๓๙.  ปัญญาเห็นธรรมโดยไตรลักษณ์  

         Knowledge and Insight with the Three Characteristics

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  690  

 

ความสำคัญของบทความ

 

จุดมุ่งหมายหลักอันสำคัญในการปฏิบัติธรรมหรือประพฤติพรหมจรรย์นั้น คือ การสร้างปัญญาด้วยเหตุผล ให้บังเกิดขึ้นในตน โดยมีความปรารถนาที่จะดับทุกข์ทั้งปวงในชีวิตตนเป็นประแรกเริ่ม ไม่ใช่ไปดับทุกข์ให้คนอื่น ปัญญาความรู้ที่เกิดพอกพูนด้วยการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ต่างก็เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” อันมีบาทฐานจากธรรมอันปัจจัยทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ (๑) “ปรโตโฆสะ–สุตมยปัญญา” กับ (๒) “โยนิโสมนสิการ–จินตามยปัญญา” อันเป็นปัญญารู้ประจักษณ์แจ้งในธรรมทั้ง ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “โลกียธรรม” คือ รู้แจ้งโลก และ (๒) “โลกุตตรธรรม” คือ รู้แจ้งชีวิตแห่งพระนิพพาน ปัญญาที่ถูกต้องนั้น จึงเกิดจากการพัฒนาจากขั้นตอนการพิจารณาสิ่งต่างๆ หรือสรรพสิ่งที่อยู่ในตนและรอบตนอย่างถูกต้องด้วยการใช้เหตุผลแห่งตรรกะ [Rationality or Logic] ฉะนั้น คนเสียสติหรือมีปัญญาหางอึ่งจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ยาก เพราะมีกิเลสหนางำในความนึกคิดแทบจะทุกเรื่อง ไม่พบกับความเจริญอันประเสริฐตามแนวทางแห่งอริยมรรค [หลักมัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรคมีองค์ ๑๐ หรือ สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม] นั่นคือ มีอาการที่จะรู้เห็นสัจจธรรมอันประเสริฐได้ยากเช่นกัน หรือหมดโอกาสในคุณอันใหญ่ [โลกุตตรธรรม] ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) ทุกขญาณ–ทุกขอริยสัจจ์ (๒) สมุทัยญาณ–ทุกขสมุทัยญาณ–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ (๓) นิโรธญาณ–ทุกขนิโรธญาณ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ และ (๔) มรรคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ กล่าวสามัญ คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” นั่นเอง โดยจะต้องประกอบด้วย (๑) “ธรรมนิยาม ๓” และ (๒) “ไตรลักษณ์” ซึ่งเกิดจากการเจริญปัญญาด้วยหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” โดยทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต่างก็สรุปไปอยู่ที่ความทุกข์กายและใจอันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งมีองค์ประกอบในวิปัสสนาภูมิ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ ซึ่งรวมกันกลายเป็นชีวิตจิตใจแห่งตัวตนของเรา หรือจะเรียกว่า “กองทุกข์ทั้งปวง” ก็ได้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๓๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – ปัญญาเห็นธรรมโดยไตรลักษณ์ 

 

พุทธศาสนิกส่วนใหญ่มีความเข้าใจถึงเรื่อง “ไตรลักษณ์” ดี นั่นคือ ลักษณะของธรรม ๓ ประการ ที่เรียกสามัญว่า “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” อันถือเป็น “กฎธรรมชาติ” ในการอธิบายถึงสภาพความจริงของโลก หรือเจตนา [สัญเจตนา]ของจิตใจในบุคคล ที่เข้าไปปรุงแต่งความนึกคิดที่เกิดจากผัสสะทั้ง ๖ อารมณ์แห่งอินทรีย์ เพราะความไม่รู้จริงแห่ง “อวิชชา” เนื่องด้วย (๑) ความไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ (๒) ความไม่รู้ในความสัมพันธ์แห่งเหตุผลในกาลทั้ง ๓ อย่าง [อัทธา ๓–ญาณ ๓] และ (๓ ความไม่รู้ในอิทัปปัจจยตา หรือเรียกว่า “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” สำหรับ คำว่า “ความไม่รู้” [Ignorance] หมายถึง การพิจารณาสภาวธรรมไม่เป็นจริงตามกำหนดธรรมดาหรือตามธรรมชาติ (กฎธรรมชาติ: ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ–ไตรลักษณ์) ด้วยการทำอกุศลกรรมโดย “อโยนิโสมนสิการ” [Nescience] คือ การนึกคิดพิจารณาไตร่ตรองที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา [สัมปชัญญะ] และ เหตุผล [สติ] ซึ่งวิธีที่ถูกต้องพึงปฏิบัตินั้น ควรจะเป็น “โยนิโสมนสิการ” [Analytic Thinking] หมายถึง การพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถึงเหตุและผลครบกระบวนความ ครอบคลุมสถานการณ์ทั้งหลายอย่างถูกต้องตามเป็นจริง [ยถาภูตธรรม] ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] แต่กลับตัดสินหรือพิจารณาความเป็นจริงแค่เพียงความรู้สึกที่รับรู้และรู้แจ้งด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ [อินทรีย์ ๕] เท่านั้น ย่อมปฏิเสธกระบวนการทาง “จิตวิญญาณ” [Consciousness] หรือ “มโนวิญญาณ” [Mind] และบอกว่า วิธีคิดดังหล่าวนั้น เป็นวิธีค้นหาความจริงด้วย “วิธีทางวิทยาศาสตร์” เท่านั้น ที่ถือเป็นความจริงสูงสุด [ความรู้บริสุทธิ์–Pure Science] โดยปรมัตถ์ หรือ “ปรมัตถะ–ปรมัตถ์”  ฉะนั้น จิตที่จะลบล้างจาก “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ได้นั้น ต้องเริ่มจากการบรรลุ “อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม” ด้วยสภาวะแห่งจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔: อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] อันเป็นอานิสงส์จากการบำเพ็ญเพียรฌานจิตแห่งสมาธิจริงๆ เพื่อให้บรรลุถึง “วิชชา ๓” [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] ที่สัมพันธ์กับ “ญาณ ๓” ใน “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ในเวลาเดียวกัน โดยเทียบเคียงกัน ดังนี้                         

 

ฌาน–สมถพละ

ญาณ–วิปัสสนาพละ

(๑)  ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

(๑) นามรูปปริจเฉทญาณ

(๒) จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ

(๒) ปัจจยปริคคหญาณ

(๓) อาสวักขยญาณ

(๓) สัมมสนญาณ

 

ในลำดับแรกนั้น ต้องเกิดความเข้าใจในเรื่อง “ทุกข์–ทุกขตา” (ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์) อันเกิดจากการถือมั่นยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลาย ที่เรียกรวมๆ ว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ถัดจากนั้น เป็นความเข้าใจถึงสาเหตุของทุกข์ทั้งปวง อันเกิดจากกรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” [ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ] โดยมีมูลเหตุจากกิเลส นั่นคือ “มูล ๒” ได้แก่ (๑) “อวิชชา ๘” คือ อดีตเหตุ กับ (๒) “ตัณหา ๓” คือ ปัจจุบันเหตุ [พิจารณาตาหลักปฏิจจสมุปบาท] และอันดับสุดท้าย คือ เกิดปัญญาในการดับกิเลสอาสวะ ที่เรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยะ” โดยพิจารณาสภาวธรรมหรือนามรูปโดยไตรลักษณ์ และถัดต่อจากนั้น จึงเป็นการค้นหาและกำหนดแนวทางในการดับทุกข์ [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] ด้วยปัญญาเห็น “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ทุกขอริยสัจจ์]  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องดับบรรดาอุปาทานในขันธ์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไป นั่นคือ “การทุบขันธ์ ๕” [วิปัสสนาญาณ ๙] ในขั้นตอนนี้ เป็นกระบวนการคิด พิจารณา ไตร่ตรอง [โยนิโสมนสิการ] ที่เกิดขึ้นในจิตที่บริสุทธิ์ [อธิจิตต์] และปัญญาบริสุทธิ์ [อธิปัญญา] เช่นกัน เพื่อกำจัดกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงในเวลาเดียวกัน [ธรรมสามัคคี] ด้วย “มรรค ๔–อริยมรรค ๔–มรรคญาณ”  [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ: โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค = สมุจเฉทนิโรธ คือ ดับด้วยตัดขาด ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘”] ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระดับ “ปัญญาภูมิ” หรือ “วิปัสสนาภูมิ” [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] และต้องเกิดผลวิบากแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามมาด้วย ที่เรียกว่า “ผล ๔–อริยผล ๔–ผลญาณ” [โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล = ปฏิปัสสัทธินิโรธ คือ ดับด้วยสงบระงับ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ”] ในโลกุตตรธรรม [โลกุตตรมรรค–โลกุตตรผล] ดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้บุคคลเข้าถึงความสำเร็จใน “ความเป็นอริยบุคคล ๔” ได้แก่ “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์” ตามลำดับ ทั้งหมดที่บรรยายมานี้ ใช่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้ง่ายๆ เพราะทุกอย่างต้องอาศัยเวลาในการประกอบความเพียร [วิริยารัมภะ] และความอดทนขันติอย่างหนักหน่วงเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จได้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ อาจจะก้าวได้ถึงแค่ระดับสมาธิ หรือการบำเพ็ญฌานสมาบัติเท่านั้น [เช่น ฤษี คนเล่นของ เป็นต้น] ไม่สามารถก้าวไปสู่ในภพภูมิ “วิปัสสนาภูมิ” ได้ คือ ได้ธรรมในระดับขั้น “ศีล–สมาธิ” [สมถภาวนา] ไม่เข้าถึงระดับขั้น “ปัญญา” [วิปัสสนาภาวนา] เพราะมักเกิดอาการฟุ้งซ่านไปก่อน ด้วยการสำคัญผิดในธรรมว่า “ตนได้บรรลุมรรคผลนิพพานไปแล้ว” เนื่องไม่เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์อย่างถูกต้อง คือ ไม่สามารถบรรลุถึง (๑) ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ [ปัญญาในขั้นเริ่ม้นด้วยโสดาปัตติมรรค] และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม ตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] นั่นคือ ไม่เจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” ด้วยทั้ง (๑) “โลกียสัมมาทิฏฐิ” และ (๒) “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” [โลกุตตรธรรม ๔๖ ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗–โลกุตตรธรรม ๙] ได้จริง ก็เลยถูกกิเลสอย่างละเอียด “อนุสยกิเลส–กิเลสานุสัย” คอบงำจิตอย่างเหนียวแน่น และดำเนินตามข้อประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ผิดจาก “กระแสแห่งอริยมรรค” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เกิดปัญญาเห็นแจ้งใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันถือเป็นจุดจบอวสานแห่งการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ และกลายร่างและจิตใจไปเป็นพวกเดียรถีย์อลัชชีไป แต่อาศัยพระพุทธศาสนาหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น คือ ถือตนเหนือกว่าพระพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกทั้งหลายต้อใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณาให้เห็นข้อเท็จจริงนี้ให้ได้ ว่า “ของจริง” [พระสัทธรรม] กับ “ของปลอม” [สัทธรรมปฏิรูปป์] มันแตกต่างกันตรงไหน มิฉะนั้น ก็ต้องกลายเป็นกลุ่มชน “ผู้หลงทิศ” ไป อย่างน่าเสียดายชาติเกิดเสียเปล่าๆ

ในอีกมุมหนึ่งนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหมั่นเจริญภาวนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมในทุกขณะจิต [ด้วยความไม่ประมาท–อัปปมาทะ] ก็คือ “สังวร ๕” คือ ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล [ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวร–สติสังวร–ญาณสังวร–ขันติสังวร–วิริยสังวร] ให้ได้จริง และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย (๑) “จรณะ ๑๕” เพื่อให้เข้าถึงวิชชา ด้วยหลักธรรม ๘ ประการ ต่อไปนี้ วิราคะ–วิสังโยค–อปจยะ–อัปปิจฉตา–สันตุฏฐี–ปวิเวก–วิริยารัมภะ–สุภรตา และ (๒) “วิชชา ๓–วิชชา ­๘” เพื่อให้เข้าถึงความตรัสรู้ ด้วยหลักธรรม ๗ ประการ ต่อไปนี้ เอกันตนิพพิทา–วิราคะ–นิโรธ–อุปสมะ–อภิญญา–สัมโพธะ–นิพพาน ฉะนั้น ในการเจริญคุณธรรมทั้งหลายดังกล่าวนี้ ทำให้จิตดำรงมั่นและตัวมั่น [มีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ] ในความเป็นพุทธะ อันเป็นสภาวะแห่งจิตที่สามารถเข้าถึง “รสพระธรรม” [ธัมมปีติ–ความดื่มด่ำในธรรมด้วยปราโมทย์ปีติยินดี] ได้ และเห็นความจริงตาม “ธรรมนิยาม ๓–ไตรลกัษณ์” ได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ] นั่นคือ เกิดปัญญาเห็นธรรมหรือนามรูปแห่งเบญจขันธ์โดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖ และ วิปัสสนาญาณ ๙ ข้อ ๔–๑๒ คือ “การทุบขันธ์ ๕” จนรวมถึง ขั้นตอนการตรัสรู้ทั้งหมด ที่รวมอยู่ในฝ่ายสมถะ คือ “สมาธิ ๓” และฝ่ายวิปัสสนา คือ “วิโมกข์ ๓” ก็มนสิการกรรมฐานตาม “สามัญลักษณะ ๓” ในข้อแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง] ดังนี้

(๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง คือ พิจารณาสภาวธรรมด้วย อนิจจานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ = ชวนปัญญา คือ ปัญญาเร็ว เพื่อถอน “วิปลาสนิมิต”

(๒) สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์–แปรปรวน คือ พิจารณาสภาวธรรมด้วย ทุกขานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ = นิพเพธิกปัญญา คือ ปัญญาดับกิเลสทั้งหลาย เพื่อถอน “ตัณหาปณิธิ”

(๓) ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา คือ พิจารณาสภาวธรรมด้วย อนัตตานุปัสสนา–ยถาภูตญาณ = มหาปัญญา คือ ปัญญามาก เพื่อถอน “อัตตาภินิเวส” [อุปาทาน]

 

สำหรับ คำว่า “สังขารทั้งหลาย” หมายถึง สิ่งหรือความนึกคิดที่ปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยแห่งสัญเจตนา [ความใคร่ความปรารถนา–ความทะยานอยาก] ด้วยอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลายในพื้นจิตตสันดาน อันเป็น “โลกียธรรม” ทั้งหลาย ส่วน คำว่า “ธรรมทั้งปวง” หมายถึง การจำแนกแยกธรรมออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) สังขตธรรม–โลกียธรรม กับ (๒) อสังขตธรรม [นิพพาน–อมตธรรม–บรมธรรม] –โลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้น ในกลุ่ม “สังขตธรรม” นั้น จึงเป็นสภาวธรรมที่เป็นไปตาม “กฎไตรลักษณ์” ครบทุกประการ คือ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ส่วนในกลุ่ม “อสังขตธรรม” นั้น จะเป็นสภาวธรรมที่ปฏิเสธ “อนิจจัง–ทุกขัง” แต่จะเป็นจริงตาม “อนัตตา” ซึ่งหมายถึง “สุญญตา” คือ ความว่างเปล่า ไม่ใช่ความดับสุญ หรือความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง และยังเป็นสภาวะที่สงบสุขแห่งจิต [วิมุตติสุข] ซึ่งผู้จะเข้าถึงสภาวธรรมดังกล่าวนี้ได้ จะต้องเข้าถึงอำนาจแห่งสมถะและวิปัสสนา [สมถพละ–วิปัสสนาพละ] เท่านั้น นอกจากนี้ ยังต้องลงมือปฏิบัติเจริญภาวนากรรมฐานด้วยตนเอง คือ ต้องสมบูรณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้วยกัน ทำไมต้องเจริญวิปัสสนา [มนสิการกรรมฐาน] ให้มากนั้น ก็เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ] แล้วเกิดอารมณ์ทางจิตที่วางเฉยต่อสภาวธรรมทั้งหลาย [ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ]  ที่เกิดขึ้นหมุนเวียนกันอย่างไม่สิ้นสุด [ชีวิตสันตติในวัฏฏะ ๓] ที่เรียกว่า “อุเบกขา–ตัตรมัชฌัตตตา” [อุเบกขาจิต–ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก] ฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจ รู้แจ้งเห็นจริง [ตรัสรู้–สัมโพธะ] ในธรรมทั้งปวงนั้น ย่อมปรารถนาที่จะหลีกพ้นจากวงจรแห่งกรรมและวิบากทั้งหลาย อันจะนำความทุกข์ทังหลายมาให้ไม่สิ้นสุด [สังสารทุกข์] จึงต้องวางเฉยกับ “สภาวะแห่งจิต” [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] หรือ “สภาวธรรม” ที่จะเกิดขึ้น เพราะเกิด “สัมมาทิฏฐิ” ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ–ญาณสัมปยุตต์] ผู้ศึกษาธรรมจึงต้องปฏิบัติธรรมไปด้วยพร้อมๆ กัน เพื่อดับข้อสงสัยในธรรมที่ตนปฏิบัติอยู่ [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] โดยไม่เชื่ออะไรอย่างงมงาย [อวิชชา–โมหะ] ไร้เหตุผล หรือ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าเป็นคติทางโลกนั้น ผู้ศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา [Graduate School] แล้ว ไม่ยอมทำวิทยานิพนธ์ มันก็แค่คนอ่านหนังสือมากเท่านั้นเอง ยังไม่ลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงในชีวิตตามสาขาวิชาที่ตนศึกษาอยู่ คือ ยังไม่สามารถรู้จริงด้วยทางปฏิบัติ นั่นคือ ไม่สามารถสร้างประสบการณ์จริงให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นทางฝ่ายผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ก็ต้องนำหลักธรรมคำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้า น้อมมาใส่ตนและมาใช้จริงในทุกขณะจิต ให้เห็นปฏิหาริย์จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ก็คือ เหตุการณ์ในชีวิตจริงที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่เป็นความหมาในคัมภีร์เก็บไว้ให้อ่านในพิธีกรรมทางศาสนา ที่ไร้ผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิงในชีวิตจริง

ด้วยเหตุนี้ ความรู้แจ้งโลกและชีวิตตามความเป็นจริงนั้น จึงเป็นคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้อย่างแท้จริง คือ ปัญญาแห่งสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ ดังเช่น (๑) เห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง (๒) เห็นทุกข์ เป็นสุข (๓) เห็นอนัตตา เป็นอัตตา และ (๔) เห็นไม่งาม เป็นงาม ความนึกคิดแบบมิจฉาทิฏฐิ [วิปลาส] ใน ๔ คติธรรม ดังกล่าวนี้ ย่อมนำความเดือดร้อน [ทำวิปฏิสาร] มาให้อย่างแน่นอน และยังไม่สามารถเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ [มัชฌิมาปฏิปทา] เพราะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันไปหมดทุกอย่าง ไม่สามารถพบความเจริญอันประเสริฐได้ นั่นเอง ความวิปลาสเช่นนี้ มีมูลเหตุมาจาก ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) สัญญาวิปลาส (๒) จิตตวิปลาส และ (๓) ทิฏฐิวิปลาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังเป็นเหตุทำให้เข้าใจผิดในการเจริญภาวนากรรมฐาน คือ วิปัสสนาสภาวธรรมผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยไตรลักษณ์ ซึ่งหมายความว่า ไม่เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” และ “ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธิญาณ” ได้ หรือไม่เข้าใจ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน–บรมธรรม” ได้จริง อันเนื่องจากปราศจากสภาวะที่ถูกต้อง [สัมมัตตะ ๑๐] หรือสภาวะที่ยอดเยี่ยม [อนุตตริยะ ๓–อนุตตริยะ ๖] ในการบรรลุอริยมรรค 

ฉะนั้น ระดับความเข้าใจถูกต้องในธรรมทั้งหลายนั้น ย่อมแตกต่างไปตามระดับปัญญาของบุคคลทั่วไปจนถึงระดับอริยบุคคล ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ ตามลำดับ ลำดับที่ดีเลิศในพระธรรมวินัยนี้ คือ “พระอรหันตขีณาสพเจ้า” ซึ่งถือเป็นพระอริยสงฆ์สาวกและสาวิกาของพระพุทธเจ้า ที่จะเป็นผู้บรรลุความตรัสรู้ซึ่ง “สัมโพธิญาณ” ได้ จนบรรลุถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้ นั่นเอง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนทั่วไปจะเข้าใจได้ยากนัก เพียงแต่ผู้มีจิตใจยึดมั่นปรารถนาอยากบรรลุธรรมวิเศษ และต้องศึกษาอย่างจริงจังในไตรสิกขา ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา ก็ประพฤติปฏิบัติตนให้ถึงขั้นเป็น “ผู้ดื่มด่ำในธรรมแห่งธัมมฺปีติ” ไม่ใช่ผู้เบื่อหน่ายธรรม ตกเป็นผู้อยู่ในอบายภูมิ ไม่มีโอกาสพบความเจริญอันประเสริฐที่อารยชนพึ่งมีได้ ดังนั้น ในการตรัสรู้สัมโพธิญาณได้นั้น โดยเฉพาะ “อาสวักขยญาณ” [ความตรัสรู้ = สัมโพธะ] เพื่อบรรลุธรรมในขั้นพระอรหันต์นั้น ต้องเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้” โดยการวิปัสสนาด้วย “อนัตตาแห่งไตรลักษณ์” เท่านั้น เพราะฉะนั้น การสั่งสมประสบการณ์ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” ทั้งฝ่ายโลกียธรรมและโลกุตตรธรรมนั้น จึงเป็นเรื่องการสะสมบุญบารมีแห่งปัญญาตลอดชีวิต ซึ่งจะใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันในบุคคล แต่ทุกคนก็มีสิทธิมีโอกาสจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้อย่างเท่าเทียมกันทั่วหน้า ถ้าบุคคลนั้น ตั้งใจจริงและประพฤติปฏิบัติจริงจังให้ครบบริบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปตลอดเวลา.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705616