีกนัยหนึ่งนั้น พุทมามกะบางคนอาจสับสนแยกแยะธรรมในพระพุทธศาสนาโดยถือผิดคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ โดยมักจะสำคัญผิดในธรรมด้วยความฟุ้งซ่านหวั่นไหวไปตามกระแสโลกธรรม อันเป็นธรรมปฏิปักษ์ต่ออริยมรรค ตามหลักธรรมมัชฌิมาปฏิปทา กล่าวโดยสรุป เกิดอาการหลงทิศทางไปกับพลังอำนาจแห่งสมถพละ (วิชชา ๓–อวิชชา ๘–อภิญญา ๖ แห่งอธิจิตตสิกขา) ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น เหล่าวิเศษเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญวิปัสสนาที่ทำให้ธรรมคู่กันกับพลังอำนาจแห่งวิปัสสนาพละ (ปัญญษญาณแห่งอธิปัญญาสิกขา) ความไม่เข้าใจจริงในเรื่องเช่นนี้ เกิดจากความประมาทในพระธรรม เพราะ “อวิชชาอาสวะ” นั่นเอง (อวิชชาสวะ: อวิชชา ๔–อวิชชา ๘) ตามธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ มักมี “ทิฏฐิ–มานะ” อันเป็นกิเลสที่หมักดองอยู่ในพื้นจิต เป็นเหตุให้สำคัญตนเองผิด คิดว่าตนเป็นใหญ่เป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) จึงมองข้ามความสำคัญของความนึกคิดของคนอื่นไปว่าเป็นสิ่งที่ผิด เพราะไม่สอดคล้องกับความคิดของตน เลยกลายเป็นความขัดแย้งทางความคิดด้วยความลำเอียงแห่งอคติ รวมถึงความคิดคลาดเคลื่อนแห่งวิปลาสไป (สัญญาวิปลาส–จิตตวิปลาส–ทิฏฐิวิปลาส ทำให้เกิดไตรลักษณ์วิปลาสกับอสุภะวิปลาส) และความบกพร่องแห่งสมรรถนะในการบำเพ็ญฌานสมาบัติแห่งคุณธรรมที่บรรลุองค์ฌาน “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” จึงรู้แจ้งโลกแบบผิดๆ จากความเป็นจริง ไม่ใช่ “กฎธรรมชาติแห่งปฏิจจสมุปบาท” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ประการใด

ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม ผู้รู้แจ้งโลกและชีวิต (ขันธ์ ๕) ตามเป็นจริง คือ รู้เห็นด้วยจิตสะอาดบริสุทธิ์แห่ง “จิตประภัสสร” จนเกิด “ญาณทัสสนะ” (การหยั่งรู้หยั่งเห็น) ที่บริสุทธิ์แห่งอริยมรรค (อริยสัจจ์ ๔–อริมรรคมีองค์ ๘–และอุจาระ) หรือที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗ป ในความเป็นจริงนั้น ก็คือ “อารมณ์แห่งพระอรหันต์” นั่นเอง ผู้ทรงสภาวะแห่งจิตใน “อุเบกขาธรรม” ทั้งหลาย เพราะรู้แจ้งเห็นจริงในการตรัสรู้ด้วยสัมโพธิญาณอย่างดีพร้อมแล้ว สัมปยุตต์ด้วย “โลกียสัมมาทิฏฐิ” และ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” และ “สติสัมปชัญญะ” แห่งโยนิโสมนสิการในสัมมาทิฏฐิวิสุทธิ (กังขาวิตรณวิสุทธิ: ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ) ในระบบสมองของมนุษย์นั้นประกอบด้วยความนึกคิดเชิงทฤษฎีและสามารถพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนตามเป็นจริงนั้น  ย่อมเป็นทักษะกระบวนการคิดขั้นสูงที่ละเอียดลึกซึ้งในเชิงนามธรรม (กฎและทฤษฎี) ไม่ใช่การหาข้อสรุปที่เกิดคู่กับพยานหลักฐานเชิงวัตถุนิยมเพียงด้านเดียว ฉะนั้น “เขตพรหมแดนแห่งความรู้” นั้น จึงเป็นอาณาจักรแห่งธรรมที่กว้างใหญ่ไพศาลหาขอบเขตไม่ได้ (อสงไขย–Infinity) และพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า พระธรรมเป็นสภาวธรรมไม่ประกอบด้วยกาล (ข้ามกาลเวลา–เหนือกาลเวลา) และวิญญูชนผู้ฉลาดพึงรู้เฉพาะตน คือ รู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนเองเท่านั้น ไม่ต้องหาข้อโต้เถียงมาลบล้างทางทฤษฎีของกันและกัน ดังนั้น “อุเบกขาจิต” (อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ) จึงต้องกำหนดรู้ไว้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมแห่งไตรสิกขา (วิสุทธิแห่ง อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา) อันไม่ใช่กระบวนการนั่งหลับตาสร้างภาพว่าตนเองขลังศักดิ์สิทธิ์ โอ้อวดอิทธิปาฏิหาริย์แต่ประการใด และอย่าเป็นชนหลงทิศทางก็แล้วกัน

แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า “อุเบกขาจิต” นั้น ย่อมเป็นฐานะที่บ่งบอกว่าบุคคลนั้นได้บรรลุเข้าถึงฌานจิตแห่งสมาธิ (เอกัคคตาเจตสิก) ในเบื้องต้น คือ “อทุกขมสุขเวทนา” ในเบื้องกลาง คือ  “จตุตถฌานอุเบกขา” และในเบื้องปลาย คือ “วิปัสสนาอุเบกขา” รวมถึง อุเบกขาใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ทั้งหลาย (ด้วยการเจริญอนัตตานุปัสสนา) จิตดังกล่าวทั้งหมดนั้น มี “สติสัมปชัญญะ” ทำหน้าที่ควบคุมโดย “สติปัฏฐาน ๔” ใน “เอกายานมรรค” (อภิญญาเทสิตธรรม–โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ผู้ที่มีตนถึงพร้อมด้วยการพัฒนาตนเองดีแล้ว (อัตตสัมปทา–Self-Actualization: ภาวิตัตต์) ย่อมสามารถควบคุมกายและใจด้วยปัญญาหยั่งรู้ถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้เสมอ คือ “ไม่ทิ้งธรรมโดยสติสัมปชัญญะ” มิฉะนั้น ฐานะความเป็นอริยบุคคลย่อมเสื่อมเสียไป เพราะขาดสติไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล (โยนิโสมนสิการแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖) ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ “อุเบกขาจิต–ตัตรมัชฉัตตตาเจตสิก” นั้น ก็แสดงนัยถึงสภาวะความไม่รู้จริงโดยไตรลักษณ์หรือไม่เข้าใจถึง “ธรรมนิยาม ๓” ที่จบลงที่ข้อสรุปว่า “ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน” (อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ) ฉะนั้น ผู้ที่ไม่สามารถเกิดปัญญาเห็นความสัมพันธ์แห่งธรรมทั้งปวงเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยร่วมกันในแต่ละสภาวธรรมที่มีธรรมทั้งหลายพึ่งพาอาศัยกันเกิดขึ้นและดับไปนั้น บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่า ผู้ไม่บรรลุเข้าถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” (ปัญญาพระโสดาปัตติมรรค) คือ ไม่สามารถรู้แจ้งเห็นจริงถึง “เหตุปัจจัยแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ได้เลย ก็ดูเหมือนรู้แต่ไม่รู้จริงนั่นเอง เพราะฉะนั้น การหมั่นเพียรเจริญมนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ ให้เจริญปัญญาสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งนั้น จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของอริยสาวก–อริยสาวิกาของพระตถาคตเจ้าอย่างแท้จริง และประการสำคัญ การสำรวมระวังใน “อปัณณกปฏิปทา ๓” อันเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ได้แก่ (๑) อินทรียสังวร (๒) โภชเนมัตตัญญุต (๓) ชาคริยานุโยค นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานทั้ง ไม่ควรละเลยด้วยความประมาทในธรรมทั้งหลาย

พุทธศาสนิกทั้งหลายนั้น สามารถเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นธรรมคนละระดับตามภูมิชีวิตของตนก็ตาม โดยถือข้อประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง ถ้าเป็นพระอริยเจ้านั้น ก็ต้องถือประพฤติปฏิบัติตาม “สัมมัตตะ ๑๐” (ภาวะที่ถูกต้อง–อเสขธรรม) ซึ่งประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” (อริยมรรค ๔) พร้อมด้วย “สัมมญาณ” (อริยผลญาณ ๔) และ “สัมมาวิมุตติ” (อรหัตตผลวิมุตติ) คือ พัฒนาตนจาก “เสขบุคคล–สอุปาทิเสสบุคคล” (จรณะ ๑๕–เสขปฏิปทา) ให้ลุถึง “อเสขบุคคล–อนุปาทิเสสบุคคล” (ปรินิพพาน–ชีวิสมสีสี) ให้ได้ อันถือเป็นขั้นปรมัตถ์ที่สุดรอบแห่งชีวิต ในการรักษาและพัฒนาระดับชีวิตจิตใจของแต่ละบุคคลนั้น ย่อมมีข้อประพฤติปฏิบัติสัมมาปฏิปทาแตกต่างกันไป จนถึงข้อสูงสุด คือ “สัมมาวิมุตติ–อรหัตตผลวิมุตติ” ซึ่งรวมเอาธรรมทั้งหมดใน “สัมมัตตะ ๑๐” ที่เรียกว่า “อเสขธรรม” คือ ธรรมของพระอเสขะ ฉะนั้น ให้พึงสำรวมระวังในการน้อมนำธรรมทั้งหลายถือปฏิบัติในชีวิตให้เหมาะควรแก่ธรรม (ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) สำหรับการเลือกข้อธรรมไปปฏิบัติให้เหมาะกับตนนั้น จึงเป็นการระบุระดับจิตใจหรือคุณภาพชีวิตของตน แต่อย่างฟุ้งซ่านสำคัญผิดในธรรมว่าตนได้บรรลุอธิคมธรรม (โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑) แล้ว ทั้งที่ไม่เป็นจริงตามที่นึกคิดไว้นั้น การปฏิบัติธรรมที่ผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จึงถือว่าไม่อยู่ในกระแสของอริยมรรค และทำให้หลงทิศทางออกห่างจากหลักธรรม “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ฝึกอบรมตนเองในการเจริญภาวนากรรมฐานที่ผิดหลักการที่ถูกต้อง หรือวิปัสสนากรรมฐานที่ฝึกมาอย่างผิดๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยนี้ จนไม่สามารถบรรลุธรรมในหัวข้อปัญญาแตกฉานได้ ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔” ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ซึ่งเป็นปัญญาญาณของพระอรหันต์ ไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไป ข้อพึงระวังอีกประการหนึ่ง คือ ในการบรรยายธรรมถึงคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น มักจะถือมาตรฐานการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการบรรยายธรรมตัวอย่างนั้น ไม่ใช่ยึดเอาระต่ำกว่าพระอรหันต์มาใช้เป็นข้อปฏิบัติ จนพากันหลงทิศทางและตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมต่ำเกินควร จนทำให้ฉิบหายเสียโอกาสเห็น “โลกุตตรธรรม” แล้วคิดผิดๆ อย่างคลาดเคลื่อนว่า ขาตินี้มีบุญแค่นี้ เอาไว้ชาติหน้าจะทำดีกว่านี้ให้ได้ อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล หรืออีกประการหนึ่ง หาข้อแก้ตัวเพื่อผ่อนปรนข้อปฏิบัติไม่สู้งานหนัก เช่น แม้แต่พระพุทธองค์ยังใช้เวลาตั้งหลายร้อยชาติ จึงบรรลุถึงความตรัสรู้ถึง “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ได้ เพราะฉะนั้น หลักการง่ายๆ ที่ช่วยเกื้อกูลสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม นั่นคือ ไม่สันโดษในการสร้างบุญกุศลบารมีแก่ตนเอง และต้องมีความอดทน ที่เรียกว่า “วิริยสังวร–ขันติสังวร” ปฏิบัติอยู่เสมออย่างสืบเนื่อง ทำให้มาก ทำให้บ่อย ทำให้สมบูรณ์ และไพบูลย์ นั่นเอง.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4675611