๕๐. ความไม่รู้จริงเป็นเหตุให้การครองสมณเพศสิ้นสุด

         Ignorance as Causes of Giving up the Ascetic Life

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  492  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดนั้น ความเชื่อหรือทัศนคติในสังคมแห่งโลกไร้พรหมแดนมีมิติระดับความเชื่อที่หลากหลาย ที่ข้ามความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่วัฒนธรรมนาๆ ชาติหรือวัฒนธรรมข้ามชาติ หมายความว่า คนมีทางเลือกในการคิดเป็นของตนเองมากขึ้น ด้วยการถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านระบบสังคมเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ตอยู่เหนือข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ เพราะฉะนั้น ปัจจัยองค์ประกอบ ๔ อย่าง ที่มีบทบาทสำคัญในการเจริญภาวนากรรมฐานอยู่เนืองๆ ให้เกิดปัญญาญาณ ด้วย “อนุปัสสนา ๗” อันเป็นหนทางให้เข้าถึงปัญญาแตกฉานได้ [ปฏิสัมภิทา ๔] ที่จะรักษาความจริงโดยปรมัตถ์ไว้ได้ ได้แก่ (๑) ปัญญา–โยนิโสมนสิการ–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๒) เหตุ–ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ผล–อัตถปฏิสัมภิทา และ (๔) การสื่อสาร–นิรุตติปฏิสัมภิทา ทั้งหมดดังกล่าวนี้ คือ สภาวะแห่งความเป็นพระอรหันต์เพราะบรรลุธรรมในปฏิสัมภิทา [จตุปฏิสัมภิทาญาณ] ฉะนั้น ผู้ถือครองเพศสมณะเพื่อจะย่างเข้าสู่พระสงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้าได้อย่างบริสุทธิ์นั้น จะต้องประพฤติพรหมจรรย์อย่างงดงามได้อย่างไร ในท่ามกลางสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไว จนไม่เหลือซากอารยธรรมดั้งเดิมให้หวนคิดถึงได้อีก เพื่อเดินไปข้างหน้า และไปค้นหาสิ่งใหม่อันเอื้อประโยชน์แก่ตน ที่เรียกว่า “โอกาสแห่งชีวิตใหม่” [New Life Chance] ในส่วนของพระศาสนาเช่นเดียวกัน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็น “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลักธรรมก็ยังทำหน้าที่เป็นทฤษฎีอธิบายได้อย่างงดงาม จนถึงความเป็นอมตธรรมแห่งโลกุตตรธรรม [พระนิพพาน] ถ้าจะอภิปรายความในประเด็นนี้ให้กระจ่างยิ่งขึ้นนั้น พระนิพพานก็ไม่แปรเปลี่ยนเป็นบรมธรรม แม้วิทยาการหรือเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม สิ่งนั้นคือความเดือดร้อนของมนุษย์โลก แล้วสมณะผู้ถือเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น จะพัฒนาคุณสมบัติตนให้เหมาะสมทันสมัยน่าศรัทธาได้อย่างไรเช่นกัน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๐ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความไม่รู้จริงเป็นเหตุให้การครองสมณเพศสิ้นสุด

 

บุคคลผู้ถือครองเพศเป็นสมณะนั้น คือ ผู้มีคุณสมาบัติจะเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้าได้ จึงทำให้มีหน้าที่สืบทอดพระศาสนาต่อไป ฉะนั้น การเป็นตัวแทนพระศาสนานั้น จำต้องเป็นบุคคลที่เคร่งครัดประพฤตตนให้ถูกต้องตามสิกขาบท นั่นคือ ผู้ทรงศีล สัตบุรุษ พหูสูต อริยบุคคล ในขั้นที่ดีที่สุด ย่อมหมายถึง “พระอรหันตขีณาสพ” ที่เรียกสามัญว่า “พระอริยสงฆ์–พระอริยเจ้า” เมื่อไม่สามารถครองเพศเป็นบรรพชิตได้ตามบทพระธรรมวินัยแล้ว พฤติกรรมอันทุจริตทั้งหลายที่กระทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น ย่อมนำความอับอายเสื่อมเสียมาสู่ตนและหมู่คณะสงฆ์ได้เช่นกัน ในสายตาของประชาชนก้มักคิดว่า “ศาสนาเสื่อม” อันเป็นวิกฤตแห่งศรัทธาที่สะสมไปเรื่อยๆ จนเกิดทัศนคติว่า ศาสนาเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คือ ศาสนารับคนไม่มีคุณภาพเข้ามาบวช และเป็นตัวแทนพระรัตนตรัย นอกจากนี้ ยังทำตนเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณไม่ได้อีก เลยกลายเป็นเรื่องการกราบบูชาสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง แต่ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลับใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือการค้า “พุทธพาณิชย์” อย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป และไม่อายต่อบาปอีกด้วย ที่เรียกว่า “พวกอลัชชี” ปัจจุบันนี้ คนอยากทำบุญเริ่มสอบถามว่า ไปทำบุญที่วัดไหนดี เพราะวัดไม่ได้มาตรฐานที่จะเป็นตัวแทนพระศาสนาได้จริงนั้น เริ่มปรากฏมากมาย ดื้อมาก ชาวบ้านเอาไม่อยู่ บางวัดประพฤติตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้าก็มี เข้าทำนอง “ทำอเนสนา” [Improper Livelihood] หลอกเขาเลี้ยงชีพ หรือหาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ปิดกั้นคนดีให้เสียโอกาสเข้ามาบวช นรชนผู้โง่เขลาแต่กลับมาครองสมณเพศอยู่อย่างไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป คือ พวกทำลายล้างพระพุทธศาสนาโดยตรง เพราะคนพวกนี้ไม่เกิดศรัทธาต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงจัง เมื่อสถานภาพของพระพุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่ความวิบัติเสียหายอย่างนี้ ก็เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งหลายต้องมาร่วมมือกันปกป้องขับไล่คนชั่วออกจากพระศาสนา รวมทั้งอำนาจทางบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย ฝ่ายฆราวาสส่วนใหญ่หันไปรวมตัวกันเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรม แล้วนิมนต์พระอริยเจ้าเท่าที่จะหาได้ มาเทศนาอบรมสั่งสอน นั่นคือ “บ้านเป็นวัด–วัดเป็นบ้าน” นั่นเอง กล่าวโดยสรุป ทั้งพระทั้งคนเบื่อหน่ายวัดกับระบบระเบียบของวัด ที่มีพวกแสวงหาผลประโยขน์จากวัดและพระ กลายเป็นที่อยู่ที่กินที่นอนของพวกทุศีล ปัญหาสำคัญสำหรับสังคมปัจจุบัน คือ พระศาสนาจะมีช่องทางสืบทอดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดวิปลาสและอคติ โดยให้เข้าใจอย่างถ่องถูกต้องในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” เพื่อให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ นั่นคือ ดับความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาทั้งหลาย เจริญธรรมภาวนา–อริยมรรคภาวนา ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–ฌาน ๔ และ (๒) สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์ต่อ “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ได้แก่ (๑) ไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ (๒) ไม่รู้เหตุผลแห่งกาลทั้ง ๓ อย่าง (๓) ไม่รู้อิทัปปัจจยตา–ปัจจัยธรรม [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตจึงสหรคตด้วยนิวรณ์ตลอดเวลา [นิวรณ์ ๕–อรติ–อวิชชา–อกุศลธรรมทั้งหลาย = นิวรณธรรมทั้งหลายนี้ ต้องทำลายด้วยสมถพละและวิปัสสนาพละ นั่นคือ “มหาวิปัสสนา ๑๘”] นอกจากนี้ ผู้ทุศีลหรือมีศีลบาปทั้งหลาย แม้จะเจริญภาวนากรรมฐานจริง แต่ก็เป็นไปเพื่อการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ อันเป็นเรื่อง “มิจฉาทิฏฐิ” หรือสภาวะที่ไม่ถูกต้องตามเป็นจริงที่เกิดกับไตรสิกขา [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ฉะนั้น นรชนผู้อับปัญญาและทุศีลเหล่านี้ จึงไม่สามารถเข้าถึงปัญญาแตกฉานได้ในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ นั่นคือ ไม่มีโอกาสบรรลุถึง “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ทิพพจักขุญาณ–ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ] กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประพฤติตนไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป แต่อาศัยอยู่ในวัดเป็นบ้านส่วนตัว เพื่อหลอกเขากินไปวันๆ น่าจะเรียกว่า “คนวิบัติบริบูรณ์สมบูรณ์” โดยประกอบด้วยอกุศลใน ๔ อย่าง [วิบัติ ๔] ได้แก่ (๑) ศีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ (๓) ทิฏฐิวิบัติ (๔) อาชีววิบัติ และมีพื้นจิตตสันดานชอบแสดงฤทธิ์ เพื่อแสวงหาความศรัทธาจากผู้หลงงมงายดีนักแล แต่ผิดพระธรรมวินัยทั้งหมด เป็นอริยบุคคลไม่ได้ ถึงแม้จะมีคำแก้ตัวว่า เพื่อประสงค์จะดึงชักชวนให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญและศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็ตาม ก็ไม่อยู่ในฐานะอันควร แต่ในความเป็นจริงนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เจริญไตรสิกขาตามลำดับ คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” เพื่อหาหนทางในการดับทุกข์จริงๆ โดยประพฤติปฏิบัติตามธรรมทั้งหลายใน “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ทั้งเกิดประโยชน์ทั้งใน “โลกียธรรม” และ “โลกุตตรธรรม” นั่นคือ ความเป็นบุคคลผู้อยู่ในกระแสแห่งอริยมรรค [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมัคคญาณ ๔] แต่อย่าลืมว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น “รู้เข้าใจแล้ว ต้องเห็นด้วยการปฏิบัติจริง” หมายถึง “คิดจริง–ทำจริง” ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจเท่านั้น โดยมีใจเป็นประธาน ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ประกอบด้วย ๒ อย่าง เพื่อกำหนดรู้และกำจัดเสีย ได้แก่ (๑) อวิชชา กับ (๒) ทุกข์ กล่าวคือ เพราะมีอวิชชาจึงเกิดทุกข์ โดยพิจารณาสภาวธรรมดังกล่าวด้วยการเจริญ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ในฝ่ายสมุทยวาร แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น ถ้าดับอวิชชาได้ ก็ไม่มีทุกข์ เท่านั้นเอง โดยพิจารณาสภาวธรรมดังกล่าวด้วยการเจริญ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท”  เพราะฉะนั้น ผู้มีใจวิบัติแล้ว ย่อมเข้าถึงธรรมใน ๒ ลักษณะ ดังกล่าวนี้ได้ยาก เช่นกัน และประการสำคัญนั้น สมณเพศไม่เจริญธรรมตามหลักไตรสิกขานั้น ย่อมเป็นดำเนินชีวิตไปในทางเสื่อม คือ “ทำในกายกรรม–พูดในวจีกรรม–คิดในมโนกรรม” ด้วยความประมาทในธรรมและละเลยการใช้ปัญญาในขณะเดียวกัน ไม่น่าคบหาเป็นกัลยาณมิตรได้ และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นบรรพชิตต่อไปในพระธรรมวินัยนี้ เนื่องจากทำตนเป็นผู้เสื่อมศรัทาในพระรัตนตรัย และพร้อมชักนำชาวบ้านกระทำเช่นดังตนเพื่อเข้าสู่สภาวะวิกฤตแห่งศรัทธา ฉะนั้น ผู้ไปร่วมสมคบด้วย ย่อมเป็นผู้มืดบอดในการดำรงชีวิตตามคลองธรรม ย่อมไม่พบความสุขความเจริญเหมือนตกนรก หรือยึดมั่นอยู่คติแห่งอบายภูมิทั้ง ๔ อย่าง [ไม่เจริญ–โง่เขลา–หิวโหย–หวาดกลัว] ดังนั้น พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรื่องไพบูลย์ต่อไปในกาลข้างหน้าหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพุทธบริษัททั้งหลายหรือชาวพุทธทั้งหมด ต้องสามัคคีร่วมมือกันปกป้องและสืบทอดพระศาสนาอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นจริงๆ.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674101