๔๘. วิกฤตศรัทธาแก้ได้ด้วยการพึ่งตนเอง  

         The Faith Crises Mended and Rely on Oneself  

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  512  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ความศรัทธาปสาทะอย่างแรงกล้าในพระศาสนานั้น เป็นจุดเริ่มอันเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ต้องประกอบด้วยการพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาและเหตุผล ว่าพฤติกรรมและแนวคิดดังกล่าวนั้น เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับตน ไม่ใช่ไปเชื่ออย่างหลงใหลงมงายไม่มีเหตุผล อย่างเช่น เชื่อเรื่องทำบุญ “แบบหลงบุญ” ไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ย่อมสร้างวิบากผลกรรมเป็นความเดือดร้อนให้แก่ตน เพราะความคิดมักได้อันไม่ควรจะเป็นเพราะลำเอียงด้วยความโลภ เป็นต้น บางคนเข้าวัดทำบุญหรือไปเจริญธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ อยู่บ่อยนั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อเนื่องหนุนนำไปสู่ปัญญาอันยิ่งได้ เพราะไม่คิดไตร่ตรองอย่างละเอียดลึกซึ้งถึงผลที่จะตามมาอย่างแท้จริง เรียกว่า “ความประมาทปัญญา–การละเลยใช้ปัญญา”  แถมไม่ใช้เหตุผลอย่างถูกวิธีอีกด้วย [โยนิโสมนสิการ–อิทัปปัจจยตา] คือ เสียทั้งขึ้นและทั้งล่อง ไม่ได้ดีอะไรเลย เพราะความหลงอย่างเสียสติ ประการสำคัญนั้น มักเป็นคนเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ก็ยิ่งไปกันใหญ่มีแต่ปัญหาเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด แล้วคิดน้อยอกน้อยใจกับ ความล้มเหลว–ความฉิบหาย–ความหายนะ ที่อุบัติขึ้นกับตนว่าไม่ยุติธรรมทั้งที่ได้ทำกุศลผลบุญไปแล้ว เมื่อผจญกับสภาวะตกต่ำทางจิตใจเช่นนี้บ่อยๆ ก็มีความท้อแท้เหนื่อยใจที่จะทำความดีทั้งหลาย เพราะคิดว่าไม่ส่งผลวิบากตามบุญที่ตนทำ ก็นานๆ เข้าก็กลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ในพระศาสนาอย่างไม่คาดคิด มีแต่ความขัดเคืองแค้นใจ [อรติ–ปฏิฆะ] และยังเกิดอาการเสียขวัญกำลังใจในการพอกพูนกุศลบุญบารมีอันควรจะเป็นได้ เพราะฉะนั้น เมื่ออาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับตนเอง ก็ให้พึงคิดระลึกถึงการพึ่งพาตนเองในกิจการงานต่างๆ ให้เป็นมั่นเหมาะควรแก่ธรรม ค้นหาสาเหตุแห่งความล้มเหลวตามสภาวการณ์ตามเป็นจริง เพื่อหาข้อสรุป และนำมาประยุกต์ดัดแปลงปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้นตามลำดับ. 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๔๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – วิกฤตศรัทธาแก้ได้ด้วยการพึ่งตนเอง

 

เมื่อใดก็ตามที่บุคคลเผชิญกับภาวะความเสื่อมศรัทธาในระหว่างเจริญภาวนานั้น ก็ต้องใช้ปัญญาและเหตุผลเข้าไปพิจารณาไตร่ตรองปัญหานั้นๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลังจากเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งเป็นกระบวนการคิดตาม “หลักอิทัปปัจจยตา” อันเกี่ยวกับ “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็ให้กำหนดรู้ (๑) สาเหตุของทุกข์–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท อันเป็นแนวความคิดฝ่ายสมุทยวาร และ (๒) การดับเหตุแห่งทุกข์–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท อันเป็นแนวความคิดฝ่ายนิโรธวาร อย่างเช่น เมื่อรู้ประจักษ์แจ้งว่า (๑) อวิชชานั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และ (๒) ถ้าจะดับทุกข์ ก็ให้ดับที่ตัวอวิชชา นั่นเอง คำว่า “ทุกข์” เกิดขึ้นในกองสังกิเลสแห่งวัฏฏะ ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน ทำให้เกิด “สังขาร” กับ “กรรมภพ” แล้วตามด้วย อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรามรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา  [ไม่มีข้อยกเว้นในสังขตธรรมที่จิตปรุงแต่งขึ้น] ดังนั้น “ทุกข์” จึงเกิดขึ้นจากกิเลสตัณหาอันเป็นเจตนา [อภิสังขาร] ในการปรุงแต่งกรรม [ทำ–พูด–คิด] อันเป็นสภาวธรรมที่บ่งบอกความเห็นหรือทัศนคติความเชื่อถือผิดแห่งโลกียธรรมทั้งปวง นั่นคือ คุณภาพชีวิตหรือระดับจิต [ภูมิ ๓๑] ความเห็นถือผิดแห่งมิจฉาทิฏฐินั้น นำชีวิตไปสู่ความเดือดร้อนเวทนาทั้งกายและใจ [วิปฏิสาร] แล้วไปพาลพระพาลเจ้า เพราะขาดสติที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิที่บริสุทธิ์ จึงไม่เห็นสภาวธรรมที่ปรากฏตามเป็นจริง เมื่อจิตยังสกปรกไม่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย โอกาสจะเข้าถึง “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” นั้น ย่อเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การบั่นทอนพลังแห่งศรัทธาในการทำความดี ไม่เชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่กลับไปเชื่อลิงอันเป็นจิตดิบๆ พื้นจิตตสันดานของตนเอง [ทิฏฐิ] ซึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่างละเอียด ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน [กิเลสวัฏฏ์] แล้วสร้างกรรมที่ตามด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นๆ ที่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุด อยู่อย่างสุกๆ ดิบๆ หมุนเวียนอยู่ในสังสารจักร ซึ่งเป็นอาการของปัญญามืดบอดสนิท ตามแบบฉบับของปุถุชนหรือชนผู้หลงทิศ นอกจากนั้น กรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมนำไปสู่ความประมาทในชีวิต และความประมาทในพระรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งแห่งชีวิต ความวินาศฉิบหายของชีวิตจึงบังเกิดขึ้นตามมา คือ “ความไม่รู้จริง–อวิชชา” พร้อมด้วย “ความไม่เชื่อแห่งศรัทธาปสาทะ” [เสื่อมศรัทธ–อสัทธา] เรียกว่า “อโยนิโสมนสิการ” [Nescience] มองไม่เห็นหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา” จึงเกิดวิกฤตศรัทธาในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) กฎแห่งกรรม (๒) ผลวิบากแห่งกรรม (๓) กัมมัสสกตา (๔) ตถาคตสัมโพธิญาณ สรุปง่ายๆ “ไม่เชื่อเรื่องการสร้างบุญบารมี” และ “เรื่องนิพพาน” จึงขออนุญาตดำเนินชีวิตแข่งกับหมากับแมวดีกว่า สบายกว่ากันเยอะเลย ไม่เหนื่อยกายและใจ กล่าวคือ มีอาการเสื่อมถึงไม่ศรัทธาใน “การพึ่งตนเอง” [อัตตนาถะ] นั่นคือ ไม่ยอมเชื่อในปัญญาของตนเองว่าดี แต่กลับไปเอาความสำเร็จของคนอื่นมาอ้าง แถมยังคิดว่า ตนเองก็จะเป็นเช่นนั้นอีกต่างหาก [เริ่มเสียสติฟั่นเฟือน] ฉะนั้น ความเสื่อมศรัทธาทั้ง ๔ อย่าง ข้างต้นนั้น ย่อมเป็นสัญญาณบ่งบองถึง ความวิปลาสวิปริต–อคติลำเอียง–ความวิบัติเสียหาย กำลังเกิดขึ้นกับตนเอง ยังคิดเอาจมูกคนอื่นมาหายใจแทน ยังไม่ยอมเข้าใจ คำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ดีพอ เพราะขาดปัญญา ความสำเร็จในชีวิตจึงบังเกิดขึ้นได้ยากเหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพุทธคุณใน “ความเป็นแห่งอัตตนาถะ” ได้เป็นอย่างดี คือ “การพึ่งตนเองได้” ซึ่งพุทธศาสนิกทั้งหลายพึงยึดถือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ตน นั่นคือ การสร้างความเชื่อมั่นในกำลังอำนาจของตนว่า จะประกอบกิจอันใด ย่อมเกิดผลสำเร็จได้จริงเสมอ จึงไม่เกิดความนึกคิดที่ท้อถอย ที่จะยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ ดังลัทธินอกพระพุทธศาสนาเชื่อ ได้แก่ (๑) ลัทธิกรรมเก่า (๒) ลัทธิพระเป็นเจ้า (๓) ลัทธิเสี่ยงโชค ความไม่ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกอย่างแท้จริง และความไม่รู้อย่างแตกฉานลึกซึ้งในหมวดหลักธรรมทั้งหลายนั้น ย่อมนำความเสื่อมศรัทธาปสาทะมาสู่ตน คิดแต่จะไปพึ่งคนอื่นมากกว่าตนเอง เลยเป็นเหตุให้เกิดความประมาทต่อพระรัตนตรัย อันเป็นจุดล้มสลายในพระธรรมวินัยนี้ ไม่สามาถแสดงอรรถาธิบายพระธรรมได้อย่างถูกต้อง ยังคงเป็น “ชนผู้หลงทิศ” แบบงงงวยต่อไปในแดนสังสารวัฏฏ์ พอฟังธรรมคราวใด ก็ดูเหมือนว่า จะเข้าใจไปเสียหมด รู้ดีแล้วไม่อยากฟังเทศน์ฟังธรรมนั้น คือ รู้แล้วแต่ไม่ลงมือทำ จึงไม่เกิดมรรคผลนิพพานได้ ก็เท่ากับยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงอยู่ นั่นเอง ยังอยู่ในภาคทฤษฎี ยังไม่เกิดผลในภาคปฏิบัติ ธรรมยังไม่สมกันทั้งสองฝ่าย อาจฟั่นเฟือนด้วยเสียสติได้ ก็อัตรายเช่นกัน อาจไปหาศรีมหาโพธิ์ที่อุบลราชธานีได้ เพราะเรียนมากจน “ธรรมแตก–ตบะแตก” กระจุยกระจายไร้ทิศทาง ฉะนั้น บุคคลที่เชื่อเรื่อง กรรม–วิบาก–กรรมของสัตว์ และ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้นั้น ต้องเป็นปัญญาญาณในระดับ “ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” แต่ในความเป็นจริงนั้น ก็อ่านค้นคว้าในหลักปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ [สุตมยปัญญา] ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ก่อนไปเจริญธรรมในวิปัสสนาภูมิในภายหลัง [ภาวนามยปัญญา] ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก ก็ทำได้ ไม่บาปด้วย การสร้างพลังขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นในตนเองนั้น คือ เคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการงานทุกอย่าง เพราะทำให้ต่อสู้กับอุปสรรคทุกอย่างและมีชัยชนะได้ด้วย ซึ่งเป็นสภาวะแห่งจิตที่ประกอบด้วย “ปัญญา–ขันติ–วิริยะ” อยู่ตลอดเวลา ไม่หนีงานที่กำลังทำอยู่ ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นได้ เพราะนึกคิดอยู่เสมอว่า “ทำได้” และ “ก็ทำได้จริงๆ” แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เส้นทางการปฏิบัติธรรมจะไม่ราบรื่นสะดวกสบาย ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคนาๆ ประการ ก็ตาม ก็จะดับได้ด้วยสมาธิและปัญญาพร้อมด้วยศีล [ไตรสิกขา–สิกขา ๓] ที่ถือปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางโลกียธรรมหรือโลกุตตรธรรมก็ตาม พลังธรรมกับพลังกายย่อมชนะอุปสรรคได้จริง ขอให้มีใจตั้งมั่นและลงมือทำจริงสม่ำเสมอให้บริบูรณ์สมบูรณ์ มีเป้าหมายชัดเจน เห็นผลได้ทันที่ ใครจะมาพูดอย่างไรก็จะไม่เชื่อง่ายๆ ต้องมีสติสัมปชัญญะไตร่ตรองเรื่องราวครบถ้วนอย่างถูกวิธีเสมอ [โยนิโสมนสิการ] พึงมองเห็นประโยชน์อย่างแท้ริงที่เกิดขึ้นกับตน แล้วค่อยเชื่อและลงมือปฏิบัติตาม คือ “คิดก่อนทำ” ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายก็จะเบาบางลงไปเอง โดยอาศัย “ความเป็นอัตตนาถะ–ความพึ่งตนเองได้” และอานิสงส์ประโยชน์อย่างแท้จริงที่ตามมา คือ ไม่เสื่อมศรัทาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดความเชื่อมั่นในตนด้วย อธิโมกข์–ศรัทธาอย่างแรงกล้า และ อุปัฏฐาน–สติคมชัด ย่อมสามารถดำเนินชีวิตโดยธรรม สามารถเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ โดยปราศจากความลังเลสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น.

 

 

 

 

Visitor Number:
4705638