๔๒. รู้ประจักษ์แจ้งสภาวธรรมทั้งปวงโดยญาณทัสสนะ

        Enlightening All States with Knowledge and Insight  

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  706  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการปฏิบัติธรรมเจริญภาวนากรรมฐาน ที่เรียกอีกอย่างว่า “สมาธิภาวนา” นั้น ต่างมีจุดมุ่งหมายเชิงปฏิบัติ คือ (๑) ความสุขกายใจในปัจจุบัน–รักษาคุณภาพหรือระดับจิตอยู่ในสุคติ (๒) สติสัมปชัญญะ–เจริญจตุสติปัฏฐานกัมมันฐาน (๓) ญาณทัสสนะ–ปัญญาหยั่งรู้และหยั่งเห็นด้วยวิปัสสนาภูมิหรือปัญญาภูมิ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ และ (๔) อาสวักขยะ–การกำจัดกิเลสอาสวะทั้งหลายด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง [สัมโพธะ] ฉะนั้น คำว่า “ญาณทัสสนะ” นั้น เป็นเรื่องสำคัญระดับหนึ่งในการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตมีอำนาจในการพยากรณ์ [Anticipation] หรือการตีความหมาย [Decoding or Interpretation] บริบทต่างๆ อันเป็นปรากฏการณ์แห่ง “สภาวธรรม” [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] อันเป็น “นิมิต” [Mental Signs or Contexts] ในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา [ภาวนา ๒] ที่จะทำให้เกิดความรู้และเพิ่มพูนพัฒนา [Generative Transformation] เป็น “ปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ” [วิชชา–ญาณ] ในความเป็นจริงนั้น “ญาณทัสสนะ” นั้น จะสื่อความหมาย [Significations] ต่างๆ ตามปัญญาเข้าใจหยั่งรู้ได้ใน “มิติสัมพันธ์แห่งสัญลักษณ์” [The Dependent Dimensions of Semiotics] โดยอาศัยบรรดาองค์ความรู้ทั้งหลายใน “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ปัญญาจักขุ” [The Eye of Truths] เพื่อถอดรหัสความหมายจากนิมิตหรือภาพสัญลักษณ์ที่จิตปรุงแต่งขึ้นในวิปัสสนา โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) สภาวธรรมที่จิตปรุงแต่งขึ้นด้วยเจตนาแห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อย่าง ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” กับ (๒) ปัญญาภูมิหรือวิปัสสนาภูมิ อันเป็นหลักทฤษฎีที่เป็น “ปรมัตถสัจจะ” เพื่อทำลายบรรดา “สังขตธรรม” ทั้งหลาย [วัฏฏะ ๓–สังสารทุกข์] เพื่อให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต] ที่เรียกว่า “อสังขตธรรม–บรมธรรม–อมตธรรม” ซึ่งประกอบด้วยสภาวธรรมที่เป็น “อนัตตา–สุญญตา” ฉะนั้น “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ก็คือ องค์ความแห่งอริยมรรค ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–มัคคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ที่เรียกโดยรวมว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๔๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – รู้ประจักษ์แจ้งสภาวธรรมทั้งปวงโดยญาณทัสสนะ

 

แนวทางการแสวงหาความรู้ของมนุษย์นั้น จำแนกออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ศาสนา–Religion คือ อาศัยความศรัทธาเลื่อมใสและปัญญาพร้อมด้วยเหตุผลตามข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา (๒) ปรัชญา–Philosophy คือ อาศัยข้อโต้เถียงหาเหตุผลด้วยกรรกวิทยา นั่นคือ ตามหลักธรรมแห่งพุทธปรัชญา และ (๓) วิทยาศาสตร์–Science คือ อาศัยการปฏิบัติตามเหลักเกณฑ์ตาม “วิธีทางวิทยาศาสตร์” [Scientific Methods] อันเป็นศาสตร์สมัยใหม่สาขาต่างๆ ประกอบด้วยการสังเกตการณ์ ค้นหาหลักฐานประกอบด้วยทฤษฎีและเหตุผล [วิเคราะห์–Analysis กับสังเคราะห์–Synthesis] ลงมือปฏิบัติดัดแปลงองค์ความรู้มาใช้จริงในชีวิต เรียกว่า “พุทธศาสตร์” ฉะนั้น เมื่อพิจารณาตามคติพุทธแล้ว พระพุทธศาสนาจึงครอบคลุมหลักการ “การจัดการความรู้” [Knowledge Management] ทั้งหมดของมนุษยชาติ ได้แก่ (๑) พุทธศาสนา (๒) พุทธปรัชญา (๓) พุทธศาสตร์ ในบรรดาศาสตร์ทั้งหลาย อันเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น คือ อานิสงส์ผลพ่วงของแนวคิดตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทางค้นพบ หยั่งรู้ หยั่งเห็น “สัจจธรรม–ความจริง” [ปรมัตถสัจจะ–อภิธรรม–Absolute Truths] หมดทั้งสิ้นแล้ว อันหมายถึง “ธรรมชาติ–จักรวาล” [The Nature and Universe] ที่สำคัญ คือ “ชีวิต” [Life] โดยเริ่มต้นจากตัวตนของตนเองเป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้” คือ  “องค์ประกอบเหตุปัจจัยภายใน” ส่วน “องค์ประกอบเหตุปัจจัยภายนอน” นั้น ย่อมเกิดจากการพิจารณาพยากรณ์หรืออนุมานจาก “ธรรมภายใน” [สภาวธรรม] ไปสู่ “ธรรมภายนอก” ด้วยตนเอง โดยอาศัย “ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสสนะ” [ญาณทัสสนวิสุทธิ–ความรู้ทั้งหมดแห่งอริยสัจจ์ ๔ ที่เรียกว่า “โลกุตตรมรรค” ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗ = วิชชา] แต่อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ทั้งหมดตามคติทางโลก [ระดับการศึกษาจากอนุบาลจนถึงปริญญาเอก = เดรัจฉานวิชา] นั้นเป็นความรู้ที่ไม่สามารถดับทุกข์ของชีวิตได้อย่างแท้จริง แต่กลับพอกพูนกิเลสตัณหาและสร้างปัญหาชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด [สังสารทุกข์] เพราะเป็นเรื่องความยึดมั่นถือมั่นใน “อุปาทานขันธ์” ทั้งหลาย [นามรูป–ขันธ์ ๕] อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์กายและใจ ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ตามหลักปฏิบัติแห่งพุทธโอวาท ๓ ประการ นั้น ได้แก่ (๑) ไม่ประกอบกรรมชั่วทั้งปวง (๒) หมั่นประกอบกรรมดีทั้งหลาย และ (๓) ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเบิกบานใจ [ความเป็นพุทธะ = ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน] สำหรับ ใน ๒ ข้อแรกนั้น คือ “ศีลบริสุทธิ์” [ศีลอันยิ่ง–อธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] และ ส่วนในข้อ ๓ นั้น คือ “สมาธิบริสุทธิ์” [จิตอันยิ่ง–อธิจิตตสิกขา = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] อันรวมกันเป็นบาทฐานสำคัญ ให้เกิด “ปัญญาบริสุทธิ์” [ปัญญาอันยิ่ง–อธิปัญญาสิกขา = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] โดยอาศัย “ญาณทัสสนะ” [การหยั่งรู้–การหยั่งเห็น หรือ รู้แจ้งเห็นจริง–ยถาภูตญาณ = Knowledge and Vision] เมื่อจิตใจปราศจากอคติความลำเอียง ความวิปลาสทั้งหลาย และบรรดานิวรณธรรมทั้งหลาย ที่สามารถดับด้วยธรรมฝ่ายตรงข้าม [ปฏิปักษ์ธรรม–ตทังคนิโรธ หมายถึง ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม] นั่นคือ รูปาวจรฌานกุศลจิต [รูปฌาน ๔] ฌานขั้นดีที่สุดเหมาะควรในวิปัสสนาภูมิ คือ “ฌานขั้นที่ ๔–จตุตถฌาน” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) อุเบกขาจิต–ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก กับ (๒) จิตตสมาธิ–เอกัคคตาเจตสิก [สภาวะแห่งจิตนั้น ต้องประกอบด้วยคุณภาพของจิตวิญญาณ ๒ อย่าง คือ (๑) จิต–จิต ๘๙ = วิญญาณ ๖ กับ (๒) เจตสิก–เจตสิก ๕๒ = เวทนา ๖–สัญญา ๖–สังขาร ๓] ส่วนความรอบรู้แห่งปัญญาญาณที่เกิขึ้นนั้น เริ่มจาก “โลกุตตรธรรม” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗: ธรรมเครื่องใฝ่หาความตรัสรู้] โดย “มหาสติปัฏฐาน–สติปัฏฐาน ๔” [ทัสสนะ–การเห็น] โดยเกิด “สัมปชัญญะ–ปัญญาญาณ” ด้วยการเจริญอนุปัสสนา ๔ อย่าง [โดยให้ได้ข้อสรุปสุดท้ายด้วย “อนัตตานุปัสสนากรรมฐาน”] ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ พิจารณาร่างกายว่าสักแค่กาย ไม่ใช่ตัวตน (๒) เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ พิจารณาเวทนาความรู้สึกว่าสักแค่เวทนา ไม่ใช่ตัวตน (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ พิจารณาจิตใจว่าสักแค่จิต ไม่ใช่ตัวตน และ (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน คือ พิจารณาธรรมว่าสักแค่ธรรม ไม่ใช่ตัวตน และสัมปยุตต์ด้วย “อนุปัสสนา ๓” ที่เป็นเรื่อง “สามัญลักษณะ” ในข้อหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา คือ ปัญญาเร็ว (๒) ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา คือ ปัญญาดับกิเลส และ (๓) อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา คือ ปัญญามาก [การปฏิบัติธรรมหรือเจริญภาวนาย่อมทำให้เกิดปัญญาญาณต่างๆ มากมาย] นั่นคือ “สติ” [Mindfulness] ทำหน้าที่พิจารณาเห็นสาเหตุ [ทัสสนะ–หยั่งเห็น] และ “สัมปชัญญะ” [Awareness] ทำหน้าที่พิจารณารู้ผล [ญาณ–วิบาก] เป็นเหตุให้เกิดปัญญาในวิปัสสนา ได้แก่ “ญาณ–วิชชา–อภิญญา” [ความรู้หยั่งรู้–ความรู้แจ้ง–ความรู้ยิ่งยวด] หรือ (๑) ความรู้ชัด –Insight = ญาณ (๒) ความรู้แจ้ง –Transcendental Wisdom = วิชชา และ (๓) ความรู้คมชัด –Ultra-Conscious Insight [Full Comprehension] = อภิญญา อันหมายถึง “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม” คือ ภูมิธรรมที่ล้ำปัญญามนุษย์ทั่วไป [เดรัจฉานวิชา–ปัญญาสามัญทางโลก ซึ่งเป็นปัญญาหรือองค์ความรู้ที่ไม่สามารถดับทุกข์ทางโลกและทางธรรมให้กลายเป็นสุขทางธรรมได้ นั่นคือ “วิมุตติ” คือ ความหลุดพ้น] ฉะนั้น การนั่งสมาธิหรือการเจริญภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน–สมถะกับวิปัสสนา] นั้น เพื่อให้เกิด (๑) สุขปัจจุบันขณะนั้น (๒) สติสัมปชัญญะ (๓) ญาณทัสสนะ (๔) อาสวักขยะ หรือ (๑) อุปสมะ–ความสงบ (๒) ญาณ–ความรู้ชัด (๓) อภิญญา–ความรู้คมชัด–ความรู้ยิ่งยวด (๔) สัมโพธะ–ความตรัสรู้ อันเป็นบาทฐานเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ต่อไปได้ หรือวิวัฒน์พัฒนาจาก “โลกียธรรม” ไปสู่ “โลกุตตรธรรม” ฉะนั้น “ญาณทัสสนะ” [การหยั่งรู้–การหยั่งเห็น] อันเกิดจาก “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” พร้อมด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๒๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ทำให้บรรลุความตรัสรู้ถึงนิพพาน [สัมโพธิญาณ] ด้วยเหตุนี้ “ญาณทัสสนะ” จึงประกอบด้วยภาวนาพละ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) สมถพละ–สมถภาวนา [Concentration Development] กับ (๒) วิปัสสนาพละ–วิปัสสนาภาวนา [Insight Development] เมื่ออริยบุคคลได้บรรลุนิพพานนั้น ต้องประกอบด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ยถาภูตญาณ กับ ญาณทัสสนะ] โดยไตรลักษณ์ [อนุปัสสนา ๓–อนุปัสสนา ๗] อันเป็นหลักสำคัญแห่งการปฏิบัติธรรม ที่ข้อธรรมย่อยสอดคล้องกับหลักธรรมใหญ่ [ธัมมานุธัมมาปฏิปัตติ]  เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนากรรมฐานอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาหรืออยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” อย่างไม่สิ้นสุดด้วย “ญาณทัสสนะ” [สัมมสนญาณ ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖] ทำให้เกิดปัญญาดับธรรมที่ครอบงำด้วย “สาสวะ” ทั้งหลาย [อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้] นั่นคือ การได้ “วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ระลึกชาติได้ กำหนดรู้ทุกขสัจจ์ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ เห็นการจุติและอุบติของสัตว์ตามกรรมของตน กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ [อนุโลมปฏิจจสมุปบา] และ (๓) “อาสวักขยญาณ” คือ เห็นข้อปฏิบัติในการดับกิเลสอาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ [ความตรัสรู้–สัมโพธะ] ทำให้บรรลุถึงภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว โดยขั้นตอนทั้งหมดดังกล่าวนี้ ต้องมีบาทฐานจากปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น ในบรรด “เดรัจฉานวิชา” [องค์ความรู้วิชาทางโลก] ต้องปรับให้เป็นความเห็นชอบแห่ง “สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งประกอบด้วยธรรมอันเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาเห็นความตั้งอยู่จิตอย่างถูกต้องและเป็นจริงในธรรมทั้งหลาย [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓ นั่นคือ (๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ (๓) ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน –ทำให้ลบล้างอุปาทานขันธ์หรืออุปาทานทุกข์ได้ ที่เรียกว่า “ขันธวินิมุต” คือ ภาวะอันปราศจากขันธ์แห่งโลกียะ ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ” อันเป็นการเข้าถึงสัจจภาวะแห่งนิพพาน นั่นเอง] ได้แก่ (๑) “ปรโตโฆสะ” –สุตมยปัญญา กับ (๒) “โยนิโสมนสิการ” – จิตตามยปัญญา เพื่อให้เกิด “วิชชา–ภาวนามยปัญญา” โดยอาศัย “ญาณทัสสนะ” [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] หรือให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ทิพพจักขุญาณ–ธรรมจักษุ] และ “ปัญญาตรัสรู้” [อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ] นั่นเอง นอกจากนี้ อย่าลืมว่า “ญาณทัสสนะ” ก็คือ “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หรือ “สติปัญญา” [ไหวพริบปฏิภาณ–ความฉลาด] แต่อย่างไรก็ตาม ความโง่เขลา [อวิชชา–โมหะ] ไม่นำพาไปสู่ความตรัสรู้ได้ [สัมโพธะ] ความโล่ไม่ต้องไปพัฒนาให้เกิดมากเลย เพราะมันเกิดคู่มากับจิตใจหรือจิตวิญญาณตั้งแต่เกิดแล้ว [คุณสมบัติแห่งชีวิตสันตติใน “สังสารวัฏฏ์–สังสารทุกข์” พระอรหันต์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน “วัฏฏสงสาร” อันเป็น “ทุคติ” ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] ขึ้นอยู่กับว่า จะหาวิธีแนวทางเอาตัวโง่ดังกล่าวนี้ ออกจากจิตใจหรือ “พื้นจิตตสันดาน” [จิตไร้สำนึก–Unconscious Mind = อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๗–สังโยชน์ ๑๐–อาสวะ ๔] อย่างไรดี เพราะโดยธรรมชาติของมัน ก็มีอาการพอกพูนกิเลสตัณหาขึ้นทุกขณะจิต ทำให้เกิดอุปาทานยึดมันในความเป็นตัวตนและของตน [ตัวกู–ของกู หรือ อัตตา–อัตตริยะ] แล้วเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในนามรูปสังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นตาม “เหตุผล” ในหลักธรรม ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” [กล่าวนัยหนึ่ง คือ “เหตุปัจจัย” อันเป็นปัจจัยองค์ประกอบ ๑๒ อย่าง ในปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “ปัจจัยธรรม”] ไม่สามารถปล่อยวางได้ง่ายๆ [อุปาทานทุกข์] ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ในด้านการปฏิบัติธรรมนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้จิตได้เห็นธรรมตัวนี้ตามเป็นจริง แล้วหาทางปฏิบัติดับอกุศลธรรมตัวนี้ให้ได้ด้วยตนเอง นั่นคือ การดับกิเลสและการดับทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง [กำหนดรู้นิโรธสัจจ์–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาทแห่งนิโรธวาร หรือการแสดงธรรมตามแบบปฏิโลมเทศนา นั่นคือ พิจารณาไตร่ตรองย้อนกลับจากผลวิบากที่เกิดขึ้นไปสู่การดับสาเหตุอันเป็นที่มาแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า “อวิชชา” –Ignorance คือ อดีตเหตุ และ “ตัณหา” –Craving คือ ปัจจุบันเหตุ] ก็ต้องล้วนอาศัยปัญญาและความฉลาดรอบรู้ทั้งนั้น ฉะนั้น การตรัสรู้ต้องอาศัยการเห็นธรรมทั้งปวงมาประชุมรวมกัน [ธรรมสามัคคี–Dhamma Unity or Dhamma Omnipresence] จึงจะเห็นนิพพาน [นั่นคือ อยู่ในภาวะที่ถูกต้อง “สัมมัตตะ ๑๐” [อเสขปฏิปทา] ที่ประกอบด้วย ทัสสนานุตตริยะ–ปฏิปทานุตตริยะ–วิมุตตานุตตริยะ = อนุตตริยะ ๓ คือ ภาวะอันยอดเยี่ยม] ได้ตามสภาวธรรมที่เป็นจริง เพราะฉะนั้น ทั้ง “สัมมัตตะ ๑๐” อันประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ แนวทางสายกลางแห่งหลักมัชฌิมาปฏิปทา (๒) สัมมาญาณ–โลกุตตรมรรค คือ หยั่งรู้ชอบด้วยจตุอริยสัจจญาณ หรือความรู้ทั้งหมดในอริยสัจจ์ ๔ และ (๓) สัมมาวิมุตติ–โลกุตตรผล คือ หลุดพ้นชอบด้วย “วิมุตตานุตตริยะ” คือ หลุดพ้นชอบ ที่เรียกว่า “อรหัตตผลวิมุตติ” [อนุปาทิเสสนิพพาน–หลุดพ้นไม่มีเชื้อกิเลสเหลืออยู่] กับ “อนุตตริยะ ๓” ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าถึงภาวะแห่งการตรัสรู้ได้ ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิญาณตนได้ว่า ได้บรรลุธรรมวิเศษ ที่เรียกว่า “อนุตตริยสัมมาสัมโพธิญาณ” [ปัญญาตรัสรู้ชอบด้วยตนเองอันยอดเยี่ยม = การดับขันธ์ปรินิพพาน] เมื่อพระองค์ทรงเข้าถึง “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” [อาการในการพิจารณาทบทวนพุทธกิจทั้งหมดด้วย ญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ ดำเนินปริวัฏฏ์จำนวน ๓ รอบ ใน (๑) อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค กับ (๒) กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหาน–สัจจฉิกิริยา–ภาวนา] อันมีอาการ ๑๒ นั่นเอง แต่ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเทียบเคียงได้กับแนวทางการตรัสรู้ [สัมโพธะ] ดังเช่น (๑) “อาสวักขยญาณ: ข้อ ๓ ในวิชชา ๓” อันมีอาการ ๖๔ ประการ [เตวิชฺโช–พระอรหันต์ผู้ได้วิชชาสาม] หรือ (๒) “ปัจจเวกขณญาณ: ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” อันมีอาการ ๑๙ ประการ [จตุสัจจพุทธะ] หรือ (๓) “มหาวิปัสสนา ๑๙” [อุภโตภาควิมุต คือ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย นั่นคือ “กายสักขี” คือ ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือ ผู้ประจักษ์กับตัว และสิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ผู้เจริญวิปัสสนาด้วย “อนุวิปัสสนา ๗” จนเกิดปัญญาแตกฉานด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔: อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” โดยหมายเอาพระอรหันตผู้ได้ “เจโตวิมุตติ” ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ “ปัญญาวิมุตติ”] เป็นต้น [ให้พิจารณาเพิ่มเติมใน “อริยบุคคล ๗” ] ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ธรรมวิเศษได้นั้น ต้องอาศัย “ญาณทัสสนะ–ยถาญาณทัสสนะ” [ญาณทัสสนวิสุทธิ = อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–ไตรลักษณ์] เพื่อให้สามารถปฏิเวธในสภาวธรรมทั้งอย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ นั่นคือ การหยั่งรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวง [ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] อันเป็นภาวะแห่งความหลุดพ้นด้วย “นิสรณวิมุตติ”” ด้วยลักษณะแบบถาวรหยั่งยืนปลอดโปร่งตลอดไป ดังนั้น จะเห็นได้ว่าองค์ความรู้ทั้งหมดที่ได้บรรยายมาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินปัญญาหางอึ่งที่จะรับรู้หรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ขอให้มีความอดทนและหมั่นเพียรในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น ย่อมเห็นผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติได้จริง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674152