๔๖. พฤติกรรมของมนุษย์แสดงนัยถึงสภาพจิต  

        Behavior of Human Being Means Mind States

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  584  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ข้อประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น บุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนถึงสุดรอบแห่งชีวิตได้จริงนั้น ย่อมประสบรู้เห็นในสิ่งอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ตามความเป็นจริงได้ [อนุสาสนีปาฏิหาริย์] อันเป็นความรู้แจ้ง–วิชชา ความรู้ยิ่ง–อภิญญาณ ความหยั่งรู้–ญาณ แต่จิตตัวที่สร้างปัญญาให้เกิดจากความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น ย่อมเกิดอำนาจแห่งสมาธิ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ–Knowledge and Insight” เพราะทำให้เกิดปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ และพอกพูนด้วย “ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] หรือปัญญาเห็นธรรมทั้งปวงได้ตามเป็นจริง อันเป็นปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่พิจารณากรรมฐานด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา [ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” อันประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ฉะนั้น ในบรรดา “อธิคมธรรม” หรือ “อุตตริมานุสสธรรม” [คุณวิเศษ–ธรรมวิเศษ] นั้น หมายถึงอานิสงส์ผลประโยชน์จากการปฏิบัติธรรมจนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอด [ปฏิเวธ] จนมีผลถึงตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ คือ รู้เห็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [เห็นนิพพานก่อนนิพพาน–เห็นตายก่อนตาย = ทัสสนานุตตริยะ] เมื่อบุคคลได้เข้าไปรู้เห็นธรรมชาติของจิตวิญญาณของตนอย่างเที่ยงแท้ เห็นธรรมชาติของจิต หรือจิตตามสภาพที่ไร้เจตนาเข้าไปปรุงแต่งตามอำนาจกิเลสจากพื้นจิตตสันดานของตน ก็สามารถหลุดพ้นปลอดโปร่งอย่างยั้งยืนถาวรจากกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ นั่นคือ สามารถควบคุมอบรมจิตได้เด็ดขาด ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” เพราะฉะนั้น การควบคุมจิตได้นั้น ย่อมรู้เห็นสภาวะแห่งจิต [วิถีจิตของปุถุชน–กิริยาจิตของพระอรหันต์] ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสำคัญ และย่อมเป็นบุคคลผู้ควบคุมพฤติกรรมกายได้เช่นกัน [กายกรรม–วจีกรรม] คิดเช่นใด ก็กระทำหรือแสดงพฤติกรรมออกมาเช่นนั้น เป็นภาวะปราศจากกิเลสหรืออุปกิเลสทั้งหลายได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะพิจารณากรรมฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายร่างกายก็ตาม ย่อมไม่เห็นความแตกต่างกัน ไม่ว่าพฤติกรรมนั้น ที่สมบัติหรือวิบัติของตนหรือของผู้อื่นก็ตาม.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๔๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – พฤติกรรมของมนุษย์แสดงนัยถึงสภาพจิต

 

ในความเป็นจริงนั้น “ความเรียบง่ายสามัญ” [Simplicity] ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ย่อมเป็นสมุฏฐานในการสร้างแรงศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้า ต่อแนวทางปฏิบัติธรรมอันประเสริฐ ซึ่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ ความศรัทธาปสาทะด้วยเลื่อมใสยอมรับเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งของชีวิตนั้น ต้องเป็นความเห็นโดยชอบ [สัมมาทิฏฐิ] ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล พร้อมทั้งพิจารณาเห็นคุณและโทษในสิ่งที่ตนศรัทธาอย่างมั่นใจแน่วแน่ก่อน ต้องสามารถทนรอพิสูจน์ด้วยตนเองให้ได้ และมีการเตรียมความพร้อมด้วยการศึกษาค้นคว้าถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระพุทธศาสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแหล่งข้อมูลต้องมีความน่าเชื่อถือและเที่ยงตรง [พระไตรปิฎก] นั่นคือ ยอมรับได้ว่าถูกต้องเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการบรรลุธรรมวิเศษต่างๆ จนบรรลุถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้จริง เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความจริงทั้งหมด ผลที่ตามมาย่อมเป็นความจริงโดยปรมัตถ์เช่นกัน ไม่ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการใดๆ แต่ตนเองต้องรับผิดชอบผลการตัดสินของตนเองเพียงแต่ผู้เดียว ต้องกล้าคิดกล้าทำอย่างมั่นใจ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การบรรลุธรรมได้จริงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน สมณเพศไม่มีสิทธิ์ประกาศตนต่อสาธารณะในการโอ้อวดอุตตรมานุสสธรรม มิฉะนั้น จะกลายเป็นบุคคลต้องอาบัติปาราชิก อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นกระบวนการพัฒนาฝึกอบรมตนเองใน ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) ร่างกาย–กายภาวนา(๒) ศีล–สีลภาวนา (๓) จิตใจ–จิตตภาวนา และ (๔) ปัญญา–ปัญญาภาวนา หรือแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ (๑) ร่างกาย กับ (๒) จิตใจ นอกจากนี้ การเจริญภาวนาหลักๆ นั้น จำแนกออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ (๑) สมาธิ–สมถะ กับ (๒) ปัญญา–วิปัสสนา รวมทั้งการพิจารณาตามพุทธโอวาท คือ (๑) ด้านร่างกาย: ไม่ทำชั่ว–ทำความดี กับ (๒) ด้านจิตใจ: ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้น การพัฒนาบุคคลในพระพุทธศาสนานั้น ให้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับธรรม ๒ อย่าง คือ (๑) รูปธรรม กับ (๒) นามธรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาฝึกอบรมจิตใจเป็นแกนหลัก ที่เรียกว่า “สมถะ–สมถภาวนา” นั่นคือ จิตวิญญาณอยู่ตรงกลางหรือเป็นศูนย์กลางระหว่าง “ร่างกาย” กับ “ปัญญา” เพราะฉะนั้น เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลาย ปัญญาย่อมบริสุทธิ์ [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมทางกายเป็นศีล [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] ส่วนจิตปราศจากนิวรณ์นั้น ย่อมบริสุทธิ์จากกิเลสอาสวะทั้งหลาย เรียกว่า “จิตประภัสสร” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] อันเป็นจิตดั้งเดิมหรือปฐมวิญญาณ ซึ่งเป็นจิตตามสภาพที่บริสุทธิ์ แต่ยังเหลืออาสวะทั้งหลายอยู่ในพื้นจิตตสันดาน [นิสัยใจคอ] เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมหมายถึงกระบวนการเรียนรู้เปลี่ยนแหลงพฤติกรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา นั่นคือ ศีล–สมาธิ–ปัญญา ส่วนการดำเนินชีวิตนั้น ต้องเป็นไปตามคลองธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] อยู่ในกระแสแห่งอริยมรรค นั่นคือ (๑) แก้ปัญหาและทุกข์ตามหลักอริยสัจจ์ ๔ (๒) ดำเนินวิถีชีวิตด้วยปัญญาตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ และ (๓) เจริญภาวนาให้บรรลุมัคคญาณ–มรรค ๔ ประเด็นสำคัญ คือ การดำเนินชีวิตต้องประกอบด้วยการพิจารณาไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ในชีวิตด้วยปัญญาและเหตุผลตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยมีลำดับดังนี้ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา = อธิปัญญาสิกขา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา = อธิสีลสิกขา และ (๓) นำไปสู่ปัญญา = อธิจิตตสิกขา นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ในหลักการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนากรรมฐานั้น คือ การฝึกอบรมจิตใจ กับ การฝึกอบรมปัญญา [สมถะกับวิปัสสนา หรือ ฌานกับญาณ]  เมื่อจิตใจได้รับการพัฒนาตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” และเป็นไปตามครรลองของ “อริยมมรรคมีองค์ ๘” พร้อมวิธีแก้ทุกข์ด้วย “อริยสัจจ์ ๔” ฉะนั้น เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์แล้ว ย่อมเป็นจิตอ่อนนุ่มนวลชื่อตรงควรแก่งาน [ฌาน ๔] อันเป็นแนวทางปฏิบัติให้บรรลุถึงวิชชาได้ [วิชชา ๓] ย่อมเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้และเกิดศรัทธาปสาทะ [อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา] ใน (๑) กฎแห่งกรรม (๒) กฎวิบากแห่งกรรม และ (๓) กฎกรรมของสัตว์ ความศรัทธาดังกล่าวนี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญาและจิตเป็นกุศลธรรมหรือกุศลวิตก ย่อมส่งผลต่อการแสดงออกเชิงพฤติกรรมการแสดงออก [กรรม ๓: ทำ–พูด–คิด] คือ แสดงออกทางสุจริต เป็นกุศลกรรมเป็นหลัก อิทธิพลของจิตตสมาธินั้น ทำให้บุคคลมีสติดำรงมั่น มีสัมปชัญญะคมชัด เป็นปัญญาบริสุทธิ์ เกิด “ญาณทัสสนะ” [Knowledge and Vision] ได้ และมั่นคงในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–วิบากกรรม–กัมมัสสกตา” [อธิโมกข์] ด้วยการปลงใจเชื่อด้วยศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้า เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าจิตเป็นศูนย์กลางในการควบคมทั้งศีลและปัญญา [จิตตัววิปัสสนา–สติ] คือ เป็นผู้ควบคุมจัดการเจตนาในการแสดงกรรมทั้งหลาย นั่นคือ “ใจเป็นนายของกาย” [มโนกรรม ควบคุมฝ่าย กายกรรม–วจีกรรม] นั่นคือ “คิดก่อนทำ–ไม่ใช่–ทำก่อนคิด” ตามคติทางพระพุทธศาสนานั้น จะฝึกอบรมบุคคลจากความเป็นแห่งจิตวิญญาณเพื่อนำไปควบคุมพฤติกรรมด้วยศีล แต่การศึกษาทางโลก พยายามทำงานศึกษาวิจัย “จิตใจ” หรือ “สภาพจิต–สภาวะแห่งจิต” [จิตตามสภาพ–วิถีจิต] จากพฤติกรรมฝ่ายร่างกายของคน ที่เรียกว่า “ทัศนคติ–ความคิดเห็น–ความพึงพอใจ–ความเชื่อ” [Attitudes–Opinions–Satisfactions–Beliefs] เป็นต้น เพราะฉะนั้น การควบคุมพฤติกรรมคนในสังคม ทางราชการจึงออกกฎหมายหรือข้อระเบียบพร้อมบทลงโทษไว้ในเวลาเดียวกัน แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น ให้ถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์หรือศีลวัตร แต่อย่างไรก็ตาม พระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ย่อมมีจริยาหรือพฤติกรรมเป็นศีลโดยปริยาย ไม่หนักใจเกี่ยวกับอาจารวิบัติ เพราะประกอบกรรมด้วย “สังวร ๕” [ศีลสังวร] อย่างดีพร้อม ฉะนั้น ให้พิจารณากรรมใดๆ ที่บุคคลมีใจด้วยเจตนาเป็นประธานเท่านั้น ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” คือ สภาวะที่ปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยตามเจตนาของบุคคล หรือ “กรรม ๓” คือ การกระทำประกอบด้วยเจตนาของบุคคล ได้แก่ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม โดยรวมแล้ว เรียกว่า “มีจริยางดงาม” หรือ “ทักขิไนยบุคคล” [สมควรแก่การทักษิณาและอัญชลีเคารพบูชา] สำหรับวัฒนธรรมทางโลกตะวันตกนั้น ก็จัดเป็นแบบพวกสุดเอียงเชิงวัตถุนิยม มุ่งเน้นสนใจศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อวางแผนสนองความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย คือ พยายามวาด “แผนที่จิตใจ” [Mind Map] หรือ “มิติแห่งความนึกคิด–ความเชื่อ” [The Dimensions of Beliefs]  แต่ยังไม่สามารถศึกษาสภาวะแห่งจิตโดยตรงได้ แต่แนวทางการศึกษาของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการฝึกอบรม “จิตใจ” [Consciousness] หรือ “จิตวิญญาณ” [Spirituality] ของตนเองส่วนบุคคลโดยตรง ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนา” [Mental Development] ประกอบด้วย ๒ ด้าน หลักๆ ได้แก่ (๑) สมถภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ และ (๒) วิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์จากอาสวะทั้งหลาย เพื่อให้รู้เห็นสภาวธรรมอย่างเป็นกลางตามกำหนดแห่งธรรมดา อันเป็น “กฎธรรมชาติ” [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓ = Natural Law] ไม่เกิดวิปลาสอคติเป็นอื่นไปจากกระแสแห่งอริยมรรค [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์–โลกุตตรมรรค] นั่นคือ “โลกียสัมมาทิฏฐิ” กับ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” โดยมีเป้าหมายสูงสุด เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมตามเจตนาฝ่ายกุศล และเพื่อพัฒนาเป็น “ปัญญาญาณ” ในวิปัสสนาภูมิ อันเป็นปรีชาหยั่งรู้และหยั่งเห็นตามเป็นจริง [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ] ฉะนั้น ตามหลักพุทธปรัชญาจึงเป็นศาสตร์ที่เน้นด้านจิตตนิยม [Idealism] และสัจจนิยม [Realism] แต่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมแบบวัตถุนิยม [Materialism] ได้ เช่น ความต้องการตอบสนองทางกายได้ ที่เป็นสังคมแบบบริโภคนิยม [Consumerism] เป็นต้น ยกตัวอย่าง เช่น ผู้บรรลุอภิญญาอันเป็นความรู้ยิ่งยวด สามารถกำหนดใจคนอื่นได้ด้วย “เจโตปริยญาณ” [Mind Control] ในทางกุศลอย่างสร้างสรรค์ [Creatively] ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ควร คือ ทำอย่างสัตบุรุษหรือคนดีเขาประพฤติกัน เป็นต้น อีกนัยหนึ่ง การเป็นผู้รู้จักสังเกตรายละเอียดพฤติกรรมของบุคคล ก็สามารถอ่านใจคนอื่นได้เช่นกัน แต่ก็สู้นักปฏิบัติธรรมไม่ได้ ที่ยึดแนวทางปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เจริญภาวนาทั้งฝ่ายสมถะและฝ่ายวิปัสสนา จนเข้าใจรู้ประจักษ์แจ้งในตัวตนของตน [นามรูป] ด้วยปัญญาและเหตุผล [สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา = Temperance] รวมทั้งมปรีชาสามารถในการระลึกชาติได้ ย่อมสามารถอนุมานถึงสภาวะแห่งจิตของคนอื่นได้เช่นกัน แต่ก็ควรชักนำให้มาปฏิบัติธรรมดีกว่า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง นอกจากนี้ สิ่งที่วิเศษสุดนั้น ย่อมเป็นการสืบทอดพระศาสนาให้ยืนนานเป็นสรณะที่พึ่งของมวลมนุษย์คนยากทั้งหลายต่อไป.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4743989