๔๓. สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง

        All States of Reality as Impermanence

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  673  

 

ความสำคัญของบทความ

 

มนุษย์มีโลกทัศน์หรือมุมมองโลกที่แตกต่างกันในสังคมต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับ ความเชื่อ ความศรัทธา ทัศนคติ ปรัชญา ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือ วัฒนธรรม  แต่ในทุกสังคมก็มีวิธีการแสวงหาความรู้ที่หลากหลายจากกันและกัน โดยมีสมมติฐานเพื่อค้นหาความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “ความรู้บริสุทธิ์” ในทางพุทธศาสนา เรียกว่า “ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] หรือในบางครั้งก็เรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม” [Dhamma–Phenomenon] ตามหลักพระอภิธรรม อันเป็นความจริงที่อยู่เหนือความนึกคิดของมนุษย์ชาวโลกที่กำหนดกันหรือบัญญัติความหมายแห่งคำศัพท์เอาไว้ ที่เรียกว่า “สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] ซึ่งมีนัยตรงกับ คำว่า “สังขตธรรม–โลกียธรรม” หมายถึง ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ “ขันธ์ ๕” ทั้งหมด ที่เป็นไปตามอำหนาแห่ง “กรรม–วิบาก” ที่มีใจครอบครองด้วยตัณหาและทิฏฐิ อันเป็นชีวิตสันตติใน “สังสารทุกข์” คือ มีความสุขและความทุกข์เกิดขึ้นสลับกลับเปลี่ยนกันไปตามวาระแห่งกรรมและวิบาก [ทุคติ] จึงเป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง ไม่มั่นคงหรือคงที่อย่างแน่นอน เอามาเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตไม่ได้ ผู้ใดมัวเมาไปยึดมั่นถือผิดใน “สังขตธรรม” ย่อมมีชีวิตไม่เป็นสุข มีความเดือดร้อนทั้งกายและใจอยู่ตลอดเวลา เพราะเกิดวิปลาสถือผิดเพี้ยนในความเป็นจริง นั่นคือ “วิปลาสเห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง” หรือ “เห็นอนิจจสัญญา เป็นนิจจสัญญา” เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนยึดมั่นหมายเหมาะไว้ เกิดความเปลี่ยนแปลงไป แปรปรวนไป ย่อมเกิดความไม่พอใจ ติดขัดไม่ราบรื่นในกายและใจ ย่อมสนองอารมณ์ของตนด้วยสังกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” นั่นคือ ยังไม่ยอมเห็นว่า “โลกนี้วุ่นวายหนอ–โลกนี้เดือดร้อนหนอ” แทนที่จะเป็น “โลกนี้ล้วนไม่เที่ยง” ไม่มีสาระสำคัญที่จะเอาชีวิตไปผูกติดในบ่วงแห่งกรรมทั้งหลายบนโลกนี้อีกต่อไป ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องนึกคิดพิจารณาในสภาวธรรมว่าเป็นเช่นนี้ให้ได้ก่อน เห็นทุกข์จริงๆ เห็นความไม่เที่ยงจริงๆ แล้วค่อยพัฒนาองค์ความรู้นั้นในการเจริญภาวนากรรมฐาน แล้วความจริงแห่งชีวิตจะปรากฏขึ้นจริงในปัญญาของตน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

๔๓. สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง

 

ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีต่อการพิจารณา “นามรูปแห่งตน” [ขันธ์ ๕] นั้น ต้องรู้เห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาเห็นสภาวธรรมทั้งหลายตาม “สามัญลักษณะ” โดยไตรลักษณ์ [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] คำว่า “นามรูป” [สังขาร] นั้น หมายถึง “สังขตธรรม” คือ สภาพที่เจตนาปรุงแต่งขึ้นตามเหตุปัจจัย เรียกอีกอย่างว่า “สภาวธรรม” อันเป็นสภาวะแห่งจิตหรือสภาพจิต ที่อยู่อาการแปรเปลี่ยนไปในกระแสแห่ง “วิถีจิต” ที่เกิดตั้งอยู่ดับไปในแต่ละขณะจิต  ฉะนั้น ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น “สภาวธรรม” หมายถึง การเพ่งพิจารณาสภาวธรรมหรือสภาพอันแปรปรวนของสภาวะแห่งจิตของตน ที่เรียกว่า “อารมณ์และลักษณะแห่งกรรมฐาน” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง “ฌาน ๒”  คือ การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ไม่ว่าจะเป็น “อุปจารสมาธิ” อันเป็นสมาธิจวนจะแน่วแน่ หรือ “อัปปนาสมาธิ” อันเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ ก็ตาม ได้แก่ (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์ด้วยสมาธิหรือสมถะ [สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔] กับ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะด้วยวิปัสสนา [ญาณในวิปัสสนา เช่น ญาณ ๑๖ มรรค ๔ และ ผล ๔] เพราะฉะนั้น “อารมณ์และลักษณะแห่งกรรมฐาน” นั้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องระลึกของ “สติ” และธรรมเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” อนึ่ง จิตตัวผู้พิจารณาสภาวธรรมทั้งในสมถะและในวิปัสสนา นั่นคือ “สติสัมปชัญญะ” [สติปัญญา–ความระลึกได้และความรู้รอบทั่วถ้วน อันประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล] ในสมถภาวนาเป็นการเพ่งพินิจด้วยจิตตสมาธิในวิปัสสนาที่มีสภาวธรรมเป็นอารมณ์ด้วย “สมาธิ ๓” หมายถึง ตัววิปัสสนานั่นเองได้แก่ (๑) “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง (๒) “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต (๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนาส่วนในวิปัสสนาภาวนานั้น เป็นการเพ่งลักษณะหรือพินิจลักษณะแห่ง “สามัญลักษณะ ๓” โดยไตรลักษณ์ [อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา = อนิจจานุปัสสนา–ทุกขตานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] หรือด้วย “วิโมกข์ ๓” หมายถึง ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ได้แก่ (๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น (๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต (๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทําความปรารถนา เพราะฉะนั้น ในการเพ่งอารมณ์ทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” [ปัญญาเห็นธรรม] ส่วนในการเพ่งลักษณะทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” [ปัญญาหยั่งรู้] ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ต้องอาศัย “ฌาน” [Meditation] ซึ่งเป็นเพ่งพินิจด้วยจิต [สติสัมปชัญญะ] ที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ในฝ่ายสมถะเรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ “สมาบัติ ๘” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] ในฝ่ายวิปัสสนา เรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล กล่าวโดยสรุป ในการเจริญภาวนานั้น ฝ่ายสมถะอาศัยฌานสมาบัติทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” คือ การหยั่งรู้หยั่งเห็น ความรู้เห็น ซึ่งทำให้เกิด (๑) “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” [วิชชา] กับ (๒) “ความรู้ยิ่งยวด–ความรู้คมชัด” [อภิญญา] หมายเหตุ: ฝ่ายยาศาสตร์ก็ใช้ญาณทัสสนะด้วยเช่นกัน แต่ฝ่ายวิปัสสนาอาศัย “วิปัสสนาญาณ” เป็นเครื่องมือหยั่งรู้ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” ต่างๆ อันเป็น “สัมมาทัสสนะ” คือ การหยั่งเห็นที่ถูกต้องโดยธรรมตามที่เป็นจริง นั่นคือ “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจตา– ทุกขตา– อนัตตตา [นั่นคือ “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” หมายถึง การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง] ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ การหยั่งรู้หยั่งเห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] โดยสิ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ อย่าง นั่นคือ “ญาณ ๓” หมายถึง การหยั่งรู้ ได้แก่ อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปันนังสญาณ [กังขาวิตรณญาณ–ธรรมฐิติญาณ] หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ” [พิจารณาหยั่งรู้ปัจจัยธรรมโดยโยนิโสมนสิการ] เพราะฉะนั้น ก่อนผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมได้จึงถึงการหาข้อสรุปที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง” (ข้อ ๑ ในธรรมนิยาม ๓) นั้น ต้องพิจารณาหรือเพ่งพินิจถึงอาการแห่งลักษณะของสภาวธรรม [นามรูป] ให้รู้เห็นตามเป็นจริง ได้แก่ (๑) กำหนดรู้ทุกขสัจจ์ ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” คู่กับ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (๒) กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ ด้วย “ปัจจยปริคคหญาณ” คู่กับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” [ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ] และ (๓) กำหนดรู้มัคคสัจจ์ ว่าอะไรเป็นทางหรือไม่ใช่ทางในวิปัสสนาภูมิ โดยรู้เห็นด้วย “สัมมาสนญาณ” คือ รู้เห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์แห่งสังขตธรรมทั้งหลาย คู่กับ “อาสวักขยญาณ” จากนั้น ก็จะเกิด “วิปัสสนาญาณ ๙” [การทุบขันธ์ ๕] แล้วข้ามโคตรไปสู่ “ความเป็นอริยบุคคล” อันเป็น “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ตามลำดับ ดังนั้น ในการกำหนดรู้เห็นอนิจจลักษณะของขันธ์ ๕ ได้นั้น จะเป็นการพิจารณาสภาวธรรมฝ่ายรูปธรรมอันเป็นหน่วยรวมที่เล็กที่สุดโดยการพิจารณากลาป มีองค์ประกอบร่วมย่อยที่ไม่สามารถแยกได้อีก ๘ องค์ [โครงสร้างโมเลกูลแห่งอะตอม–อณู–ปรมณู] ความรู้วิเศษที่เกิดขึ้นด้วยการหยั่งรู้หยั่งเห็นในขั้นกำหนดรู้มัคคสัจจ์ เรียกว่า “มัคคมัคคาญาณทัสสนวิสุทธิ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นหรือกำหนดรู้ความเกิดและความดับในนามรูปแห่งสังขตธรรมด้วย “อนิจจตาโดยไตรลักษณ์” หรือหยั่งรู้หยั่งเห็นสภาวธรรมใน “อนิจจสัญญา” เพื่อให้ข้ามความยึดมั่นในความเห็นถือผิดด้วย “นิจจสัญญา” [ความเห็นถือว่าเที่ยง] ในขั้นตอนนี้ จะเข้าใจถูกต้องในภาวะแห่งทุกข์หรือความเป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวน ที่เรียกว่า “วิปริฌามทุกขตา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร [ความนึกคิดเกี่ยวข้องในขันธ์ ๕ คือ อุปาทานทุกข์] ที่เรียกว่า “สังขารทุกขตา” นั่นคือ สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นด้วยอุปาทานขันธ์ ตามนัยว่า “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง” เมื่อเกิดความเห็นชอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ” [สัมมาทัสสนะ] เช่นนี้แล้ว ย่อมก้าวหน้าเกิดดำริชอบด้วย “สัมมาสังกัปปะ” ดำเนินวิปัสสนาต่อไปอย่างถูกต้องเป็นขั้นๆ ไป ด้วยการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” คือ กระบวนการในขั้นตอน “การทุบอุปาทานขันธ์ ๕” [การทุบขันธ์ ๕–การระเบิดขันธ์ ๕] ซึ่งเป็นการเลิกความนึกคิดแบบปุถุชนทั่วไป โดยใช้ปัญญาทำลาย “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ได้ [ในขณะเจริญ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” หมายถึง ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความ เกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด] โดยไม่เกิดความนึกคิดที่ฟุ้งซ่าน จึงเปลี่ยนข้ามโคตรไปสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ สำหรับในขั้นตอนของ “วิปัสสนาญาณ ๙” นี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงในอาการลักษณะของสภาวธรรม [นามรูป] ด้วย (๑) อนิจจาลักษณะ กับ (๒) ทุกขสัญญา ที่ปรากฏตามสภาพที่เป็นจริง อันเป็น “สามัญลักษณะ” อยู่ใน ๒ อย่าง ของสังขตธรรม [สังขาร] โดยเฉพาะในฝ่ายที่เป็น “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งกาย [ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก หรือ ปัสสาสะ–อัสสาสะ] หรือสภาพปรุงแต่งการกระทำทางด้วย “กายสัญเจตนา” ดังนั้น ในการวิปัสสนานั้น คือ การพิจารณาสภาวธรรมเป็นสังขาร [ความนึกคิด–วิถีจิต] ที่เป็นการกระทำหรือกรรมทั้ง ๓ อย่าง [กาย–วาจา–ใจ] อันมีสาเหตุมาจากอำนาจครอบงำแห่งกิเลสทั้งหลาย [วีติกกมกิเลส–ปริยุฏฐานกิเลส–อนุสยกิเลส] ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถอนุมาน [Deduction] หรือเทียบเคียง [Analogy] ถึงโลกแห่งสสารวัตถุได้ที่ปราศจากชีวิตินทรีย์ ที่จิตรับรู้จากสภาวธรรมที่มีอยู่รอบ [อารมณ์ ๖ = รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ส่วนข้อโต้เถียงจากนักวิทยาศาสตร์นั้น เริ่มลดลงเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้าน “นาโนเทคโนโลยี” [Nanotechnology] จนสามารถเห็น “ระบบโครงสร้างระดับจักรวาลจิ๋วของปรมาณู” [Molecular and Atomic Structural System] ได้ ทางวิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่า “กลาป” [หน่วยรวมที่เล็กที่สุดของรูปธรรม ที่องค์ประกอบที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกไปได้อีกมี “อวินิพโภครูป ๘ องค์” ได้แก่ ปฐวี–อาโป–เตโช–วาโย–วัณณะ–คันธะ–รสะ–โอชา] ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ไม่เที่ยงแท้ และแปรปรวนตลอดเวลา [ดำรงอยู่ในสภาวะแห่งทุกข์หรือสังสารทุกข์ในกาลทั้ง ๓ อย่าง ถ้าเป็นรูปขันธ์แห่งชีวิตินทรีย์ จะประกอบด้วย “อุปาทายรูป ๒๔” ที่เรียกว่า “ลักขณรูป ๔” หมายถึง รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกําหนด ได้แก่ (๑) รูปัสสะ–อุปจยะ คือ ความก่อตัวหรือเติบขึ้น —  Growth (๒) รูปัสสะ–สันตติ คือ ความสืบต่อ — Continuity (๓) รูปัสสะ–ชรตา คือ ความทรุดโทรม — Decay (๔)  รูปัสสะ–อนิจจตา คือ ความปรวนแปรแตกสลาย — Impermanence หรือพิจารณาตามกาลเวลา “อัทธา ๓” คือ อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา ที่ประกอบด้วย “ขณะ ๓” ในกาลทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ อุปปาทิขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ] แต่อย่างก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็นประจักษ์แจ้งในเรื่องดังกล่าวนี้มาแล้วเมื่อราว ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา พวกนักวิทยาศาสตร์ที่กำแหงจองหองว่าตนมีปัญญาล้ำเลิศนั้น ให้คิดใหม่ทำใหม่ มาหัดคิดหัดทำ ตามแนวทาง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าดีกว่า นั่นคือ ได้ทั้งปัญญาและประกอบด้วยคุณธรรม จะได้ไม่เสียโอกาสเห็น “โลกุตตรธรรม” ในชาตินี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674176