๕๔. ความไม่ประมาทในธรรมย่อมเป็นเหตุให้เห็นธรรม  

         Perseverance in Virtuous Acts Causes the Eye of Truths

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  459  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การดำรงวิถีชีวิตด้วยความไม่ประมาท [อัปปมาทะ] นั้น ย่อมเป็นรางวัลชีวิตของบุคคลนั้นโดยตรง เพราะเป็นกุศลกรรมหรือความดีเฉพาะบุคคลที่ต้องพึ่งตนเองเป็นผู้กระทำบุญบารมีนั้นๆ และนอกจากนี้ ยังส่งผลบุญอานิสงส์ให้แก่คนอื่นที่อยู่รอบข้างได้อีกด้วย คือ การเป็นบุคคลผู้มีน้ำใจไมตรีงดงามด้วย “กรุณาคุณ” [Compassion] คือ ทั้งอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ และเป็นสุข [เมตตาธรรม–Loving-Kindness] ร่วมกันในสังคม [เมตตาและกรุณา] แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น มักมีจิตเจือปนด้วย “ปปัญจะ ๓–ปปัญจธรรม ๓” [Mental Diffusion] อันเป็นมูลเหตุให้เกิด “ความประมาท” [Mindlessness: ละเลยการใช้ปัญญา] ในกรรมทั้งหลาย [กรรม ๓: กายกรรม ๓–วจีกรรม ๔–มโนกรรม ๓] หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวการทําให้คิด ปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทําให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทําให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ได้แก่ ตัณหา– [Selfish Desire]ความทะยานใคร่อยากใคร่ปรารถนา ๑ ทิฏฐิ– [Speculation] ความยึดถือใน ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้ โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง หรือพวกน้ำเต็มแก้วแล้ว จะเติมไม่ได้ ๑ มานะ– [Conceit] ความถือตัว ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น บุคคลที่ประกอบด้วยความประมาทอยู่จนกลายเป็นนิสัยใจคอ จนเกิดความเคยชิน ย่อมกลายเป็น “คนเสียโอกาสดีในชีวิต” [A Man without Any Good Chances of Life] เพราะจะเป็นคนไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าได้ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ที่อันควรจะเจริญก้าวหน้าได้ดีกว่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น คนทั้งหลายพากันแสวงหาโอกาสดีๆ ให้ชีวิต อย่างน้อยก็อาศัยระดับการศึกษาที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างเงินเดือน ทางในทางธรรมนั้น การต้องยอมลงมือศึกษาธรรมและลงมือปฏิบัติธรรมตามนั้นให้ได้ผลจริงมรรคจริง ก็เอาให้ถึงบรรลุพระนิพพานให้ได้ก็แล้วกัน  ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เมื่อรู้จักดีแล้ว เข้าใจดีแล้ว ก็อย่าใช้ชีวิตอยู่ในความประมาทก็แล้วกัน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๔ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความไม่ประมาทในธรรมย่อมเป็นเหตุให้เห็นธรรม  

 

พระธรรมคำสอนทั้งหลายทั้งปวงของพระพุทธเจ้านั้น ต่างมาประชุมลงที่ธรรมว่า “ความไม่ประมาท” [อัปปมาทะ–Earnestness: ความจริงจัง–ความตั้งใจจริง–ความไม่เหลาะแหละ] โดยเกิดจากการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหลาย [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ] หรือ ทางกาย–วาจา–ใจ ไม่ก่อให้เกิดอุกศลกรรม หมั่นก่อกุศลกรรม และทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ความสำรวมระวังในกรรมทั้งหลายนั้น คือ “สีลสังวร” หรือ “สังวร ๕” ได้แก่ (๑) ปกฏิโมกขสังวร (๒) สติสังวร (๓) ญาณสังวร (๔) ขันติสังวร และ (๕) วิริยสังวร นอกจากนี้ พุทธศาสนิกยังสามรถยึดมั่นในแนวทางปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาด เพื่อการบรรลุธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ได้แก่ (๑) อินทรียสังวร (๒) โภชเนมัตตัญญุตา และ (๓) ชาคริยานุโยค ผู้ประพฤติปฏิบัติได้ ย่อมได้ชื่อว่า ผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดภัย พ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” คือ ความประมาท และยอมตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของกิเลสทั้งหลาย ไม่คิดต่อสู้เอาชนะเหล่ากิเลสนั้นๆ จิตจึงมัวหมอง ไม่มีความปราณี “เมตตาธรรม” ต่อสัตว์ทั้งหลาย หลงทางชีวิตอยู่ใน “อบายภูมิ” เป็นส่วนใหญ่ แต่ประเด็นที่ลำบากที่สุด คือ ไม่เปิดโอกาสต้อนรับความดี หรือคุณธรรมที่ก่อให้เกิด “กุศลกรรม” จิตที่สหรคตด้วย “ความประมาท” นั้น ก่อให้เกิด “มโนทุจริต ๓” ได้ง่าย ได้แก่ อภิชฌา–พยาบาท–มิจฉาทิฏฐิ อันเป็นกำลังสนับสนุน “วจีทุจริต ๔” ได้แก่ มุสาวาท–ปิสุณาวาจา–ผรุสวาท–สัมผัปปลาปะ รวมทั้ง “กายทุจริต ๓” ได้แก่ ปาณาติบาต–อทินนาทาน–กาเมสุมิจฉาวาร กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ความประมาท” ทำให้ไม่สำรวมระวังในการแสดงออกในกรรมทั้งหลาย [ทำ–พูด–คิด] นั่นเอง เพราะเป็นอาการทางจิตของผู้ขาดสติ หรือ “ผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดี” นั่นคือ กลายเป็น “บุคคลวิการด้วยสติปัญญา” [อโยนิโสมนสิการ–อวิชชา: Nescience or Ignorance] สำหรับในทางธรรมนั้น แก้ไขได้ด้วยความหมั่นเพียรเจริญจิตตภาวนาใน “สติปัฏฐาน ๔” โดยเฉพาะการมนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ ด้วย “กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน” มีอาการ ๖ ประการ ได้แก่ อานาปานสติ–อิริยาบถ–สัมปชัญญะ–ปฏิกูลมนสิการ–ธาตุมนสิการ–นวสีถิกา แต่ในทางปฏิบัติ มักกล่าวถึง “กายคตาสติ” เมื่อผู้ปฏิบัติฝึกอบรมตนมากๆ ย่อมทำให้ “สติคมชัด” พร้อมด้วยสมาธิตั้งมั่น ที่เรียกว่า “อุปัฏฐาน” นั่นคือ ความมีสติดำรงมั่นเป็น “สัมมาสติ” และสมาธิตั้งมั่นเป็น “สัมมาสมาธิ” ในรูปฌาน ๔ เพราะสืบเนื่องจากการประกอบความหมั่นเพียรด้วย “ศีลสังวร” กลายเป็น “สัมมาวายามะ” ทำให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” [อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา] ที่คมชัดและแก่กล้า กลายเป็น “สติปัญญา” [ญาณทัสสนะ คือ สมาธิในวิปัสสนา] ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “กุศลมูล ๓” [อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ] นั่นคือ (๑) ไม่ทำบาป (๒) ทำแต่ความดี (๓) ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าปราศจากสติ ความระลึกไม่ได้ และไม่ใช้ปัญญาประกอบด้วยเหตุผล “อกุศลมูล ๓” ย่อมเกิดขึ้นในบุคคลนั้นได้ยากมาก เพราะไม่รู้อะไรและหมดความคิดดื้อๆ นั่นเอง การบำเพ็ญตบะ การบำเพ็ญเพียรภาวนา การฝึกอบรม การศึกษา การขัดเกลาทางสังคม หรือเรียกรวมๆ ว่า “การปฏิบัติธรรมขัดเกลากิเสล” [สังขเลธรรม] นั้น ล้วนหมายเอาบุคคลให้มี “สติสัมปชัญญะ” ทั้งสิ้น นั่นคือ รู้จักคิด รู้จักทำ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือ รู้ดี–รู้ชั่ว–ไม่สิ้นคิด แต่คนส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจดี ไม่ยอมศึกษาให้ดีเกี่ยวกับ คำว่า “สติ” [Mindfulness] และ “สัมปชัญญะ” [Awareness] มักใช้เป็นคำควบกัน คือ “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] กิจทั้งปวงจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคำๆ นี้ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะครูทั้งหลายต้องเข้าใจความหมายของคำนี้เป็นอย่างดี เพราะมีอาชีพฝึกอบนักเรียนให้มี “สติสัมปชัญญะ” นั่นเอง ลิงขึ้นเก็บมะพร้าวได้ เพราะพกคำนี้ไว้กับตัว คนเรียนจบปริญญาเอกกได้ก็เพราะคำนี้ และคนจะบรรลุพระอรหันต์ [Arahant] ได้ ก็ยิ่งฝึกอบรมคำนี้เป็นพิเศษ โดยมีลำดับ ดังนี้ (๑) สติสัมปชัญญะ (๒) สติปัญญา (๓) ญาณทัสสนะ (๔) ปัญญาญาณ ให้พิจารณาทบทวนการปฏิบัติธรรมที่หาข้อสรุป [Generalizations] หลักธรรมหรือทฤษฎี [Principle or Theory] มาประชุมไว้ที่ คำว่า “ไม่ประมาท–อัปปมาทะ” ว่ามีส่วนสัมพันธ์กับหมวดธรรมใดๆ บ้าง [ธัมมวิจยะ–วิมังสา] ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า กระบวนการคิดเป็นทักษะที่ฝึกให้คิดอย่างมีระบบระเบียบตาม “วิธีทางวิทยาศาสตร์” [Scientific Methods] พยายามคิดให้ได้ ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาระบบครูในบ้านเมืองเรา คนลาดไปเรียนแพทย์ศาสตร์ เรียนวิศวกรรมศาสตร์ คนโง่ให้เลือกไปเรียนครูครุศาสตร์ อันจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ก็ให้คาดคะเนเอาเองว่า “...แล้วผลการเรียนหรือคุณภาพของผู้เรียนจะเป็นอย่างไร?” นั่นคือ กรณีผลการเรียนของผู้เรียนไม่ดี ก็ให้ผู้ปกครองและผู้เรียน รับกรรมเอาเองว่า เกิดมาโง่เอง ๑ สายพันธุ์หรือกรรมพันธุ์ไม่ดี ๑ ไม่มีใครบอกว่า  “ครูโง่ๆ มาสอนลูกฉันเลยโง่” [โดยเฉพาะในต่างจังหวัด] ก็เป็นอันว่า วงการศึกษาบ้านเราก็เกิด “วิกฤตทางปัญญา” [Knowledge Crisis] หมายถึง “สติสัมปชัญญะอันตรธานหายไปจากวงการครู” กล่าวโดยสรุป “ผู้สอนไม่มีสติสัมปชัญญะ และมาสอนให้ผู้เรียนเกิดสติสัมปชัญญะ” ดังนั้น สภาพสังคมจึงอุดมด้วยคนขาดสติหรือเสียสติ หรือมีสติฟั่นเฟือนไป ไม่รู้จักตัวตนหรือจิตวิญญาณของตนเอง ยิ่งบอกให้มาปฏิบัติธรรม ก็กลัวว่าจะได้ดิบได้ดีทางนี้ เอาดีได้ยาก [ข้อพิจารณา: วิกฤตการณ์ทางโรงเรียนกับวัดก็พอๆ กัน] ทั้งที่เข้าใกล้โลงใกล้หลุมศพแล้ว ก็เลยดำเนินชีวิตด้วยความประมาท เพราะความขาดสติ แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “หลักไตรสิกขา–สิกขา ๓” ที่เรียกสามัญว่า “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ธรรมคุณนี้ จะคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้เกิดความประมาทโดยปริยาย คือ การยกคุณภาพชีวิตกลายเป็น “ผู้มีจิตเป็นพุทธะ” อันเป็นจิตประด้วยธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ผู้รู้ (๒) ผู้ตื่น (๓) ผู้เบิกบาน ด้วยการดำเนินชีวิตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ (๑) อธิปัญญาสิกขา (๒) อธิสีลสิกขา (๓) อธิจิตตสิกขา ในทุกขั้นตอนประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผลในการนึกคิดเสมอ [โยนิโสมนสิการ] ประกาศ! โปรดอ่านทบทวนวรรคนี้อีกครั้งหนึ่ง จะได้เข้าใจยิ่งขึ้นตาม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” อย่าคิดมาก! กลับไปอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง อย่างพลาด! นานๆ มีคนมาชวนให้ทำความดีเป็นสิริรมงคลแก่ชีวิต ก็คือ “อย่าประมาท!” นั่นเอง คำว่า “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” นั้น ไม่ใช่ความไม่ไว้วางใจ เพราะมีเล่ห์กลประกอบด้วย “มโนทุจริต ๓” จนเกิดความลังเลสงสัย [วิจิกิจฉา] หรือความระแวงแคลงใจ จนกลายเป็นโรคประสาท เพราะระวังมากไป คือ ระแวงไปหมดทุกอย่าง เครียดฟั่นเฟือน มีอาการจิตหลอนทางประสาท [Paranoids ] แบบนี้ต้องไปรวามกลุ่มกันในสถานที่อันควรก็แล้วกัน [โรงพยาบาลโรคประสาท] ขาดคุณสมบัติอันเป็น “บุพนิมิตแห่งอริยมรรค” [การดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘] นั่นคือ “...เอาไม่อยู่!” [ฉุนไม่อยู่ แนะนำอะไรดีๆ ให้ก็ไม่ได้ ปิดกั้นสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต อย่างน่าเสียดายโอกาสของตนเอง เพราะจิตยังสหรคตด้วย “ปปัญจธรรม ๓” อย่างเหนียวแน่น ได้แก่ ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ] ไปอยู่ที่ไหนเข้ากลุ่มที่ไหน วงแตกแน่นอน [ท่านมีเหตุผลของท่าน] ดังนั้น “สติสัมปชัญญะ” คือ ธรรมเครื่องพิจารณากำหนดรู้ธรรมทั้งปวงด้วยความมีปัญญาและเหตุผลประกอบอยู่ด้วย จึงสามารถจำแนกแจกธรรมได้ละเอียดพิสดาร [อสาสนีปาฏิหาริย์: ความอัศจรรย์ด้วยอิทธิฤทธิ์ที่เป็นจริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า] และกลายเป็น (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ทิพพจักขุญาณ] พร้อมด้วยธรรมวิเศษสำคัญ นั่นคือ (๒) “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” [สัมมาสัมโพธิญาณ] นอกจากนี้ ยังเป็นบาทฐานสำคัญของ “ปัญญาญาณในวิปัสสนาภูมิ” [พุทธปัญญาญาณ] ทั้งหลาย ในกระบวนการฝึกอบรมปฏิบัติธรรมนั้น จึงเป็นเรื่องการฝึกอบรมให้บุคคลเกิด “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] อยู่เสมอ ด้วยความระลึกได้จำได้ รู้ตัวตนของตนเองด้วยปัญญาและเหตุผลทุกขณะชีวิตที่ก้าวเคลื่อนไปในกาลข้างหน้า.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674085