๕๑. อริยสัจจธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

         The Noble Truths of Buddhism

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  580  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ปัญญาสามัญทางโลกที่ใช้ในการแสวงหาความรู้หรือข้อเท็จจริงนั้น เป็นข้อมูลสารสนเทศที่กระทำด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “งานวิจัย–Research” ซึ่งประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) ภูมิหลังปัญญา (๒) วัตถุประสงค์ (๓) วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (๔) การวิเคราะห์ (๕) สรุปและอภิปรายผล แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดขั้นตอนในการค้นหาความจริงอันประเสริฐในการดับทุกข์แห่งชีวิตได้จริง โดยผู้ศรัทธาต้องประพฤติปฏิบัติตามอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นผลแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นอันน่าอัศจรรย์ ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” [ภูมิความรู้ทางธรรม: ดับทุกข์ได้จริง] หมายถึง ความจริงอันประเสริฐที่ทำให้บุคคลกลายเป็นอริยบุคคลใน ๔ จำพวก ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ โดยมีขั้นตอนดำเนินตามอย่างชัดเจนจำนวน ๔ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) กำหนดรู้สภาพความทุกข์ เรียกว่า “ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” (๒) กำหนดรู้สาเหตุแห่งทุกข์ เรียกว่า “สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” (๓) กำหนดรู้ภาวะปราศจากทุกข์แล้ว เรียกว่า “นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” และ (๔) กำหนดรู้แนวทางปฏิปทาในการจะดับทุกข์ เรียกว่า “มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” สาเหตุที่ต้องใช้ คำว่า “อริยสัจจ์” นั้น เพื่อเป็นความจริงอันประเสริฐยอดเยี่ยม สามารถนำไปใช้ในการดับทุกข์ได้จริงๆ จนกลายเป็นอริยบุคคลได้ ส่วน “ความรู้ทางโลก” [เดรัจฉานวิชา] นั้น ไม่สามารถปลดทุกข์ดับทุกข์ของชีวิตได้จริง เป็นความรู้ที่ตอบสนองกิเลสตัณหาความทะยานอยากส่วนบุคคลเป็นหลัก คือ พอกพูนกิเลส เช่น เรียนจบขั้นสูง ก็เพื่อให้ได้เงินเดือนค่าจ้างสูงๆ และมีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ ในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อความหลุดพ้นจากความปรารถนาและไม่ปรารถนาในโลกนี้ บุคคลจึงเจือปนด้วยสังสารทุกข์ตลอดเวล รวยมากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอใจหรือสันโดษในสิ่งที่ตนหามาได้ ฉะนั้น ในการจะบรรลุธรรมวิเศษ [สัมโพธิญาณ: ปัญญาตรัสรู้] ได้นั้น ต้องเกิดความเห็นชอบ คือ “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ เพื่อใช้เป็นความรู้ในการเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–อุปาทานทุกข์” ตามความเป็นจริง.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – อริยสัจจธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

 

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มุ่งเน้นการค้นหาความจริงสูงสุดโดยปรมัตถ์ คือ ความนึกคิดด้วยการกำหนดรู้นิยามที่เป็น “ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] หมายถึง ความจริงที่อยู่เหนือนิยามสมมติสัจจะของมนุษย์ แต่เป็นความจริงสูงสุดหรือบริสุทธิ์จากกิเลสอาสวะใดๆ ที่เรียกว่า “อภิธรรม–ธรรมอันยิ่ง” [ตรงกับปัญญาสามัญตามคติโลก “วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์–Pure Science” ซึ่งต่างก็เรียกว่า “ปรมัตถ์” เช่นกันในศาสตร์ด้านปรัชญา] อันเป็นสภาวธรรมทั้งหลายต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น กลายเป็นสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง อันแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงปัจจัยธรรม โดยพิจารณากำหนดรู้ด้วยหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ที่เกิดขึ้นรวมกับองค์ความใน “วิปัสสนาภูมิ” หรือ “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ จะเข้าสัมปยุตต์กับ “สัทธรรม–สันติบท–อมตบท–นิพพานบท–เสรีธรรม–มรรคภาวนา–อภิญญาเทสิตธรรม” ที่เรียกรวมๆ ว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมเครื่องฝักกใฝ่ความตรัสรู้หรืออริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ เป็นธรรมเกื้อกูลหรือสนับสนุนความตรัสรู้ นั่นคือ สามารถกำหนดรู้อริยสัจจธรรมได้ในวิปัสสนาภูมิ โดยไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงด้วย “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” (ข้อ ๑๔ ในมหาวิปัสสนา ๑๘) คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง หรือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ข้อ ๑๕ ในมหาวิปัสสนา ๑๘) คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์–มรรคสัจจ์] และ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] ดังนี้ (๑) ทุกขอริยสัจจ์ เป็นขั้นแถลงงปัญหาที่ต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต ด้วยข้อธรรม “ปริญญา” (๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป ด้วยข้อธรรม “ปหานะ” (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ เป็นขั้นบอกภาวะปราศจากปัญหาอันเป็นจุดหมายที่ต้องการให้เห็นว่า การแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จ ด้วยข้อธรรม “สัจฉิกริยา”  และ (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา ด้วยข้อธรรม “ภาวนา” [พร้อมด้วย: มรรคภาวนา–โพธิปักขิยธรรม ๓๗] ในอันดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมทั้งหมดด้วย “ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ตามเป็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ได้แก่ (๑) สัจจญาณ คือ ความหยั่งรู้อริสัจจ์ ๔ ในแต่ละอย่าง (๒) กิจจญาณ คือ ความหยั่งรู้ในกิจจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง และ (๓) กตญาณ คือ ความหยั่งรู้การอันทำเสร็จแล้ว นั่นคือ กิจจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างได้บรรลุความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้น แนวทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นลำดับขั้นที่เป็น “วิธีทางวิทยาศาสตร์” [Scientific Methods] ที่เรียกว่า “กระบวนการค้นพบความจริง” [Discovery Procedures or The Best Practice] และมีหลักการหรือทฤษฎีรองรับการปฏิบัติไปสู่ “ความสำเร็จ–ความเป็นเลิศ” [Benchmarks] นั้นๆ ตามกำหนดไว้ได้จริง โดยมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง ดังนี้ (๑) เป้าหมาย–Purposes คือ อริยสัจจ์ ๔ (๒) ความรับผิดชอบ–Implementations  คือ กิจในอริยสัจจ์ ๔ และ (๓) การตรวจสอบปรับปรุง–Adjustments คือ ญาณ ๓ ตามลำดับ

ถ้าเปรียบเทียบกับความรู้ในศาสตร์สมัยใหม่นั้น ก็เรียกว่า “ระเบียบวิธีการวิจัย” [Research Methodology] นั่นคือ การแก้ปัญหาทางสังคมทุกอย่างนั้น ควรมีงานวิจัยมารองรับแนวทางปฏิบัติในการกำจัดปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่เป็นแบบ “วิจัยเชิงปริมาณ” [Quantitative Research] หรือ “วิจัยเชิงคุณภาพ” [Qualitive Research] ก็ตาม ก็ต้องอาศัยดุลยพินิจการคาดคะเนพยากรณ์ของผู้วิจัยเป็นสำคัญ [ภูมิรู้–ภูมิปัญญา และความซื่อสัตย์ของนักวิจัย] แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น ผู้ปฏิบัติต้องมีความมั่นใจ ความศรัทธา ในสมรรถนะทางสมองและความฉลาดอันประเสริฐที่จะเกิดขึ้นกับตน [ปฏิสัมภิทา ๔: ปัญญาแตกฉาน ด้วยการเจริญกรรมฐาน “อนุปัสสนา ๗” คือ พิจารณาอยู่เนืองๆ เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์] นั่นคือ “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” ของตน ถึงจะแก้ปัญหาและดับสาเหตุของทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด [นิโรธวาร] ที่เรียกว่า “มูล ๒” หมายถึง มูลเหตุที่ทำให้เกิดสังสารทุกข์ [ข้อ ๖ ในปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ อันเป็นองค์ประกอบในภวจักรหรือสังสารจักร] ได้แก่ (๑) อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นอดีตเหตุ และ (๒) ตัณหา คือ ความทะยานอยาก อันเป็นปัจจุบันเหตุ ฉะนั้น ในการเข้าถึงในอริยสัจจธรรมเบื้องต้นนั้น ประกอบด้วย การค้นหาความจริงใน ๒ ประเด็น อันเกี่ยวข้องกับ “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ปัญญาหยั่งรู้อดีตได้หรือระลึกชาติได้ ตรงกับ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) และ (๒) จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ คือ ปัญญาหยั่งรู้สัตว์ที่จุติและอุบัติในสังสารวัฏฏ์นั้น เพราะมีกรรมเป็นของตน ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” ตรงกับ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) [ส่วน ข้อ ๓ คือ อาสวักขยญาณ–สัมมสนญาณ] ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

[A] การกำหนดรู้ทุกข์ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ทุกขสัจจ์] ให้เจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” [Analytic Thinking] ด้วยหลักปัจจัยธรรม “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [Direct Dependent Origination] หมายเหตุ: คำว่า “ปัจจัยธรรม” หมายถึง ธรรมที่สภาวธรรมปรากฏด้วยเหตุอย่างเดียวกัน ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ คือ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กฎแห่งวิบาก–กฎกรรมของสัตว์

 

[B] กำหนดรู้สาเหตุแห่งทุกข์ที่ควรกำจัดไป คือ “สมุทัยสัจจ์” ให้เจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” ด้วยหลักปัจจัยธรรม “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [Reverse Dependent Origination] นั่นคือ (๑) อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งทุกข์ กับ (๒) การดับปัจจัยแห่งอวิชชาคือการดับทุกข์ โดยทางทฤษฎีนั้น “เหตุแห่งทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้ดับเหตุนั้นที่ตรงนั้น พร้อมปัจจัยอื่นๆ อันเป็นปัจจัยองค์ประกอบร่วมด้วย”

 

เพราะฉะนั้น แนวทางในการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้น จะเป็น “มุมมอง” ที่พิจารณาและกำหนดรู้มูลเหตุของปัญหาถึงมิติความสนัมพันธ์ของเหตุปัจจัยในทุกระดับของระบบโครงสร้างอย่างองค์รวม [Holism] ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การมองโลกในแง่ดี [Optimism] โดยกระบวนการสืบสวนมูลเหตุของปัญญาครอบคลุม ตั้งแต่ต้นจนจบทุกประเด็น ทุกมิติองศาความสัมพันธ์ของมูลเหตุแห่งปัญหา นั่นคือ สามารถกำจัดปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างจบสิ้นเด็ดขาดและยั่งยืนถาวร [นิสรณนิโรธ] ไม่นำไปสู่การสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นการมองเห็นปัญหาหรือทุกข์อย่างรู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอด [ปฏิเวธ: เกิดจากปัญญาแตกฉานด้วยความเชี่ยวชาญรอบรู้แห่ง “โกศล ๓” หรือการเจริญกุศลกรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” –ปฏิภาณปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานด้วยไหวพริบปฏิภาณ ทำให้เกิด (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง ในวิปัสสนาภูมิ นั่นคือ “ภาวนามยปัญญา”] ได้ทั้งกระบวนการของปัญหา ด้วยอุบายวิธีที่แยบคายในใจอย่างถูกต้องโดยธรรม [โยนิโสมนสิการ–โกศล ๓–อนุตตริยะ ๓–ปฏิสัมภิทา ๔–ปัญญา ๑๐] คือ ประกอบด้วยปัญญาอันประณีตและมีเหตุผลอันลึกซึ้ง ที่เกิดขึ้นด้วย “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่สัมปยุตต์ด้วย (๑) ปัญญาเห็นธรรม–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ยถาภูตญาณ–ธรรมจักขุ และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม–สัมโพธิญาณ–อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔ โดยอาศัยพลังอำนาจของการเจริญภาวนา [ภาวนามยปัญญา] ได้แก่ (๑) สมถะ–สมถพละ และ (๒) วิปัสสนา–วิปัสสนาพละ หรืออีกนัยหนึ่ง นั่นคือ การอาศัยสภาวะแห่งจิตปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย โดยการเข้าถึง “จตุตถฌานกุศลจิต” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] และปัญญาญาณในวิปัสสนา [วิปัสสนาญาณ] นั้น เป็นปัจจัยองค์ประกอบสำคัญหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยสาเหตุแห่งปัญหา จึงสามารถดับทุกข์ทั้งปวงได้ตามเป็นจริง [อาสวักขยะ] และสามารถบรรลุถึงอรหัตตผลด้วยความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ ที่ประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กิจในอริยสัจจ์ ๔ และ (๓) ญาณ ๓ ที่เรียกว่า “ปัจจเวกขณญาณ” มีอาการ ๑๙ ประการ หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ นั่นเอง

นอกจากนั้น อาจสรุปในภาพรวมว่า:– การค้นหาอริยสัจจธรรมได้นั้น ต้องดำเนินด้วยสัมมาปฏิปทา เพื่อให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรคเท่านั้น ได้แก่ (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) อริยมรรคญาณ ๔ และ (๓) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรคมีองค์ ๑๐ [สัมมัตตะ ๑๐] ซึ่งประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลโดยไตรสิกขาที่บริสุทธิ์ ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา คือ ดำเนินด้วยปัญญา (๒) อธิจิตตสิกขา คือ นำไปสู่ปัญญา และ (๓) อธิปัญญา คือ เริ่มต้นด้วยปัญญา โดยลำดับขั้นตอนการปฏิบัติตามนัยแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นคือ (๑) อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ซึ่งต้องอยู่ในสภาวะที่ถูกต้องด้วยเพิ่มในความหลุดพ้นด้วย นั่นคือ (๑) สัมมาญาณ–โลกุตตรมรรค–มัคคญาณ คือ หยั่งรู้ชอบ และ (๒) สัมมาวิมุตติ–โลกุตตรผล–ผลญาณ คือ หลุดพ้นชอบ ที่เรียกว่า “อรหัตตผลวิมุตติ” ขั้นตอนทั้งหมดรวมกัน เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม” บุคคลผู้เป็นอริยบุคคลนั้น จึงจะสามรถบรรลุถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้จริง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4744532