๓๗. ความหวังและแรงบันดาลใจให้เลือกปฏิบัติธรรม

        Hopes and Aspirations for Dhamma Practice

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  737  

 

ความสำคัญของบทความ

 

อันเหล่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามนั้น ย่อมต้องดำเนินชีวิตประกอบด้วยความหวังและแรงปรารถนา ที่จะดลบันดาลความนึกคิด ให้เกิดความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) เห็นสรรพสิ่งในสิ่งทั้งหลาย “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” (สังสารวัฏฏ์อันรู้เห็นด้วยทิพพจักขุญาณหรือคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ) ตามความเป็นจริงหรือตามกำหนดแห่งธรรมดา อันเป็นธรรมชาติที่ปราศจากภาวะปรุงแต่งจากใจแห่งสัญเจตนาของมนุษย์ อันประกอบด้วยวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก) ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุคติไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในภูมิแห่งจิตหรือคุณภาพชีวิตใดก็ตาม ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ ที่เรียกว่า “ทุคติ” (สังสารทุกข์) ถ้าไม่ใช่พัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าไปภพภูมิอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ นันคือ “โลกุตตรภูมิแห่งอรหัตตผล” (วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต: ภาวะที่ปราศจากความยึดมันในอุปานขันธ์หรืออุปาทานทุกข์) เท่านั้น เพราะฉะนั้น บุคคลหรือนรชนผู้หลงทิศ หมดกำลังใจ สิ้นหวังในชีวิต ตกระกำลำบากในการดำเนินชีวิตนั้น เรียกว่า “มีชีวิตสันตติในสังสารทุกข์แห่งโลกธรรมทั้ง ๘” เพราะไม่รู้ประจักษ์แจ้งโลกและชีวิตตามเป็นจริง (ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ) ที่เรียกว่า “อวิชชา–สัมโมหะ” หมายถึง ความไม่รู้จริงและความหลงงมงาย คือ ไม่รู้จริงใน “อริยสัจจ์ ๔–เหตุผลในกาลทั้ง ๓–อิทัปปัจจยตา ๑๒” ประการสำคัญ ย่อมปล่อยในความไม่รู้เรื่องไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล (อโยนิโสมนสิการ) นั้น เข้าครอบงำกระบาลหัวสมอง จนไม่รู้อะไรเลย มีแต่ภาวะแห่งความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งหลายจนเกิดทุกข์ เพราะ “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” และ “ตัณหา ๓” (มูล ๒) ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เมื่อได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาดีแล้ว บุคคลนั้นย่อมเกิดปัญญาสามัญและปัญญาอันยิ่งแห่งผลของการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และมีปรีชาสามารถในการดับกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวงได้จริง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๓๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความหวังและแรงบันดาลใจให้เลือกปฏิบัติธรรม

 

ในคำกล่าวที่ว่า “คนไม่เจอความทุกข์ (สภาพที่ทนได้ยาก–ความไม่สบาย–ทุกขตา) จริงๆ ย่อมไม่เห็นธรรม” นั้น น่าจะเป็นคำพูดที่ไม่เกินความเป็นจริง เพราะคนส่วนใหญ่ที่หันหน้าเข้าวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น ส่วนใหญ่จะเผชิญกับปัญหาความทุกข์อย่างหนักในชีวิต อาจอยู่ในขั้นการล้มละลายทั้งชีวิตหรืออาชีพที่ทำอยู่ ชนิดอย่างหมดเนื้อประดาตัว บางคนหาหนทางออกของชีวิตไม่เจอ ก็อาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาที่ต้องผจญอยู่ โดยอ้างเหตุผลหรือข้อแก้ตัวต่างๆ นาๆ เท่าที่จะหาได้เพราะไร้ “สติสัมปชัญญะ” (สติปัญญา) ที่เรียกว่า “อโยนิโสมนสิการ” (Nescience) คือ ความคิดไม่เป็นหรือคิดไม่ออก ฉะนั้น คนที่ประสบปัญหาความทุกข์อย่างหนัก ก็ย่อมไม่เป็นสุข และคนที่ประสบความสุขมากๆ เกินมนุษย์ควรจะเป็น ก็ไม่เป็นสุข เช่นกัน นั่นคือ ไม่มีความพอดีความเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตเป็นสุขสบายราบรื่น คือ “ภาวะมีความสุขตามอัตภาพ” มีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีหรือสิ่งที่ตนแสวงหามาได้ (สันโดษ) นั่นคือ มีอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่เหนือสภาวะแห่งโลกธรรมทั้ง ๘ ได้แก่ ลาภ–เสื่อมลาภ ๑ ยศ–เสื่อมยศ ๑ สรรเสริญ–นินทา ๑ สุข–ทุกข์ ๑ การไปยึดมั่นถือมั่นแห่งความถือผิดในความเป็นตัวตนในโลกธรรมทั้งหลาย นั้น ย่อมเกิดทุกข์ทั้งกายและใจ (ทุกข์ ๒: กายิกทุกข์–ทุกข์ทางกาย กับ เจตสิกทุกข์–ทุกข์ทางใจ–โทมนัส) เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เกิดความเดือดร้อนประกอบวิปฏิสารร้อนใจด้วยสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส หรือ ความโศก–ความคร่ำครวญ–ความทุกข์กาย–ความทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ กล่าวโดยย่อ บุคคลผู้ถือข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” (อริยอัฏฐังคิกมรรค –The Middle Path) ที่เรียกว่า “ที่สุด ๒อย่าง” หรือ “อันตา ๒” ได้แก่ (๑) คนสุขมากก็เป็นทุกข์ นั่นคือ “กามสุขัลลิกานุโยค” (Extreme Hedonism) หมายถึง การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข และ (๒) คนเดือดร้อนมากก็เป็นทุกข์ นั่นคือ “อัตตกิลมถานุโยค” (Extreme Asceticism) หมายถึง การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน (Self-Mortification) เพราะชีวิตที่อยู่บนโลกนี้อยู่ในภูมิแห่งทุคติ (กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ) ที่เรียกว่า “สังสารวัฏฏะ–ไตรวัฏฏะ–วัฏฏะ ๓” (กิเลส–กรรม–วิบาก อันเป็นองค์ประกอบแห่งปัจจัยธรรมในภวจักร–สังสารจักร) หรือ “สังสารทุกข์” เพราะฉะนั้น ความเกิดขึ้น–ความตั้งอยู่–ความดับไป แห่งสภาวธรรมหรือสังขาร (นามรูป) ทั้งหลายนั้น เรียกว่า “สังขตะ–สังขตธรรม” คือ สภาพปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยด้วยอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลายที่แสดงด้วยเจตนา (สัญเจตนา) ที่เรียกว่า “กิเลส ๓” หมายถึง สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดหรือพื้นจิต ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ และเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิดให้ทำกรรมซึ่งนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากเดือดร้อนและความทุกข์ ซึ่งต้องดับด้วยแนวทางปฏิบัติด้วย “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) “วีติกกมกิเลส” คือ กิเลสอย่างหยาบ ที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกมาทางกายและวาจา เช่น เป็นกายทุจริตและวจีทุจริต ละด้วยศีล [อธิศีลสิกขา] (๒) “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลางที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมอยู่ในจิตใจ ดังเช่น นิวรณ์ ๕ ในกรณีที่จะข่มระงับไว้ละด้วยสมาธิ [อธิจิตตสิกขา] และ (๓) “อนุสยกิเลส” คือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานอันยังไม่ถูกกระตุ้นให้พลุ่งขึ้นมา ได้แก่ อนุสัย ๗ ละด้วยปัญญา [อธิปัญญาสิกขา] ในคำว่า “เห็นทุกข์” นั้น โดยพื้นฐานนั้น มีนัย ๒ อย่าง อันเป็นองค์ความรู้อยู่ในหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยะ ได้แก่

(๑) กำหนดรู้ “ทุกข์สัจจ์” หรือ “ทุกขอริยสัจจ์” หมายถึง รู้เห็นสภาพแห่งทุกข์ อันถือเป็นปัญญาที่อยู่ในระดับ “อัตถปฏิสัมภิทา” (Analytic Insight of Consequence) คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย นั่นคือ รอบรู้ในผล

(๒) กำหนดรู้ “สมุทัยสัจจ์” หรือ “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” หมายถึง รู้เห็นในสาเหตุแห่งทุกข์ อันถือเป็นปัญญาที่อยู่ในระดับ “ธัมมปฏิสัมภิทา” (Analytic Insight of Origin) คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลักการหรือทฤษฎี นั่นคือ รอบรู้ในเหตุ ในประเด็นดังกล่าวนี้ ให้พิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า “ปัญญาและเหตุผล” ในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การปฏิบัติเพื่อทำความกำหนดรู้ใน “ทุกขสัจจ์” คือ สภาพที่เป็นจริงแห่งทุกข์ วิธีพิจารณาทำความกำหนดรู้ใน “ทุกขสัจจ์” ข้อนี้ได้นั้น พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้โดยสรุปเป็น ๓ ลักษณะ (ทุกขตา ๓) ได้แก่ พิจารณากำหนดให้รู้จัก

(๑) “ทุกขทุกขะ” หมายถึง ทุกข์โดยความเป็นทุกข์ หรือ “ทุกขทุกขตา” หมายถึง สภาพทุกข์คือทุกข์ หรือความเป็นทุกข์เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ

(๒) “วิปรินามทุกขะ” หมายถึง ทุกข์โดยความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง หรือ “วิปริณามทุกขตา” หมายถึง ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน (อนิจจตา) ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) “สังขารทุกขะ” หมายถึง ทุกข์โดยความเป็นสังขาร หรือ “สังขารทุกขตา” หมายถึง ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร คือ สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และ การสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ (สังขตธรรม) และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วย “อุปาทาน” อันมีรากเหง้ามาจากกิเลส ที่เรียกว่า “มูล ๒” ได้แก่ “อวิชชา –ตัณหา”

 

ฉะนั้น ในข้อแรกให้พิจารณากำหนดรู้ “ทุกขทุกขะ” (ทุกขทุกขตา) หมายถึง ทุกข์โดยความเป็นทุกข์ต่างๆ ดังเช่น ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายไว้ในข้อ “ทุกขอริยสัจจ์” ว่า:

(๑) ความเกิด –เป็นทุกข์

(๒) ความแก่ –เป็นทุกข์

(๓) ความตาย –เป็นทุกข์

(๔) ความโศกความแห้งใจ –เป็นทุกข์

(๕) ความปริเทวะรัญจวนคร่ำครวญใจ –เป็นทุกข์

(๖) ทุกขะความไม่สบายกาย –เป็นทุกข์

(๗) โทมนัสสะความไม่สบายใจ –เป็นทุกข์

(๘) อุปายาสะความคับแค้นใจ –เป็นทุกข์

(๙) ความประจวบกับด้วยสัตว์และสังขารทั้งหลายซึ่งไม่เป็นที่รัก –เป็นทุกข์

(๑๐) ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารทั้งหลายซึ่งเป็นที่รัก –เป็นทุกข์

(๑๑) ปรารถนาไม่ได้สมหวัง –เป็นทุกข์

 

กล่าวโดยย่อ “ขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ เป็นทุกข์” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (รูปูปาทานขันธ์–เวทนูปาทานขันธ์–สัญญูปาทานขันธ์–สังขารูปาทานขันธ์–วิญญาณูปาทานขันธ์) ดังนี้ นั่นคือ พิจารณากำหนดให้รู้จักทุกข์แต่ละข้อดังที่กล่าวมานี้ และการพิจารณานั้นก็พิจารณาที่ตนเอง ไม่ใช่อยู่กับผู้อื่น เพราะทุกข้อมีอยู่ที่ตนเองทั้งนั้น (๑) ความเกิด ความแก่ ความตาย ก็อยู่ที่ตนเอง (๒) ความโศก–ความคร่ำครวญ–ความทุกข์กาย–ความทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ ก็อยู่ที่ตนเอง (๓) ความประจวบความพลัดพราก ก็อยู่ที่ตนเอง (๔) ปรารถนาไม่ได้สมหวัง ก็อยู่ที่ตนเอง กล่าวโดยย่อ (๕) ขันธ์เป็นที่ยึดถือ (อุปาทิขันธ์–อุปาทานขันธ์) ทั้ง ๕ ประการ (ขันธ์ ๕) ก็อยู่ที่ตนเอง จึงอาจกำหนดพิจารณาให้รู้เห็นได้ หรือ กล่าวโดยสรุป “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ได้แก่ รูปูปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ๑ เวทนูปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ๑ สัญญูปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ๑ สังขารูปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ๑ วิญญาณูปาทานักขันธ์ เป็นทุกข์ ๑ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกำหนดรู้ใน “อุปาทานขันธ์” ทั้งหลายนั้นได้แล้ว ก็ให้พิจารณาเนืองๆ ด้วย “อนุปัสสนา ๓” ให้เกิดปัญญาเห็นนามรูปตาม “สามัญลักษณะ ๓” โดยไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนากรรมฐาน คือ พิจารณาสังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ย่อมทำให้เกิด “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว (๒) ทุกขานุปัสสนากรรมฐาน คือ พิจารณาสังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ ย่อมทำให้เกิด “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาดับกิเลส และ (๓) อนัตตานุปัสสนากรรมฐาน คือ พิจารณาธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน ย่อมทำให้เกิด “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก

  

ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นการบรรยายถึงองค์ความในหลักธรรม ๓ ประการ ที่ทำให้เกิดการปริวัฏฏ์ (Phase Revolution) หรือ อาการปริวรรต (Aspect Transformation) ในวิปัสสนาภูมิ “ธรรมสามัคคี” (Dhamma Unity) หรือ “ญาณสัมปยุตต์” (Omniscience or Knowledge Synchronizations) ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กิจในอริยสัจจ์ ๔ ซึ่งจะใช้พิจารณาทบทวนใน “ปัจจเวกขณญาณ” มีอาการ ๑๙ ประการ (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ จัดอยู่ในธรรมขันธ์ ข้อ ๕ “วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” คือ หมวดธรรมเกี่ยวกับการรู้การเห็นในวิมุตติ) และ (๓) ญาณ ๓ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (Thrice Revolved Knowledge and Insight) หมายถึง ญาณทัสสนะ (Intuitive Insight หรือ Knowledge and Vision นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [The Knowledge and Vision According to Reality] หมายถึง ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง ข้อ ๑๕ ใน มหาวิปัสสนา ๑๘ [The 18 Chief Kinds of Insight] ซึ่งประกอบด้วยปัญญาเห็นธรรมโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ หรือ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณทุกขานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ หรือ ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณอนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ หรือ อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ ๑ อนึ่ง “ยถาภูตญาณ” นั้น จะเกิดคู่กับ “อนุปัสสนา ๗” ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความทุกข์ (๓) “อนัตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน (๔) “นิพพิทานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย (๕) “วิราคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด (๖) “นิโรธานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความดับ และ (๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเพิ่มจาก ข้อ ๘ ถึง ข้อ ๑๘ เรียกว่า “มหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ (๘) “ขยานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสิ้นไป  (๙) “วยานุปัสสนา” —การเห็นความเสื่อมไป (๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความแปรปรวน (๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมาย (๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง [ไม่ปรารถนา (๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า (๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” —การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง (๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” —ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง (๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นโทษ (๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” —การพิจารณาหาทาง (๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” —การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป) อันเกิดจากอำนาจของสมถพละใน “จตุตถฌาน” หรือ “อธิจิตตสิกขา”  นั่นคือ “จิตประภัสสร” ที่ประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ) มีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือจะเรียกอีกอย่างว่า “ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ” (The Three Aspects of Intuitive Knowledge Regarding the Four Noble Truths) ฉะนั้น ปริวัฏฏ์วนรอบ ๓ นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ข้อ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะ นั้น จึงได้ชื่อว่ามี “อาการ ๑๒” หรือ “อาการ ๑๒ แห่งญาณทัสสนะ” (Twelvefold Intuitive Insight)

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมี “ญาณทัสสนะตามเป็นจริง” [The Knowledge and Vision According to Reality] ใน “อริยสัจจ์ ๔” ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว หมายถึง พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยชอบอันยอดเยี่ยมด้วยพระองค์เอง ดังนี้   

 

อริยสัจจ์ ๔ (The Four Noble Truths)

ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ

 

คำว่า “อริยสัจจะ–อริยสัจ–อริยสัจจ์” หมายถึง ความจริงอย่างประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยะ โดยจำแนกออกเป็น ๔ อย่าง ดังนี้

(๑) ทุกข์–ทุกขสัจจะ–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ (The Truth of Suffering Compared with a Disease) คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ๑ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ๑ ความปรารถนาไม่สมหวัง ๑ โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒) สมุทัย–สมุทัยสัจจะ–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ (The Truth of the Origin of Suffering with the Cause of the Disease) คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ที่เรียกว่า “มูล ๒” (ข้อ ๖ ในปฏิจจสุปปันนธรรม ๖ ซึ่งเป็นองค์ประกอบในภวจักร) ได้แก่ อวิชชา กับ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา–ภวตัณหา–และ–วิภวตัณหา

(๓) นิโรธ–นิโรธสัจจะ–นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (The Truth of Extinction of Suffering with the Cure of the Disease) คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน–อมมธรรม–บรมธรรม”

(๔) มรรค–มัคคสัจจะ–มัคคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ (The Truth of the Path with the Medicine) คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” สำหรับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา

  

“อาหาร” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย–เครื่องค้ำจุนชีวิต–สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” คือ อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” [ความกำหนัดติดใจ] ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” (กามคุณ ๕) ได้ด้วย

(๒) “ผัสสาหาร” คือ อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่ง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” [การรับรู้ความรู้สึก] พร้อมทั้ง “เจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร คือ อาการลักษณะย่อยของ จิต–วิญญาณ] ทั้งหลาย ที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” คือ อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” [กรรมภพ] คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย [อุปัตติภพ] เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย

(๔) “วิญญาณาหาร” คือ อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ได้ด้วย

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงญาณทัสสนะปริวัฏฏ์ ๓ รอบ มีอาการ ๑๒ ประการ ดังนี้

 

[A] ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์

(๑) ญานทัสสนะที่ ๑ (กิจอันควรรู้และปฏิบัติ ข้อที่๑) : ทุกข์ คือ สภาพหรือสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ด้วยได้ยาก ลำบาก (สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะหรือทุกขอริยสัจจ์) สภาพทุกข์นั้น เกิดขึ้นมาจากเหล่า “ทุกขเวทนา” อันเป็นสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้จากการผัสสะ และเกิดขึ้นจากเหล่า “ทุกขอริยสัจจ์” ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยังให้เกิด “ทุกขเวทนา” ขึ้นด้วย จึงล้วนเป็นทุกข์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ (๑) “ต้องเกิด” (๒) “ต้องมี” (๓) “ต้องเป็นเป็นธรรมดา” (อันหมายถึง เป็นไปตามกำหนดแห่งธรรม–ตามความเป็นจริง–กฎธรรมชาติ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖]–สัมมาทัสสนะ–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–ไตรลักษณ์) ฉะนั้น “ทุกขอริยสัจจ์” จึงเป็นทุกข์ชนิดที่ “ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงแท้เป็นที่สุดเป็นธรรมดาแก่ทุกรูปนาม ไม่ละเว้นอะไรๆ แก่ใครๆ ทั้งสิ้น” (กฎไม่มีข้อยกเว้น = The Law without Any Exception หรือ Obligatory Law) อันมี “ความเกิด ๑  ความแก่ ๑  ความเจ็บ ๑  ความตาย ๑  ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้น ๑  การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ๑  การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ๑  เหล่านี้เป็นทุกข์”  โดยย่อมีชื่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา: รูปูปาทานขันธ์–เวทนูปาทานขันธ์–สัญญูปาทานขันธ์–สังขารูปาทานขันธ์–วิญญาณูปาทานขันธ์] เหล่านี้ คือ “ทุกขอริยสัจจ์” ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เนืองๆ เป็นอเนก ถ้าโยนิโสมนสิการจะเห็นได้ว่าความทุกข์ทั้ง ๗ นี้ ได้แก่

 

(๑) ความเกิด [ชาติ] หมายถึง ทุกข์อันมีมาแต่การเกิด เช่น การเกิดอันเป็นทุกข์ นอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ถึง ๙ เดือน สัญชาตญาณ (ญาณ–ความรู้ความเข้าใจที่มีมาแต่การเกิด) ต่างๆ เช่น การรับรู้ในสัมผัส–รับรู้ความหิว รับรู้ความเจ็บปวด ฯ ตลอดจนเมื่อมีความเกิดขึ้นมาแล้วจึงยังให้มีทุกข์และโทษ (อาทีนวะ) ที่เกิดแก่สังขารกายโดยธรรมหรือธรรมชาติ ทุกข์ที่ต้องดูแลรักษาเกิดตามมาอีกด้วย ถึงเวลาหิวกระหายก็ต้องขวนขวายหาให้กินให้ดื่ม ถึงเวลาก็ต้องให้เขาขับถ่าย ร่างกายก็ต้องดูแลชำระรักษา ฟันก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้เหม็นเน่าผุพัง ฯลฯ มีทั้ง “อาชีวทุกข์” ที่ตามมา อีกทั้ง “ทุกขอริยสัจจ์” ทั้ง ๖ ที่เหลืออยู่ ก็พึงต้องเกิดตามมาเป็นธรรมดาโดยธรรม (ธรรมชาติ)  ท่านจึงกล่าวว่า ความเกิดก็เป็นทุกข์แล้ว  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

(๒) ความแก่ [ชรา] หมายถึง ความทุกข์อันเกิดแต่ความแก่ ความเฒ่า ความชรา ความถดถอย ความวิตกกังวลอันเกิดแต่ในความชรา  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

(๓) ความเจ็บ [พยาธิ] หมายถึง ความทุกข์อันเกิดแต่ความเจ็บป่วย  เจ็บไข้ ความเจ็บปวดอันเกิดแต่การกระทบผัสสะต่างๆ ทางโลก ความวิตกกังวลวุ่นวายใจในความเจ็บป่วยไข้ไปต่างๆ นาๆ  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  เป็นทุกข์และโทษ (อาทีนวะ) ของสังขารกายที่เกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติ

(๔) ความตาย [มรณะ] หมายถึง ความทุกข์อันเกี่ยวกับความตาย ความกังวลในความตาย ความกลัวตาย ความวิตกกังวลในภพภูมิภายหลังความตาย  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

(๕) ความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ในสิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ [ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ] หมายถึง ความทุกข์อันเกิดแต่ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา  แม้จะมีความสมหวังสมปรารถนาบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สุด ความไม่สมหวัง ความไม่ได้ตามปรารถนา ย่อมต้องเกิดขึ้น  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  อันนับได้ว่าเป็นทุกข์ที่พบพานมากเป็นที่สุดทีเดียว

(๖) การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักพอใจ ก็เป็นทุกข์ [อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข] หมายถึง ความทุกข์อันเกิดแต่การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา อันย่อมเกิดขึ้นในการดำรงชีวิต  แม้จะประสบกับสิ่งที่ชอบถูกใจบ้างเป็นธรรมดา  แต่ที่สุด การประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สิ่งที่ไม่พึงต้องการ ย่อมต้องเกิดขึ้น  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

(๗) การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ [ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข] หมายถึง ความทุกข์อันเกิดจากการพลัดพราก จากการเสื่อม แปรปรวน หรือการดับไป จึงเกิดการสูญเสียสิ่งต่างๆ อันเป็นที่รักทั้งในบุคคล ตลอดจนวัตถุสิ่งของ อันเป็นที่รัก ที่ชอบ ที่หวงแหน  อันพึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

 

แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงทุกข์ในอริยสัจทั้ง ๑๑ ประการไว้ใน “ธัมจักกัปปวัตตนสูตร” คือ

(๑) “ชาติปิ ทุกขา” หมายถึง การเกิด เป็นทุกข์

(๒) “ชราปิ ทุกขา” หมายถึง การแก่ เป็นทุกข์

(๓) “มรณัมปิ ทุกขัง” หมายถึง การตาย เป็นทุกข์

(๔) “โสกะ” หมายถึง ความเศร้าโศก

(๕) “ปริเทวะ” หมายถึง ความคร่ำครวญ

(๖) “ทุกขะ” หมายถึง ความทุกข์กาย

(๗) “โทมนัส” หมายถึง ความทุกข์ใจ

(๘) “อุปายาส” หมายถึง ความคับแค้น

[โสกะ ปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัส สุปายาสาปิ ทุกขา

แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์]

(๙) “อัปปิเย สัมปโยโค ทุกโข” หมายถึง การพบกับสิ่งที่ไม่รัก ก็เป็นทุกข์

(๑๐) “ปิเยหิ วิปปโยโค ทุกโข” หมายถึง การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์

(๑๑) “ยัมปิฉัง น ลภติตัมปิทุกขัง” หมายถึง ต้องการสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์

 

 เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายแล้ว จะพบว่า ทุกข์ทั้ง ๗ อย่าง หรือ ทุกข์ทั้ง ๑๑ อย่าง นี้ ครอบคลุมสรรพทุกข์ทุกอย่างประดามีในโลกนี้โดยบริบูรณ์ ครบถ้วนไม่บกพร่องแม้แต่น้อยหนึ่ง  แต่ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง คือ ทั้ง “ทุกขเวทนา” และ “ทุกขอริยสัจจ์” ทั้ง ๗ และ ๑๑ นี้ เป็นเหตุปัจจัยอันเป็นจริงและสำคัญยิ่ง และไม่สามารถหลบหนีได้ก็จริงอยู่ เพราะเป็นทุกข์โดยธรรม เป็นตามสภาพ เป็นตามธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า “ทุกข์ธรรมชาติ” [ทุกขทุกขตา] ก็ได้  จึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ยังคงต้องเกิด ต้องมี ต้องเป็นเช่นนั้นเอง ดังเช่น กายกระทบ “โผฏฐัพพะ” (กายสัมผัส) อย่างแรง ย่อมเกิด “ทุกขเวทนา” เป็นธรรมดาโดยธรรม เป็นตามสภาพ หรือ ธรรมชาติแก่ทุกรูปนาม และเช่นกัน เมื่อ “อายตนะ ๑๒” คือ จิตกระทบกับ “ธรรมารมณ์” ชนิดเป็นทุกข์ย่อมก่อให้เกิด “ทุกขเวทนา” เป็นธรรมดา ส่วน “ทุกขอริยสัจจ์”นั้น ทุกชีวิตย่อมต้องประสบพบกับทุกข์ทั้ง ๗ อย่าง หรือ ๑๑ อย่าง นี้ ทุกบุคคล เขา เรา เช่นกัน เมื่อโยนิโสมนสิการโดยแยบคายก็จะพบกับความเป็นจริงดังที่กล่าวมาทุกประการ ว่าเป็นสภาวธรรมหรือสภาวะทุกข์โดยธรรมหรือธรรมชาติ อันย่อมไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระบรมศาสดาและพระอริยะทุกท่านทุกพระองค์ก็จริงอยู่ และท้ายสุดพระองค์ท่านได้กล่าวสรุปลงเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ครอบคลุมความทุกข์ทั้งปวงว่า โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ได้แก่ รูปูปาทานขันธ์–เวทนูปาทานขันธ์–สัญญูปาทานขันธ์–สังขารูปาทานขันธ์–วิญญาณูปาทานขันธ์] เพราะธรรมชาติเดิมๆ แท้ๆ ของทุกข์ทั้ง ๗ หรือ ๑๑ อย่าง แม้มันจะเป็นทุกข์จริงๆ อย่างหนึ่งโดยธรรมชาติเอง แต่ไม่เผาลนเร่าร้อนดังไฟนรกที่เผาอยู่ในหัวจิตหัวใจอย่างยาวนาน ทุกข์ทั้ง ๗ อย่าง หรือ ๑๑ อย่าง เหล่า นี้ ยังต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆ มาร่วมด้วยจึงจะยังให้เกิด “อุปาทานทุกข์” อันแสนเผาลนเร่าร้อนดังกล่าวขึ้นได้  และความทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ดับไปนั้นก็คือ “อุปาทานทุกข์” เหล่านี้ นั่นเอง จึงไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ชนิด “ทุกขเวทนา” อันเป็นทุกข์ธรรมขาติของชีวิตในการรับรู้การกระทบ (ผัสสะ)ในสิ่งต่างๆ ของชีวิตแต่อย่างใด ส่วน “อุปาทานทุกข์” อันแสนเร่าร้อนเผาลนนั้น ก็จำต้องมี “เหตุปัจจัย” อื่นร่วมอีกด้วย จึงจะเกิดขึ้นได้ อันเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่ง “ทุกข์ปฏิจจสมุปบาท” อันคือ “ตัณหา–อุปาทาน” นั่นเอง  จึงยังผลให้เกิด อุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ขึ้นได้ กล่าวคือ ความทุกข์ดังกล่าวที่เผาลนต้องประกอบด้วย “ตัณหา–อุปาทาน” จึงจะบังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลน และ “อุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์” เหล่านี้ สามารถดับหรือจางคลายลงไปได้ด้วยธรรมอันวิเศษ (โลกุตตรธรรม–ญายธรรม–เกษมธรรม) ของพระองค์ท่าน จึงควรศึกษาพิจารณา “ขันธ์ ๕” [นามรูป] โดยเฉพาะ “เวทนา”  และ “ตัณหา–อุปาทาน” ตลอดจน “อุปาทานทุกข์” อันเกิดขึ้นและเป็นไปใน “ชรา” ให้เข้าใจจากกระบวนธรรมในวงจร “ปฏิจจสมุปบาท” มิฉะนั้น จักสับสนระหว่าง “ทุกขเวทนา” อันเป็นธรรมขาติ กับ “เวทนูปาทานขันธ์” (เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน) อันเป็น “อุปาทานทุกข์ในชรา” เมื่อสับสนแล้วทำให้ไม่ก้าวหน้าในธรรม (มนสิการกรรมฐาน–ภาวนากรรมฐาน) เพราะมัวแต่สาระวนวนเวียนเพียรพยายามดับ “ขันธ์ ๕” บ้าง ดับ “ทุกขเวทนา” บ้าง หรือพยายามแม้ดับ “สังขาร” ความคิดอันดีงาม (กุศลจิต) บ้าง หรือแม้แต่การปฏิบัติสมาธิอย่างเดียว  อันย่อมให้ผลเสมือนหนึ่งการพยายามไล่จับเงาตนเอง ซึ่งย่อมไม่มีทางประสบผลสําเร็จได้

 

(๒) ญานทัสสนะที่ ๒ : ทุกข์นี้ควรกําหนดรู้  รู้ชัดตามความเป็นจริง (กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจในทุกขอริยสัจจ์ ได้แก่ ปริญญา ๓ ดังนี้ ๑. ญาตปริญญา คือ กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว ๒. ตีรณปริญญา คือ กำหนดรู้ด้วยการพิจารณาโดยไตรลักษณ์ตาม “กลาปสัมมสนญาณ–กลาปวิปัสสนา–พิจารณากลาป” และ ๓. ปหานปริญญา คือ กำหนดรู้ด้วยการละเพราะเห็นไตรลักษณ์ตามเป็นจริงแล้ว) นั่นคือ ปริญญา–การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ”  ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง (ยถาภูตธรรม) ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา กล่าวโดยย่อคือ ทั้งรู้เข้าใจ(อุปาทานทุกข์) และรู้เท่าทัน พอที่จะแยกออกได้เป็น ๒ อย่าง ดังนี้

 

(๑) ทุกขอริยสัจที่ดับไม่ได้  อันมี “ความเกิด ๑ แก่ ๑ เจ็บ ๑ ตาย ๑ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ๑ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ๑ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ๑”  อันล้วนเมื่อเกิดหรือประสบเข้าแล้ว ย่อมยังให้เกิด “ทุกข์ธรรมชาติ” ขึ้นจากการผัสสะขึ้นเป็นธรรมดาอีกด้วย กล่าวคือ “ทุกขเวทนา” ที่เป็น “สภาวธรรม” หรือ “ธรรมชาติของชีวิต” กล่าวคือ เป็น “ทุกข์โดยธรรมชาติ” ที่แม้เป็น “ทุกข์” อย่างหนึ่งก็จริงอยู่และหลีกหนีไม่ได้ แต่สภาวะเดิมๆ ตามสภาพของ “ทุกข์” เหล่านี้ ไม่เร่าร้อนไม่เผาลน เหล่านี้ คือ “ทุกข์อริยสัจจ์” ชนิดที่เป็นทุกข์ประจำชีวิตที่ยังคงต้องเกิด ต้องมี ต้องเป็นเช่นนั้น เป็น “กระแสสภาวธรรม” จึงควรกำหนดรู้ และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หรือ “ทุกขอริยสัจจ์” ซึ่งย่อมล้วนยังให้เกิด “ทุกข์ธรรมชาติ” อีกอย่างหนึ่งขึ้นร่วมด้วย กล่าวคือ “เวทนา” หรือ “ทุกขเวทนา” นั่นเอง อันเป็นทุกข์ที่บังเกิดขึ้นโดยธรรมหรือ “ธรรมชาติของชีวิต” จึงยังคงต้องเกิดต้องมีต้องเป็นโดยธรรมชาติ อันเกิดแต่การที่เกิด “ทุกขอริยสัจจ์” ดังกล่าวขึ้นมาจึงเกิดการผัสสะหรือกระทบสัมผัสที่ย่อมยังให้เกิดความรู้สึก ได้แก่ เวทนาเป็นสุข เวทนาเป็นทุกข์ หรือเวทนาเฉยๆ (สุขเวทนา–ทุกขเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา) อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  แต่สามารถปฏิบัติทำให้ปราศจาก “กิเลส” มาร้อยรัดได้ จนขาดการเผาลนเร่าร้อน เป็นเพียงแต่ “ทุกขเวทนา” ตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น

 

(๒) ทุกข์ชนิดที่ดับได้ คือ โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นี้คือ  “ความทุกข์ที่เกิดจากทุกขอริยสัจจ์” ดังข้างต้นเช่นกัน แต่มี “กิเลส–ตัณหา–อุปาทาน” อันยังให้เกิด “อุปาทานทุกข์” ที่เร่าร้อนเผาลนที่ควรดับให้สนิท จึงควรกําหนดรู้ และเข้าใจ  ความทุกข์ดังกล่าวนี้ คือ “ทุกข์” ชนิด “อุปาทานทุกข์” ที่พระพุทธองค์ทรงเพียรพยายามสั่งสอนให้ดับสนิทไม่เหลือ (เชื้อกิเลส–อุปาทิ) ที่ “ทุกขเวทนา” ที่เกิดขึ้นล้วนเป็น “เวทนูปาทานขันธ์” อันเร่าร้อนเผาลน

  

ทั้ง ๒ เป็นทุกข์ ที่ควรกำหนดรู้ คือ ทั้งรู้เท่าทัน และรู้อย่างเข้าใจ

“ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องความทุกข์และความดับสนิทไม่เหลือของทุกข์ เท่านั้น”

 

เมื่อโยนิโสมนสิการให้เข้าใจและยอมรับในสภาวธรรม (ธรรมชาติ) ว่า “เหตุแห่งทุกข์นั้นยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น” หรือ “เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวะธรรมชาติ” เช่นกันนั้น ก็ยังคงมีอยู่ไม่มีผู้ใดไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงๆ โดยเด็ดขาด แต่เมื่อเหตุแห่งทุกข์นี้ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลบพ้นได้มากระทบกับเราแล้ว ไม่สามารถทําอะไรใจเราได้ อันคือ “ไม่เป็นอุปาทานทุกข์” อันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายที่เกิดแก่ใจนั่นเอง ท่านจึงกล่าวไว้ว่าเราปฏิบัติ เพื่อให้เกิดสภาวะ “ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น” หรือ “เหนือกรรม” (ภาวะปราศจากขันธ์ คือ “ขันธวินิมุต”)

อย่างไรก็ตาม ก็ให้โยนิโสมนสิการแยกแยะ “อุปาทานทุกข์” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕” (ปูปาทานขันธ์–เวทนูปาทานขันธ์–สัญญูปาทานขันธ์–สังขารูปาทานขันธ์–วิญญาณูปาทานขันธ์) ให้ออกจากเวทนา (ทุกขเวทนา หรือทุกข์เทียม หรือทุกข์ธรรมชาติ แม้เป็นทุกข์ชนิดหนึ่งก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกข์จริงๆ เป็นแค่กระบวนธรรมของทุกชีวิตในการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ “อายตนะภายใน ๖” ที่เรียกว่า “อินทรีย์ ๖” ได้แก่ ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ อันเกิดแต่การกระทบสัมผัสกับเหล่า “อายตนะภายนอก ๖” ที่เรียกว่า “อารมณ์ ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ อันเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติที่ย่อมเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ หรือ “ผัสสะ”  แต่เพราะ “อวิชชา” ความไม่รู้จึงกลายไปเป็น “ทุกข์” จริงๆ คือ “ทุกข์อุปาทาน” ได้) เมื่อแยกแยะได้ชัดเจนจะเป็นปัจจัยให้เข้าใจใน “ทุกข์” ได้อย่างลึกซึ้งถูกต้อง  กล่าวคือ “ทุกขเวทนา” เป็นทุกข์ธรรมชาติที่เกิดแก่ทุกรูปทุกนาม ไม่สามารถหลีกหนีได้  ส่วน “อุปาทานทุกข์” นั้นยังให้เกิด “เวทนูปาทาน” คือ เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน จึงเป็นเวทนาความรู้สึกที่เร่าร้อนเผาลนไม่ว่าจะเป็น “สุขเวทนา” หรือ “ทุกขเวทนา” ก็ตามที ด้วยไฟของกิเลส ที่เรียกว่า “อัคคิ ๓” หมายถึง ไฟกิเลส กิเลสดุจไฟเผาลนจิตใจให้เร้าร้อน พระพุทธองค์ทรงอุปมาเหมือนไฟ ๓ กอง ได้แก่

(๑) “ราคัคคิ” คือ ไฟคือราคะ ได้แก่ ความรู้สึกนึกกำหนัด รักใคร่ ยินดีใน “กามคุณ ๕” อันมี รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ (กายสัมผัส) มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะได้สิ่งเหล่านี้ มาไว้ในครอบครอง เมื่อไม่ได้ก็ทุรนทุรายกระเสือกกระสนแสวงหา เมื่อได้มาแล้วก็กลัวพลัดพลากจากสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นทุกข์ได้ได้เช่นกัน จิตตกอยู่ในทุคติ (กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ)

(๒) “โทสัคคิ” คือ ไฟคือโทสะ ได้แก่ ความเอดพล่านของอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้น ขณะประสบอามรณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ เกิดความเกิด อาฆาต พยาบาท เป็นต้น เมื่อไฟกองนี้เกิดขึ้นในพื้นจิตตสันดานแล้ว ทำให้เกิดการวิวาทประทุษร้ายกันและกันจนถึงกับบาดเจ็บหรือล้มตายได้ ก็เป็นทุกข์ได้เช่นกัน จิตตกอยู่ในทุคติ (กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ)

(๓) “โมหัคคิ” ไฟคือโมหะ ได้แก่ ความหลงมัวเมา ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ หรือเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องต่างๆ จนถึงกับไม่รู้ว่า อะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ เป็นคุณเป็นโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น นั่นคือ ไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือไม่ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ไฟกองนี้เผาลนสันดานสัตว์ให้เร้าร้อน เปรียบเสมือนไฟสุมแกลบ ก็เป็นทุกข์ได้เช่นกัน จิตตกอยู่ในทุคติ (กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ)

 

(๓) ญานทัสสนะที่ ๓ : ทุกข์นี้ได้กําหนดรู้แล้ว (กตญาณ–หยั่งรู้การอันได้ทำแล้วในทุกขอริยสัจจ์ทั้งหมด ได้แก่ ทุกขญาณแห่งทุกขอริยสัจจ์ และทุกขญาณแห่งกิจในอริยสัจจ์ คือ ปริญญา) หรือได้ปฏิบัติพิจารณาจนเข้าใจหรือยัง ว่าความทุกข์ที่ปุถุชนทั้งหลายประสบกันอยู่ทุกขณะนั้น คือ “ทุกข์อุปาทาน” อันเกิดแต่ “อุปาทานขันธ์ ๕” หรือ “ขันธ์ ๕” (นามรูป) ที่มีความยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจหรือสุขของตัวตนเองเป็นหลักสําคัญ หรือก็คือ “ขันธ์ ๕” ที่เกิดใน ชาติ–ชรามรณะ อันมี “อุปาทาน” ความพึงพอใจหรือความเป็น “ตัวของกู–ของของกู” (อัตตา–อัตตริยะ) ร่วมด้วยแล้วนั่นเอง (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท) คำว่า “อัตตา–อาตมัน” หมายถึง ตัวตนอันเกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด ส่วนคำว่า “อัตตนิยะ–อัตตนิยา” หมายถึง สิ่งที่เนื่องด้วยตน สิ่งที่เป็นของตน นอกจากต้องรู้ว่าทุกข์ทั้งมวล คือ “ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕” แล้ว ยังต้องมีสติรู้เท่าทัน “ทุกข์อุปาทาน” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย (ประกอบความเพียรด้วยการเจริญภาวนาด้วย จตุสติปัฏฐานกัมมันฐาน–สติปัฏฐาน ๔) ให้พิจารณาตาม “วัฏฏะ ๓” โดยสรุปรวมเป็น ๒ อย่าง ดังนี้

(๑) รู้เข้าใจ “ผลของอุปาทานทุกข์” อันบังเกิดแก่ใจ หรือ “เวทนูปาทานขันธ์” (ยึดมั่นและปรุงแต่งในการเสวยความรู้สึก) ที่เกิดขึ้นนั่นเอง คือ ความทุกข์ที่เราต้องปฏิบัติเพื่อการดับไป ที่เรียกว่า “วิบาก–อุปปัตติภพ”

(๒) รู้เท่าทันใน “เหตุของอุปาทานทุกข์” ที่เกิด (ยึดมั่นและปรุงแต่งตามสัญเจตนาเนื่องด้วยอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลายที่ครอบงำพื้นจิตตสันดานอยู่) ที่เรียกว่า “กรรม–กรรมภพ”

 

นอกจากนี้ ยังมีคําที่ชอบกล่าวกันอยู่เสมอๆ “เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม” (ทุกขญาณ) อันมิได้หมายถึงต้องมีความทุกข์เกิดขึ้นแล้วจึงจะเห็นธรรม เพราะฉะนั้น จึงมีหลายๆ คน ที่ยังไม่ยอมลงมือปฏิบัติธรรม เพราะยังไม่มีทุกข์ (แต่จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปด้วยความประมาทปัญญา หรือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า) แต่ตามความเป็นจริงนั้น หมายถึง ให้ผู้ปฏิบัติธรรมจักต้องรู้เข้าใจ (สัมมาทิฏฐิ) ว่า “ทุกข์นั้นคือทุกข์อุปาทาน” อันบังเกิดขึ้นแก่จิต จึงจักเข้าใจในธรรมได้ และต้องมีสติรู้เท่าทัน “ทุกข์อุปาทาน” ที่เกิดแก่ใจนั้นด้วย ที่เรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” (Temperance ด้วยการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔”) หมายถึง ความระลึกและรู้ตัวถึงพร้อมด้วยปัญญาและเหตุผล ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท ไม่ละเลยในการใช้ปัญญา

 

[B] สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์

(๔) ญานทัสสนะที่ ๔ : สมุทัยนี้ คือ  เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดแห่งทุกข์ (สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะหรือทุกขสมุทัยอริยสัจจ์) นั่นคือ “กิเลสตัณหา” หมายถึง ความทะยานอยาก ที่ทําให้เกิด “ภพ” ใหม่ (อุปปัตติภพ) “ชาติ” ใหม่ ได้แก่ ความอยาก ความติดเพลิน ความติดใจอยาก ความติดใจชอบ ความยินดียินร้าย เป็นต้น หรือการติดใจในรสอร่อยของโลก นั่นคือ “ตัณหา ๓” ได้แก่ (๑) กามตัณหา คือ ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้กามคุณ ความอยากหรือไม่อยากใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (๒) ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิต ความทะยานอยากในภพ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใด อย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย ภวทิฏฐิ หรือ สัสสตทิฏฐิ และ (๓) วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ หรือความอยากในความไม่อยากให้เกิด ให้มี ให้เป็น ความทะยานอยากในวิภพ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจาก ความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ ความใคราอยากที่ ประกอบด้วย วิภวทิฏฐิ หรือ อุจเฉททิฏฐิ ทั้งหลายเหล่านี้ อันเป็นมูลเหตุปัจจัยโดยตรงให้เกิด “อุปาทาน” อันยังให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕” อันเป็น “อุปาทานทุกข์” อันเร่าร้อนเผาลนในองค์ธรรม “ชรา”

 

(๕) ญานทัสสนะที่ ๕ : สมุทัยนี้ควรละ (กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจในทุกขสมัยอริยสัจจ์ ได้แก่ ปหาน ๓ ดังนี้ ๑. วิกขัมภนปหาน คือ ละด้วยข่มไว้ด้วยขณะอยู่ในฌาน ๒. ตทังคปหาน คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ หรือธรรมอันเป็นธรรมที่ตรงข้าม เช่น ปมาทะ–อัปปมาทะ [สติสัมปชัญญะ] หรือ อกุศลธรรม–กุศลธรรม เป็นต้น และ ๓. สมุจเฉทปหาน คือ ดับด้วยตัดขาดโดยโลกุตตรมรรคหรือมัคคญาณ) นั่นคือ ปหานะ–การละเป็นกิจในสมุทัย ตามหลักที่ว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” ดังนั้น สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหาละเหตุแห่งทุกข์ นั่นคือ “ตัณหา๓” นั่นเอง โดยการนําออกและละเสียซึ่ง “ตัณหา” โดยการปฏิบัติ และโดยปัญญาและเหตุผล ดังเช่น เข้าใจใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ [พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา = สังกิเลสทั้งหลาย]” (ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ หรือ กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา) แล้วว่า “ตัณหา” เกิดแต่เหตุปัจจัยใด เราก็ปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง นั่นคือ “วิภวตัณหา” หมายถึง ความไม่อยาก ไม่อยากให้มีทุกข์ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น ทําให้เกิดการผลักไส ต่อต้าน เป็น “ตัณหา” ตัวสําคัญที่ผู้ปฏิบัติมักจะลืม หรือนึกไม่ถึง เพราะคิดว่าไม่เป็น “ตัณหา” บางคนนึกว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียอีก ตลอดจน “ภวตัณหา” (ความอยาก) ในการปฏิบัติธรรมจนเกินพอดีก็เป็นสิ่งที่ผิด

ถ้าพูดอย่างง่ายๆ ให้ครอบคลุมความหมาย “สมุทัยนี้ควรละ” โดยปริยาย คือ ลดละความอยาก และ ไม่อยาก อันเป็นเหตุ ให้ไวที่สุดทันทีที่ “สติรู้เท่าทัน” นั่นเอง อย่าปล่อยอ้อยอิ่งอย่างเด็ดขาด เพราะ “ตัณหา” มักแฝงมากับความคิดนึกปรุงแต่งอันมักไม่รู้ตัวในตอนแรกๆ อันเป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” อันเป็นปัจจัยให้เกิด “ตัณหา” ตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ปัจจัยธรรม ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖) อย่าปล่อยให้จิตมีโอกาสหลอกล่อปรุงแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไปอันต้องเกิด “เวทนา”  จึงเป็น “เหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา” มีโอกาสแทรกเข้ามา อย่าใส่ใจ อย่าวิพากษ์วิจารณ์ พอรู้แค่ “เวทนา” หรือการรับรู้อารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ ที่กระทบแล้ว (อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ) แล้วให้หยุดเพียงเท่านี้เอง

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการละแห่งปหานะนั้น หมายถึง “ละเหตุ” [สาเหตุ–ต้นเหตุ–มูลเหตุแห่งการสร้างกรรม นั่นคือ “กรรมภพ” (สังขาร)] ไม่ใช่ “ละผล” คือ ความทุกข์ หรือ “ละทุกขเวทนา”ที่เกิด เรื่องที่เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลแล้วไม่ใช่เหตุ การพยายามดับเรื่องที่ทุกข์ที่ผลจักเป็นการกดข่ม ต้อง “ดับที่เหตุอันคือตัณหา”  หรือ “ดับที่เหตุที่ทำให้เกิดตัณหา” ที่เรียกว่า “เวทนา– ความรู้สึก” (คำว่า “ดับที่” หมายถึง ยังคงเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ แต่เพราะปัญญาที่รู้และเข้าใจแจ่มแจ้ง จึงไม่เกิดผลให้เป็นทุกข์  ไม่ใช่การดับเวทนาลงไปจริงๆ ที่หมายถึง “ดับสูญลงไป” หรือ “ขาดสูญ” คือ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ทั้งสิ้น ซึ่งจัดเป็นความนึกคิดพิจารณาไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล คือ พยายามด้วยอวิชชาความไม่รู้) จึงไม่ใช่การดับที่ผลซึ่งเป็นทุกข์อันเป็นสิ่งที่ควรรู้เท่านั้น ดังเช่น “ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” (ข้อ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔) อันมีกิจอันควรกระทํา คือ “กำหนดรู้ อันครอบคลุมถึงความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วย” (ปริญญา) เท่านั้น และดังคํากล่าวที่ว่า “ทุกข์ใดเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับแล้ว ทุกข์นั้นก็ดับ” นั่นคือ เมื่อดับอวิชชาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความทุกข์นั้นย่อมดับไป ที่เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ตามแนวคิดฝ่ายนิโรธวาร ในทำนองเดียวกัน ในการพิจารณาถึงเหตุของความทุกข์ ที่เกิดจาก “มูล ๒” คือ (๑) อวิชชา ซึ่งประกอบด้วย “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” อันเป็นอดีตเหตุและเป็นปัจจัยให้เกิด “สังขาร” กับ (๒) ตัณหา ซึ่งประกอบด้วย “ตัณหา ๓” อันเป็นปัจจุบันเหตุและเป็นปัจจัยให้เกิด “อุปาทาน” จนสุดท้ายย่อมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตามยนัยที่ว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ตามแนวคิดฝ่ายสมุทยวาร

 

 (๖) ญานทัสสนะที่ ๖ : สมุทัยนี้ควรละเสร็จแล้วหรือ สมุทัยนี้ละได้บางส่วนแล้วหรือ (กตญาณ–หยั่งรู้การอันได้ทำแล้วในทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ทั้งหมด ได้แก่ สมุทัยญาณแห่งทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ และทุกขสมุทัยญาณแห่งกิจในอริยสัจจ์ คือ ปหานะ) หมายถึง ไม่เกิดข้อกังขาสงสัยในธรรมที่ปฏิบัติขณะนั้น (อธิโมกข์) ด้วยปัญญาหยั่งรู้หยั่งเห็น ได้แก่ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” หรืออีกนัยหนึ่งนั้น ทางฝ่าย “วิชชา ๓” ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) และทางฝ่าย “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖)

 

[C] นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

(๗) ญานทัสสนะที่ ๗ : นิโรธคือ ผลของการดับทุกข์ ภาวะหมดปัญหาแห่งทุกข์ (สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะหรือทุกขนิโรธอริยสัจจ์) หรือ ผลของการดับกิเลสทั้งหลายอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ “ตัณหา ๓” และ “อุปาทาน ๔” (อันล้วนเนื่องสัมพันธ์กันตามวงจรแห่งจิต) หมายถึง ภาวะที่จิตปราศจากกิเลสและไร้ทุกข์แล้ว ทําให้เกิดความสุขสงบ บริสุทธิ์ ผ่องใส เบิกบาน เบากาย เบาใจ เนื่องจากขาดไฟของกิเลส ซึ่งประกอบด้วย ตัณหา ๓” และ “อุปาทาน ๔” อันเผาลนให้ร้อนลุ่มในจิตใจ นั่นเอง

 

(๘) ญานทัสสนะที่ ๘ : นิโรธนี้ ควรทําให้แจ้ง (กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจในทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ได้แก่ นิโรธ ดังนี้ ๑. ปฏิปัสสัทธินิโรธ คือ ดับด้วยสงบระงับโดยการบรรลุโลกุตตรผล ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” คือ หยั่งรู้ชอบ และ ๒. นิสสรณนิโรธ คือ ดับด้วยสลัดออกไป ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ที่เรียกว่า “นิพพาน–อมตธาตุ” โดยบรรลุด้วย “อรหัตตผลวิมุตติ” นั่นคือ “สัมมาวิมุตติ” หมายถึง หลุดพ้นชอบ ดังนี้) สัจฉิกิริยา–การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” หมายถึง นิโรธควรทำให้แจ้ง นั่นคือ เข้าถึง หรือ บรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ   ควรทําให้แจ้งประจักษ์แก่ตนเอง  เป็นภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เผาลนเร่าร้อนด้วย “อำนาจของกิเลสตัณหาอุปาทาน” จึงเป็นการถูกต้อง เกิด “ตทังคนิพพาน” อันมักเข้าใจผิดไปยึดเอา “สภาวะของฌานสมาธิ” หรือองค์ฌานต่างๆ ในธรรมสมาธิที่เกิดขึ้น อันมีภาวะอิ่มเอิบ–ปราโมทย์ อิ่มเย็น–ปีติ เป็นสงบ–ปัสสัทธิ เป็นสุข–สุข ว่าเป็น “สัจจสภาวะแห่งนิโรธ” แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่ จึงเป็นสภาวะที่ไม่ใช่ด้วยการคิดหรือฟังแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมักเป็นสภาวะปรุงแต่งตามที่เขากล่าวว่าหรือตามความเข้าใจของเราอย่างผิดๆ เท่านั้น (ความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ โดยสำคัญผิดในธรรมว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ) อย่างน้อยให้สัมผัสได้หรือเข้าใจใน “สุขทางธรรม” หรือ “นิโรธ” (ปรมัตถสัจจะ) นี้อย่างถูกต้องบางส่วนก่อน เพราะ “นิโรธ” นั้นแตกต่างจาก “สุขทางโลก” อย่างสิ้นเชิง “สุขทางโลก” นั้น ต้องมีภาวะก่อทุกข์ขึ้นมาก่อน คือ สร้าง “ตัณหา” หรือความอยากขึ้นมาก่อน ถ้าสามารถสนอง “ตัณหา” นั้นได้ ก็เรียกว่า “ดับทุกข์นั้นได้แล้ว” จึงเรียกกันโดย “ภาษาโลก” สมมติว่า “ความสุข” (สุคติ) อันเป็น “สมมติสัจจะ” เมื่อเข้าใจได้อย่างถูกต้องดีแล้วนั้น จะได้เป็นขวัญกําลังใจให้ปฏิบัติด้วยความมั่นใจในการปฏิบัติต่อๆ ไปจนเป็น “นิโรธ” ในที่สุด  และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทําให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ (๑. โอภาส–แสงสว่าง ๒. ญาณ–ความหยั่งรู้ ๓. ปีติ–ความอิ่มใจ ๔. ปัสสัทธิ–ความสงบเย็น ๕. สุข–ความสุขสบายใจ ๖. อธิโมกข์–ความน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาแก่กล้า ๗. ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี ๘. อุปัฏฐาน–สติแก่กล้าสติชัด ๙. อุเบกขา–ความมีจิตเป็นกลาง ๑๐. นิกันติ–ความพอใจติดใจ) เพราะไม่รู้จริงโดยปัญญาญาณในวิปัสสนาหรือด้วยปัญญาเห็นธรรมหรือนามรูปโดยไตรลักษณ์ (ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓) จึงเกิดอาการฟุ้งซ่านในธรรมที่ปฏิบัติอยู่ มีความเข้าใจผิดๆ ใน “นิโรธ” เช่น การไปเข้าใจหรือยึดเอา “ภาวะของรูปฌาน หรืออรูปฌาน” หรือ “สมาธิ” (สมถะ) อันสุขสบายก็จริงอยู่แต่ก็ไม่เที่ยงว่าเป็น “ภาวะของนิโรธ” หรือ “สภาวะพ้นทุกข์แล้ว” เป็นต้น

 

(๙) ญานทัสสนะที่ ๙ : นิโรธนี้ทำได้แจ้งถูกต้องแล้วหรือ  (กตญาณ–หยั่งรู้การอันได้ทำแล้วในทุกขนิโรธอริยสัจจ์ทั้งหมด ได้แก่ นิโรธญาณแห่งทุกขนิโรธอริยสัจจ์ และทุกขนิโรธญาณแห่งกิจในอริยสัจจ์ คือ สัจฉิกิริยา) นิโรธนี้ได้แจ้งแล้วบางส่วนถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือ ใช่สภาวะณานหรืออรูปณานอันเป็นสุขไม่เที่ยงหรือเปล่า ดังนี้

 

[D] มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปาทอริยสัจจ์

(๑๐) ญานทัสสนะที่ ๑๐ : มรรค คือ ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ (สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะหรือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์) หรือทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือดับกิเลส–ตัณหา–อุปาทาน อันยังให้เกิด “อุปาทานทุกข์”

 

(๑๑) ญานทัสสนะที่ ๑๑ : มรรคนี้ ควรเจริญ (กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ นั่นคือ ภาวนา) หรือมรรคนี้ควรปฏิบัติ ภาวนา–การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักที่ว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา โดยข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึง “การดับทุกข์” คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เป็น “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) หรือ “สัมโพชฌงค์ ๗” (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ อันมี ๗ อย่าง ได้แก่ สติ–ธัมมวิจยะ–วิริยะ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สมาธิ–อุเบกขา) “อริยมรรคมีองค์ ๘” มีรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) ขั้นศีล (เพื่อความสงบกายใจ) เพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดขั้นสมาธิ เพื่อยังความแน่วแน่ จิตใจไม่ซัดส่าย ไม่วอกแวก มีสติ เป็นกําลังของจิตในการปฏิบัติวิปัสสนาให้เกิดความเข้าใจในธรรม และเพื่อละกิเลสอย่างหยาบ ที่เป็นเหตุให้ล่วง ละเมิดออกมาทางกายและวาจา เช่น เป็น “กายทุจริต ๓” และ “วจีทุจริต ๔” ที่เรียกว่า “วีติกกมกิเลส” โดยการเจริญอธิศีลสิกขา

(๒) ขั้นสมาธิ เพื่อเป็นบาทฐานให้เกิดขั้นปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงในการดับทุกข์ และเพื่อละกิเลสอย่างกลาง ที่เรียกว่า “ปริยุฏฐานกิเลส” ซึ่งพลุ่งขึ้นมาเร่ารุมอยู่ในจิตใจ ดังเช่น “นิวรณ์ ๕” ในกรณีที่จะข่มระงับไว้ ละด้วยการเจริญอธิจิตตสิกขา (ปฏิบัติสมาธิเพื่อเป็นกําลังเป็นฐานในการก้าวหรือปฏิบัติต่อไปเท่านั้นเพื่อเข้าสู่วิปัสสนาภาวนาพร้อมๆ กัน ไม่ใช่การปฏิบัติแต่สมาธิแล้วจะก้าวขึ้นไปเองเป็นขั้นปัญญา อันเป็นการเข้าใจผิดๆ)

(๓) ขั้นปัญญา อันเป็นบาทฐานให้เกิดผล (โลกุตตรผล–สัมมาญาณ) โดย “สัมมาวิมุตติ” หมายถึง หลุดพ้นชอบ นั่นคือ วิมุตติ–วิมุตติสุข (สุขจากการหลุดพ้น–อรหัตตผลวิมุตติ) เพื่อละกิเลสอย่างละเอียด ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดานอันยังไม่ถูกกระตุ้นให้พลุ่งขึ้นมา ที่เรียกว่า “อนุสยกิเลส” ได้แก่ อนุสัย ๗ และย่อมละด้วยการเจริญอธิปัญญาสิกขา

 

นอกจากจะพิจารณาตาม “หลักไตรสิกขา” (สิกขา ๓) ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ปฏิบัติยังสามารถจำแนกแยกตามหลักธรรม “อริยมรรคมีองค์ ๘” ทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ โดยลำดับขั้นตอนออกเป็น ๓ ลำดับ ได้แก่ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) นำไปสู่ปัญญา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) สัมมาทิฏฐิ [เห็นชอบ] หมายถึง มีความเห็นหรือความเชื่อที่ถูกต้อง  ความเห็นชอบ ความเข้าใจชอบประกอบด้วย ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์  ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คำว่า “ชอบ–สัมมา” ที่หมายถึง ชอบธรรม หรือโดยถูกต้อง โดยถูกต้องตามความเป็นจริง ฉะนั้น เห็นชอบหรือรู้ชอบ จึงหมายถึง ปัญญาที่เข้าใจถูกต้องตามที่เป็นจริง เห็นทุกข์ มีความเห็นที่จะออกจากทุกข์ มีความเห็นชอบถูกต้องเกี่ยวกับทุกข์ ความเชื่อหรือเห็นชอบในการปฏิบัติให้พ้นทุกข์อย่างถูกต้อง นั่นคือ (๑) เห็น (รู้เข้าใจ) ใน “อริยสัจจ์ ๔” อันมี ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค ว่าเป็นทางดับทุกข์ (๒) เห็น (รู้เข้าใจ) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์ (๓)เห็น (รู้เข้าใจ) “หลักไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ปัญญาอันเห็นชอบ [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] กล่าวคือ (๑) พิจารณาเห็นชอบ “อริยสัจจ์ ๔” (๒) พิจารณาเห็นชอบตามคลองธรรม [ปัจจัยธรรม–ทิพพจักขุญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาสัทธา] ว่า “ทำดีมีผลดี–ทำชั่วมีผลชั่ว” ที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” มีอาการ ๖ ประการ ได้แก่ (๑) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน (๒) สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม (๓) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด (๔) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (๕) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง (๖) กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายโดยให้เลวและประณีต หรือเพื่อไม่เกิด “มิจฉาทิฏฐิ” มีอาการ ๑๐ ประการ ดังนี้

 

อรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 62 FILE 69)

 

“มิจฉาทิฏฐิ” ซึ่งเป็นความเห็นถือผิดเป็นปฏิปักษ์ต่อ “สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อประกอบด้วยปัญญาอย่างมีเหตุผลได้แก่ กัมมสัทธา–ผลสัทธา–วิปากสัทธา–ตถาคตโพธิสัทธา ดังต่อไปนี้

(๑) บทว่า [นตฺถิ ทินฺนํ] “ทานที่ให้แล้วไม่มีผล” คือ ปฏิเสธผลของทานเพราะเป็นอุจเฉททิฏฐิ

(๒) บทว่า [ยิฏฺฐํ] “การบูชายัญ” ใน บทว่า [นตฺถิ ยิฏฺฐํ] “ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผลนี้เป็นยัญเล็กน้อย”

(๓) บทว่า [หุตํ] “เซ่นสรวงเป็นมหายัญ” คือ ปฏิเสธผลของยัญทั้งสอง

(๔) บทว่า [นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก] “ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี” คือ ปฏิเสธผลแห่งบุญกรรม มีศีล เป็นต้น เพราะปฏิเสธผลแห่งทาน ปฏิเสธผลแห่งบาปกรรมมีปาณาติบาต เป็นต้น

(๕) บทว่า [นตฺถิ อยํ โลโก] “โลกนี้ไม่มี” คือ ด้วยกรรมที่ทำไว้ในก่อน

(๖) บทว่า [นตฺถิ ปโร โลโก] “โลกหน้าไม่มี” คือ ด้วยกรรมที่ทำไว้ในโลกนี้

(๗) บทว่า [นตฺถิ มาตา] “มารดาไม่มี” คือปฏิเสธผลของกรรมที่ทำไว้ในมารดาเหล่านั้น

(๘) บทว่า [นตฺถิ ปิตา] “บิดาไม่มี” คือปฏิเสธผลของกรรมที่ทำไว้ในบิดาเหล่านั้น

(๙) บทว่า [นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา] “สัตว์ผู้ผุดขึ้นก็ไม่มี” คือ ปฏิเสธการผุดขึ้นอันมีกรรมเป็นเหตุ

(๑๐) บทว่า [นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ] “สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้า ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก” คือ ปฏิเสธปฏิปทาในการได้อภิญญา เพื่อเห็นในโลกนี้และโลกหน้า

  

(๓) พิจารณาเห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงตามกำหนดแห่งธรรมดา [ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูปตาม “สามัญลักษณะ ๓” โดยไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] ว่า “ขันธ์ ๕” ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน คำว่า “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” [The Common Characteristics of the Three Characteristics of  Existence] ทั้ง ๓ ประการ [The Basic Facts of Existence III] หมายถึง ธรรมที่เป็นสังขตะคือสังขารทั้งปวงเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน จึงเรียกว่า “สามัญลักษณะ” [ไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็น “อสังขตะ–วิสังขาร” ซึ่งมีเฉพาะลักษณะที่สาม คือ “อนัตตตา” อย่างเดียวไม่มีลักษณะ ๒ อย่าง ได้แก่ อนิจจตา–ทุกขตา] หรือลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็น “กฎธรรมชาติ” มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า “ธรรมนิยาม” ดังนี้

 

(๑) “อนิจจตา–อนิจจลักษณะ = Impermanence” คือ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ ความเป็นของไม่เที่ยง ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่

(๑) เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้วก็ไม่มี

(๒) เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ

(๓) เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ

(๔) แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเองก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว

(๒) “ทุกขตา–ทุกขลักษณะ = Misery–Suffering” คือ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์ ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์ ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์ ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ได้แก่

(๑) ถูกการเกิดขึ้นและการดับสลายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา

(๒) ทนได้ยากหรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

(๓) เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์

(๔) แย้งต่อสุขหรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข

(๓) “อนัตตตา–อนัตตลักษณะ = Not-Self, Non-Ego, Egolessness, Impersonality” คือ ลักษณะที่เป็นอนัตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตน ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ ได้แก่

(๑) เป็นของสูญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ [ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย]

(๒) เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

(๓) ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

(๔) เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน [ในแง่สังขตธรรม คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัวแต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ]

(๕) โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา

 

ดังนั้น กล่าวโดยสรุป “สัมมาทิฏฐิ” นั้น ประกอบด้วยความเห็นชอบอย่างถูกต้อง ตามกำหนดแห่งธรรมดา อันเป็นสัจจธรรมตามธรรมชาติ หรือหลักธรรม ๓ ประการ ดังนี้

(๑) “อริยสัจจ์ ๔” คือ สภาวะที่เป็นจริงโดยประเสริฐยิ่ง เป็นธรรมชาติแห่งสากลในสรรพสิ่ง [Universality of Realities] เห็นสภาพแห่งทุกข์ เห็นสาเหตุแห่งทุกข์นั้น เห็นภาวะที่ปลอดทุกข์ และเห็นแนวทางในการดับทุกข์ เทียบเคียงได้กับ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาระลึกชาติได้และแยกรูปแยกนามได้

(๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” คือ เห็นองค์ประกอบแห่งสภาวธรรมทั้งหลายมารวมกันแล้วเป็นทุกข์ แล้วเห็นวิธีที่จะดับเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้นได้ [Dependent Genesis] นั่นคือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” รวมทั้ง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม เทียบเคียงได้กับ “จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาเห็นสัตว์เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม และเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย [เห็นความเกิดกับความดับแห่งสภาวธรรมตามเป็นจริง “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” ด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา”]

(๓) “ไตรลักษณ์” คือ เห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ ตามอาการลักษณะอันเป็นสามัญที่ประเสริฐยิ่ง เป็นไปกฎแห่งธรรมชาติตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” [Universality of Nature] นั่นคือ (๑) ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตา (๒) ความทุกข์แห่งทุกขตา (๓) ความไม่ใช่ตัวตนแห่งอนัตตตา ไม่ว่าจะเป็น “สังขตธรรม” หรือ “อสังขตธรรม” ก็ตาม คือ ย่อมรู้เห็นอย่างยอดเยี่ยม ย่อมมีข้อปฏิบัติอันยอดเยี่ยม และย่อมรู้ถึงความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เทียบเคียงได้กับ “อาสวักขยญาณ–สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓ กับ ญาณ ๑๖) หมายถึง ปัญญาตรัสรู้ [ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย] และเห็นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

(ขั้นปัญญา–อธิปัญญาสิกขา)

(๒) สัมมาสังกัปปะ [ดำริชอบ–คิดชอบ] หมายถึง ดำริในการออกจากกาม ความดำริในการไม่พยาบาท ความดำริในการไม่เบียดเบียน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ความดําริชอบ คิด ค้นคว้า ศึกษาหาทาง ดําริตริตรอง นั่นคือ ดำริหรือคิดตริตรองเพื่อออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน   คิดหาทางให้พ้นไปจากทุกข์ เช่น คิด อ่าน ศึกษา ธรรมวิจยะ–การเฟ้นเลือกธรรมที่ถูกต้อง การวิจัยพิจารณา (ปรโตโฆสะ–โยนิโสมนสิการ) ในธรรมคำสั่งสอน ค้นคว้าวิจัยธรรม (สร้างหรือพิสูจน์ทฤษฎี) สนทนาธรรม (ขั้นปัญญา–อธิปัญญาสิกขา)

(๓) สัมมาวาจา [วาจาชอบ] หมายถึง การเว้นจากการ พูดเท็จ การเว้นจากการพูดยุยงให้แตกกัน การเว้นจากการพูดหยาบ การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ดังนี้ เรียกว่า “วาจาชอบ” เมื่อไม่ประพฤติผิดทางวาจา ทําให้ใจกายสบาย ไม่มีศตรู ใจกายก็ผ่องใสโดยปริยาย  อันเป็นบาทฐานในการปฏิบัติขั้นสมาธิในที่สุด (ขั้นศีล–อธิสีลสิกขา)

(๔) สัมมากัมมันตะ [ทําการชอบ–การงานชอบ] หมายถึง การเว้นจาก การฆ่าสัตว์ การเว้นจากการ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย พฤติกรรมเหล่านี้ ต่างเรียกว่า “การงานชอบ” หรือ “กระทำชอบ” ไม่ประพฤติผิดทางกายกรรม ทําให้ใจกายสบาย ไม่มีศัตรู ใจและกายผ่องใส อันเป็นบาทฐานในการปฏิบัติขั้นสมาธิในที่สุด (ขั้นศีล–อธิสีลสิกขา)

(๕) สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีพชอบ] หมายถึง อริยสาวก ในศาสนานี้ ละมิจฉาชีพ เสีย สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ ซึ่งเรียกว่า อาชีวะชอบ เมื่อไม่ประกอบอาชีพทุจริต ทําให้ใจกายสบายไม่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ทั้งจากศตรูคู่อริและบ้านเมือง ใจกายก็ผ่องใส อันเป็นบาทฐานให้ขั้นสมาธินั่นเอง (ขั้นศีล–อธิสีลสิกขา)

(๖) สัมมาวายามะ [เพียรชอบ] หมายถึง (๑) ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม อันลามกที่ยังไม่ได้บังเกิด นั่นคือ “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น (๒) ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรม อันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ “ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม ที่ยังไม่ได้บังเกิดขึ้น นั่นคือ “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทํากุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น (๔) ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรม ที่บังเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา  เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ต่างเรียกว่า “ความเพียรชอบ”  มีความเพียรในการปฏิบัติ แก้ไขข้อผิดพลาด และขอเน้นโดยเฉพาะการเพียรยกจิตไม่ให้ตกต่ำ หดหู่อันได้ทรงตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน๔ (ขั้นสมาธิ–อธิจิตตสิกขา)

(๗) สัมมาสติ [ระลึกชอบ] หมายถึง เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกายอยู่ ๑ มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ๑ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ๑ มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ๑ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่  มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ๑ เป็นผู้มีปรกติพิจารณา เห็นธรรมในธรรมอยู่ ๑ มีความเพียรเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ต่างเรียกว่า “สัมมาสติ” คือ มีสติรู้เท่าทันและเข้าใจทุกข์อุปาทานที่เกิด ระลึกถึงการดับทุกข์ อันคือสติรู้เท่าทันเวทนา (เวทนานุปัสสนา) และความคิด (จิตตานุปัสสนา) อยู่เนืองๆ  หรือใช้ “สติปัฏฐาน๔” เป็นการฝึกโดยตรง อันคือมีสติรู้ในกาย เวทนา จิต และธรรมว่า กายนั้นก็ไม่เที่ยง มีสติรู้ในเวทนาและจิตสังขาร คือ รู้เท่าทันในเวทนาและความคิด ตลอดจนระลึกรู้พิจารณาในธรรม อันเป็นธรรมวิจยะในสัมโพชฌงค์ ด้วยการพิจารณาธรรมโดยการโยนิโสมนสิการ เพื่อเป็นเครื่องรู้เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ซึ่งเป็นองค์สําคัญในการตรัสรู้ (ขั้นสมาธิ–อธิจิตตสิกขา)

(๘) สัมมาสมาธิ [ตั้งจิตมั่นชอบ] หมายถึง ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นอย่างไร ฉะนั้น ภิกษุใน ศาสนานี้ เพราะสงัดจากกาม เพราะสงัดจากอกุศลธรรม ย่อมเข้าถึง ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปิติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้ว เพราะวิตกวิจารรำงับลง เธอเข้าถึง ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายในให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปิติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปิติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ ว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้ว เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่  ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ต่างเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” ที่แม้ยังไม่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสโดยตรงแต่เป็นเครื่องสนับสนุนที่มีกำลังยิ่งต่อการวิปัสสนากรรมฐาน ให้เกิดบรรลุถึงโลกุตตรมรรค (อริยมรรค ๔–มัคคญาณ ๔) จนถึง “สัมมาญาณ” (โลกุตตรผล–อริยผล ๔–ผลญาณ ๔) หรือปัญญาระดับญาณขึ้น  (ขั้นสมาธิ–อธิจิตตสิกขา)

 

ดังนั้น ความก้าวหน้าในภาวนากรรมต่อไปนั้น ต้องนำสมาธิในขั้นสมถะนี้ ที่มีจิตที่สงบ ไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน นำไปใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาหรือการเจริญปัญญาให้เกิดสัมมาญาณนั่นเอง จึงจักถูกต้องบริบูรณ์ กล่าวคือ ปฏิบัติในมรรคทั้ง ๘ เพื่อให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันจนเกิด “มรรคสมังคี”  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมรรคองค์ที่ ๙ ที่เรียกว่า “สัมมญาณ” (โลกุตตรผล) คือ หยั่งรู้ชอบ อันเป็นการปฏิบัติในขั้น “สัมมาญาณ” (ขั้นปัญญาที่ใช้ในการดับทุกข์) จึงเป็นปัจจัยให้เกิดมรรคองค์ที่ ๑๐ หรือ “สัมมาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นชอบ หรือสุขจากการหลุดพ้นขึ้นได้ จึงเป็นที่สุดของการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น มรรคองค์ที่ ๘ หรือสมาธินั้น จึงต้องดำเนินการปฏิบัติต่อไป ไม่ใช่ติดอยู่ในสมาธิชนิดนั่งสงบ นั่งแข็งทื่อ นั่งกดจิตให้นิ่งสนิท ขาดการพิจารณาในธรรม (วิปัสสนา) ที่เรียกว่า “สมาธิหัวตอ” หรือไปติดเพลินแช่นิ่งอยู่ในความสงบนิ่งเฉยโดย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” (ฌานที่ ๔) หรือสมาธิที่ติดจมแช่อยู่แต่ใน ปีติ สุข ที่เรียกว่า “ติดปีติ–ติดสุข” (ฌานที่ ๑–๓) ถ้าเยี่ยงนั้นจัดเป็น “วิปัสสนูปกิเลส” ทั้งสิ้น ซึ่งไม่อาจยังให้เกิดมรรคองค์ที่ ๙ หรือ “สัมมาญาณ” ได้  จึงย่อมไม่อาจเกิด “สัมมาวิมุตติ” ขึ้นได้เลย ที่เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐” หรือ “อเสขธรรม” หมายถึง ภาวะที่ถูกต้องแห่งมรรคาทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ นี้  ก็เพื่อยังให้เกิดภาวะที่ถูกต้อง คือ “มรรคมีองค์ ๑๐” (สัมมัตตะ ๑๐) ของเหล่าพระอริยเจ้า

ในอันดับต่อไปนี้ เป็นการแสดงขั้นตอนสัมพันธ์การทำงานของ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันจักก่อให้เกิด “สัมมาญาณ” และ “สัมมาวิมุตติ” อันเป็นมรรคองค์ที่ ๙ และ ๑๐ ที่เกิดแก่พระอริยะเจ้าเท่านั้น ซึงเป็นแนวทางดำเนินไปตาม “หลักอิทัปปัจจยตา” (ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจยาตา ๑๒) นั่นเอง หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน ๑ ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม ๑ การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น ๑ สภาวธรรมทั้งหลายนั้น จึงดำเนินไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน ดังนี้

 

(๑) ปัญญา (อันมี สัมมาทิฏฐิ–สัมมาดําริ) อันมีสัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบเป็นตัวนำ เป็นปัจจัยทําให้เกิด “ศีล”

(๒) ศีล (อันมี สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ) เป็นปัจจัยทําให้เกิด “สมาธิ”

(๓) สมาธิ (อันมี สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ) เป็นปัจจัยทําให้เกิด “สัมมาญาณ”(สัมมาปัญญา)

(๔) สัมมาญาณ เป็นปัจจัยทําให้เกิด “สัมมาวิมุตติ” (สุขจากการหลุดพ้น)

(๕) สัมมาวิมุตติ เป็นปัจจัยทำให้เกิด “นิพพาน” (สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน)

 

ดังนั้น จาก “มรรคมีองค์ ๘” (อริยอัฏฐังคิกมรรค) กลายเป็น “มรรคมีองค์ ๑๐” ของเหล่าพระอรหันต์เจ้า ดังมีพุทธพจน์ที่ตรัสไว้เกี่ยวกับ “สัมมาทิฏฐิ”  และ “มรรคมีองค์ ๑๐” หรือ “สัมมัตตะ ๑๐” ไว้ ดังนี้

 

            “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์มรรคเหล่านั้น

            สัมมาทิฎฐิเป็นตัวนํา,   สัมมาทิฎฐิ เป็นตัวนําอย่างไร?

            ด้วยสัมมาทิฎฐิ จึงรู้จัก มิจฉาทิฎฐิ ว่าเป็น มิจฉาทิฎฐิ,   รู้จักสัมมาทิฎฐิ ว่าเป็น สัมมาทิฎฐิ,

            รู้จักมิจฉาสังกัปปะ ว่าเป็น มิจฉาสังกัปปะ,    รู้จัก สัมมาสังกัปปะ ว่าเป็น สัมมาสังกัปปะ,

            รู้จักมิจฉาวาจา ว่าเป็น มิจฉาวาจา,    รู้จักสัมมาวาจา ว่าเป็น สัมมาวาจา,

            รู้จัก................................................ฯลฯ”

                        (สํ. ม. ๑๙/๑๗๒๐/๕๕๒)

            “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฎฐิเป็นหัวหน้าอย่างไร?

            เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้  (จึงพอเหมาะได้=ใช้งานได้ดี),

            เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมาวายามะ  สัมมาสติจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมาสติ  สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้,    

            เมื่อมีสัมมาสมาธิ  สัมมาญาณจึงพอเหมาะได้,

            เมื่อมีสัมมาญาณ  สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

            โดยนัยดังนี้แล พระเสขะ (อริยะผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘

            จึงกลายเป็นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ (พระอเสขะ)”      

                        (พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๒๗๙)

       

อันแสดงอย่างย่อๆ ได้ ดังนี้ (๑) ปัญญา (๒) ศีล (๓) สมาธิ (๔) สัมมาญาณ–สัมมาปัญญา–มรรคองค์ที่ ๙ และ (๕) สัมมาวิมุตติ–มรรคองค์ที่ ๑๐ เมื่อมรรคทั้ง ๘ (มรรคา) นี้ ประสานทำงานร่วมกันมิใช่องค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อเหตุปัจจัย คือ มรรคทั้ง ๘ พร้อมทุกองค์ เช่น เกิดจาการพิจารณาจนแจ่มแจ้ง ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “มรรคสมังคี–มัคคสมังคี” หมายถึง ผู้เจริญตนสมบูรณ์ไพบูลย์ด้วยอริยมรรค หรือ “ธรรมสามัคคี” หมายถึง ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม–องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น   

 

(๑๒) ญานทัสสนะที่ ๑๒ : มรรค ๘ นี้ควรปฏิบัติ  (กตญาณ–หยั่งรู้การอันได้ทำแล้วในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ทั้งหมด ได้แก่ มัคคญาณแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณแห่งกิจในอริยสัจจ์ คือ ภาวนา) หรือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” (อริยอัฏฐังคิกมรรค) และรวมทั้ง “อริยมรรคมีองค์ ๑๐” (สัมมัตตะ ๑๐) ดังกล่าวนี้ ได้ปฏิบัติแล้วหรือ ในความเป็นจริงเชิงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัตินั้น คือ กระบวนการทบทวนเพื่อการค้นหาความจริงด้าน “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “มรรค ๔–มัคคญาณ ๔–โลกุตตรมรรค” นั่นเอง

 

ในอีกประการหนึ่งนั้น “กตญาณ” จะนัยสำคัญตรงกับ “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) ซึ่งมีอาการ ๑๙ ประการ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน ตามแนวทาง “นิโรธ ๕–วิมุตติ ๕” เป็นต้น ที่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” พร้อมด้วย “โลกุตตรธรรม ๓๗–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] ได้แก่ (๑) สำรวจรู้มรรค มีอาการ ๔ ประการ (๒) สำรวจรู้ผล มีอาการ ๔ ประการ (๓) กิเลสที่ละแล้วในมรรคและผล มีอาการ ๔ ประการ (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ในมรรคและผล มีอาการ ๔ ประการ และ (๕) นิพพานในมรรคและผล มีอาการ ๓ ประการ เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งรวมเป็นทั้งหมด ๑๙ ประการ และ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓: ความตรัสรู้) ซึ่งมีอาการ ๖๔ ประการ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักธรรม “ญาณ ๓” [สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ] ที่สัมปยุตต์ใน (๑) “อริยสัจจ์ ๔” และ (๒) “กิจในอริยสัจจ์ ๔” แล้ว ต่างเรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ รอบ” หรือ “ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ” มีอาการ ๑๒ ประการ ดังขั้นตอนสุดท้ายในข้อ “ญาณทัสสนะที่ ๑๒” นี้ ฉะนั้น ในกระบวนการตรัสรู้ (สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ–สัมมาสัมโพธิญาณ) ที่อริยบุคคลจะกลายเป็นพระอรหันต์นั้น ต่างมีระดับภูมิที่แตกต่างกันไปกำลังของ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ตามแต่บุคคล ดังเช่น (๑) สุกฺขวิปสฺสโก–ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน คือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” (๒) เตวิชฺโช–ผู้ได้วิชชาสาม คือ “วิชชา ๓” (๓) ฉฬภิญฺโญ–ผู้ได้อภิญญา คือ “อภิญญา ๖” หรือ (๔) ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต–ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา คือ “อนุปัสสนา ๗” เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึง “อาสวักขยญาณ” มีอาการ ๖๔ ประการนั้น หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นนที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทําให้สิ้นอาสวะ หรือ ความตรัสรู้ นั่นคือ ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ [โดยพิจารณาตาม “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ในข้อ “อินทรีย์ ๒๒” เกี่ยวเนื่องกับความแกกล้าแห่งอินทรีย์] ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์[โสตาปัตติมัคคญาณ] อัญญินทรีย์[โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ ๑  [อรหัตตผลญาณ] นั่นคือ มีฐานะ ๑ + ๖ + ๑ = ๘ หมายถึง เกณฑ์การบรรลุถึงขั้นมรรคผลของ “อริยบุคคล ๘” โดย “อาการ ๖๔” หมายถึง ประกอบด้วย “อินทรีย์ ๘” ได้แก่ (๑) “สัทธินทรีย์” มีความน้อมใจตนเป็นบริวาร (๒) “วีริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี และมรรคผล ๘ [อริยบุคคล ๘] ซึ่งมีอินทรีย์ขั้นละ ๘ ประการในการเป็นอริยบุคคล ซึ่งรวมทั้งหมดเป็น ๖๔ อาการ เป็น “อาสวักขยญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงสำเร็จความตรัสรู้ด้วย “ปัญญาจักขุ” ในอธิคมธรรมทั้งปวง ได้แก่ โลกียธรรม และ โลกุตตรธรรม จนได้ล่วงถึง “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ รอบ” แล้ว จึงปฏิญาณตนว่า พระองค์ได้บรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายทั้งปวงทุกประการ  

ฉะนั้น ข้อประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาไตร่ตรองเป็นพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม นั่นคือ การศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ให้รู้ประจักษ์แจ้งเห็นจริง จนอยู่ในขั้นบรรลุถึง “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” (เกิดรู้เห็นด้วย “วิชชาและญาณ–ญาณทัสสนะแห่งยถาภูตญาณ” ไม่ใช่รู้แบบปูๆ ปลาๆ ในทำนองนั้น) หรือ “ทิพพจักขุญาณ” (ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ) อันเป็นคุณสมบัติของพหูสูต หรือบุคคลผู้คงแก่เรียนมากและรู้มากประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล (ผู้มีสติสัมปชัญญะครอบรอบโดยปรมัตถ์) และพึงให้ดำเนินตามข้อประพฤติปฏิบัติ (สัมมาปฏิปทา) อย่างรู้แจ้งเห็นจริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ในครรลองแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยอัศจรรย์ ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ด้วยเหตุนี้ การพึ่งพากำลังกายและกำลังปัญญาของตนนั้น จึงเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงสำหรับชาวพุทธทั้งหลาย ต้องสามารถรู้เห็นและพิสูจน์ได้จริง โดยไม่ปลงใจเชื่อ (อธิโมกข์) อะไรง่ายๆ อันประกอบด้วยความหลงลืม (ปมาทะ) และหลงใหล (โมหะ) หรือประการสำคัญ คือ ความไม่รู้จริงใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตู ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [ธรรมเครื่องประกอบใน “ภวจักร–สังสารจักร” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒] ซึ่งแต่ละบุคคลก็สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเห็นชอบตามเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค]–ปัจจัยธรรม [ปฏิจจสมุปบาท–ปฏิจจสมุปปันนธรรม = ยถาภูตญาณทัสสนะ] –สัมมสนญาณ [สามัญลักษณะ ๓–ไตรลักษณ์] รวมทั้ง อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘) เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนากรรมฐานจะเกิด “ญาณทัสสนะ” ในการพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานหรือสภาวธรรมที่ขึ้นด้วย “สภาวะแห่งจิต” (มโนวิญญาณธาตุอันได้รับเหตุปัจจัยมาจากพื้นจิตตสันดานหรือกิเลสทั้งหลาย) นั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ จะมายอมรับความจริงได้ง่ายๆ ต้องศึกษาจริงและพัฒนาตนด้วยการลงมือทำจริงๆ จะกินเวลานานเท่าไหร่นั้น ก็ต้องประกอบความเพียร (วิริยารัมภะ–อินทรียสังวร = วิริยปรมัตถบารมี) และสำรวมระวังด้วยความอดทน (ขันติสังวร–ชาคริยานุโยค = ขันติปรมัตถบารมี) ฉะนั้น เมื่อปรารถนาความตรัสรู้ในอธิคมธรรมตามพระธรรมวินัยนี้ ก็ตั้งใจทำด้วยใฝ่กุศลธรรม และลงมือกระทำด้วยใฝ่กุศลธรรมอย่างจริงจังและเด็ดเดี่ยว (กุสลธัมมานุโยค)  ด้วยศรัทธาและฉันทะอันแรงกล้า (อธิโมกขสัทธา) อันเป็นพื้นฐานสำคัญโลกุตตรธรรมเช่นกัน.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674089