๔๔. กำแพงความคิดคืออุปสรรคในการปฏิบัติธรรม  

        Thinking Walls Become the Hindrances of Dhamma Practice

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  651  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความคิดเห็นถือผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง วิปริตจากกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ วิปลาสจากกำหนดแห่งธรรมดา ไม่เป็นความจริงหรือสัจจธรรมตามหลักไตรลักษณ์ ความนึกคิดหรือความคิดเห็นดังกล่าวนั้น ย่อมเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด ย่อมวิวัฒน์ไปสู่ภาวะที่ผิดจากความเป็นจริง นั่นคือ การปฏิเสธหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖–กฎแห่งกรรม–กฎแห่งวิบากกรรม–กฎกรรมของสัตว์ เป็นต้น จนถึงขั้นไม่เชื่อถึงความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวกของพระองค์ เมื่อบุคคลตกอยู่ในสภาวะแห่งชีวิตจิตใจเช่นนี้แล้ว ย่อมอยู่ในคติแห่งอบายภูมิทั้ง ๔ อย่างแน่นอน มีแต่ประสบความไม่เป็นสุขและความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป เพราะเกิดจาก “กำแพงความคิด” [นิวรณ์ ๕–มาร ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย] ของตนเท่านั้น รวมถึงอิทธิพลทางความคิดของบริวารรอบข้าง ที่ใฝ่ต่ำในทางอกุศลกรรมเป็นอาจิณ แม้จะมีโอกาสได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวกก็ตาม ก็ยังมีจิตปฏิเสธเส้นทางการสร้างความดีให้แก่ตน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประยุกต์ความคิดใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ต้องการปรารถนาอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ ตามวิถีแนวคิดของตนที่เป็นใหญ่ อันผิดเพี้ยนไปจาก “กฎธรรมชาติ” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว การประพฤติตนเป็นประเภทแก้วเต็มน้ำเติมน้ำอีกไม่ได้นั้น นำความฉิบหายมาสู่กระบวนการคิดหรือความนึกคิด ที่จะก้าวย่างไปสู่ระดับชีวิตและจิตใจที่สูงขึ้นอย่างประเสริฐ คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้เกิด “สังสารทุกข์–อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่มีอาการเกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นอีก ไม่ความสิ้นสุดแห่งสังสารวัฏฏะ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เกิดจากความนึกคิดไม่ยอมรับว่า “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง–โลกทั้งใบ ไม่เที่ยง” ฉะนั้น การไม่ยอมรับความจริงแห่งความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็น “สังขตธรรม” หรือเบญจขันธ์ทั้งหลายแห่งตัณหาและทิฏฐิ ก็เท่ากับการปฏิเสธความจริงอันแน่แท้แห่งชีวิตจิตใจตาม “หลักมัชฌิมาปฏิทา” อยู่เรื่อยไปไม่สิ้นสุด.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

๔๔. กำแพงความคิดคืออุปสรรคในการปฏิบัติธรรม   

 

นิสัยพื้นเพของปุถุชนทั่วไปนั้น มักยึดความคิดเห็นขอบตนเป็นใหญ่เหนือผู้อื่น ไม่ว่าความคิดเห็นนั้นจะถือผิดหรือถูกก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าจ่าฝูงครอบครัวหรือหน่วยงาน เมื่อเกิดการตัดสินใจผิดพลาดขึ้น ก็ได้แต่ขอโทษและขอแก้ตัวใหม่ ด้ายการเรียนรู้ผิดหรือถูกในงานนั้นๆ ไม่ค่อยคิดวางแปนล่วงหน้าไว้ก่อนในการแก้ปัญหา เฝ้ารอให้เรื่องมันเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อไป การลองผิดลองถูกในระหว่างงานนั้น จำเป็นอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าของงาน นั่นคือ วิถีชีวิตในอนาคต เพราะกรรมในปัจจุบันจะบ่งบอกผลวิบากจะเกิดขึ้นในอนาคตตาม (๑) “กฎแห่งกรรม” [กัมมสัทธา] และ (๒) “กฎผลวิบากแห่งกรรม” [วิปากสัทธา] และถ้าเป็นบาปบุญเรื่องมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนั้น เรียกว่า “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาสัทธา] กล่าวคือ สรุปย่อๆ “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งหมายความว่า (๑) ทำดีทั้งปวง และ (๒) ไม่ทำชั่วทั้งปวง เพื่อเป็นการยกระดับจิตใจไปสู่ความเจริญอันประเสริฐ แต่ชีวิตจริงตามกระแสสังคมนั้น คนไม่อายบาปและไม่กลัวบาป เอาทุกสิ่งทำทุกอย่างเพื่อสนองและพอกพูนกิเลส ทั้งที่สุขหรือทุกข์มันก็ไม่แน่นอนไม่มั่นคง ต่างเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงแท้ แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีความคิดเห็นถือผิดจากความจริงหรือสัจจธรรมดังกล่าวนั้น ว่าเป็นเที่ยงอยู่อย่างนั้น คือ “เห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง” ด้วยความวิปลาสเพราะเกิดจาก (๑) สัญญาวิปลาส (๒) จิตตวิปลาส และ (๓) ทิฏฐิวิปลาส เลยเป็นเหตุให้บ้าขาดสติและเสียสติแบบไม่รู้เรื่อง ถึงขั้นนิมนต์พระมาเทศน์ ก็ไม่รู้สึกตัวมีสติเหมือนกับมีองค์ประทับร่าง อะไรทำนองนั้น [จิตประสาทหลอน] เช่น พูดคุยกับตุ๊กตาผี กุมารทอง รักยม เป็นต้น แทนที่จะบูชาพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งของชีวิต เมื่ออยู่กับผี ก็ต้องคิดอย่างผีๆ เพราะไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล และดูไม่ออกว่า เมื่อไหร่จะเป็นคน และเมื่อไหร่จะเป็นผีกันแน่ สังเกตได้ยาก ยิ่งเป็นพวกผีจัญไรอุบาทว์ ยิ่งมีอาการหนักยิ่งขึ้น ไม่มีคำอธิบาย เพราะเป็นสภาวะหลุดโลกไปแล้วอย่างสมบูรณ์ [Beyond–the–World Symptoms] ติดตามเรื่องไม่ทัน ฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนานั้น จึงมุ่งเน้นให้บุคคลเจริญ “สมาธิภาวนา” ไว้ก่อน เพื่อให้จิตสะอาดบริสุทธิ์จากอกุศลธรรมทั้งหลาย รวมทั้งพวกผีทั้งหลาย น่าจะเรียกว่า “พวกมาร” มากกว่า ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะได้อานิสงส์ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) สุขกายสุขใจในปัจจุบัน (๒) มีสติสัมปชัญญะ (๓) การหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วยญาณทัสสนะ (๔) ภาวะปราศจากอาสวะด้วยอาสวักขยญาณ [ความตรัสรู้] ด้วยเหตุนี้ “กำแพงความคิด” [นิวรณ์ ๕–มาร ๕] ที่ยึดมั่นในผีนั้น จะถูกทำลายไปด้วย เหลืออยู่องค์เดียวร่างเดียวอย่างมีสติสัมปชัญญะ พูดกันรู้เรื่องด้วยเหตุผล ไม่ใช่คนครึ่งหนี่งผีครึ่งหนึ่ง คือ “มนุษย์วิบัติ” หมายถึง “ผู้ต้องฉิบหายเสียคุณอันใหญ่” คือ หมดโอกาสเห็นโลกุตตรธรรม ฉะนั้น การฝึกอบรมจิตใจให้เกิด “สัมมาสติ” [สติสัมปชัญญะ–สติปัฏฐาน ๔] จึงเป็นเรื่องใหญ่ในการทำลายกำแพงความคิดต่อต้านพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีใครปรารถนาที่จะคบหาสมาคมกับ “คนเสียสติ” ยกเว้น สถานบำบัดจิตคนบ้า พอจะคุยกันรู้เรื่องบ้าง แต่ก็อย่าให้วิปริตถึงขั้นคนบ้าไม่มั่นใจโรงพยาบาลบ้าก็แล้วกัน อันเป็นสังคมในโลกยุคใหม่ ที่กำลังเผชิญกันกับปัญญาคนโรคจิตมากขึ้นในขณะนี้ เช่น พวกบ้าอุดมการณ์ลัทธิต่างๆ ที่สร้างปัญหาให้แก่สังคมโลกเดือดร้อนกันไปหมด คำว่า “กำแพงความคิด” หมายถึง วิกฤตศรัทธา ความไม่เชื่อ ความระแวงสงสัย ความไม่ศรัทธาปสาทะ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรม ดังเช่น (๑) ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม (๒) ไม่เชื่อผลวิบากแห่งกรรม (๓) ไม่เชื่อสัตว์มีกรรมเป็นของของตน–กรรมของสัตว์ (๔) ไม่เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อความเห็นถือผิดดังกล่าวนี้ เข้าครอบงำจิตใจของใคร ผู้นั้นก็ไม่สามารถเข้าปฏิบัติธรรมได้ตามแนวคิดของทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิตด้วยแนวทางปฏิบัติอันประเสริฐได้ ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” และไม่เกิดปัญญารู้เห็นความจริงหรือสัจจธรรมตาม “หลักอริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นวาระแห่งการอวสานบนเส้นทางธรรมของบุคคลนั้น อันเป็นบุคคลผู้ด้วยวาสนา ทั้งที่มีโอกาสได้พบเห็นพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม กล่าวโดยย่อ บุคคที่เป็น “กบในกะลา–แก้วที่น้ำเต็ม” นั้น ชอบสร้างกำแพงความคิดปิดกั้นโอกาสทองของตนเอง ถือความความเห็นของตนเป็นใหญ่ ถูกต้อง และเป็นจริง เป็นคนมีโทสะมุทะลุ ไม่ฟังความคิดของคนอื่นที่ดีๆ ซึ่งในโลกสังคมปัจจุบัน คนความคิดเดียวจะไปสู่กลุ่มความคิดอื่นได้ยาก เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว บุคคลที่จะชนะ “สงครามชีวิต” ได้ดีนั้น ต้องไตร่ตรองสถานการณ์อย่างรู้เห็นตามเป็นจริงเท่านั้น ไม่วิปลาสหรืออคติลำเอียง จึงจะชนะในชัยสงครามนี้ได้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น สามารถทำได้กับคนทั่วโลก ทุกคนต่างค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อกอบกู้วิกฤตชีวิตของตน โดยอาศัยปัญญาและเหตุผล [สติสัมปชัญญะ] ถ้าเป็นพุทธบริษัทยิ่งต้องมีอบายวิธีแยบคายในใจอย่างถูกวิธี [โยนิโสมนสิการ] ด้วยการหยั่งรู้หยั่งเห็นโดยจิตปราศจากนิวรณ์ [ญาณทัสสนะ] และมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงสภาวธรรมใดๆ ตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณ–ทิพพจักขุญาณ] ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” คือ ญาณในวิปัสสนาภูมิ โดยสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ในกาลทั้ง ๓ โดยปราศจากข้อกังขาสงสัย [ธรรมฐิติ] และกำหนดรู้เห็นปฏิปทาไหนใช่ทางหรือไม่ใช่ทางแห่งอริยมรรค [วิปัสสนาญาณ ๙–การทุบอุปาทานขันธ์ ๕] ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–มัคคญาณ ๔ จนสามารถเข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] ได้ หมายเอา “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ] หมายถึง “พระนิพพาน–อนุปาทินเสสนิพพาน” [อมตธาตุ–บรมธาตุ] ที่เรียกว่า “พระอเสขบุคคล–อนุปาทินเสสบุคคล” เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลพัฒนาตนไม่ถึง “ทิพพจักขุญาณ” ได้นั้น ย่อมเสื่อมความคิดเห็น เพราะปราศจากปัญญาและเหตุผล [อโยนิโสมนสิการ] ไม่ประกอบด้วยความเพียรโดย “สังวร ๕” ไม่เห็น “ธรรมวิเศษ–อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง [อนุสาสนีปาฏิหาริย์] ประกอบด้วยความนึกคิดแห่งสังขารทั้งปวงเป็นวิปลาสไป ไม่เป็นจริงไม่เห็นจริงตามกำหนดแห่งธรรมดา หรือมีความนึกคิดความคิดเห็นอันตรงกันข้ามกับ “สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์” กิเลสทั้งหลายเหล่านี้ กลายเป็นอาหารฝ่ายอกุศลธรรมไป หล่อเลี้ยงสังขารความคิด กลายเป็น “กำแพงความคิด” สูงขึ้นไปไม่มีจุดจบ คุณภาพชีวิตดำเนินอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะทำกรรมใดๆ [ทำ–พูด–คิด] ก็ตาม ดังนั้น “กำแพงความคิด” เป็นมารอุปสรรคขัดขวางปิดกั้นปัญญาให้มืดบอดหนีจากความจริงโดยปรมัตถ์ ถ้าคิดด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ก็มีโอกาสบรรลุธรรมวิเศษได้ ถ้าเลือกที่จะคิดด้วย “มิจฉาทิฏฐิ” ก็ปราศจากโอกาสบรรลุธรรมวิเศษได้ แต่ผู้เจริญแล้วทั้งหลาย ต่างเลือกแนวทางอันประเสริฐในการปฏิบัติธรรมมากกว่า.

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674087