๕๒. เมื่อทุกข์ครอบงำจิตย่อมตกอยู่ในอบายภูมิ

         Unhappy Existence Resulted from Suffering–Occupied Mind

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  549  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ถ้าพิจารณาคติพื้นบ้านไทยสามัญง่ายๆ ที่กล่าวไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” สำหรับคำว่า “อก” [The Chest of Body = รูปกาย] คือ บริเวณทรวงอกอันเป็นบริเวณพื้นที่ร่างกายมากที่สุด โดยมีศูนย์กลางกลางหน้าอกขยายแผ่ออกไป อันอนุมานได้ว่า “ทุกข์กาย–กายิกทุกข์” [Physical Suffering] ส่วน คำว่า “ใจ” [The Heart of Mind = นามกาย] คือ จิตวิญญาณที่ทำหน้ารู้แจ้งในอารมณ์หรือความนึกคิดต่างๆ แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทั้งหลาย อันอนุมานได้ว่า “ทุกข์ใจ–เจตสิกทุกข์” [Mental Suffering] เพราะฉะนั้น คำว่า “นรก” [Hell or Inferno] หมายถึง ความทุกข์เดือดร้อนเหมือนอยู่บนกองไฟที่กำลังสุมไหม้อยู่ ที่เรียกว่า “อัคคิ ๓” [Fire] หมายถึง กิเลสเครื่องทุกข์ร้อนเช่นไฟ ได้แก่ (๑) ไฟราคะ–ราคัคคิ [The Fire of Lust] คือ ความติดใจ กระสัน อยากได้  (๒) ไฟโทสะ–โทสัคคิ [The Fire of Hatred] คือ ความขัดเคือง ไม่พอใจ คิดประทุษร้าย และ (๓) ไฟโมหะ–โมหัคคิ [The Fire of Delusion] คือ ความหลง ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ไฟกิเลสดังกล่าวนี้ ย่อมกลายเป็นมูลเหตุให้ความทุกข์ทรมานในกายและใจได้ตลอดเวลา น่าจะเรียกว่า “ไฟนรก” [Inferno] จะเหมาะมากกว่า สำหรับตัวปัญหาสร้างทุกข์ก็เกิดมาจาก “ใจ–จิตวิญญาณ–พื้นจิตตสันดาน” ไม่มาจากไหน ตนเองเป็นผู้สร้างความทุกข์ทั้งหลายขึ้นเองทั้งนั้น ไม่ใช่คนอื่น เพราะถ้าตนเองไม่เอา “ทุกข์” มาสุมทรวงอกตนเอง ใครก็มาทำอะไรไม่ได้ กล่าวคือ อาการของจิตวิญญาณจะเลือกพิจารณาเอาภาวะเดือดร้อนแบบ “สังสารทุกข์” นั่นเอง จึงเสวย “ทุกขเวทนา” อยู่ร่ำไป ก็เหมือนอยู่ในขุมนรกขุมไหน [อบายภูมิ ๔] ก็เชิญเลือกเอาเองก็แล้วกัน ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้เลือกทำความดีกุศลกรรม จะทำให้จิตใจเบิกบาน รู้จักใช้ปัญญาและเหตุผล  [โยนิโสมนสิการ] คือ “ทำดีย่อมได้ดี” แต่ถ้าเลือกทำความชั่วอกุศลกรรม ก็จะทำให้จิตใจเศร้าหมอง เจือปนกลุ้มรุมด้วยกิเลสน้อยใหญ่ ไม่รู้จักใช้ปัญญาและเหตุผล [อโยนิโสมนสิการ] และยิ่งปรารถนาเอาดีทางชั่ว ทุกอย่างในชีวิตก็เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ฉะนั้น “คนจะดีหรือจะชั่ว–ทุกอย่างก็อยู่ที่ใจ” ว่าบุคคลนั้นจะเลือกตามแรงปรารถนาหรือจะปฏิเสธไม่ต้องการเลยก็ได้.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – เมื่อทุกข์ครอบงำจิตย่อมตกอยู่ในอบายภูมิ

 

การมีชีวิตหมุนเวียนสืบเนื่องแห่งชีวิตสันตติอยู่ในสังสารจักรนั้น ก็เท่ากับจิตเสวยทุคติอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ มีทั้งทุกข์และสุขสลับกันไป หรือยู่ไปอย่างขาดสติไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล อยู่ในสภาวะที่จิตหรือความนึกคิดนั้น ถือผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงตามกำหนดแห่งธรรมดา หรือสภาวะแห่งธรรมชาติ อันเป็น “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ซึ่งหมายถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” [The Trends of Noble Path] ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–มัคคญาณ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๑๐ [สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม] โดยอาศัยแนวทางปฏิบัติด้วยสัมมาปฏิปทาแห่งกุสลธัมมานุโยค [การหมั่นประกอบกุศลธรรม –Pursuit of Wholesome States] อันเป็นจริยาความประพฤติที่งดงามใน “จรณะ ๑๕” หมายถึง แนวทางดำเนินปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อให้บรรลุถึง “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) สีลสัมปทา ๑ คือ ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความ ประพฤติทั่วไปดีงาม (๒) อปัณณกปฏิปทา ๓ คือ ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนําผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้น จากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด นั่นคือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค (๓) สัทธรรม ๗ คือ ธรรมที่ทําให้เป็นสัตบุรุษ นั่นคือ มีศรัทธา–มีหิริ–มีโอตตัปปะ–เป็นพหูสูต–มีความเพียรอันปรารภแล้ว–มีสติมั่นคง–มีปัญญา และ (๔) ฌาน ๔ คือ การเพ่งพินิจไตร่ตรองด้วยจิตแห่งสติที่เป็นสมาธิแน่วแน่ นั่นคือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้สำเร็จลุล่วงถึงธรรมวิเศษ [คุณวิเศษ–อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม] แล้ว ย่อมมีระดับจิตพัฒนาถึงอรหันต์ได้ คือ การบรรลุถึงวิชชาในฝ่ายสมถภาวนา ได้แก่ วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–ปฏิสัมภิทา ๔ [ฝ่ายวิปัสสนาภาวนา] ส่วนรายละเอียดของแนวทางปฏิบัติอันประเสริฐนั้น ย่อมแตกต่างยากง่ายในตัวบุคคล ที่สะสมบุญกุศลบารมีมาเฉพาะตน [มีกิเลตัณหามากน้อยต่างกัน] นั่นเอง

ฉะนั้น สภาวะแห่งจิตของอรหันต์นั้น ย่อมเป็นจิตปราศจากนิวรณ์และสังกิเลสทั้งหลายในเบื้องต้น เพราะจิตสหรคตด้วย “ปัญญาภูมิ–วิปัสสนาภูมิ” อยู่ตลอดเวลาอันเป็นจิตแห่ง “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [ภวจักร] หรืออีกนัยหนึ่งในเบื้องต้นนั้น “จิตวิญญาณ” [Consciousness: สติ–Mindfulness ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ กับ สัมปชัญญะ–Awareness ความรู้ชัด รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา] ย่อมประกอบด้วย (๑) “วิชชา ๒” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณ] กับ (๒) “ญาณ ๒” คือ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่ นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ [ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ] เพราะฉะนั้น ทั้ง “วิชชา” [ฌาน] และ “ญาณ” นั้น มีสมุฏฐานเกิดจากจิตอันเป็นสติชอบกับสมาธิชอบ อันเกิดจากความเพียรชอบใหญ่ในการละกิเลสอกุศลและสร้างบุญกุศล [สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔] หรือ สัมมาสติ [สติปัฏฐาน ๔] กับ สัมมาสมาธิ [ฌาน ๔–รูปฌาน ๔] นั่นคือ “รูปาวจรฌานกุศลจิต” หมายถึง จิตปราศจากนิวรณ์ อันเป็นกิเลสอย่างกลาง [ปริยุฏฐานกิเลส] ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” [Knowledge and Insight] หมายถึง ปรีชารู้เห็น ความหยั่งรู้–หยั่งเห็น แต่ถ้าให้พิจารณาตามขั้นในวิสุทธิคุณนั้น จะเทียบเคียงได้กับ “วิสุทธิ ๒” หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนสามารถบรรลุจุดหมาย นั่นคือ นิพพาน ได้แก่ (๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ [อนัตตานุปัสสนา] เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ กับ (๒) “กังขาตรณญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความบริสุทธิ์ขั้นที่ ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กําหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ระลึกชาติได้จนรู้เห็นเหตุปัจจัยใน อัทธา ๓–วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก ที่เกิดขึ้นใน (๑) อดีต–อวิชชา–กิเลส (๒) ปัจจุบัน–ตัณหา–กรรม (๓) อนาคต–สังสารทุกข์–วิบาก ซึ่งทำให้รู้เห็น: กฎแห่งกรรม–กฎแห่งวิบาก–กฎแห่งกรรมของสัตว์] จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

ฉะนั้น กล่าวโดยสรุป มีการฝึกอบรมจิตตฌานแห่งสมาธิ [เอกัคคตาแห่งสมาธิ] พร้อมด้วยการฝึกอบรมปัญญาแห่งวิปัสสนา [วิปัสสนาญาณ] เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิ ที่เรียกว่า “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” ที่เทียบเคียงคู่กันด้วยปัสสัทธิอย่างราบรื่น สมรรถนะระหว่างสมาธิกับปัญญานั้น เป็นคุณสมบัติของอริยบุคคลในพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งเป็นผู้ถือปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระอรหันต์เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงมีจิตอันข้ามพ้นจากวัฏฏะแห่งอุปาทานขันธ์ [อุปาทานทุกข์–อุปาทิ] ที่เรียกว่า “กิริยาจิต” คือ สภาวะแห่งจิตประกอบด้วยเจตนา [สัญเจตนา] ไม่ก่อกรรมและวิบาก เพราะมีกิเลสครอบงำจิต ก็เป็นเพียงแค่อาการของจิตเท่านั้น ซึ่งอยู่เหนือระดับจิตใน “ภูมิ ๓๑”  หรือสภาวะปราศจากขันธ์ ที่เรียกว่า “ขันธวินิมุต” อันเป็นภาวะปราศจากความยึดมั่นในขันธ์แล้ว ซึ่งหมายถึง “วิวัฏฏะ” [นิพพานอันเป็นภาวะปราศจากกิเลสทั้งหลย ย่อมไม่ก่อ “กรรม–วิบาก” ใดๆ ทั้งสิ้น หรือ “นิพพานแห่งบรมธรรม” แต่เมื่อหวนกลับมาพิจารณาถึงสภาวะแห่งจิตในปุถุชนทั่วไป ย่อมเสวยทุคติ โดยเฉพาะแดนแห่งอบายภูมิทั้ง ๔ ได้แก่ (๑) นิรยะ–นรก คือ พวกไม่มีความสุขความเจริญ (๒) ติรัจฉานโยนิ คือ พวกมือมัวโง่เขลา (๓) ปิตติวิสัย–แดนเปรต คือ พวกหิวกระหายไร้สุข และ (๔) อสุรกาย–พวกอสูร คือ พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง แต่ถ้าเป็นพวกมีคุณธรรมหน่อย ก็จะอยู่ในภูมิของมนุษย์ หรือ “กามสุคติภูมิ ๗” แต่ถ้าเป็นผู้ถือศีลปฏิบัติธรรมก็จะมีระดับจิตอยู่ใน “รูปาวจรภูมิ ๑๖” หรือ “อรูปาวจรภูมิ ๔” ดังนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ระดับคุณภาพชีวิตหรือจิตที่จัดอยู่ในทั้ง ๓๑ ภูมิ นี้ ต่างก็ เรียกว่า “ทุคติภูมิ” เพราะจัดเป็นวัฏฏะ มีการเวียนว่ายตายเกิดอุบัติขึ้น หรือถือเป็น “โลกียภูมิ” ไม่ใช่ “โลกุตตรภูมิ” ระดับจิตยังจัดอยู่กับ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ไม่ใช่ภูมิของพระอริยเจ้าผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว กล่าวโดยสรุป การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ ความมุ่งหวังให้ตนถึงความหลุดพ้น นั่นคือ จากปุถุชนไปสู่อริยบุคคล ๑ จากโลกียะไปสู่โลกุตตระ ๑ จากวัฏฏะไปสู่วิวัฏฏะ ๑ จากอุปาทานขันธ์ไปสู่ขันธวินิมุต ๑ จากโลกธรรมไปสู่อมตธรรม ๑ นั่นคือ มุ่งเอา ความแจ้ง–ความสว่าง–ความสงบ [สัจจภาวะแห่งนิพพาน] อันเป็น “สันติบทแห่งพระนิพพาน” ให้สังเกตว่า นิพพานเป็นสภาวะแห่งจิตปราศจากหรือไม่มีอุปาทิเหลืออยู่ ที่เรียกว่า “การดับขันธ์ปรินิพพาน” โดยปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงแล้ว และดำรงอยู่ในสภาวะไม่ใช่สัตว์บุคคล ความว่างเปล่า [อนัตตตา–สุญญตา] คือ ธรรมชาติบริสุทธิ์ที่แท้จริงแห่งอมตธาตุหรือนิพพานธาตุ สภาวะดังกล่าวนี้ คือ เป้าหมายอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย แต่สำหรับสาธุชนปุถุชนทั่วไปนั้น คุณภาพชีวิตหรือระดับจิตที่ดำรงอยู่อย่างเสมอตัว คือ “ภูมิแห่งมนุษย์” ด้วยการฝึกอบรมจิตใจและปัญญา ไม่ให้ถูกครอบงำด้วยกิเลสหรือนิวรณ์ทั้งหลาย โดยพยายามดำรงอยู่ใน “กามาวจรสุคติภูมิ ๗” ขึ้นไป ไม่ควรตกอยู่ใน “อุบายภูมิ ๔” เพราะประกอบทุจริตจิตทั้งปวง [มิจฉาทิฏฐิ] เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายได้เช่นนี้แล้ว ย่อมเกิดศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้าใน “สัมมาทิฏฐิ” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แก่ (๑) ไม่ทำชั่วทั้งปวง (๒) ทำดีทั้งปวง (๓) ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ และ (๔) ไม่ประมาท นั่นคือ เกิดการยอมรับในความเชื่ออย่างมีเหตุผลโดยปริยาย ได้แก่ (๑) กฎแห่งกรรม (๒) กฎผลวิบากแห่งกรรม (๓) กฎกรรมของสัตว์ ที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน และเกิดความศรัทธาปสาทะในทัศนคติว่า “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” และสัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม จะหลีกพ้นไปไม่ได้ ความรู้เข้าใจอย่างถูกต้องในระดับนี้ เรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ” [องค์ความเกี่ยวกับปัจจัยธรรมทั้งหลายหรืออิทัปปัจจยตา] และย่อมเป็นเหตุให้เกิดการบรรลุถึง “ดวงตามเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้จริง อันเป็นสมุฏฐานสำคัญให้บรรลุถึงปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่  (๑) ปัญญาเห็นธรรม–ยาถาภูตญาณ และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม–อาสวักขยญาณ รวมกันเรียกว่า “สัมโพธิญาณ” นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดรู้ทุกขอริยสัจจ์ให้รู้ประจักษ์แจ้งหรือเข้าใจอย่างถ่องแท้ และการกำหนดรู้ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ด้วยมีไหวพริบปฏิภาณ [โยนิโสมนสิการ] นั้น ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางปฏิบัติธรรม นั่นคือ เป็นการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาหรือทุกข์เบื้องต้น และภูมิหลังของปัญหานั้นๆ อย่างละเอียด ก่อนกำหนดรู้แนวทางแก้ไข [ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์] และผลของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานั้นๆ [ทุกขนิโรธอริยสัจจ์] ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” นั่นเอง ซึ่งถือเป็น “ทฤษฎีต้นแบบของระเบียบวิธีวิจัย” [The Prototype Theory of Research Methodology] ในศาสตร์สมัยใหม่แห่งยุคปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในการแก้ไขปัญหาทางโลก รวมทั้งเป็นแนวทางการค้นคว้าวิจัยความรู้ใหม่ๆ อีกด้วย สำหรับการดับสังสารทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการกระทำที่สำเร็จเบ็ดเสร็จไม่ปล่อยทิ้งให้กิเลสทั้งหลายอยู่ลอยนวล ย่อมภาวะปราศจากอาสวะทั้งหลายปลอดโปร่งยั่งยืนตลอดไป ที่เรียกว่า “อมตธรรม–บรมธรรม” ส่วนการแก้ปัญหาทางสังคมของนักวิทยาศาสตร์นั้น ยิ่งแก้มากเท่าไหร่ ก็จะพบว่าจะมีปัญหาใหม่ยิ่งเกิดขึ้นเพิ่มเติมเป็นเงาตามตัว เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดประเด็นนั้นๆ [Separated Stand-Alone Issue] ไม่เกี่ยวพันกับประเด็นอื่นๆที่สัมพันธ์และมีผลกระทบต่อกันและกันในแบบระบบโครงสร้างองค์รวม [Holism] หรือเป็นแบบเครือข่ายสัมพันธ์ [Network] เพราะฉะนั้น ปัญหาหรือทุกข์จึงไม่จบเบ็ดเสร็จหมดสิ้นแต่กลับกลายเป็นทุกข์ซ้ำซ้อนไม่รู้จบ อนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาชีวิตเป็นแบบองค์รวม คือ ชีวิตประกอบด้วย (๑) ร่างกาย [Body] กับ (๒) จิตใจ [Mind] ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาชีวิตจึงกระทำทั้งสองด้านในเวลาพร้อมๆ กัน ก็เทียบเคียงได้กับการวินิจฉัยอาการโรคมะเร็ง คือ “สมุฏฐานโรคมะเร็ง” [Cancer-Symptom Diagnoses] ประกอบด้วยเหตุ ๒ อย่าง (๑) ร่างกาย–ปากกินอาหารเป็นพิษสกปรกเจือปนสารก่อมะเร็งโดยไม่รู้จักคิด เอาความมันส์ของปากเข้าไว้ ตายช่างมัน ปากมอมทั้งเรื่องกินและนินทาชาวบ้าน [น่าจะเป็นสาเหตุมะเร็งช่องปากกระมัง..!] เช่น ของหมักดอง อาหารผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนเชิงอุตสาหกรรม กับ (๒) จิตใจ–สังกิเลสธรรมเครื่องเศร้าหมอง จิตใจเป็นทุกข์จากพื้นจิตทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ เช่น ผัวเมียชอบเล่นการพนัน ชอบสร้างหนี้เพราะอวดร่ำรวย เป็นต้น ฉะนั้น ร่างกายก็แย่ จิตใจก็หมองมัว ก็ย่อมตายสถานเดียว จะฉายรังสังหรือตัดนั้นตัดนี้ออก แล้วมะเร็วจะยอมหนีหายได้หรือ คนไข้ยิ่งคิดมาก ร่างกายก็ทรุดโทรมเร็วมากเป็นเงาตามตัว คิดอะไรไม่ออก มันมืดแปดด้าน จิตใจอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม [ใจไม่ดีตกนรกทั้งเป็น] เมื่อใจเป็นนายของร่างกาย ก็สนธิกำลังอำลาโลกไปพร้อมๆ กัน เสียดายที่คนตายในอาการแบบนี้ไม่ได้เห็น “ตายก่อนตาย” [The Death Before Death] ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ขอจบคำบรรยายทั้งหลายลง ณ โอกาสนี้ ด้วยประการฉะนี้เอง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4743941