๔๐. ความเป็นพุทธะอย่างแท้จริง

        The Accurate States of Buddha

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  728  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในความเป็นชาวพุทธศาสนิกนั้น คือ บุคคลผู้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลหรือสติสัมปชัญญะ [สติปัญญา] เท่านั้น ไม่ใช่บุคคลที่ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งอารมณ์ คือ การเป็นทาสรับใช้กิเลสตัณหาหรือการพอกพูนกิเลสในชีวิตอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องเป็นผู้ประกอบด้วย “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” [หลักมัชฌิมาปฏิปทา] แห่งผู้คงแก่การเรียนมากและรู้มาก [พาหุสัจจะ] ได้แก่ ศีล–อธิสีลสิกขาสมาธิ–อธิจิตตสิกขา ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา ๑ หรือ การยึดมั่นตามแนวทางการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรมตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ฉะนั้น “ปัญญา–อธิปัญญา” นั้น ย่อมเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึง ความเจริญไพบูลย์ด้วยธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยความมีปัญญาเห็นธรรมอย่างถูกต้องตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] และเป็นคุณสมบัติของการพึ่งพาตนเองในการบรรลุธรรมวิเศษตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกแห่งอริยบุคคลทั้ง ๘ อย่าง [โลกุตตรมรรค–โลกุตตรผล] อันทำให้ถึงคุณบทแห่งบุคคลผู้จะเป็นพุทธะ [พระพุทธเจ้า] ปัญญาที่ดีพร้อมด้วยไตรสิกขาดีพร้อมแล้วนั้น ย่อมกลายเป็นบาทฐานให้เกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ด้วยความศรัทธาปสาทะหรือความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า [อธิโมกขสัทธา] อย่างเช่น เชื่อทำได้ดี ย่อมได้ดี ทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว [กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา] เป็นต้น ฉะนั้น “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” [ปัญญาหยั่งรู้สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน] นั้น ทำให้ไม่เกี่ยวเกาะกับการประกอบทุกข์ใดๆ จนเกิด “อาการเสียธรรม” ในหลักธรรม “อัปปมัญญาธรรม ๔” [พรหมวิหาร ๔] เช่น เมตตาเกินจนเป็น หรือกรุณาเกินฐานะ จนเกิดการหลงงมงายในบุญหรือความดี เป็นต้น ด้วยประการดังกล่าวนี้ คุณสมบัติของความเป็นพุทธะนั้น ย่อมประกอบด้วยคุณธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาคุณ” คือ การพึ่งตนเอง เพื่อประโยชน์ของตน กับ (๒) “กรุณาคุณ” คือ การเป็นที่พึ่งของคนอื่นเพื่อประโยชน์ของคนอื่น อันมีสมุฏฐานมาจาก “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาทเลินเล่อ นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

๔๐. ความเป็นพุทธะอย่างแท้จริง   

 

ในการประพฤติตนเป็นชาวพุทธนั้น มีวาทกรรมสำคัญกล่าวไว้ว่า “ความเป็นพุทธะ” คือ คุณลักษณะของผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยปัญญารู้รอบใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ (๑) ผู้รู้ คือ ผู้ประพฤติตนด้วย “อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ  (๒) ผู้ตื่น คือ ผู้ประพฤติตนด้วย “อธิสีลสิกขา” ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) ผู้เบิกบาน คือ ผู้ประพฤติตนด้วย “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ รวมทั้ง (๔) ผู้ไม่ประมาท คือ ผู้ประพฤติตนด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม” ได้แก่ (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการบรรลุความตรัสรู้โดย “โลกุตตรมรรค” นั่นคือ “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาด (๒) สัมมาญาณ ด้วยการบรรลุความตรัสรู้โดย “โลกุตตรผล” นั่นคือ “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับ (๓) สัมมาวิมุตติ ด้วยการบรรลุความตรัสรู้โดย “อรหัตตผลวิมุตติ” นั่นคือ “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้ ซึ่งประกอบด้วย “นิพพาน ๒” ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ [Nirvana with the Substratum of Life Remaining] ที่เรียกว่า “พระเสขะ” และ (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิ [Nirvana without Any Substratum of Life Remaining] ที่เรียกว่า “พระอเสขะ” กล่าวโดยสรุปตามนัยดังกล่าวนี้ ย่อมมีความสอดคล้องโดยตรงกับ “ปฐมโอวาท” และ “ปัจฉิมโอวาท” ของพระพุทธเจ้า นั่นคือ (๑) ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒) ทำความดีทั้งหลายให้เกิดขึ้นเสมอ (๓) ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ และ (๔) ไม่ประมาท [อัปปมาทะ] และ มีกัลยาณมิตร [กัลยาณมิตตตา] คือ การมีมิตรที่ดีมิตรแท้ ผู้ทรงศีล ทรงปัญญา ผู้รู้ หรือ สัตบุรุษ–บัณฑิต เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าได้ศึกษาค้นคว้าแนวทางปฏิบัติกิจในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดดีแล้ว จะพบว่า ในพุทธศาสนิกดำรงตนอยู่ในกระแสแห่งอริยมรรค ยึดตาม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ การดำเนินชีวิตตามคลองธรรม อันเป็นการประพฤติปฏิบัติทางสายกลางแห่ง “ปัญญาและเหตุผล” นั่นคือ เป็นผู้มี “สติสัมปชัญญะ” ครบถ้วน ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับโลกธรรมแบบชาวโลกชื่นชม ที่เรียกว่า “สังขตะ–สังขตธรรม–สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] เพราะเป็นสภาพที่จิตเป็นเจตนามีกิเลสครอบงำอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย เกิดอุบัติขึ้นเป็นสภาวะแห่งจิต สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ธรรม ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ทัศนคติ หรือเรียกกลางๆ ว่า “สภาวธรรม–ปรากฏการ์ตามธรรมชาติ” [สังขตธรรม–Natural Phenomena] ที่เป็นฝ่ายโลกียธรรมอยู่ [วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก] ส่วน คำว่า “กระแสแห่งอริยมรรค” นั้น ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) อริยมรรคญาณ ๔–มัคคญาณ ๔–มรรค ๔ และส่วน คำว่า “ทางสายกลางแห่งปัญญาและเหตุผล อย่างมีสติสัมปชัญญะ” นั่น คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ที่ประกอบด้วย “ปัญญาสามัญ–อธิปัญญา” หมายถึง (๑) นำด้วยปัญญา–อธิปัญญาสิกขา คือ “ผู้รู้” (๒) ดำเนินด้วยปัญญา–อธิสีลสิกขา คือ “ผู้ตื่น” (๓) นำไปสู่ปัญญา–อธิจิตตสิกขา คือ “ผู้เบิกบาน” แต่แนวทางปฏิบัตินั้น ให้ดำเนินการศึกษไปตามลำดับโดย “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา คือ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๒) อธิจิตตสิกขา คือ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ และ (๓) อธิปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ ส่วน คำว่า “อย่างมีสติสัมปชัญญะ” หมายถึง “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” [Carefulness] เพราะฉะนั้น “ความเป็นพุทธะ” จึงสอดคล้องโดยตรงกับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ (๑) อธิปัญญาสิกขา–ผู้รู้ [อริยสัจจ์ ๔–มรรค ๔–อิทัปปัจจยตา–เหตุผลในกาลทั้ง ๓–ไตรลักษณ์] (๒) อธิจิตตสิกขา–ผู้ตื่น [สังวร ๕–อปัณณกปฏิปทา ๓] และ (๓) อธิจิตตสิกขา–ผู้เบิกบาน [รูปฌาน ๔–จตุตถฌาน] ต้องประกอบด้วย (๔) สติสัมปชัญญะ–ผู้ไม่ประมาท [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔] เพราะฉะนั้น “อธิปัญญาสิกขา” หมายถึง ธรรมฝ่ายปัญญาหรือปัญญาญาณ ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” [ปรมัตถสัจจะ] ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ หรือเรียกอีกอย่างว่า “วิชชา” [วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–ปฏิสัมภิทา ๔] แต่ส่วนที่เป็น “อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา” นั้น จัดกลุ่มเป็น “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมใฝ่หาความตรัสรู้ ถือเป็น “โลกุตตรธรรม” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “จรณ ๑๕” หมายถึง แนวทางปฏิบัติอันประเสริฐเพื่อให้บรรลุวิชชา ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ โดยองค์รวมแล้วมุ่งหมายเอา “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] ซึ่งสอดคล้องกับ “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” จึงเป็นเหตุให้ใฝ่ในศีลในธรรม เป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในการตีความ คำว่า “ความเป็นพุทธะ” นั้น ก็ให้กำหนดรู้ใน ๒ ระดับ นั่นคือ (๑) โลกียธรรม กับ (๒) โลกุตตรธรรม เพราะในแต่ละระดับใช้ปัญญาพิจารณาลึกซึ้งแตกต่างกันพร้อมด้วยเหตุผล ฉะนั้น ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมนั้น ความแม่นยำถูกต้องเชิงทฤษฎีนั้น เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการสรุปอย่างผิดๆ ย่อมนำไปสู่ความเห็นผิด [มิจฉาทิฏฐิ–ทิฏฐิ] และกลายเป็นกฎข้อปฏิบัติ หรือหลักการและทฤษฎี ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อย่าไปเข้าใจผิดว่า “เป็นศาสตร์ล้าสมัยไม่เป็นวิทยาศาสตร์” แต่ในทางตรงกันข้าม “พระพุทธศาสตร์เป็นต้นแบบแห่งทฤษฎีของศาสตร์สมัยใหม่ทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ก็ตาม” เพียงแต่ว่าพุทธศาสนิกจะต้องศึกษาพระธรรมให้ถูกต้องด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลประกอบการพิจารณาไตร่ตรองด้วย และน้อมนำไปใส่ตนปฏิบัติอย่างจริงจัง พระพุทธศาสนาถือเป็น “มารดกทางปัญญา” หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญาของมวลมนุษยชาติ” เพราะเป็น “ศาสตร์แห่งธรรมชาติ” [The Science of Nature] โดยปรมัตถ์ (ศาสตร์บริสุทธิ์) ที่มี “ความเป็นสากล” [Universality] มนุษย์เป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่ได้ไปขอจากพระผู้สร้างหรือเทพเจ้าองค์ไหน “องค์ความรู้แห่งพระธรรมขันธ์” ทั้งหลายนั้น เกิดจากการทดลองในภาคสนามมาจริงๆ ที่เรียกว่า “ภาวนา” และข้อบัญญัติพระธรรมวินัยหรือสิกขาบทนั้น เกิดจากการสังเกตในสถานการณ์จริง แล้วลงมติในที่ประชุมสงฆ์ก่อนบันทึกเป็น “พระไตรปิฎก” จนถึงปัจจุบันนี้ ในการออกแบบการศึกษาธรรมนั้น ก็เน้นจากโลกธรรมที่กิเลสตัณหาทั้งหลายครอบครองอยู่ เพื่อป้องกันการก่อตัวของ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” [สังสารทุกข์] คือ ทุกข์อันเกิดจากการถือมั่นยึดมั่นในชีวิต [ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์] ที่ต้องดำเนินอยู่ในสังคม [วัฏฏะ ๓] และการเอาชนะพลังธรรมชาติ เพื่อแสวงหาความสุขความร่ำรวย ความหรูหรา ความมั่งคั่ง อย่างไม่รู้จักพอเพียง จึงแข่งกันอยู่แข่งกันกินตามฉบับของชาวโลก [โลกียภูมิ–ทุคติ] พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น สอนให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง คือ สภาวะอยู่เหนือโลกมนุษย์ ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” [อมตธาตุ–นิพพาน] เพราะฉะนั้น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จำแนกออกเป็น ๒ ด้าน [เกณฑ์การตัดสินพระธรรมวินัยหรือพระสัตถุสาส์น] ดังนี้ (๑) วิถีชีวิต มีธรรม ๘ อย่าง ได้แก่ วิราคะ–วิสังโยค–อปจยะ–อัปปิจฉตา–สันตุฏฐี–ปวิเวก–วิริยารัมภะ–สุภรตา และ (๒) การปฏิบัติธรรม มีธรรม ๗ อย่าง ได้แก่ เอกันตนิพพิทา–วิราคะ–นิโรธ–อุปสมะ–อภิญญา–สัมโพธะ–นิพพาน ความประสานกันระหว่างธรรมทั้ง ๒ ด้าน นี้ เป็นวิถีแห่งพุทธะอย่างแน่นอน ไม่นำความเสียหายผิดพลาดมาสู่ชีวิตด้วยความเดือดร้อนและความทุกข์ ฉะนั้น กิจกรรมหลักที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมนั้น ได้แก่ (๑) การคบหากัลยาณมิตร–กัลยาณมิตตตา (๒) พิจารณากำหนดอย่างถูกวิธี–โยนิโสมนสิการ และ (๓) ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ โดยธรรมทั้งหมดนี้ ต้องสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” [หลักมัชฌิมาปฏิทา–ไตรสิกขา–อริยสัจจ์ ๔] เพื่อให้เกิดการทำเป็นและคิดเป็นตามหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] นั่นเอง นอกจากนั้น ต้องหมั่นเพียรชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายด้วย “มัคคญาณ ๔–โลกุตตรมรรค” [มรรค ๔] ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” [มรรค–มรรคสัจจ์] และทั้งหลายทั้งปวงนั้น คือ แนวทางปฏิบัติดีปฏิบัติของ เพื่อให้บรรลุถึง “ความเป็นพุทธะ” ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705614