๕. รู้เห็นกับหยั่งรู้

      Knowledge and Vision with Insight

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  1827  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในความหมายของคำว่า “รู้เห็น” [สติสัมปชัญญะ] นั้น ก็คงไม่มีอะไรจะสำคัญเท่า “การรู้การเห็นตัวตนของตนเอง” [ปัญญา–ญาณ] อันเป็นแหล่งขุมทรัพย์แห่งปัญญาทั้งปวง ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นจากที่ตรงนี้ ไม่ใช่ที่อื่นอันนอกเหนือไปจากตัวตนของตน แต่ปุถุชนผู้ได้ชื่อว่า “ชนผู้หลงทิศ” นั้น คือ ผู้ไม่เข้าใจจิตใจของตนเอง กลับไปสร้างสิ่งภายนอกตัวตนของตนแข่งอวดดีเอาชนะเทวดาแห่งธรรมชาติ จนหยิ่งจองหองประกาศตน [นักวิทยาศาสตร์สาขาวิศวกรรมพันธุกรรม: Genetic Engineering] เป็น “เทพเทวดา–Gods” ไปแล้ว อันนี้ก็เกิดจากความไม่รู้จริง [อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–ไตรลักษณ์] ในสภาวะที่ตรงกันข้ามนั้น พระอรหันต์กลับรู้เห็นและหยั่งรู้ได้ทั้งโลกฝ่ายจิตวิญญาณกับโลกแห่งสสารวัตถุ หมายถึง “ความเป็นผู้รู้แจ้งโลก” นั่นไม่ได้หมายความว่า มีชีวิตอยู่เพื่อจะครองโลกแข่งกับพวกสัตว์ประหลาดหรืออสูรกายอะไรทั้งนั้น แต่เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสที่ปริยุฏฐานกลุ้มรุมในจิตใจให้เป็นทุกข์ เพื่ออยู่ระดับคุณภาพจิตที่เหนือโลกวิสัย หรือความพ้นไปจากโลกธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงไม่ได้หวังเหรียญตราเกียรติคำสรรเสริญใดๆ จากพวกมนุษย์นอกพระพุทธศาสนา เพื่อโอ้อวดอ้างชาวโลก ในการปฏิเวธแห่งคุณวิเศษทั้งหลายนั้น จึงเป็นเรื่องเฉพาะตนที่วิญญูชนพึงรู้เห็นได้ด้วยตนเอง เพราะประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ศาสดาเพียงพระองค์เดียว ฉะนั้น การรู้เห็นธรรมทั้งปวงด้วยปาฏิหาริย์แห่งการปฏิบัติ [อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม] นั้น ย่อมเป็นเหตุทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส [อธิโมกข์] ในคำสอนของพระศาสดา มีปีติปราโมทย์ที่พบความจริงตามกำหนดธรรมดา ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านแห่งจิตอันขาดสมาธิ ดังนั้น คำว่า “รู้เห็น” จึงหมายถึง  เอกัคคตาแห่งสมาธิ ส่วน คำว่า “หยั่งรู้” จึงหมายถึง ปัญญาอันเป็นญาณที่หยั่งรู้ธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง ด้วยประการฉะนี้เอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – รู้เห็นกับหยั่งรู้

 

เมื่อกล่าวถึงแนวทางในการแสวงหาความรู้ อันเป็นความจริงตามปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้น มนุษย์ก็มีวิธีปฏิบัติ ๖ อย่าง ได้แก่ (๑) การเรียรู้จากผู้รู้–Authority (๒) การเรียนรู้จากขนบธรรมเนียมประเพณี–Tradition (๓) การเรียนรู้จากประสบการณ์–Experience (๔) การเรียนรู้จากวิธีการอนุมาน–Deductive Method (๕) การเรียนรู้จากวิธีการอุปมาน–Inductive Method และ (๖) การเรียนรู้จากวิธีการทางวิทยาศาสตร์–Scientific Method ในกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดดังกล่าวนี้ ถือเป็นการรู้เห็นจากปรากฏการณ์ภายนอกตามธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง “สถานการณ์” [Situations] หรือ “สภาพแวดล้อม” [Circumstances] ซึ่งมีความแตกต่างจากในทางธรรม ที่เรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตสัจจะ” อันเป็นความหมายตามหลักพระอภิธรรม ที่ต้องใช้เป็นเกณฑ์ในการศึกษาสภาวธรรมที่แปรปรวนไปตามอาการลักษณะของจิต [เจตสิก] ที่เป็นสภาพปรุงแต่งด้วยอำนาจของกิเลสที่กลุ้มรุมครอบงำ [ปริยุฏฐาน] จิตใจ หรือ “สัญเจตนา” ทั้ง ๖ [อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ] ที่มีต่อความรู้นึกคิด [เวทนา–สัญญา–สังขาร (เจตสิก) = วิญญาณ (จิต)] ใน “อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์” [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] สำหรับกระบวนการเรียนรู้ในทางธรรมตามขั้นตอนนี้ เรียกว่า “สุตมยปัญญา” [ปรโตโฆสะ] ส่วนในขั้นตอนการคิดนั้น เรียกว่า “จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการแห่งปัญญาสามัญ] เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว รู้แจ้งเห็นชัดในจิตใจดีแล้ว เรียกว่า “ญาณ = สุตมยญาณ–จินตามยญาณ” [ทิพพจักขุ] อันจะเป็นบาทฐานใน “ภาวนามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการแห่งภาวนาธรรม] ซึ่งกลายเป็นความรู้ความเห็น [ญาณทัสสนะ] และการหยั่งรู้ [ญาณในวิปัสสนา] สำหรับ คำว่า “อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” กับ “อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์” นั้น หมายถึง “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕–นามรูป” โดยความว่า “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” ซึ่งมีกระบวนการเกิดด้วยการปรุงแต่งด้วยเจตนา [กิเลส] ทำให้เกิด “กรรม” กับ “วิบาก” นั่นคือ “วัฏฏะ ๓” ส่วนปัญญาที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้น เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ = พระอภิธรรม] โดยมีลำดับกระบวนการคิด ดังนี้

(๑) สุตมยปัญญา [องค์ความในสัญญา = ความจำ]

(๒) จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ [สมาธิภาวนา = ญาณทัสสนะ]

(๓) ภาวนามยปัญญา [ญาณในวิปัสสนา = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง = ยถาภูตญาณ]

(๔) นามรูปปริจเฉทญาณ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ = วิบาก–ทุกขสัจจ์]

(๕) ปัจจยปริคคหญาณ [เหตุแห่งทุกข์ = สมุทัยสัจจ์–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

(๖) สัมมสนญาณ [ไตรลักษณ์]

(๗) วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ

(๘) มรรคญาณ–ผลญาณ

(๙) ปัจจเวกขณญาณ

ภาพประกอบ ๑: ความสัมพันธ์ระหว่าง จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา–ภาวนามยปัญญา

 

 

จากภาพประกอบ ๑ นั้น จะเห็นได้ว่า “ภาวนามยปัญญา” [วิวัฏฏะ–จิตตนิยม–ศาสนา] ได้พัฒนามาจาก “สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา” [วัฏฏะ–วัตถุนิยม = ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] อันเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่าง หมายถึง ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้อง ต้นทางของปัญญาและความดีงามทั้งปวง ได้แก่ (๑) “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ ค้นคว้า วิจัย [ธัมมวิจยะ] สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะ การสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร = ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์–อัตถปฏิสัมภิทา [ปัญญาแตกฉานในความหมายที่แสดงผลออกมา] อันเป็นความเข้าใจถึงสภาพแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งเกิดจากการเจริญสมถภาวนา นั่นคือ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ความรู้เห็นชัดแจ้งถึงความระลึกชาติถึงขันธ์ในอดีตได้ รู้ภูมิหลังของชีวิตในชาติที่ผ่านๆ มา และการเจริญวิปัสสนาภาวนา นั่นคือ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญาหยั่งรู้ในการแยกนามธรรมกับรูปธรรมแห่งขันธ์ ๕ ได้ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อาหาร ๔ [สิ่งหล่อเลี้ยงรูปธรรมและนามธรรมที่ทำให้เกิดขันธ์ ๕ปิยรูป-สาตรูป ๑๐ [ความเกิดดับแห่ตัณหา] (๒) “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย = ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์–ธัมมปฏิสัมภิทา อันเป็นความเข้าใจถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า “อวิชชาเป็นเหตุแห่งทุกข์” ซึ่งเกิดจากการเจริญสมถภาวนา นั่นคือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ความรู้เห็นชัดแจ้งถึงการจุติและปฏิสนธิของสัตว์ธรรมหลายที่เป็นไปตามอำนาจแห่ง “กิเลส–กรรม–และ–วิบาก ในวัฏฏะ” และการเจริญวิปัสสนาภาวนา นั่นคือ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์หรือที่มาแห่งสังกิเลสทั้งหลาย ที่มีต้นตอสาเหตุมาจากความไม่รู้จริง “อวิชชา” ดังนั้น เมื่อเข้าใจอย่างชัดแจ้งประจักษ์ด้วยเหตุ [สมุทัยสัจจ์] และผล [ทุกขสัจจ์] ดีแล้วสมบูรณ์ ทุกประการตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ = สมถะกับวิปัสสนา] ในขั้นต่อไป คือ การคิดหาอุบายวิธีที่แยบคายในการกำจัดต้นเหตุ [สมุทัย] และปลายเหตุ [ทุกข์] ด้วยปัญญาหยั่งรู้หรือปรีชาหยั่งรู้ในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” [อันเป็นขั้นตอนที่สัมปยุตต์ด้วย วุฏฐานคามินีปฏิปทา = วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘ เพื่อละสังขารธรรมทั้งหลายให้เข้าถึงโลกุตตรธรรม นั่นคือ อริยมรรค ๔] คือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงนามรูปโดยไตรลักษณ์ ซึ่งทำให้เข้าใจถึงความจริงแห่ง “ธรรมนิยาม ๓” [กฎธรรมชาติ–กำหนดแห่งธรรมดา–สามัญลักษณะ–ลักษณะแห่งสังขตธรรม ๓–ลักษณะแห่งอสังขตธรรม ๓] ที่ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง–สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์–ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน” ในคุณสมบัติดังกล่าวนี้ คือ “การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน” [มนสิการกรรมฐานด้วยลักขณูปนิชฌาน] อันประกอบด้วย “วิปัสสนา–มรรค–ผล–นิพพาน” ดังนี้

(๑) “วิปัสสนา” ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน [สามัญลักษณะ] เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” [อนุปัสสนา ๓–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘] ที่สัมปยุตต์ด้วย “โคตรภูญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงการข้ามโคตรจาก “ความเป็นปุถุชน” ไปสู่ “ความเป็นอริยบุคคล”

(๒) “มรรค” ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน [มรรคญาณ–อริยมรรค ๔] เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ [ภาวนา] ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค

(๓) “ผล” ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน [ผลญาณ–อริยผล ๔] เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็น “สุญญตะ–อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ” ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล ที่สัมปยุตต์ด้วย “ปัจจเวกขณญาณ [ปัญญาหยั่งรู้ในการทบทวน: กิจในอริยสัจจ์ ๔ แห่งมรรคผลและนิพพาน = ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓: มีอาการ ๑๒]–อาสวักขยญาณ [ความตรัสรู้: มีอาการ ๖๔

(๔) “นิพพาน” ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน [อมตธาตุ] เพราะเห็นลักษณะอันเป็น “สัจจภาวะของนิพพาน” ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน [อรหัตตผลวิมุตติ (สัมมาวิมุตติ)–ชีวิตสมสีสีบุคคล]

 

เพราะฉะนั้น กาวะที่เกิด “ญาณสัมปยุตต์” ใน (๑) “สมถะกับวิปันนา” (๒) “สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา–ภาวนามยปัญญา” ย่อมทำให้ถึง “ฐานะแห่งผู้รู้แจ้งโลก” นั้นรู้ทั้ง “ปัญญาทางโลก” กับ “ปัญญาทางธรรม” อย่างละเอียด

 

 

ปัญญาที่เกิดในการศึกษาทางโลกกับทางธรรม

 

(๑) “ปัญญาทางโลก” (๑) เรียนรู้–ค้นคว้า = สุตมยปัญญา (๒) คิดไตร่ตรอง–ค้นพบ = จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ–ทฤษฎี–หลักการ–ระเบียบวิธีวิจัย เรียกว่า “ปัญญาสามัญ”

 

(๒) “ปัญญาทางธรรม” (๑) เรียนรู้–ธัมมวิจยะ = สุตมยปัญญา [สุตมยญาณ] (๒) รู้เห็น [ญาณทัสสนะ–สติกับสัมปชัญญะหยั่งรู้ [ญาณ: จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] = ปัญญาในสมาธิ–ปัญญาในวิปัสสนา (๓) คิดไตร่ตรอง–ค้นพบ = จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ–วิสุทธิ ๗–อริยสัจจ์ ๔ [จินตามยญาณ–ทิพพจักขุญาณ–วิปัสสนาภูมิ (ปัญญาภูมิ)] เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา”

 

กระบวนการคิดที่เกิดขึ้นได้ทั้งในทางโลกและทางธรรม [สัมปยุตตธรรม–สหชาตธรรม–ญาณสัมปยุตต์]

 

[A] กระบวนการคิดฝ่ายโลกียญาณ

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ = วิบาก–ทุกขสัจจ์]

สภาวธรรมอันเป็นที่เกิดและดับแห่งตัณหา: “ปิยรูป –สาตรูป ๑๐” = อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖–ตัณหา ๖–วิตก ๖

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ [วิญญาณ ๖นามรูป–สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖ผัสสะ [สัมผัส ๖เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖อุปาทาน–ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” [เหตุแห่งทุกข์ = สมุทัยสัจจ์–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

 

วิธีคิดแบบอนุโลมปฏิจจสมุปบาท [หาสาเหตุ] กับ วิธีคิดแบบปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท [ดับสาเหตุ]

(๑) “อดีต” [ต้นเหตุ]  = (๑) อวิชชา– (๒) สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” [ผลวิบากกับเหตุ] = (๓) วิญญาณ [วิญญาณ ๖]– (๔) นามรูป– (๕) สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖(๖) ผัสสะ [สัมผัส ๖ (๗) เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖(๘) ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖ (๙) อุปาทาน– (๑๐) ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” [ปลายเหตุ] = (๑๑) ชาติ– (๑๒) ชรา-มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

(๓) “สัมมสนญาณ” [ไตรลักษณ์ = วุฏฐานคามินีปฏิปทา–วิปัสสนาญาณ ๑๐–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗]

วิปัสสนาญาณ ๑๐: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา –นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา

มหาวิปัสสนา ๑๘: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา –นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา

การจำแนกอารมณ์ ๓๘:  จิตมีราคะ ๘–จิตปราศจากราคะ ๘–จิตมีโทสะ ๒–จิตปราศจากโทสะ ๒–จิตมีโมหะ ๒–จิตปราศจากโมหะ ๒–จิตหดหู่ ๑–จิตฟุ้งซ่าน ๑–จิตเป็นมหัคคตะ ๒–จิตไม่เป็นอมหัคคตะ ๑–สอุตฺตรํ ๑–อนุตฺตรํ ๒–สุมาหิตํ ๒–อสมาหิตํ ๑–วิมุตฺตํ ๒–อวิมุตฺตํ ๑   

โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔ [สติสัมปชัญญะสัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

 

[B] กระบวนการคิดฝ่ายโลกุตตรญาณ

(๔) “มรรคญาณ–อริยมรรค ๔” [โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค]

(๕) “ผลญาณ–อริยผล ๔” [โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล]

(๗) “ปัจจเวกขณญาณ” [ญาณทัสสนะมีอาการ ๑๙]

(๘) “อาสวักขยญาณ” [อินทรีย์มีอาการ ๖๔]

(๙) “นิพพาน ๒” [สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน (อรหัตตผลวิมุตติ)]

 

ฉะนั้น กล่าวโดยสรุป คือ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง “ความเกิด–ความดับ” [อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ = รู้เห็นหยั่งรู้ขันธ์ ๕ เกิด กับ รู้เห็นหยั่งรู้ขันธ์ ๕ ดับ ซึ่งปรากฏอยู่ในกาลทั้ง ๓ อย่าง หรือ ญาณ ๓ คือ อดีต–อนาคต–ปัจจุบัน] ในธรรมทั้งหลาย [ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรม] ได้แก่ (๑) สังขตธรรม [ขันธ์ ๕: จิต–เจตสิก–รูป = อุปาทินนธรรม: ธรรมที่มีกรรมถูกยึดโดยตัณหาและทิฏฐิ] กับ (๒) อสังขตธรรม [นิพพาน = อนุปาทินนธรรม: ธรรมที่มีกรรมไม่ถูกยึดโดยตัณหาและทิฏฐิ ได้แก่ นามขันธ์ ๔: จิต–เจตสิก (วิญญาณ– เวทนา-สัญญา-สังขาร) ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และโลกุตตรธรรมทั้งหมด (มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑)] ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ดังนั้น กระบวนการปฏิบัติธรรมจึงเป็น (๑) การเห็นการเกิดวัฏฏะ = อนุโลมปฏิจจสมุปบาท กับ (๒) การเห็นการดับวัฏฏะ = ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท อนึ่ง ในขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องของ “จิต–มโนวิญญาณ” [มโนสังขาร = เวทนา–สัญญา–สังขาร คือ เจตสิก หรือ วิญญาณ คือ จิต] ที่เกิดขึ้นใน “สมถะ” และ “วิปัสสนา” [สมาธิ–ญาณทัสสนะ กับ ปัญญา–ญาณ] ไม่ใช่เกิดขึ้นด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ตามความรู้สึกนึกคิดตามปกติ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

[A] ภาวะแห่งความเกิดวัฏฏะ [กิเลส–กรรม–วิบาก = อัตตสัญญา] = สมุทัยสัจจ์

อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ

อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

 

การเกิดอวิชชา [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ [วิญญาณ ๖นามรูป–สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖ผัสสะ [สัมผัส ๖เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖อุปาทาน–ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

วัฏฏะ ๓

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ [อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖]

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

[B] ภาวะแห่งความดับวัฏฏะ [วิวัฏฏะ–นิพพาน–อมตธาตุ = อนัตตสัญญา (สุญญตะ)] = นิโรธสัจจ์

อินทรีย์ ๖: ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ [อุเบกขาสัมโพชฌงค์]

อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ [อุเบกขาสัมโพชฌงค์]

 

การดับอวิชชา [อาสวักขยญาณ–ดับอาสวะ ๔: กามาสวะ–ภวาสวะ–ทิฏฐาสวะ–อวิชชาสวะ]

 (๑) “อดีต” [ต้นเหตุ] = (๑) อวิชชา– (๒) สังขาร [กรรมภพ]

(๒) “ปัจจุบัน” [ผลวิบากกับเหตุ] = (๓) วิญญาณ [วิญญาณ ๖ =วิญญาณาหาร]– (๔) นามรูป– (๕) สฬายตนะ [อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖(๖) ผัสสะ [สัมผัส ๖ = ผัสสาหาร (๗) เวทนา [เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖= มโนสัญเจตนาหาร(๘) ตัณหา [ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖ = กวฬิงการาหาร (ราคะ–กามคุณ ๕) (๙) อุปาทาน– (๑๐) ภพ [อุปปัตติภพ]

(๓) “อนาคต” [ปลายเหตุ] = (๑๑) ชาติ– (๑๒) ชรา-มรณะ [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สังสารทุกข์–ทุคติ]

 

ดังนี้ ให้ถึงปัญญาหยั่งรู้ที่ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง–สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์–ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน” [ธรรมนิยาม ๓–อนุปัสสนา ๓ [สติปัฏฐาน ๔อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๑๐–สัญญา ๑๐]

 

วัฏฏะ ๓

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ [อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖]

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการตรัสรู้นั้น ต้องพิจารณารู้เห็นและหยั่งรู้ใน “ธรรมทั้งปวง” โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม อันหมายถึง “ธรรมจักร” นั่นคือ “อาณาจักรแห่งธรรม” ในอีกนัยหนึ่ง ให้พิจารณาถึงการค้นหาสิ่งที่เป็นสัจจธรรมแห่งปรมัตถ์ ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔” กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” และ “ปฏิสัมภิทา ๔” ดังนี้

(๑) ธรรม ๒

(๑) สังขตธรรม [ขันธ์ ๕ –อายตนะ ๑๒ (ปิยรูป สาตรูป ๑๐: อายตนะภายใน ๖–อายตนะภายนอก ๖–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๖–สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖–ตัณหา ๖–วิตก ๖–วิจาร ๖) –ธาตุ ๑๘] – (๒) อสังขตธรรม [นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทินเสสนิพพาน]

(๒) ธรรม ๓

(๑) กุศลธรรม – (๒) อกุศลธรรม – (๓) อัพยากตธรรม

(๓) ธรรม ๔ [ภูมิ ๔]

(๑) กามาวจรธรรม – (๒) รูปาวจรธรรม – (๓) อรูปาวจรธรรม – (๔) โลกุตตรธรรม

 

ให้พิจารณาถึงถึงฐานะหรือตำแหน่งของ “อริยสัจจ์ ๔” กับหน้าที่หรือบทบาทของ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ–ความจริงของพระอริยะ–ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ซึ่งเรียกว่า “การค้นหาความจริงฝ่ายจิตนิยม–ความรู้ความเห็นและการหยั่งรู้ (ภาวนา ๒): Mental Development” ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับขั้นตอนการทำวิจัย [ระเบียบวิธีการวิจัย –Research Methodology: เป็นแบบแผนของการวิจัย ที่เริ่มตั้งแต่ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูลอย่างมีขั้นตอน เรียกว่า “การค้นหาความจริงฝ่ายวัตถุนิยม–วิธีทางวิทยาศาสตร์: Scientific Methods] ได้แก่

 

(๑) “ทุกข์” [ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ = ปัญหา–Problems] คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ–ชรา–มรณะการประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รักความปรารถนาไม่สมหวัง ๑ โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ กล่าวคือ “ทุกข์” ควรกำหนดรู้ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต โดยแสดงนัยถึง “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย

 

(๒) “ทุกขสมุทัย” [สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ = สาเหตุของปัญหา–Causes] คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา–ภวตัณหา–และ–วิภวตัณหา โดยย่อว่า “ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย กล่าวคือ “สมุทัย” ควรละ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป โดยแสดงนัยถึง “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก

 

(๓) “ทุกขนิโรธ” [นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ = สภาพปราศจากปัญหา–Deliverance] คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไปภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชาสำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ ๑ คือ “นิพพาน” โดยย่อว่า “นิพพานเกิดจากการหลุดพ้นกองทุกข์ทั้งหลาย” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ กล่าวคือ “นิโรธ” ควรทำให้แจ้ง เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ โดยแสดงนัยถึง “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้

 

(๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” [มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ = วิธีการแก้ปัญหา–Methods] คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” หรือ “มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค กล่าวคือ “มรรค” ควรเจริญ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา โดยแสดงนัยถึง “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์

 

หมายเหตุ: คำว่า “ปฏิสัมภิทา” หมายถึง ภาวะทางกายภาคของสมองมีกระบวนการคิดที่ทรงคุณภาพสูงสุด นั่นคือ ปัญญาแตกฉาน อันเป็นฐานะของความเป็นพระอรหันต์ หรือพหูสูต ผู้ถึงพร้อมด้วยอธิสีลสิกขา [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] ซึ่งเปรียบเทียบกับทางโลก คือ อัจฉริยบุคคล ผู้ขาดอธิสีลสิกขา

 

 

ให้เปรียบเทียบปัญญาฝ่ายโลกกับปัญญาฝ่ายธรรมที่เกี่ยวกับอริยสัจจธรรม ดังนี้

 

ขั้นตอนที่สำคัญในการวิจัย

อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔–ปฏิสัมภิทา ๔

ปัญหา [Problems] –ทุกข์ [The Universality of Suffering]

(๑) กำหนดปัญหาการวิจัย

(๒) อธิบายที่มาและความสำคัญของปัญหา

(๑) ทุกขอริยสัจจ์–ปริญญา

อัตถปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในความหมาย

สาเหตุของปัญหา [Causes] –สมุทัย [The Origin of Suffering]

(๓) กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย

(๔) ตั้งสมมุติฐาน

(๕) ทบทวนวรรณกรรม

(๖) กำหนดรูปแบบการวิจัย

(๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ปหานะ

ธัมมปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในหลัก

วิธีการแก้ปัญหา [Methods] –มรรค [The Path Leading to the Cessation of Suffering]

(๗) การเก็บรวบรวมข้อมูล

(๘) การจัดการกับข้อมูล

(๙) การวิเคราะห์ข้อมูล

(๓) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์–ภาวนา

ปฏิภาณปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในคิดทันการ

สภาพปราศจากปัญหา [Deliverance] –นิโรธ [The Cessation of Suffering]

(๑๐) การตีความผลการวิเคราะห์/รายงานผล

(๔) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–สัจฉิกิริยา

นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในภาษา

 

ภาพประกอบ ๒: การเปรียบเทียบระหว่างขั้นตอนวิจัยกับ อริยสัจจ์ ๔ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔

 

 

ให้พิจารณาบรรดาสัมปยุตตธรรมในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยใช้ “อริยสัจจ์ ๔” เป็นเกณฑ์หลัก ดังนี้

 

(๑) “ทุกข์” [ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ = ปัญหา–Problems] คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ–ชรา–มรณะการประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รักความปรารถนาไม่สมหวัง ๑ โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ กล่าวคือ “ทุกข์” ควรกำหนดรู้ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต โดยแสดงนัยถึง “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย  ให้พิจารณา “ทุกข์” ในรายละเอียดต่อไปนี้

 

นิยามความหมายของคำว่า “ทุกข์”

ในลำดับต่อไปนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำนิยามของ คำว่า “ทุกข์” อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งมีลักษณะ ๖ ประการ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 621-624 FILE 17) ดังรายละเอียด ดังนี้

 

๑. ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕ (Common Suffering)

“ทุกข์” หมายถึง ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง หรือกล่าวโดยย่อ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “ทุกข์ทั้งปวง”

 

๒. ทุกขตา ๓ (States of Suffering)

“ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยากหรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่

(๑) ทุกขทุกขตา คือ สภาพทุกข์หรือความเป็นทุกข์ เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ

(๒)วิปริณามทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อความสุขต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) สังขารทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร หมายถึง สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน  

 

๓. ทุกขอริยสัจจ์ (The Noble Truth of Suffering)

(๑) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทุกขอริยสัจจ์ เป็นไฉน”

            แม้ชาติก็เป็นทุกข์

            แม้ชราก็เป็นทุกข์

            แม้มรณะก็เป็นทุกข์

            แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์

            แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

            โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ชาติ เป็นไฉน”

ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชาติ”

            (๓) “ก็ ชรา เป็นไฉน”

ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแกหง่อมแห่งอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชรา”

            (๔) “ก็ มรณะ เป็นไฉน”

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดพ้นแห่ง “ชิวิตินทรีย์” จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “มรณะ”

            (๕) “ก็ โสกะ เป็นไฉน”

ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “โสกะ”

            (๖) “ก็ ปริเทวะ เป็นไฉน”

ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “ปริเทวะ”

            (๗) “ก็ ทุกข์ เป็นไฉน”

ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่า “ทุกข์”

            (๘) “ก็ โทมนัส เป็นไฉน”

ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่า “โทมนัส”

            (๙)  “ก็ อุปายาส เป็นไฉน”

ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “อุปายาส”

            (๑๐)  “ก็ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ [กิเลสที่ให้จิตเศร้าหมอง] ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๑)  “ก็ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์ หรือญาติโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๒)  “ก็ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเกิด” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเกิด” เป็นธรรมดา ขอ “ความเกิด” อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความแก่” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความแก่” เป็นธรรมดา ขอ “ความแก่” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา ขอ “ความเจ็บ” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความตาย” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความตาย” เป็นธรรมดา ขอ “ความตาย” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา ขอ “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

           

(๑๓) “ก็ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

อุปาทานขันธ์ คือ การยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกโดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

            (๑๔) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

 

(๒) “ทุกขสมุทัย” [สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ = สาเหตุของปัญหา–Causes] คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา–ภวตัณหา–และ–วิภวตัณหา โดยย่อว่า “ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย กล่าวคือ “สมุทัย” ควรละ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป โดยแสดงนัยถึง “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาเห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่าง “อาหาร ๔” กับ “วัฏฏะ ๓”เพื่อให้เห็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ที่แท้จริง ในขั้นตอนของส่วนประกอบ ๑๒ องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท [ปัจจยาการ–ธัมมัฏฐิติญาณ (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) –ปัจจยปริคคหญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) –จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓)]

 

“อาหาร” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย–เครื่องค้ำจุนชีวิต–สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” คือ อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” [ความกำหนัดติดใจ] ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ”ได้ด้วย

(๒) “ผัสสาหาร” คือ อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่ง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” [การรับรู้ความรู้สึก] พร้อมทั้ง “เจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร คือ อาการลักษณะย่อยของ จิต–วิญญาณ] ทั้งหลาย ที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” คือ อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” [กรรมภพ] คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย [อุปัตติภพ] เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย

(๔) “วิญญาณาหาร” คือ อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ได้ด้วย

 

“วัฏฏะ ๓” หมายถึง วน–วงเวียน–องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร–สังสารจักร” โดยให้พิจารณาการสัมปยุตต์ด้วย “อาหาร ๔” ได้แก่

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา [มโนสัญเจตนาหาร–ตัณหา ๓] –และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ [อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖]

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ [วิญญาณาหาร–นามรูป] –นามรูป [กวฬิงการาหาร–ราคะ (เบญจกามคุณ)] –สฬายตนะ–ผัสสะ [ผัสสาหาร–เวทนา ๓] –เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” นั่นคือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

หมายเหตุ: ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาถึงสมาธิที่เกิดจาก “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา] ที่เกิดปัญญาในสมาธิอันเป็นสมุฏฐานแก่ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) นั่นคือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ซึ่งทำให้เข้าใจถึง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักธรรม “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” และ “ปัจจัยธรรม–ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย และรวมถึง  “ปัจจัย ๒๔” ดังนี้

 

(๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ เป็นไปตาม คล้อยตาม ตามลำดับ สาวออกไปตามลำดับจากเหตุไปหาผลข้างหน้า ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัยวาร [Direct Dependent Origination]

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี 

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

(๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ ทวนลำดับ ย้อนจากปลายมาหาต้น สาวเรื่องทวนจากผลเข้าไปหาเหตุ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธวาร [Reverse Dependent Origination]

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

(๓) “ปฏิจจสมุปปันนธรรม”

 

“อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ธรรมในข้อนี้ ทำให้เห็น “ขณะ ๓” ในกาลทั้ง ๓ คือ “อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ” หรือ “ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ” ได้แก่

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

“สังเขป ๔” (สังคหะ ๔) หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบันผล” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ” = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล” = ชาติ–ชรามรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

 “สนธิ ๓” หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง “อดีตเหตุ” กับ “ปัจจุบันผล”

(๒) ระหว่าง “ปัจจุบันผล” กับ “ปัจจุบันเหตุ”

(๓) ระหว่าง “ปัจจุบันเหตุ” กับ “อนาคตผล”

 

“วัฏฏะ ๓” (ไตรวัฏฏ์) หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” องค์ความรู้ในข้อนี้ ใช้อธิบายสภาวธรรมระหว่าง “สังขตธรรม” [โลกธรรม] กับ “อสังขตธรรม” [นิพพาน] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธรรมวินัยตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “สัลเลขธรรม–ธุตธรรม” คือ ธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งหลาย ได้แก่

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

“อาการ ๒๐” หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ (Causes) และส่วนผล (Effects) ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) “ปัจจุบันผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

“มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)

กฎข้อที่ ๑      กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

“ปัจจัย ๒๔” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

(๓) “ทุกขนิโรธ” [นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ = สภาพปราศจากปัญหา–Deliverance] คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไปภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชาสำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ ๑ คือ “นิพพาน” โดยย่อว่า “นิพพานเกิดจากการหลุดพ้นกองทุกข์ทั้งหลาย” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ กล่าวคือ “นิโรธ” ควรทำให้แจ้ง เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ โดยแสดงนัยถึง “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้

 

“นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ในภาวะแห่งความหลุดพ้นนี้ จะสัมปยุตต์กับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” เพื่อความตรัสรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ “โพชฌงค์ ๗” ได้แก่

(๑) “วิกขัมภนนิโรธ” คือ ดับด้วยข่มไว้นิวรณ์ด้วยฌานตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น

(๒) “ตทังคนิโรธ” คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กัน

(๓) “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาดโดยโลกุตตรมรรค

(๔) “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับโดยอาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล

(๕) “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป

 

อนึ่ง มีไวพจน์ตรงกับ (๑) “ปหาน ๕” คือ การละกิเลส (๒) “วิมุตติ ๕”  คือ ความหลุดพ้น (๓) “วิเวก ๕” คือ ความสงัด–ความปลีกออก และ (๔) “วิราคะ ๕”  ความคลายกำหนัด–ความสำรอกออกได้

 

“โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค หรือ “เอกายนมรรค” หมายถึง ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมผ่านขั้นตอนใน “มรรค ๔–อริยมรรค ๔–มรรคญาณ–มัคคญาณ” มาแล้ว ย่อมเกิด “ผล ๔–อริยผล ๔–สามัญผล ๔” ตามต่อเนื่องใน “อริยมรรค ๔” แต่ละขั้น จนถึง “พระนิพพาน” เป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งเรียกว่า “อริยบุคคล ๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“อริยบุคคล ๔” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้บรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป ผู้เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา ได้แก่

(๑) “โสดาบัน” คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว 

(๒) “สกทาคามี” คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว 

(๓) “อนาคามี” คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว 

(๔) “อรหันต์” คือ “ผู้ควร–ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว 

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนของการตรัสรู้ [สัมโพธะ] นั้น ต้องประกอบด้วย (๑) ปัจจเวกขณญาณ กับ (๒) อาสวักขยญาณ ก่อนจะถึง “นิพพาน” ดังนี้

 

(๑) “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หรือ “ผลญาณ” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” นั่นคือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘ ได้แก่ โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล = โลกุตตรญาณ ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

(๒) “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกียญาณ] คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒” หรือ มีอาการ ๑๙ ประการ นั่นคือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) สำรวจรู้กิเลสที่ละแล้ว (๔) สำรวจรู้กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) สำรวจรู้นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” [โลกุตตรญาณ] = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ–นิพพาน ๒] อันมีอาการ ๖๔ แห่งอินทรีย์ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔] ได้แก่ อินทรีย์ ๓ และ อินทรีย์ ๘ ประการ ในแต่ละขั้นของ มรรค ๔–ผล ๔

                              

(๑) “อินทรีย์ ๓” ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

(๒) “อินทรีย์ ๘ ประการ” ได้แก่ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ โดยมีนัยแสดงความเป็นบริวาร ดังต่อไปนี้

(๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร และ (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี

 

(๓) “การตรัสรู้–สัมโพธะ” คือ อาสวักขยญาณ ฉะนั้น “มรรค ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” กับ “ผล ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” รวมจำนวนอินทรีย์ทั้งหมดเป็น “มีอาการ ๖๔” = โลกุตตรญาณ

 

(๑) โสดาบัน–ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

โสดาปัตติมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

โสดาปัตติผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสหยาบๆ–กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ถึงกระแส  [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๒) สกทาคามี–ผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

สกทาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

สกทาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสหยาบๆ [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน  

ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๓) อนาคามี–ผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อนาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อนาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสละเอียด [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

(๔) อรหันต์–ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อรหัตตมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อรหัตตผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ [นิพพาน] = อัญญาตาวินทรีย์  [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสทั้งหลาย  [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

 [ไม่มีการพิจารณา]

(๕) นิพพาน

ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว [บรรลุถึงนิพพานแล้ว–วิวัฏฏะ]

 

 

(๔) “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ = โลกุตตรญาณ ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [บุคคลผู้ยังต้องเจริญ “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” นั่นคือ ทางดำเนินของพระเสขะ ข้อปฏิบัติของพระเสขะ ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔] ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ” [พระอรหันต์ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา แต่ยังรักษาชีวิตินทรีย์อยู่ เพื่อดับขันธ์ ๕ ที่เหลือ นั่นคือ สัญญาและเวทนา อันเป็นจิตตสังขารที่เหลืออยู่ ไม่ส่งผลแห่งกรรมซึ่งเป็นกิริยาจิตแห่งพระอรหันต์ผู้นั้น] หรือได้ชื่อว่า “เสขบุคคล” หมายถึง บุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้อยู่ใน “เสขภูมิ” คือ ภูมิของพระเสขะ ระดับจิตใจและคุณธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา–จรณะ ๑๕” ดังกล่าวนั้น เพื่อก้าวสู่ภูมิแห่งพระอเสขะ อันเป็นการดับจิตดวงสุดท้ายแห่งพระนิพพาน ซึ่งก็เริ่มในธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) มัคคญาณ–อรหัตตมรรค (๒) ผลญาณ–อรหัตตผล (๓) ปัจจเวกขณญาณ [เฉพาะ อรหัตตมรรค–อรหัตตผล] (๔) อาสวักขยญาณ [เฉพาะ อัญญินทรีย์–อัญญาปัญญาอันรู้ทั่วถึง–อรหัตตมัคคญาณ กับ อัญญาตาวินทรีย์–อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้วแห่งปัญญาของพระอรหันต์–อรหัตตผลญาณ] (๕) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ–ชีวิสมสีสี [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] อย่างไรก็ตาม พระอรหันต์อาจเจริญสมาบัติ ๘ [ฌานสมาบัติ] เพื่อต่อยอดฌานจิตตสมาธิให้เป็นความละเอียดประณีตตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพวิหาร ๙ –อนุปุพพ นิโรธ ๙” [นิโรสมาบัติ] = โลกียญาณ ดังนี้

 

(๑) “รูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในรูปภูมิ โดยจำแนกเป็นปัญจกฌาน ได้แก่

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓)  ตติยฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “อรูปฌาน ๔” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่

(๑) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

(๒) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

(๓) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

(๔) อรูปาวจรกุศลจิต–วิบากจิต–กิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

(๓) “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” หมายถึง การเข้านิโรธ คือ ดับสัญญาความจำได้หมายรู้ และดับเวทนาการเสวยอารมณ์ โดยผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ ก็คือ การดับสังขาร ๓ [สภาพปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม] = โลกุตตญาณได้แก่

(๑) วจีสังขาร–วิตกกับวิจาร [ความตรึกกับความตรอง]

(๒) กายสังขาร–ลมหายใจอัสสาสะกับลมหายใจปัสสาสะ

(๓) จิตตสังขาร–สัญญากับเวทนา ย่อมดับไปตามลำดับ

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ” สำหรับ “จิตดวงสุดท้าย” [สติ–ญาณทัสสนะ = ปัญญาในสมาธิ กับ สัมปชัญญะ–ญาณในวิปัสสนา = ปัญญาในวิปัสสนา ซึ่งหมายถึง “อานันตริกสมาธิญาณ” นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด  เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน] ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [อันเป็นขั้นตอน ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” คือ ดับสัญญาและเวทนา–จิตตสังขาร (มโนสังขาร) ที่ประกอบด้วย “ชีวิตินทรีย์–ปวัตตสีสะ”กับ “อวิชชาสวะ–กิเลสสีสะ”= ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” อันเป็น “อรหัตตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” (ข้อ ๑๐ ในสัมมัตตะ ๑๐)] ซึ่งเรียกว่า “ปรินิพพานจิต–จริมกจิต–จริมกวิญญาณ”

 

(๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” [มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ = วิธีการแก้ปัญหา–Methods] คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” หรือ “มรรคมีองค์ ๘” นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ซึ่งตรงกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค กล่าวคือ “มรรค” ควรเจริญ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา โดยแสดงนัยถึง “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์

 

 “อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

กล่าวโดยสรุป ในอรรถของคำว่า “รู้เห็น–ความรู้ความเห็น” [Knowing and Vision] คือ “สมถะ–ญาณทัสสนะ–ปัญยาในสมาธิ” [สติ] กับ คำว่า “หยั่งรู้” [Insight] คือ “วิปัสสนา–ญาณ–ปัญญาในวิปัสสนา” โดยจะมีบรรดาธรรมที่มาสัมปยุตต์เป็น “ธรรมสามัคคี–สหชาตธรรม” ได้แก่ (๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (๒) วิสุทธิ ๗ (๓) สีลสัมปทา (๔) ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘ (๕) รูปฌาน ๔ (๖) อรูปฌาน ๔ (๗) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๘) ญาณ ๑๖ (๙) อาสวักขยญาณ (๑๐) นิพพาน ๒ ตามลำดับ ในความเป็นจริงนั้น ก็คือ “ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” นั่นเอง ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นไปเพื่อให้รู้เห็น “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘” ที่เกิดขึ้น [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท] และดับไป [ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ปัญญาเห็นธรรม–ยถาภูตญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณ” และยังหมายรวมถึง “ธรรมจักร” หรือ “ธรรมทั้งปวง” ได้แก่ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม” ในประเด็นสำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าไปฟั่นเฟือนสับสน หรือเกิดจิตอันถึงความฟุ้งซ่านไปในธรรมทั้งหลาย จนไม่มีปรีชาสามารถในการจำแนกแจกธรรมทั้งหลายเหล่านั้น และอย่าลืมคุณบทแห่งบุคคลที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ–ผู้คงแก่เรียน” หรือ “พหูสูต” หมายถึง ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก ที่ประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) “พหุสฺสุตา” คือ ได้ยินได้ฟังมาก (๒) “ธตา” คือ ทรงจำไว้ได้ (๓) “วจสา ปริจิตา” คือ คล่องปาก (๔) “มนสานุเปกฺขิตา” คือ เจนใจ (๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” คือ ขบได้ด้วยทฤษฎี เพราะฉะนั้น ในกระบวนการคิด [รู้เห็นกับหยั่งรู้] ในย่อมเกิดขึ้นภายในจิตเท่านั้น ไม่ใช่ผลของการรู้แจ้งอารมณ์ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ตามปกติทั่วไป นั่นคือ

(๑) รู้อยู่ที่ใจ

(๒) ดูอยู่ที่ใจ

(๓) เห็นอยู่ที่ใจ 

(๔) เพ่งอยู่ที่ใจ

(๕) กำหนดอยู่ที่ใจ 

(๖) ให้เห็นความแจ้ง

(๗) ความสว่าง

(๘) ความสงบ ขึ้นในใจ

(หลวงปู่ทา จารุธัมโม. วัดถ้าซับมืด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา. ๒๔๕๒–๒๕๕๐)

 

ฉะนั้น ในบางครั้ง สิ่งที่มนุษย์คิดว่าเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต กลับสรุปเหลือคำพูดไม่กี่คำ ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก ดังที่คิดกัน แต่ที่ต้องคิดกันให้มากๆ นั้น เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจในปรากฏการณ์ตามธรรมชาตินั้นอย่างแท้จริง ก่อนที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นทั้งหลายไม่มีตัวตนอยู่จริงตามกาลเวลา นั่นคือ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า (๑) รู้เพื่อที่จะไม่รู้ กับ (๒)  เห็นเพื่อที่จะไม่เห็น เท่านั่นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4675599