๕๕. มูลเหตุปัจจัยแห่งวิริยารัมภะและอุปสมะ  

         The Essential Causes of Energetic Effort and Peace

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  509  

 

ความสำคัญของบทความ

 

พระพุทธศาสนาจำแนกชีวิตออกเป็น ๒ คติ ได้แก่ (๑) การเลือกชีวิตในโลกียภูมิ สูงสุดคือ ความเป็นปราชญ์ กับ (๒) การแสวงหาชีวิตในโลกุตตรภูมิ สูงสุดคือ พระอรหันต์ ฉะนั้น ผู้เจริญแล้วย่อมพิจารณาเห็นความงดงามแห่งวิถีชีวิตที่ควรจะเป็นตามกำหนดแห่งธรรมดา คือ เป็นธรรมชาติที่เหมาะควรโดยปรมัตถ์ หรือเป็นประโยชน์สูงสุด นั่นคือ “ความสงบสูงราบรื่นในชีวิต–อุปสมะ” ด้วยการประกอบความเพียรตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “วิริยารัมภะ” หรือ “ชาคริยานุโยค” หมายถึง การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป เพราะฉะนั้น อะไรคือเหตุปัจจัยให้สาธุชนทั้งหลายหันมาสนใจในการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ใช่มีเหตุชักจูงใจอย่างจริงจังในชีวิต คือ เกิดปัญญาเห็นธรรม ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” คำว่า “ธรรม” ในที่นี่ หมายถึง “ธรรมชาติแห่งชีวิตที่เป็นจริง–กฎธรรมชาติ” แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ย่อมไม่ชอบอยู่ภายใต้แรงกดดันของสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ที่เรียกว่า “ทุกข์–ความเดือดร้อน” หรือ “สังสารทุกข์” เพราะต้องไปเกาะเกี่ยวอยู่บางสิ่งบางอย่าง เมื่อไม่ได้ดังใจปรารถนา ย่อมเกิดความทุกข์กายและใจขึ้น อาการลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เมื่อมนุษย์มีความเบื่อหน่ายและทุกข์ทรมานไม่เป็นสุข ย่อมปรารถนาจะหนีจากสภาพแห่งทุกข์เช่นนั้น อย่างในชีวิต จะพบสิ่งที่เรียกว่า “นิมิต” อันได้แก่ ความไม่เที่ยงของร่างกาย เช่น เกิด–แก่–เจ็บ–ตาย ร่างกายของคนเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และต้องแตกสลายไป คือ ตายเป็นที่สุดจะหนีพ้นไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้น “ความสงบ” จึงเป็นสถานที่ที่พึงปรารถนาจะหนีจากความวุ่นวายเดือดร้อนทั้งทางกายและใจ แต่ต้องประกอบความเพียรแห่ง “วิริยารัมภะ” เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสที่อยู่ในใจของตนเองด้วย จนกว่าจะเข้าถึงคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรม.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๕ ประจำปี ๒๕๕๙ – มูลเหตุปัจจัยแห่งวิริยารัมภะและอุปสมะ

 

มูลเหตุปัจจัยที่ทำให้บุคคลเกิดศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้าในพระศาสนาได้นั้น ย่อมเกิดจากความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับสภาพความทุกข์ในชีวิต ที่บุคคลนั้นได้เผชิญโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกาย [กายิกทุกข์] หรือ ทุกข์ทางใจ [เจตสิกทุกข์] อันเรียกว่า “ความเดือดร้อน–วิปฏิสาร” ก็ตาม เมื่อเกิดการผจญกับความทุกข์ในลักษณะอาการต่างๆ มากมายนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่ทุกคนก็ต้องพิจารณาใคร่ครวญหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อดับสาเหตุของทุกข์และตัวทุกข์จริงๆ ให้หมดสิ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตแบบปุถุชนทั่วไป ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน “สังสารทุกข์” [ทุกข์และสุขที่เกิดสลัดกันไปตามกระแสแห่งโลกธรรมตามกำหนดแห่งธรรมดา] หรือเป็นไปตาม “ปัจจัยธรรมแห่งวัฏฏะในสังสารจักร” [กิเลส–กรรม–วิบาก โดยมีมูลเหตุเกิดจาก “อวิชชา–ตัณหา”] การเผชิญกับความทุกข์ไม่สิ้นสุด ย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [The Eye of Truths] ได้ เพราะต้องการหบุดพ้นจากเหล่ากิเลเครื่องพันธนาการข้อเกี่ยวทั้งหลาย อันประกอบด้วยทุกข์ ดังเช่น (๑) เห็นการเกิดดับของสังขาร [ความนึกคิด] (๒) เห็นความสลายไปแห่งสังขาร (๓) ความเป็นของน่ากลัว (๔) ความคำนึงเห็นโทษ (๕) ความเบื่อหน่ายสิ้นเชิงไม่เพลิดเพลินติดใจ (๖) ความอยากพ้นหนีไป (๗) ความนึกคิดเห็นสังขารตามไตรลักษณ์ [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] (๘) ความปล่อยว่างเป็นกลางต่อสังขารนั้นๆ และ (๙) ความรู้คล้อยตามความจริงอันสัจจธรรมแห่งอริยสัจจ์ ๔ ดังนี้ เป็นต้น [กระบวนการคิดเพื่อดับขันธ์–อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ = “การทุบขันธ์ ๕” ด้วยการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” ก่อนข้ามโคตรไปความเป็นอริยบุคคลในโสดาปัตติมรรค คือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” นั่นเอง] ซึ่งเป็นแนวคิดใน “การทุบอุปาทานขันธ์ ๕” ไม่ขอยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทุกข์ บุคคลผู้จะคิดพิจารณาเห็นความจริงดังกล่าวนี้ได้ ต้องอาศัยเวลมากน้อยแตกต่างกันไป [การเห็นนามรูปตามสามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์] ต่อจากนั้น จึงเกิดแรงดลบันดาลใจอยากปฏิบัติธรรม คนที่จะเห็นทุกข์เป็นทุกข์ได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจกินเวลาถึงช่วงปลายของชีวิตเลยก็ได้ กว่าจะหันหน้าสู่เส้นทางแห่งอริยมรรค ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเอาใจไปเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ [อินทรีย์ ๖–อารมณ์ ๖ = อายตนะ ๑๒] แล้วเกิดอาการฟุ้งซ่าน [อุทธัจจะ] มีความปรารถนาแห่ง “สัญเจตนา” เข้าไปปรุงแต่งความนึกคิดสังขารทั้งหลาย ให้เกิด “กรรมภพ” [กรรม ๔ ทั้งอกุศลและกุศล] และทำให้เกิด อุปปัตติภพ ชาติ ชรา พยาธิ โสกะ และสังกิเลสทั้งหลาย โดยรวมแล้ว เรียกว่า “ทุกข์–ทุกขตา” หรือความเวียนว่ายตายเกิดแห่งชีวิตสันตติใน “ทุกคติ–สังสารทุกข์” [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] ฉะนั้น การพิจารณาเห็น “ชีวิตสันตติ” ตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ปัจจัยธรรม–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] นั้น ทำให้เกิดปัญญาเห็นความจริงแห่งธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลาย [อาณาจักรแห่งธรรม–ธรรมจักร] ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) –อนัญญาตัญญัสสมีตินทรีย์ (ข้อ ๒๐ ในอินทรีย์ ๒๒) –โสดาปัตติมรรค (ข้อ ๑ ในมรรค ๔)] ดังนั้น จิตเริ่มมีอาการแห่งการดื่มด่ำในธรรม (ธรรมปีติ) มีความเข้าใจรับรู้เรื่อง “กฎแห่งกรรม–กฎแห่งวิบากกรรม–กฎแห่งกรรมของสัตว์ (กัมมัสสกตา)” ว่ามีมูลเหตุเกิดจากกิเลสอวิชชาและกิเลสตัณหา [มูล ๒] แล้วเห็นเหตุให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [อุปาทานทุกข์] ดังนั้น ผู้รู้ที่เรียกว่า “วิญญูชน” นั้น ย่อมพิจารณาธรรมจากสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงได้ด้วยปัญญาและเหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา ที่เรียกว่า “นิมิต ๔” ได้แก่ (๑) ชิณณะ–คนแก่ (๒) พยาธิตะ–อาพาธิกะ–คนเจ็บ (๓) กาลกตะ–มตะ–คนตาย (๔) ปัพพชิตะ–นักบวช องค์ประกอบปัจจัยธรรมที่สำคัญ นั่นคือ “ชรามรณะ” [ธรรมสังเวชแห่งมรณสติภาวนา] ที่ทำให้เกิด “เนกขัมมวิตก” หมายถึง ความตรึกปลดจากกาม แล้วเกิด “มรณสติ” [มรณสติกรรมฐาน] คือ ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท [อัปปมาทะ] ในการใช้ปัญญาและการใช้ชีวิต ทำให้เสียดายเวลาชีวิตที่ต้องสละให้แก่การปฏิบัติธรรมด้วย “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร [ละชั่ว–ทำดี] พร้อมด้วยระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ [อุปสมะ–วิเวก–ปวิเวก–วิราคะ–นิโรธ–นิพพาน] โดยระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปสมานุสติ” [อุปสมะ] เพราะฉะนั้น บุคคลผู้รู้ย่อมประกอบความตื่นด้วยความไม่ประมาทพระธรรมและชีวิต เพื่อสร้างบุญกุศลในการปฏิบัติธรรมบูชา [ชาคริยานุโยค] หรือเพื่อจะสร้างบุญกุศลทั้งหลาย [กุสลธัมมานุโยค] ความถึงพร้อมแห่งศีล [สีลสัมปทา] ความถึงพร้อมแห่งฉันทะความพอใจสร้างสรรค์ [ฉันทสัมปทา] ความถึงพร้อมแห่งตน คือ มีจิตใจพัฒนาเต็มที่แล้วด้วยการเจริญภาวนา จนกลายเป็นอรหันต์ “ภาวิตัตต์” [อัตตสัมปทา] ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิในหลักธรรม [ทิฏฐิสัมปทา] และความถึงพร้อมแห่งโยนิโสมนสิการอันเป็นการคิดถูกวิธีด้วยปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการสัมปทา] ก็กล่าวโดยย่อ คือ บุคคลผู้มีสัญญาณว่าจะเข้าถึงการดำเนินชีวิตตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง ฉะนั้น วิริยะ–วิริยารัมภะ มีนัยสำคัญถึง (๑) สัมมาวายามะ คือ ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔: สังวร–ปหาน–ภาวนา–อนุรักข์ (๒) สัมมาสติ คือ สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) สัมมาสมาธิ คือ ฌาน ๔ หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้เกิดความสงบแห่งอุปสมะ ปราศจากนิวรณ์ จนจิตพัฒนายกระดับถึง “จิตประภัสสร” [อัปปนาสมาธิ–สมาธิอย่างแน่วแน่ตั้งมั่นสนิทอยู่ในอารมณ์เดียว] ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) อุเบกขา กับ (๒) เอกัคคตาแห่งสมาธิ สำหรับ “สัมมาสติ” นั้น คือ จิตตัวผู้วิปัสสนาอันเป็นสมาธิในวิปัสสนา โดยทำหน้าที่พิจารณาไตรตรองอารมณ์แห่งกรรมฐาน [กรรมฐาน ๔๐] ที่ทำให้เกิดปัญญาด้วยการเจริญอนุปัสสนากรรมฐาน พร้อมการกำหนดสติตามระลึกใคร่ครวญในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน และ (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน แล้วกำหนดสติตามพิจารณาด้วย “อนัตตานุปัสสนากรรมฐาน” โดยให้นึกคิดว่า “กาย–เวทนา–จิต–ธรรม นี้ สักว่าเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเรา” [เป็นภาวะแห่งความว่างเปล่าอยู่ในจิต] นอกจากนี้ เมื่อจิตอยู่ในสมาธิย่อมสามารถวางเฉยต่ออารมณ์แห่งกรรมฐานนั้น เพราะมีสติสัมปชัญญะอันเป็นการระลึกรู้ได้ด้วยปัญญาตามเป็นจริง และมีสติสัมปชัญญะอันคมชัดและแก่กล้าเป็นปัญญาญาณหรือภาวนามยปัญญาจนเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย จึงเกิดความสบราบรื่นทั้งกายและใจ สามารถเข้าถึงแกระแสแห่งนิพพานได้ในที่สุด ด้วยการบรรลุธรรมถึงในฝ่ายสมถะแห่งความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ นั่นคือ “วิชชา ๓” [วิชชา ๘–อภิญญา ๖] และในฝ่ายวิปัสสนา ก็สามารถบรรลุถึง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” นั่นเอง ประการสำคัญนั้น ความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องประกอบด้วย ๒ องค์ประกอบ ได้แก่ (๑) จิตที่เป็น “อธิจิตต์” และ (๒) ปัญญาที่เป็น “อธิปัญญา” นั่นคือ (๑) จตุตถฌาน กับ (๒) วิปัสสนาญาณ ๗–วิปัสสนาภูมิ ๗–ปัญญาภูมิ ๗ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ องค์ประกอบทั้ง ๒ ฝ่าย นี้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนความตรัสรู้ [โพชฌงค์ ๗: สติ–ธัมมวิจยะ–วิริยะ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สมาธิ–อุเบกขา] ที่เรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธิญาณ–อาสวักขยญาณ] ด้วยหลักความจริงอันประเสริฐที่ทำให้กลายเป็นอริยยุคคล ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] อันเป็นสมุฏฐานสำคัญทำให้เข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑ เพราะฉะนั้น ทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม ย่อมหมายถึง การค้นหาความจริงโดยปรมัตถ์ โดยมีสมุฏฐานแห่งเหตุผลอยู่ที่ “อริยสัจจ์ ๔” อันเป็นแนวทางสายกลายแห่งปัญญา คือ “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยการดับกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงด้วยสมาธิและปัญญา นั่นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739570