๓๒. ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในศตวรรษหน้า

        The Rise of Buddhism in the Next Century

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  680  

 

ความสำคัญของบทความ

 

พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องการบำเพ็ญเพียรภาวนาให้เกิดปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิเป็นสำคัญ และยังอยู่ในฐานะที่เป็นศาสตร์ใน ๓ สาขา ได้แก่ ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ อันเป็นองค์ความรู้สูงสุดโดยปรมัตถ์หรือ “ปรมัตถสัจจะ” โดยไม่มีข้อขัดแย้งหรือปฏิเสธความจริงอันเป็น “กฎธรรมชาติ” ได้แก่ ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ จนรวมถึง ไตรลักษณ์ ความมีเอกลักษณ์แห่งองค์ความรู้ที่เน้นความเป็นสากลแห่งปัญญานั้น จึงเป็นศาสตร์ที่สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมที่ศรัทธาหรือบูชาปัญญาหรือความรู้มากกว่าสังคมเน้นค่านิยมในไสยาศาสตร์ คือ สังคมไม่นิยมใช้ปัญญาและเหตุผลในการแก้ปัญหาชีวิตและปัญหาทางสังคม อย่างไรก็ตาม ในสังคมแห่งยุคศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นไป ก็ยิ่งนับเป็นยุคที่สังคมมนุษย์ศรัทธาการจัดการองค์ความรู้เพื่อให้กลายเป็น “ต้นทุนทางปัญญา” อันเป็นทรัพย์สินขององค์กร เพราะฉะนั้น คุณภาพของทรัพยากรบุคคลในองค์กรจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันกับองค์กรอื่นทั่วโลก ฉะนั้น การยอมรับฐานะของพระพุทธศาสนาในอนาคตนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นสามัญในสังคม “อุดมปัญญา” ที่เน้นความถูกต้องด้วยปัญญาและเหตุผล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในทุกมิติทางสังคมและชีวิต เพียงแต่ว่าบุคคลในสังคมนั้น จะลงมือศึกษาและปฏิบัติกันจริงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง และพากันสร้างค่านิยมในการค้นหาความจริงมากน้อยแค่ไหนอีกเช่นกัน ความจริงอันประเสริฐย่อมไม่คงอยู่คู่กับคนโง่เขลาเบาปัญญา เพราะปัญญาทั้งหลายนั้น คือ มรดกอันเป็นสมบัติของผู้มีปัญญาไหวพริบมากกว่า.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๓๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในศตวรรษหน้า

 

สังคมมนุษย์ในกาลข้างหน้านั้น ย่อมพึ่งพาองค์ความรู้ที่สะสมกันมาเป็น “ต้นทุนทางปัญญา” (Intellectual Capital) หรือภูมิปัญญาดั้งเดิม อันกลายเป็นอารยธรรม ที่บ่งบอกถึงความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจ ส่วนคุณภาพของมนุษย์นั้น ก็น่าจะเป็นเรื่อง “สติปัญญา” (สติสัมปชัญญะ) ซึ่งจะเป็นตัวจิตที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมทุกอย่าง ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม แต่ปัญญาความรู้อันเป็นศาสตร์ต่างๆ นั้น ย่อมเกิดจากผลงานการศึกษาค้นคว้าวิจัย ที่เจริญไปพร้อมกับความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างรุนแรงเชิงการแข่งขันในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลประโยชน์ร่วมกันแบบบริษัทข้ามชาติร่วมลงทุน (Multinational Company) เพราะการเล็งผลกำไรจากตลาดระดับมหภาค ที่จัดตั้งขึ้นแบบเขตเศรษฐกิจ (Economic Zones) ซึ่งเป็นผลพ่วงจากแนวคิด “โลกไร้พรหมแดน” (Globalizations) และผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้สูงสุด คือ พวกนายทุนข้ามชาติ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลางนั้น ไม่มีอำนาจต่อรองในการลงทุน กล่าวโดยสรุป กลุ่มลูกค้าไม่มีอำนาจต่อรองกับพวกบริษัทร่วมบงทุนข้ามขาติ เพราะพวกนี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นข้อได้เปรียบของการลงทุน สภาวการณ์ทางการตลาดจึงไม่แตกต่างจากสมัยประเทศมหาอำนาจตามล้าอาณานิคมหรือจักรวรรดินิยม ที่สำคัญปัญหาที่เกิดตามมา คือ ภาวะโลกร้อน –ความอดอยาก ที่ผสมผสานกับภาวะผลเมืองล้นโลก ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่ให้ความสนใจและความสำคัญกับศาสนา แต่เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ (เทคโนโลยี) กับปรัชญามารวมกันในการแสวงหาผลประโยชน์แบบเบียดเบียนกัน เช่น ออกกฎหมายสนับสนุนพวกทำชั่วอย่างการฉ้อโกงเชิงนโยบาย เป็นต้น ฉะนั้น ศาสนาแยกออกจากปรัชญา และไปรับใช้เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์แบบมิจฉาชีพกับวิทยาศาสตร์ กลายเป็นธุรกิจขัดแย้งกับศาสนา กลุ่มผลประโยชน์ที่แข็งแรงกว่า ก็ยิ่งแสวงหาผลประโยชน์จากมวลชนลูกค้าอย่างอิ่มหมีพีมัน ไม่มีอำนาจทางกฎหมายใดเข้ามาควบคุมได้จริง เพราะเงินมีอำนาจเหนือพวกมีการศึกษาดี อำนาจทางกฎหมายจึงไม่ใช่สิ่งเป็นกลางระหว่างเงินกับการศึกษา (เดรัจฉานวิชา) ไม่ใช่อำนาจโดยชอบธรรมอีกต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่ก้าวสู่ยุควิกฤตทางศรัทธาในความดีและศาสนา จิตใจคนในยุคสมัยนั้น จึงกลายเป็นพวกตกอยู่ในอบายภูมิอย่างเต็มขั้นสมบูรณ์ นิยมประกอบกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี

ด้วยเหตุนี้ ศาสนาไม่มีอำนาจเหนือจิตวิญญาณของคนยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบสุดโต่ง เพราะความก้าวหน้าดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของกลุ่มผลประโยชน์หลัก ประการสำคัญ เหล่านักบวชในศาสนาลัทธิต่างๆ สู้พวกขายอุดมการณ์ของลักทธิผลประโยชน์ไม่ได้เลย เพราะคนแยกนักบวชกับนักธุรกิจหน้าเลือดไม่ออก หรือมีนิสัยเหมือนกัน เพียงแต่พวกแรกทำงานในสถาบันศาสนา พวกหลังทำงานในสถาบันธุรกิจ พากันหาเงินแบบเบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีอะไรเป็นคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกัน ในทางพระพุทธศาสนาต่างเรียกว่า “เดียรถีย์–อลัชชี” คือ พวกหลอกคนอื่นกินแบบหน้าด้าน ประกอบกรรมชั่วด้วยการทุศีลด้วยศีลชั่ว คำตอบคนพวกนี้ คือ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น แล้วจะมีกินได้หรือ กล่าวง่ายๆ เป็นพวกหลงใหลในผ้าเหลืองผ้าขาว เพราะใช้หากินแบบมิจฉาชีพได้ง่าย ฉะนั้น ผู้ครองเพศสมณะต้องเป็นบุคคลประกอบด้วยสังฆคุณ ๙ ประการ ได้จริงๆ จึงควรเรียกว่า “พระ–สมณะ” หมายถึง ผู้มีคุณสมบัติจะเป็นพระพุทธเจ้า ประเด็นนี้ ก็ขอให้พุทธศาสนิกนำมาไตร่ตรองพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาอย่างแท้จริง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาเกิดจากสภาวะที่บริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ พยายามลดสิ่งที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งตามอำนาจกิเลส (โลกียธรรม–สังขตธรรม) ดังเช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ซึ่ง “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ใช่ในกุฏิหรือคอนโดมิเนียมหรูหรากลางเมืองใหญ่ แต่ในทางตรงกันข้าม พระสงฆ์ในศักราชนี้ คือ ประมาณ ๖,๐๐๐ ปี หลังพระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนา ต่องอยู่ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ที่สังคมมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงสุดมากๆ มนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีกันหมด เพียงแต่ว่าใครจะรู้อย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง (Changes) นี้มากกว่า คือ “การเป็นนายเทคโนโลยี” ไม่ใช่ “การเป็นทาสเทคโนโลยี” ส่วนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้น การบรรลุถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้นั้น ต้องกระทำด้วยปัญญาเห็นไตรลักษณ์ในข้อ “อนัตตตา” (สุญญตา–ความว่างเปล่า) โดยพิจารณารู้เห็นว่า กาย–เวทนา–จิต–ธรรม ทั้งปวงนั้น ล้วนไม่มีตัวตนอันจะเป็นที่พึ่งสรณะของจิตวิญญาณได้เลย เพราะฉะนั้น เทคโนโลยี (ปัญญา–ความรอบรู้) จะมีความก้าวหน้ามากเพียงใด ก็เป็นเรื่องไม่มีจริงในโลกจิตวิญญาณ เพราะเป็นสิ่งปรุงแต่งขึ้นด้วยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยทั้งหลาย ๑ ชุด มารวมกันในแต่ละขณะจิต คำว่า “จิต” กับ “วิญญาณ” เป็นความหมายแห่งนามธรรม เพราะเป็นหน่วยความคิดแห่งนามรูป (ขันธ์ ๕) รูปหมายถึงร่างกาย ก็ให้พิจารณาในนัยแห่งนามธรรม เช่นกัน การพิจารณากรรมฐานจึงพิจารณาเป็นมโนวิญญาณแห่งนามธรรมโดย “อนัตตตา–อนัตตานุปัสสนา” นั่นเอง ในประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะวิทยาศาสตร์เป็นโลกวัตถุ ส่วนพระพุทธศาสนาเป็นโลกวิญญาณ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างหาความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์ ผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงกลับกลายเป็นข้อยืนยันด้วยหลักฐานที่เป็นวัตถุนิยมให้กับศาสนาที่เป็นจิตตนิยม เพราะหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นข้อคิดเชิงทฤษฎีและข้อสมมติฐานที่นำไปสู่ “ระเบียบวิธีวิจัย” ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทั้งเป็นนามธรรมกับรูปธรรม ดังเช่น องค์ความรู้ในศาสตร์สาขา Nanotechnology และ Nanosecond Technology เป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยปรมัตถ์ของข้อธรรม “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) คือ การพิจารกลาป (กลาปสัมมสนญาณ) ซึ่งเป็นหน่วยรมที่เล็กที่สุดของรูปธรรมในวิปัสสนาภูมิ ข้อยืนยันพิสูจน์หลักฐานนี้ ยังรวมเอาผลงานวิจัยทางฟิสิกส์นิวเคลียร์ไว้ด้วย แต่โชคร้ายนิดหนึ่ง ผู้ที่จะพอเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์นั้น ยังมีน้อยมาก ยังประกาศสงครามข้อขัดแย้งด้วยมิจฉาทิฏฐิอยู่เป็นอันมาก เลยกลายเป็นผู้ไม่รู้จริงไปดื้อๆ แทนที่จะเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแห่งนามรูป (ขันธ์ ๕) อย่างแท้จริงทั้งคติทางโลกและคติทางธรรม

เนื่องจากพระพุทธศาสนาประกาศพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแล้ว ก็ประมาณ ๖,๐๐๐ ปี ส่วนความเจริญทางวิทยาศาสตร์มีความเจริญหลักๆ มาแล้ว ประมาณ ๒๐๐ ปี ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธเป็นองค์ความรู้เบื้องต้นทางทฤษฎีหรือทฤษฎีต้นแบบพื้นฐานแห่งศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลาย แม้แต่สมการระเบิดปรมาณูของ อัลเบริต์ ไอสไตน์ ก็มีในพระธรรมของศาสนาพุทธ เพียงแต่ผู้ศึกษาพระธรรมหรือผู้ปฏิบัติธรรมไม่ต้องการสร้างระเบิดเอาไปโยนหัวกระบาลกัน ดังเช่น สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ผู้ที่จะเข้าถึงองค์ความรู้ในพระพุทธศาสนาได้นั้น ต้องเป็นผู้บรรลุถึง “ญาณทัสสนวิสุทธิ” จริงๆ เพราะเป็นปัญญารอบรู้ที่หยั่งรู้ธรรมทั้งหลายได้ในวิปัสสนาภูมิ ในปัจจุบันกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกบางกลุ่มเริ่มให้ความสนใจในเรื่อง “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” โดยตั้งสมมติฐานว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบคว้าพิจารณาข้อเท็จจริงอันจะเป็นองค์ความรู้ของมวลมนุษยชาติต่อไป ปัญญาญาณในส่วนนี้ คือ “ความรู้วิเศษแห่งอภิญญา” นั่นเอง เรื่องนี้ไม่ใช่การยกเมฆมาหลอกกันแต่ประการใดเลย คำว่า “นักวิทยาศาสตร์” นั้น จัดเป็นมนุษย์กลุ่มผู้คงแก่เรียนที่ประกอบด้วยจิตแห่งกิลสตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ เรียกว่า “ปปัญจธรรม ๓” คือ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า ทำให้เขวห่างออกไปจากความจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริง และทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ทำไม่ได้เหมือนพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย เพราะหมดกิเลสสะอาดบริสุทธิ์แห่งจิตวิญญาณดีพร้อมแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ความจริงสูงสุดแห่งความหมายโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” นั้น พระพุทธเจ้าทางประกาศไว้นานมาแล้ว เพียงแต่รอผู้รู้หรือปราชญ์ผู้มีปัญญาล้ำเลิศที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ ๓ อย่าง ได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ เพราะเป็นการสร้างความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดประยุกต์ดังแปลง ที่เกิดจากปัญญาแตกฉานในข้อธรรม “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๔ ในปฏิสัมภิทา ๔) อันถือเป็นปัญญาของพระอรหันต์ในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณาถึงมิติความสัมพันธ์ของศาสตร์ทั้ง ๓ อย่าง ดังกล่าวข้างต้น จะพบได้ว่า

(๑) พระพุทธศาสนามุ่งเน้นความสงบโดยการหลุดพ้นจากกิเลสแห่งโลกธรรม

(๒) ปรัชญามุ่งเน้นการหาความจริงด้วยเหตุผลในการโต้เถียง

(๓) วิทยาศาสตร์มุ่งเน้นการเอาชนะธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของสัตว์ทั้งหลาย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนามุ่งเน้นการหลุดพ้นเครื่องพันธนาการของโลกหรือโลกียะ ไปสู่ภูมิแห่งโลกุตตระแห่งนิพพานเท่านั้น ปรัชญาเป็นการเอาข้ออ้างในความคิดของตนเป็นใหญ่เพื่อลบล้างความนึกคิดคนอื่น และวิทยาศาสตร์ยังยึดเกาะติดอยู่กับโลกธรรมเป็นในเหมาะไม่หนี้ไปไหนแห่งสังสารวัฏฏ์ (วัฏฏะ ๓) คือ ดำรงอยู่ในภูมิเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด ส่วนพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้สู่ภูมิแห่งนิพพาน (วิวัฏฏะ) ไม่ให้ผูกพันติดกับเรื่องใดๆ ในโลกนี้อีกต่อไป รู้เห็นแจ้งโลกและชีวิตแล้วก็ให้วางเฉยด้วย “อุเบกขาจิต” ไม่ก่อกรรมวิบากใดๆ ด้วยกิเลสอีกต่อไปเท่านั้นเอง

เมื่อพิจารณาถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในกาลภาคหน้านั้น พุทธศาสนิกก็น่าจะมองเห็นทิศทางของความเจริญอย่างอารยชน ที่มีการศึกษาดีเป็นคนดีมีคุณธรรม คือ สะอาดบริสุทธิ์ด้วย “กุศลกรรมบถ ๑๐” นั่นเอง ที่จะสามารถเข้าเชื่อมโยงกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ บุคคลที่จะวิวัฒน์มวลปัญญาของตนได้รวดเร็ว ก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มนักวิชาการ–นักวิทยาศาสตร์ ที่มีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพียงแต่น้อมตัวตนกายและใจเข้ามาถือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น สาธุชนแห่งอารยชนทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงสัจจธรรมแห่งอริยมรรคได้เร็ว เพราะมีจิตพื้นฐานเป็นกุศลจิตดีแล้ว ประพฤติปฏิบัติธรรมได้ง่าย และรู้มรรคผลนิพพานได้เร็ว (สุข ปฏิปทา ขิปฺปาภญญา คือ ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้ไว)  และอย่าลืมว่า การบรรลุอรหันต์นั้น ไม่มีการกำหนดโคต้าจำนวนบุคคล ก็สามารถบรรลุได้ตามกาลอันเหมาะควรของแต่ละบุคคล

เมื่อพิจารณาถึงสถานที่จะเป็นแหล่งเจริญรุ่งเรืองของพระศาสนานั้น ก็ไม่น่าจะเกินไปจากประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Countries) เพราะมีผลเมืองที่มีความถือพร้อมทางการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ และรองรับกระบวนการคิดด้วยปรัชญาที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลอันควรโดยชอบธรรม สำหรับประเทศที่ยากจนไม่ใช่บ่อเกิดแห่งอารยธรรมสมัยใหม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะความด้วยคุณภาพทางการศึกษาของพลเมืองส่วนใหญ่ แม้จะมีการศึกษาถึงระดับบัณฑิตศึกษามากมาย แต่เป็นระบบการศึกษาที่ไม่รู้จริงแห่งอวิชชา ถึงแม้จะมีพระพุทธศาสนาในสังคมนั้นแล้วก็ตาม ของดีมีคุณค่าถึงแม้จะอยู่คู่กับคนโง่เขลาเบาปัญญา ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มีแต่ความวิบัติฉิบหายจะมาครอบงำจิตใจไม่สิ้นสุด แต่อย่างไรก็ตาม ความยากจนเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้มีปัญญาเห็นธรรมเท่านั้น ถึงจะเข้าถึงสัจจธรรมในข้อนี้ได้จริง คนจนมักบอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เพราะต้องทำมาหากินอย่างหนัก คนรวยก็มีนิสัยเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ย่อมเกิดขึ้นในทุขณะจิตด้วยการเจริญธรรม “สังวร ๕” (ปาฏิโมกขสังวร–สติสังวร–ญาณสังวร–ขันติสังวร–วิริยสังวร) หรือการหมั่นพิจารณาสภาวธรรมอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ โดย “อนุสติ ๑๐” (พุทธานุสติ–ธัมมานุสติ–สังฆานุสติ–สีลานุสติ–จาคานุสติ–เทวตานุสติ–มรณสติ–กายคตาสติ–อานาปานสติ–อุปสมานุสติ) หรือการรักษาอารมณ์กรรมฐานด้วยคุณธรรม ๔ ประการ ได้แก่ (๑) พุทธานุสติภาวนา (๒) เมตตาภาวนา (๓) อสุภภาวนา (๔) มรณสติภาวนา เพื่อป้องกันไม่ให้สติฟุ้งซ่านและปัญญาอ่อนกำลังลงไป จน “อวิชชา” เข้าครอบงำจิตใจได้ด้วยอกุศลธรรมทั้งหลาย

อนึ่ง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นคุณธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาคุณ (๒) วิสุทธิคุณ และ (๓) กรุณาคุณ ข้อแรกนั้น มีในสังคมประเทศที่พัฒนาแล้ว เพียงแต่ว่า ยังขาดบุคคลผู้ทำหน้าที่เผยแพร่พระธรรมของพระพุทธเจ้า อันเป็นแก่นแท้ของพระธรรมวินัยนี้อย่างถูกต้อง เพราะพลเมืองของประเทศดังกล่าวนี้ เคารพบูชาวิชาความรู้ คือ “สังคมอุดมปัญญา” (Knowledge–Based Society) นั่นคือ มีศักยภาพด้านสมรรถนะทางปัญญา (สมอง) สูง ที่จะริเริ่ม ดัดแปลง สร้างสรรค์ ประโยชน์นาๆ ประการของพระธรรม แล้วน้อมนำองค์ความรู้ใหม่มาใช้กับชีวิตของตนเองโดยชอบสุจริต เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติของกลุ่มนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่าบุคคลกลุ่มนี้ มีทักษะการเรียนรู้สูง บางคนมีปัญญาล้ำเลิศ เมื่อเข้าฝึกอบรมกากรเจริญภาวนากรรมฐาน ก็ไม่น่าจะมีความแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป คือ ยังเป็นผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–โสกะ–และสังกิเลสทั้งหลาย เป็นธรรมดา นั่นคือ จิตยังถูกครอบงำด้วย “อกุศลมูล ๓” ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ เมื่อถือปฏิบัติธรรมภาวนา ก็จะบรรลุฌานขั้นต้นแห่งปฐมฌานได้ยากมากเช่นกัน ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ฉะนั้น การจะบรรลุคุณวิเศษแห่งอธิคมธรรมในพระธรรมวินัยนี้ได้ จึงเป็นเรื่องลำบากท้าทายความมุ่งมั่นหมายจริงของบุคคลนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอเพียงให้ขยับหมั่นเพียรพร้อมด้วยความอดทนสูงในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น ความสำเร็จแห่งอิทธิบาทย่อมนำสู่ความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้อย่างแน่นอน โดยไม่จำกัดว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในภพภูมิเช่นใด ถ้าผู้นั้นมั่นสร้างกุศลผลบุญบารมีอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ ด้วยความอดทนบากบั่นไม่ถอยหนีเสียอย่าง ฉะนั้น ความบรรลุธรรมวิเศษนี้ ไม่ได้เลือกฐานะมาตุภูมิของผู้ศรัทธาในพระรัตนตรัย ขอเพียงให้ถือปฏิบัติน้อมนำมาใช้ในวิถีชีวิตจริงๆ ก็ย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” ได้ในกาลโอกาสข้างหน้า

ในประการสุดท้ายนี้ พุทธศาสนิกทั้งหลายมีหน้าที่รับผิดชองในการเผยแผ่พระศาสนาโดยตรง เพียงแต่ขอให้เป็นแก่นแท้พระศาสนาที่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น พระพุทธศาสนานี้ จึงกลายเป็นสมบัติแห่งมรดกโลกของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ความถูกต้องของพระสัทธรรมนี้ จึงเป็นสัจจธรรมที่เป็นสากล (Universality) และครอบคลุมในทั้งศาสตร์ ๓ ด้าน ได้แก่ ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์ อย่างมีเอกเทศร่วมกันและไม่ขัดแย้งกัน ผู้ที่จะเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” (ธรรมจักษุ) และ “ปัญญาตรัสรู้” (สัมโพธิญาณ) ได้ท่านั้น จึงจะเป็นอริยบุคคลได้ในพระธรรมวินัยนี้ สังคมและวัฒนธรรมที่เป็นอริยะนั้น จะช่วยเกื้อกูลสนับสนุนในการบรรลุอธิคมธรรมแห่งพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้น คือ คอยอำนวยโอกาสเหมาะแก่การบรรลุสัมโพธิญาณ อีกนัยหนึ่ง ผู้ประกอบด้วยอริยทรัพย์ ๗ ประการ ก็ยิ่งง่าย และรู้ได้เร็วในการปฏิบัติธรรม และสามารถรู้แจ้งเห็นจริงโดยอัศจรรย์ในธรรมทั้งหลายตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกเหนือจากนี้ ผู้เจริญธรรมด้วย “ความไม่ประมาทแห่งอัปปมาทะ” ประกอบด้วยการพิจารณาธรรมด้วย “โยนิโสมนสิการแห่งปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ย่อมได้รับโอกาสเห็นธรรมทั้งปวงแห่งพระตถาคตเจ้าตามเป็นจริง เห็น “อมตธรรมแห่งพระนิพพาน” อันเป็นการบรรลุผลสูงสุดแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705659