๕๓. ความไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นเหตุให้เสียธรรม  

         The Lack of Temperance Causes the Dhamma Collapse

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  468  

 

ความสำคัญของบทความ

 

สังคมมนุษย์มีระบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือวัฒนธรรมภายในชุมชนของตนแตกต่างกันไป ที่เรียกอีกอย่างว่า “การถ่ายทอดความรู้” [Knowledge Transfer] เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์หรือพืชจะไม่มี “ระบบการขัดเกลาทางสังคม” อย่างเด่นชัดเหมือนมนุษย์ คือ “พวกมีพ่อแม่สั่งสอน” [สถาบันครอบครัว] ต่อจากนั้น ก็จะเป็นระบบโครงสร้างทางสังคม รับผิดชอบหน้าที่อีกขั้นหนึ่ง คือ “สถาบันการศึกษา: โรงเรียน–วิทยาลัย–มหาวิทยาลัย” บทบาทของสถาบันทั้ง ๒ แห่ง นี้ มีของดีอะไรในการนำไปถ่ายทอดให้สมาชิกคนรุ่นต่อไป สำหรับ “ของดี” ที่ว่านั้น คือ “องค์ความรู้” [A Body of Knowledge] ที่สั่งสมกันมาในสังคมท้องถิ่นและจากสังคมอื่นๆ จนถึงจากสังคมทั่วโลกสำหรับสมัยปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะสืบทอดเทคโนโลยีได้นั้น จะเป็นเป็นบุคคลที่มีความฉลาดเฉลียว มีไหวพริบปฏิภาณ เป็นล้ำเลิศ จึงจะสำเร็จกิจในการสืบทอด (๑) เจตนารมณ์หรืออุดมการณ์ อันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม [ความรู้–อารยธรรม] และ (๒) สิ่งประดิษฐ์ฝ่ายรูปธรรม [สสารวัตถุ] ฉะนั้น คนรุ่นต่อไปนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่มี “สติสัมปชัญญะ” ดีมาก ประกอบด้วย (๑) ปัญญา–Wisdom คือ “สัมปชัญญะ” [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ = อธิปัญญา] และ (๒) เหตุผล–Reasoning [Logic] คือ “สติ” [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ = อธิจิตต์] และประการสำคัญ ต้องเป็นผู้รู้มีธรรมของคนดีประจำใจ นั่นคือ “พหูสูต–สัตบุรุษ–ปราชญ์เมธี” ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า “เอกบุรุษ–มหาบุรุษ–บรมบุรุษ” เป็นต้น บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมสร้างสรรค์ต่อเติมต่อยอดปัญญาความรู้จากของเก่าดั้งเดิม ให้เจริญงอกงามบริบูรณ์สมบูรณ์ได้ยิ่งขึ้นและไพบูลย์ด้วยอัตถประโยชน์ในกิจการงานต่างๆ ในทางศาสตร์สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับตน เพราะฉะนั้น คนจะดีจะชั่วนั้น ก็ต้องนำมาขัดเกลาที่ “สติสัมปชัญญะ” ให้เป็นอย่างมีสติ คือ เป็นคนดีมีคุณภาพ หรือให้เป็นอย่างเสียสติ คือ เป็นคนชั่วด้วยคุณภาพ แล้วผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะเลือกทางเส้นไหน เพื่อจะให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค อันเป็นจุดหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์แห่งการปฏิบัติธรรม.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๓ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นเหตุให้เสียธรรม

 

ตามคำนิยามของคำว่า “สติ” [Mindfulness] หมายถึง ความระลึกได้ ความจดจำได้ ความทรงจำ ส่วนคำว่า “สัมปชัญญะ” [Awareness] หมายถึง ปัญญา ความรอบรู้ ความรู้ตัวด้วยปัญญา เกณฑ์การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล วิจารณญาณ เมื่อบุคคลฝึกอบรมสติมาดีพร้อมแล้ว ย่อมเกิดสติแก่กล้า [อุปัฏฐาน] โดยเฉพาะการฝึกสติใน “สติปัฏฐาน ๔” ด้วยการกำหนดสติให้ตามรู้ใน “กาย–เวทนา–จิต–ธรรม” [อารมณ์แห่งกรรมฐาน] ว่าสภาวธรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งไม่ใช่ตัวตนบุคคล เป็นเพียงแต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ สภาวธรรมมารวมกันเป็นหน่วยรวมเดียวกัน [Collective Unit] หรือมีสภาพเป็นแค่เพียง “ภาพลวงตา” [Hallucination] ให้สติเข้าไปยึดเกาะ และกลายเป็นความทุกข์ความเดือด ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น (๑) สภาวะแห่งจิตต่างๆ จึงเป็น ธรรมเครื่องระลึกจดจำของสติ ในขณะเดียวกัน กับ (๒) สภาวะแห่งจิตนั้นๆ ก็กลายเป็น ธรรมเครื่องเรียนรู้ของสัมปชัญญะเช่นเดียวกัน และ (๓) สภาวะแห่งจิตนั้นๆ ก็กลายเป็น ปัญญาและความรู้ทักษะสะสมเป็นประสบการณ์  [องค์ความรู้–ขุมทรัพย์แห่งปัญญา] และ (๔) กลายเป็น อุปนิสัยประจำตัว [พื้นจิตตสันดาน] ไปในที่สุด  

แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น คนส่วนใหญ่นั้น ก็ไม่ได้ฝึกอบรม “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] มาอย่างถูกต้องตามวิธีของพระพุทธเจ้า จึงทำให้เกิดความประมาท [ปมาทะ] ที่เรียกว่า “ขาดสติ” [Mindlessness] และอยู่ในสภาพที่ “หมดความคิด” [Thoughtlessness] จึงทำให้เกิดความสะเพร่า ความเพลอเลอ และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถึงแม้จะหมั่นเพียรในการเจริญภาวานามามากก็ตาม เมื่อไม่สำรวมระวังในอินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมทำให้เกิด “อาการเสียธรรม” ได้เสมอ โดยเฉพาะผู้ครองเพศสมณะ ที่เรียกว่า “วิบัติ ๔” หมายถึง ความเสียหาย ความบกพร่อง ความใช้ไม่ได้ ได้แก่ (๑) ศีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ (๓) ทิฏฐิวิบัติ (๔) อาชีววิบัติ ซึ่งนำไปสู่ความไม่ละอายบาป และไม่กลัวบาป นั่นคือ “อหิริกะ–อโนตตัปปะ” นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลผู้สามารถนำความเดือดร้อนมาสู่สังคมได้ เพราะไม่มี “หิริ–โอตตัปปะ” ครอบงำจิตใจตลอดเวลา นั่นคือ “ความขาดสติสัมปชัญญะ” นั่นเอง

เมื่อฝึกอบรม “สติ” [Mindfulness] ให้แก่กล้าได้ “สัมปชัญญะ” [Awareness] ก็เกิดความคมชัด ย่อมกลายเป็น “ปัญญา” [Wisdom] กล่าวคือ “สติ” ก็กลายเป็น: ทัสสนะ [กายหยั่งเห็น–Insight] และ “สัมปชัญญะ” ก็กลายเป็น: ญาณ [การหยั่งรู้–Knowledge] ด้วยการการฝึกอบรมจิตใจให้บรรลุ “ฌานสมาบัติ” [Absorptions] ที่เรียกว่า “ฌาน ๔” โดยเฉพาะ “จตุตถฌาน” ที่จิตพัฒนาด้วยองค์ฌาน ๒ อย่าง ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [จิตประภัสสร–จิตดั้งเดิมตามสภาพธรรมชาติ ปราศจากนิวรณ์] เพราะฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] ในวิปัสสนาภูมิ [สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา] ก็คือ “ญาณทัสสนะ” [Knowledge and Insight] หมายถึง การหยั่งรู้–การหยั่งเห็น

 

ส่วนในกระบวนการคิด พิจารณาไตร่ตรอง เพ่งกำหนด ตามสภาวธรรมต่างๆ อย่างถูกววิธี ด้วยปัญญาและเหตุผลนั้น เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [Analytic Thinking] เพื่อให้เกิดปัญญารู้เห็นสภาวธรรมที่ปรากฏ [เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป] ตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ–ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ” ซึ่งเป็นการพิจารณาธรรมตามหลักปฏิจจสมุปบาท เพื่อให้รู้เห็น: (๑) เหตุแห่งทุกข์ [สมุทยวาร] นั่นคือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” และ (๒) การดับทุกข์ [นิโรธวาร] นั่นคือ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ในสาระประเด็นนี้ ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญใน “การะบวนการคิด” [Conceptualizations]

นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาธรรมด้วยหลัก “ปัจจัยธรรม” อื่นอีกด้วย นั่นคือ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” [ธรรมในภวจักรหรือสังสารจักร] ด้วย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ ฉะนั้น “การมนสิการกรรมฐาน” บ่อยๆ อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์โดย “อนุปัสสนา ๗” ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ” ตามมา [ปัญญา ๑๐] จนถึงขั้นปัญญาแตกฉาน ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔: อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” โดยมีลำดับการพัฒนาฝึกอบรมตนให้เกิดปัญญาต่างๆ ได้ [พระอรหันต์ในขั้น “ปฏิสัมภิทัปปตะ” คือ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาสี่] ดังนี้

 

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

เพราะฉะนั้น ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะเกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม “สติสัมปชัญญะ” เสมอ พร้อมด้วยอานิสงส์ของการเจริญ “สมาธิภาวนา” อีก ๓ อย่าง นอกจาก “สติสัมปชัญญะ” ได้แก่ (๑) ญาณทัสสนะ–การหยั่งรู้เห็น (๒) อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้ และ (๓) ทิฏฐธรรมสุขวิหาร –การอยู่เป็นสุขในขณะปัจจุบัน เมื่อมี “สติสัมปชัญญะ” แกร่งคมชัด [อุปัฏฐาน–ญาณ] เป็น “สติปัญญา” [ปัญญาญาณในภาวนากรรมฐาน] แล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมได้อานิสงส์เช่นนั้น ย่อมดำรงตนอยู่ด้วย “ความไม่ประมาท” [อปปมาทะ] ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ” จะทำหน้าที่กลั่นกรองและยับยั้งความนึกคิดระหว่างกุศลธรรมกับอกุศลธรรม นั่นคือ เป็นจิตตัววิจารณญาณ จิตสำนึก หรือ มโนธรรม

อนึ่ง ใน “กระบวนการขัดเกลาทางสังคม” [Socializations] นั้น การฝึกอบรมจิตตัวเป็น “สติสัมปชัญญะ” พร้อมด้วยการฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้รู้ประจักษ์แจ้งด้วย “ญาณทัสสนะ” ทั้งความหมายและเหตุผลโดย “โยนิโสมนสิการ” [ทิพพจักขุญาณ] เพื่อให้พิจารณาโจทย์ชีวิตพื้นฐานของชีวิตนั้น คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [อุปาทานทุกข์] อันเป็นสภาพแห่งทุกข์ของทุกคน โดยบุคคลต้องกำหนด “สติสัมปชัญญะ” ให้ตามพิจารณาสภาวธรรมดังกล่าวนี้ ให้รู้แจ้งเห็นจริงให้ได้ว่า ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง [ทุกขสัจจ์] ต่อไปก็ฝึกอบมให้กำหนดรู้สาเหตุของทุกข์ทั้งหลายนั้น เกิดจากอะไรเป็นเหตุ [สมุทัยสัจจ์] และกำหนดรู้ความจริงของสภาวะปราศจากทุกข์นั้น ทำอย่างไร [นิโรธสัจจ์] แล้วค่อยคิดหาแนวทางในการดับทุกข์นั้นๆ [มรรคสัจจ์] ดังนั้น คำว่า “กองทุกข์แห่งชีวิต” ก็คือ ธรรมในวิปัสสนาภูมิ ต่อไปนี้ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ ส่วนปัญญารู้แจ้งในเรื่องนี้ดี คือ “อริยสัจจ์ ๔”

หลักธรรมที่กำหนดรู้สาเหตุแห่งกองทุกข์ในชีวิต คือ “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท กับ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–กฎแห่งวิบากกรรม–กฎแห่งกรรมของสัตว์] ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ฉะนั้น ในบรรดาธรรมทั้งหมดนี้ เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” และความรู้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาและเหตุผลโดย “สติสัมปชัญญะ” นั้น จึงเป็นแก่นพื้นฐานของการปฏิบัติธรรมทั้งปวง ถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริง [ญาณทัสสนะ] ในเรื่องนี้แล้ว มักทำให้บุคคลหลงทางในเป้าหมายในการดับกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง ไม่เห็นอัตถธรรมอันเป็นประโยชน์ภายหน้าที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงโดยปรมัตถ์ [ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุด] ที่เรียกว่า “นิพพาน” [Nirvana] ไม่อดทนไม่หมั่นเพียรจริงเพื่อเรื่องนี้จนถึงที่สุด คือ ทำได้ไม่ถึงที่สุดแห่งปรมัตถ์เพื่อบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑]

ดังนั้น ความเข้าใจอย่างถูกต้องในระบบโครงสร้างของการปฏิบัติธรรมนั้น จึงเป็นเรื่องการเห็นที่ยอดเยี่ยม [ทัสสนานุตตริยะ] คือ ปัญญาเห็นธรรม ปัญญาตรัสรู้ธรรม เห็นนิพพาน หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ จากนั้นกำหนดรู้เห็นแนวทางปฏิบัติอันเยี่ยม [ปฏิปทานุตตริยะ] คือ “อริยมรรค” [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–โลกุตตรมรรค ๔] แล้วกำหนดรู้ความหลุดพ้นอันเยี่ยม [วิมุตตานุตตริยะ] ถึงความเป็นอรหันต์ ได้แก่ โลกุตตรผล ๔ [สัมมาญาณ] กับ อรหัตตผลวิมุตติ [สัมมาวิมุตติ] เพราะฉะนั้น สภาวะอันถูกต้องแหงการหลุดพ้นนั้น เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม ๑๐” ซึ่งประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘–โลกุตตรมรรค–สมุจเฉทนิโรธ คือ ดับกิเลสด้วยตัดขาดเสร็จสิ้นเด็ดขาดด้วยโลกุตตรมรรค (๒) สัมมาญาณ–โลกุตตรผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ คือ ดับด้วยสงบระงับ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก และ (๓) สัมมาวิมุตติ–อรหัตตผลวิมุตติ–นิสสรณนิโรธ คือ ดับด้วยสลัดออกได้ ดับด้วยปลอดโปร่งไป ดับกิเลสสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้น คือ “อมตธาตุ–นิพพาน–บรมธรรม” [วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต] คือ มีปรึชาสามารถเข้าถึง “สันติบทแห่งนิพพาน” [มรรคภาวนา] ได้

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้พัฒนาตนจน “สติสัมปชัญญะ” มีความแก่กล้าคมชัดถึงขั้นนี้ [อุปัฏฐาน–ญาณ: “อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา” = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ] ย่อมรู้ดีรู้ชั่ว เกิดศรัทธาปสาทะเชื่อมั่นใน (๑) กฎแห่งกรรม (๒) ผลแห่งกรรม (๓) สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน และ (๔) ความตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมกำหนดรู้ได้ด้วย “ทิพพจักขุญาณ” อันสัมพันธ์กันในปัจจัยธรรมทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ จิตจึงประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล โดยการรู้อย่างเท่าทันผลวิบากของกิเลสที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ประกอบกรรมอย่างขาดสติหรือเสียสติ [อกุศลมูล ๓:โลภะ–โทสะ–โมหะ] อันเป็นเหตุให้ลุถึงวิปลาสและอคติ คือ เกิดความเห็นถือผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงจนถึงขั้นวิบัติ ได้แก่ ทุศีล–ประพฤติไม่งาม–ผิดธรรมผิดวินัย–เลี้ยงชีพในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “อาการเสียธรรม” ยกตัวอย่างประกอบ เช่น แทนที่จะสนับสนุนคนดีให้พ้นทุกข์ กลับไปช่วยคนชั่วให้มีโอกาสทำชั่วได้มากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว กลัวชาวบ้านจะฉิบหายน้อยไป [อรติ–ปฏิฆะ–โทสะ = ความไม่ยินดี ความขัดเคืองใจ ไม่ประสงค์ดี เรียกว่า “นิวรณ์” อีกอย่างหนึ่ง] เพราะขบคิดได้ไม่ละเอียดเพียงพอ คนชั่วฉลาดมากกว่า เลยมากินบุญของตนไปหน้าด้านๆ หรือมิฉะนั้น ก็ประมาณไม่ถูกว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ให้เหมาะกับกาลเทศะ เป็นต้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “สติสัมปชัญญะ” คือ ความระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมโดยไม่ประมาทนั้น ด้วยรู้ถึงโดยปัญญาและเหตุผล ซึ่งจะมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงการบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ จึงพึงสำรวมระวังในเรื่องให้ดีด้วย “สังวร ๕” นั่นคือ ความสำรวมเป็นศีล ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวร–สติสังวร–ญาณสังวร–ขันติสังวร–วิริยสังวร ก็พากันทำให้ได้น่ะ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674183