๕๖. ปัญญาประดิษฐ์กับปัญญาญาณแห่งศตวรรษใหม่

        Artificial Intelligence and Intuition of the New Century

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  732  

 

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ปัญญาญาณ–Intuition” นั้น มักมีนัยรวมถึงสิ่งที่สมองมนุษย์มีอยู่ ๒ สิ่ง นั่นคือ “สัญชาติญาณ–Instinct” และ “ปรีชาญาณ–Intellect” ซึ่งเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน  แต่มนุษย์ก็สามารถพัฒนาไปถึงขีดสุดของสมอง นั่นคือ “ปัญญาญาณ” หรือการหยั่งรู้ในทุกสิ่งดังที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาของเราได้เคยทำสำเร็จมาเมื่อราว ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนา “ปัญญาประดิษฐ์–Artificial Intelligence” ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ “ระบบผู้เชี่ยวชาญ–Expert Systems” หมายถึง การสอนให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เหมือนที่มนุษย์นึกคิด จนพัฒนาไปสู่การสร้างพวกมนุษย์หุ่นยนต์ [Humanoid Robot] หรือพวกอุปกรณ์เครื่องมือที่สื่อสารโต้ตอบกับผู้ใช้ได้  อย่างเช่น ภาพฮอโรแกรมเสมือนจริง [Holography] ที่นำเสนอเป็นภาพและเสียงใน ๓ มิติ ความชาญฉลาดของคอมพิวเตอร์นี้ ทำให้มนุษย์เริ่มหันไปพึ่งพาความสามารถของเครื่องจักรมากขึ้น จนถึงขั้นไม่ต้องการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของตน คือ สมองไม่คิดและร่างกายไม่ทำงาน ฉะนั้น การพัฒนาฝึกตนให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” จึงเป็นเรื่องสำคัญของชาวพุทธทั้งหลาย เพื่อให้ตนได้กลายเป็น “บุคคลผู้เป็นนายเทคโนโลยี” [The Master of Technology] ความจองหองพองขนที่คิดว่าเรียนสูงนั้น ทำให้โง่และหลงใหลในโลกแห่งสสารวัตถุอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่สมองก็คิดมีวิญญาณอยู่ แต่ก็ยังไม่เชื่อจิตวิญญาณของตน แค่นี้ก็คิดไม่ได้ เป็นเรื่องน่าอายจริงๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามนุษย์รู้จักประยุกต์ดัดแปลงสิ่งประดิษฐ์อันเป็นนวัตกรรมทางปัญญาทั้งหลายนั้น นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตน ชาวบ้านเรียกว่า “ฉลาด” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้ตนได้เกิด “ปัญญาญาณ” ต่างๆ ในการหยั่งรู้หยั่งเห็น ที่เรียกว่า “ภาวนากรรมฐาน: สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา” ถ้าเรื่องนี้ไม่จริง พระพุทธศาสนาคงไม่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – ปัญญาประดิษฐ์กับปัญญาญาณแห่งศตวรรษใหม่  

 

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี [วิทยาการ] สมัยใหม่ของสังคมมนุษย์นั้น ไม่ได้จำลองแบบไว้ที่สมองหรือความทรงจำของมนุษย์เท่านั้น เพราะเป็นเรื่องของปัญญาที่ทรงสภาพอยู่ในสมองของมนุษย์และชุดคำสั่งโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น [Applications] จนรวมไปถึงสมองส่วนหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์และการจำลองมนุษย์ ที่เรียกว่า มนุษย์เทียม [Humanoid Being] หรือมนุษย์หุ่นยนต์ [Humanoid Robot] หรือมนุษย์สังเคราะห์ [Humanic Being] การถ่ายทอดวิทยาการหรือเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จนถึงขั้นมนุษย์อาจไม่มีศักยภาพจะควบคุมได้ เพราะขาดปัญญาขั้นสูงสุดโดยปรมัตถ์ [กฎธรรมชาติ–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓–ไตรลักษณ์–ปรมัตถะ–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม = สภาวธรรม] ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” [Intuition] เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ [Artificial Intelligence] เกิดจากกิเลสทั้งหลายของมนุษย์โดยพื้นฐาน และจำลองแบบหรือระบบโครงสร้างไปไว้กับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ [Computer Architectures] แล้วพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นไปเก็บไว้ที่สถาปัตยกรรมหุ่นยนต์ หรือเครื่องจักรกลอิสระตามธรรมชาติ [ระบบชำนาญการ–ระบบผู้เชี่ยวชาญ Expert Systems หรือ Natural Language Processing หมายถึง การประมวลภาษาธรรมชาติ โดยการพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจภาษาธรรมชาติของมนุษย์] โดยอยู่เหนืออำนาจควบคุมของมนุษย์ [กิเลสทั้งหลายได้ครอบงำไว้ในพื้นจิต] แต่ยุคหุ่นยนต์แห่งศตวรรษใหม่นั้น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกิเลสทั้งหลายของมนุษย์โดยตรง สร้างโปรแกรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางค้าหรือทางการทหาร จนรวมถึง ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ฉะนั้น ปัญญาประดิษฐ์จึงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของมนุษย์ที่มีอิสระหรือเจตจำนองเสรี[Free Will] เสมอกับผู้สร้าง นั่นคือ มนุษย์ คำว่า “มนุษย์” หมายถึง ผู้มีกำหนดตามธรรมชาติ [สังขตธรรม] ด้วยกิเลส กรรม และวิบาก ที่เรียกว่า “สังสารวัฏฏ์–สังสารทุกข์–อุปาทานทุกข์” [ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา: อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ = ภวจักร–สังขารจักร]  ผลพ่วงแห่งการประดิษฐ์คิดค้นวิจัยจึงคงสภาพตามสัญเจตนาที่อยู่ใต้อำนาจแห่งกิเลส นั่นคือ ได้หุ่นยนต์ที่มีกิเลสเช่นเดียวกัน ยกเว้น หุ่นยนต์นั้นจะสร้างขึ้นโดยพระอรหันต์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสังขตธรรมแห่งวัฏฏะ เพราะพระอรหันต์หลุดพ้นจากวัฏฏสังสารแล้ว คือ บุคคลผู้ปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงแล้ว

แต่ในทางตรงกันข้าม  กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นทาสรับใช้กิเลสทั้งหลายอย่างซื่อสัตย์โดยเอื้อเฟือยนั้น มองไม่เห็นความเป็นจริงแห่ง “โลกุตตรภูมิ” หรือ “พระนิพพาน” [อสังขตธรรม–อมตธาตุ] เพราะฉะนั้น ปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายนั้น จึงกลายเป็นอาวุธทางความคิดของมนุษย์ ที่ใช้เป็นเครื่องมือเอารัดเอาเปรียบกัลป์และเบียดเบียนชีวิตกันและกัน สิ่งหนึ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะได้ยินว่า “ระเบิดหรือจรวดเพื่อพระนิพพาน” อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันมนุษย์เริ่มใช้หุ่นยนต์ในกิจกรรมต่างๆ หลายประเภท หรือใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์บางส่วนเป็นองค์ประกอบของอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ หรือการสร้างเมืองอัจฉริยะ [Smart City] ที่ควบคุมด้วยระบบชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ โดยมีข้อสมมติฐานเพื่อการมีชีวิตรอดในภาวะโลกขาดแคลนทรัพยากรเนื่องจากภัยพิบัติต่างๆ หรือการโยกย้ายตั้งถิ่นฐานใหม่ในจักรวาลด้วยยานอวกาศขนาดมหึมาในอนาคต นั่นคือ การรักษาเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้ของโลกใบนี้อีกต่อไปในระบบสุริจักรวาลทางช้างเผือก [The Milky Way Galaxy] ตามข้อสมมติฐานของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก เพราะฉะนั้น ระบบปัญญาประดิษฐ์นั้น จึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือสามัญสำนึกของมนุษย์ในยุคอนาคต โดยเฉพาะ แนวคิดกาอพยพมนุษย์รุ่นใหม่ไปสู่ดาวเคราะห์ดวงใหม่ ปัญญาประดิษฐ์เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์บริหารงานโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ [Super Server Computers] โดยบริหารเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ลูก [Client Computers]  ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ที่มีมนุษย์แต่ละคนต่อเชื่อมโยงอยู่ตามสถานภาพทางสังคมที่ได้รับตามระบบสังคมยุคใหม่ ซึ่งเท่ากับมนุษย์ทุกคนถูกควบคุมด้วยโปรแกรมกลาง ความเป็นอิสระทางความคิดย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เพราะข้อจำกัดทางทรัพยากรทางสังคม ซอฟต์แวร์กลางจะทำหน้าที่ตอบปัญหาต่างๆ ได้เหมือนมีสติสัมปชัญญะที่คมชัด [อภิญญา]

ฉะนั้น คำว่า “ปัญญาญาณ” นั้น ไม่ต้องคิดถึง เพราะชีวิตเป็นไปตามระบบโปรแกรมที่กำหนดไว้ ทุกอย่างเป็นการตอบสนองความต้องการทางกายมากกว่าทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ มนุษย์ควบคุมตนเองด้วยปัญญาประดิษฐ์ของตนที่สร้างขึ้น คือ “การสร้างพระผู้เป็นเจ้าขึ้นเอาเอง” หรือ “นักวิทยาศาสตร์ประกาสตนเป็นพระผู้สร้าง” ด้วยความเชื่อมั่นในปัญญาประดิษฐ์ของตนจนเกิดความหลงงมงาย และการแสวงหาผลประโยชน์ตามอำนาจครอบงำของกิเลสในตน มนุษย์สบประมาทปัญญา [ปัญญินทรีย์] ของตน ไม่ยอมรับ “ปัญญาญาณ” และหมดสิทธิ์ที่จะเข้าถึง “โลกุตตรธรรม” ได้ในยุคใหม่ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์อาศัยการเข้าถึงความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ของปัญญาประดิษฐ์ด้วย “ปัญญาญาณ” โดยพื้นฐานเชิงตรรกะ [ปัญญาและเหตุผล] แต่มนุษย์กลับไปหลงเงาปัญญา [Wisdom Shadow] ของตน ที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” อันเป็นจุดแข็งที่รวบรวมมาจากจุดอ่อนทั้งหลายของมนุษย์ยุคเก่า ปัญญาประดิษฐ์อาศัยระบบคอมพิวเตอร์ทำงาน แต่ปัญญาญาณอาศัยร่างกาย [ขันธ์ ๕] ทำงาน ซึ่งอยู่ในอาการที่เสื่อมสลายทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยงและแปรปรวน และล้มสลายตายไปในที่สุด และในที่สุดปัญญาประดิษฐ์สามารถคิดจินตนาการได้ด้วยตนเอง อาจแยกจำแนกธรรมได้ด้วยปัญญาและเหตุผลได้หรือไม่ ยังเป็นคำถามในอนาคต เพราะคอมพิวเตอร์อาจพัฒนาระบบประสาทได้ครบแบบมนุษย์ก็ได้ [มนุษย์คิดและออกแบบให้] พระพุทธเจ้าจำแนกระดับปัญญาญาณไว้ ๗๓ ระดับ ใน ๖ ข้อสุดท้ายไม่สาธารณ์แก่พระสงฆ์สาวกของพระองค์ ปัญญาประดิษฐ์ก็ต้องมีระดับการเข้าถึงเช่นกันโดยการบริหารงานด้วยคอมพิวเตอร์กลางที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทั้งหมดที่หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่ต้องเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายต่างๆ กล่าอีกนัยหนึ่ง มนุษย์ในอนาคตยอมตกเป็นทาสของเทคโนโลยีที่ตนเป็นผู้ประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นมา สำคัญผิดว่าเที่ยงตรงยุติธรรมมากที่สุด แต่มนุษย์มีชีวิตสืบเนื่องหรือชีวิตสันตติตามวัฏฏะมีองค์ประกอบด้วย “อุปาทานขันธ์ ๕” [กิเลส–กรรม–วิบาก] ซึ่งมีจิตต์หรือใจเป็นประธาน [สติ–สมาธิ] และสามารถวิวัฒน์จิตไปสู่การค้นหาความจริงอันเป็นองค์ความรู้หรือปัญญาได้ เพราะฉะนั้น “ปัญญา–ความรู้รอบ” [Wisdom] จึงเป็นธาตุรู้ที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติตามสภาพที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” [Intuition] รวมทั้ง “ปัญญาประดิษฐ์” [Software–ซอฟต์แวร์–ชุดคำสั่งในโปรแกรม] แต่ผู้เข้าถึงปัญญาญาณได้ต้องเป็นอริยบุคคลเท่านั้น ส่วนปัญญาประดิษฐ์นั้น ปุถุชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ตามอำนาจหน้าที่ที่ดำรงอยู่ โดยไม่ต้องพัฒนาจิตวิญญาณของตน [มนสิการกรรมฐาน–ภาวนากรรมฐาน]

ดังนั้น องค์ความรู้ปัญญาญาณที่เกิดจากระบบปัญญาประดิษฐ์ จึงเป็นได้แค่ “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ไม่ใช่ “ภาวนามยปัญญา” พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าในยุคอนาคตจะเป็นพระสงฆ์สาวกระดับอภิญญา [ความรู้คมชัด] ย่อมหาได้ยากมาก เพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีแต่ศึกษาจากแหล่งความรู้ในปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่การค้นหาความจริง [ธัมมวิจยะ–การเฟ้นธรรมเพื่อการตรัสรู้] ด้วยการมนสิการกรรมฐานหรือการบำเพ็ญเพียรภาวนา การบริหารจัดการจิตและองค์ความรู้ จึงไม่เกิดขึ้นภายในตัวตนอย่างแท้จริง คือ การรู้เห็นเข้าใจอย่างถูกต้องจากแหล่าความรู้ต่างๆ [ปรโตโฆสะ] แต่ไม่สามารถรู้เห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” ด้วยการพัฒนาตนเองในจิตวิญญาณด้วย “โยนิโสมนสิการ” จะทำจะคิดอะไรก็ต้องพึ่งถาอาศัยแต่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” วิทยาการสมัยใหม่ดังกล่าวนั้น กลายเป็นกิเลสของสังสารวัฏฏ์ที่จิตเข้าไปเกาะเกี่ยวอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอิสระหรือเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง [วิสังโยค] ประการสำคัญ ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่เชื่อความคิดหรือการตัดสินใจของตนเองอย่างสนิทใจ ไม่สามารถดับระงับความสงสัยในธรรมที่ตนกำลังประพฤติปฏิบัติได้ จึงเสื่อมในศรัทธาปสาทะแห่งพระรัตนตรัย อันเปิดโอกาสให้กิเลสทั้งหลายบุกรุกยึดครองพื้นจิตตสันดาน [Unconscious Mind–อนุสัย–จิตไร้สำนึก] ได้ง่าย เพราะขาดสติสัมปชัญญะ [Non–Temperance]

แต่อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์สมัยปัจจุบันนี้ ก็ตกเป็นทางเทคโนโลยีอุปกรณ์สื่อสารก้มหน้ารับและส่งข้อมูลไม่ถูกกาลเทศะ สูญเสียเสรีภาพของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง มีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมายที่แท้จริง เพราะไม่เข้าใจนัยของคำว่า “โลกไร้พรหมแดน–Globalizations” ที่มนุษย์สามารถสื่อสารกันอยู่เหนือข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ ถ้าเป็นนัยคติทางธรรม คือ การบรรลุความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษแห่งวิชชา ได้แก่ (๑) ทิพพจักขุ –ตาทิพย์ กับ (๒) ทิพพโสต –หูทิพย์ (ข้อ ๗ กับ ข้อ ๔ ในวิชชา ๘) เพราะจะเป็นตอนไหนที่ไหนบนโลกใบนี้ มนุษย์สามารถได้เห็นและได้ยิน ทั้งรูปและเสียงได้ทุกขณะในกาลทั้ง ๓ อย่าง แต่ในคติทางโลกนั้น เครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารก็ทำได้จริง ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังสามารถแสดงรูปภาพเสมือนจริงแบบภาพและเสียงโดย เทคโนโลยีฮอโลแกรม–Hologram Technology หมายถึง ภาพชนิดหนึ่งซึ่งมี ลักษณะ ๓ มิติ ถูกสร้างขึ้นมาจากการบันทึกข้อมูลด้วย แสงเลเซอร์ โดยบันทึก ริ้วรอยของการแทรกสอด [Interference Pattern] ของแสงเลเซอร์ ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพเป็นลักษณะ ๓ มิติ แตกต่างจาก ภาพทั่วไปซึ่งเราจะมองเป็นเพียงภาพ ๒ มิติ ไม่มีความลึกทางมิติของภาพเป็นภาพแบนๆ เรียบๆ ทำให้ภาพนั้นดูสวยงามมากขึ้นและยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ฮอโลแกรมถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการ ที่เรียกว่า ฮอโลกราฟี [Holography] โดยฮอโลกราฟีเป็นเทคนิคที่ช่วยให้แสงกระจายจากวัตถุที่จะบันทึกและได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้ปรากฏเป็นวัตถุอยู่ในตำแหน่งเดิมเมื่อเทียบกับการบันทึก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบตำแหน่งและทิศทางของระบบการมองเห็นเป็นไปอย่างถูกต้องเหมือนกับว่าวัตถุก็ยังคงเป็นปัจจุบัน จึงทำให้ภาพที่บันทึกปรากฏเป็น ๓ มิติ ฮอโลแกรม ๓ มิติ เป็นเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระยะไกลระหว่างบุคคลต้นทางและปลายทางที่อยู่ต่างสถานที่กัน สามารถโต้ตอบแบบตัวต่อตัว ฮอโลแกรมแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภทได้แก่ (๑) White-Light Reflection Hologram Technique ซึ่งภาพฮอโลแกรมที่บันทึกนั้น สามารถมองเห็นได้ด้วยการส่องสว่าง ด้วยแสงสว่างจากธรรมชาติ และ อีกประเภทหนึ่ง (๒) Laser-Light Reflection Hologram Technique  คือ ภาพฮอโลแกรม ที่ต้องถูกส่องสว่างด้วยแสงเลเซอร์ หรือแสงที่มีสภาพหน้าคลื่นสอดคล้องกันในระดับหนึ่ง ถึงจะมองเห็นภาพ ๓ มิติได้ แนวคิดของ โฮโลแกรม นั้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง ๓ มิติ ลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ ที่เรียกว่า “3D Hologram” เช่น Iron Man พระเอกได้ใช้ Computer สร้างเกราะหุ่นยนต์ Iron Man ร่างสุดท้าย [ตัวสีแดง-ทอง] ซึ่งจะพบว่าจอคอมในหนังไม่ใช่คอมพิวเตอร์แบบที่เราใช้กัน แต่เป็นจอแสง ๓ มิติ ลอยอยู่ในอากาศ สั่งการแบบใช้เสียงพูดรวมทั้งใช้มือสัมผัสคลิกเมนูทำนองเดียวกับ Touch screen [Futuristic Computer] และภาพวัตถุจำลองส่วนประกอบหุ่นยนต์ที่ออกแบบก็เป็นลักษณะลำแสงโฮโลแกรมลอย ตัวในอากาศ หมุนได้รอบด้าน ซึ่งปัจจุบันได้มีการทดลองใช้จริงๆ แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

URL Source: https://www.youtube.com/watch?v=RWxqSEMXWuw

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

URL Source: http://www.extremetech.com/computing/149380-spacetop-a-computer-display-that-you-can-reach-into-and-manipulate

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 URL Source: http://homecaprice.com/interiordesign/kitchen/future-gadgets-2050/

 

 

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องแยกแยะความจริงแห่งสัจจธรรมในชีวิตให้ได้ว่าอะไรเป็น “สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] และอะไรเป็น “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] เพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนาให้เข้าถึง “ภาวนามยปัญญา” [สัญชาตญาณนิยม–Intuitionism]หรือ “ปัญญาญาณ–อัชฌัตติกญาณ” [หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นเอง โดยมีนัยเป็น ๒ อย่าง ดังนี้ (๑) การเจริญสมถภาวนา–Tranquility Development  ได้แก่ ความรู้แจ้งอย่างฉับพลัน แต่ยังมีกิเลสอยู่ ส่วนการบรรลุธรรมหรือการตรัสรู้นั้นจะไม่มีกิเลสในจิตใจเลย ทำให้ความรู้ที่ได้รับถูกต้องชัดเจนเสมอ ดังนั้น เพื่อที่จะให้ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง มนุษย์จึงควรฝึกอบรมจิตด้วยสมถภาวนา เพื่อให้จิตใจสงบ และ (๒) การเจริญวิปัสสนาภาวนา–Insight Development เพื่อทำลายกิเลส] อย่างแท้จริง ไม่เป็นชนผู้หลงทิศออกจากหลักมัชฌิมาปฏิปทา [อริยมรรคมีองค์ ๘] คือ การเป็นผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตตามเป็นจริง ฉะนั้น สัจจธรรมแห่งชีวิตต้องเรียนรู้ได้จากประสบการณ์จริงในวิปัสสนาภูมิ ๗ ประการ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา สื่อการเรียนรู้ระบบต่างๆ รวมถึงจากผู้รู้หรือสัตบุรุษผู้ทรงศีลทรงธรรม ทำให้เกิดปัญญารู้ประจักษ์แจ้งด้วย “สุตมยญาณ–ประสบการณ์นิยม– Empiricism” [เปรียบเทียบกับปรัชญาสาขาญาณวิทยา–Epistemology] และ “จินตามยปัญญา–เหตุผลนิยม –Rationalism” แล้วนำมาต่อยอดปัญญาในวิปัสสนาภูมิกลายเป็น “ภาวนามยปัญญา–สัญชาตญาณนิยม–Intuitionism” ให้บรรลุถึงปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) ปัญญาเห็นธรรม–ทิพพจักขุญาณ กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ธรรม–สัมโพธิญาณ เมื่อปรารถนาอยากรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] สภาวธรรมเช่นใด ย่อมสามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ไม่เกิดข้อกังขาวิตกสงสัยในธรรมใดๆ ที่กำลังปฏิบัติอยู่ด้วยอริยมรรค เมื่อพิจารณาถึงฝ่าย “ปัญญาประดิษฐ์” แม้จะเป็นแหล่งสะสมกิเลสทั้งหลายของมนุษย์ไม่ใช่จิต [สมาธิ] หรือความรู้รอบ [ปัญญา] อันเป็น “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] ที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย [วิมุตติ ๒: เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ] เพราะพวกปัญญาประดิษฐ์ไม่มีชีวิต [ชีวิตินทรีย์ในนามรูปแห่งขันธ์ ๕] เป็นเพียงเงื่อนไขเชิงตรรกะที่มีวงจรสมบูรณ์แบบไม่ใช่ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” แห่งสังขตธรรม [วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์] ที่จะสามารถวิวัฒน์ตนไปสู่ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน–อมตธาตุ–บรมธรรม” [Nirvana] หรือ “อสังขตธรรม–วิวัฏฏะ” อนึ่ง ธรรมชาติของมนุษย์เป็นชีวิตที่ต้องตายทุกชีวิต ส่วนธรรมชาติของปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงนามธรรมขั้นสูงที่เป็นเงื่อนไขประกอบด้วยปัญญาความรู้เช่นเดียวกับหนังสือ ตำรา หรือคัมภีร์เท่านั้น ไม่มีชีวิตจิตใจเหมือนสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์ แต่อย่าไปเข้าใจว่าเป็นปัญญาประดิษฐ์มีจิตวิญญาณสิงสถิตอยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง งานต้องต้องอาศัยบารมีหมอผีหมออาคมมาจัดการก็แล้วกัน เพราะเป็นเรื่องบาลีขั้นสูง อาจอธิบายอีกยาว เพราะเป็นเรื่องของไสยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม โปรแกรมโฮโลแกรมนั้น คงจะเป็นแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ของมนุษย์  เพราะสามารถต่อยอดองค์ความรู้ได้ในรูปแบบภาพ ๓ มิติ ไม่ต้องใช้จอรับภาพ และคล้อยตามความนึกคิดหรือพลังของมนุษย์ได้ โดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายศูนย์กลางข้อมูล มนุษย์สามารถเก็บและลบข้อมูลดังกล่าวนั้นได้ และนำไปต่อยอดกับความนึกคิดหรือจินตนาการกับผู้อื่นได้ ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์จึงมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในทางโลก ส่วนในทางธรรมนั้น คงต้องใช้พลังจิตแห่งญาณทัสสนะ [สติสัมปชัญญะ] เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] อันเป็นทักษะที่มีความลำบากและรู้ผลช้า เพราะมนุษย์มีกิเลสหนาที่จะขัดเกลาออกจากใจได้ง่ายๆ การเจริญอนุปัสสนากรรมฐาน ๗ อย่าง อยู่เนืองๆ เพราะทำให้เกิดปัญญาต่างๆ ได้ ๑๐ อย่าง ดังนี้ 

 

 

 

Enlightenment: Idealized or Real? [Nov 13-14, 2015]

Psychoanalysts and Buddhist Teachers Talking About Idealization and Awakening

 

WATCH VIDEO OF THE CONFERENCE: https://www.youtube.com/user/HarvardDivinity/videos

 

อนุปัสสนา ๗

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เพราะดับนิจจสัญญา

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เพราะดับสุขสัญญา

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เพราะดับอัตตสัญญา

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เพราะดับนันทิสัญญา  

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพราะดับราคสัญญา

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ เพราะดับสมุทยสัญญา

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน เพราะดับอาทานสัญญา

 

ปัญญา ๑๐

(๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว–ด้วยการเจริญอนิจจานุปัสสนา

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส–ด้วยการเจริญทุกขานุปัสสนา

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก–ด้วยการเจริญอนัตตานุปัสสนา

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า–ด้วยการเจริญนิพพิทานุปัสสนา

(๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง–ด้วยการเจริญวิราคานุปัสสนา

(๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาหยั่งลึกซึ้ง–ด้วยการเจริญนิโรธานุปัสสนา

(๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้พัฒนาไปสู่เจริญยิ่ง–ด้วยการเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน–ด้วยการเจริญปัญญาทั้ง ๗ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา–ด้วยการเจริญปฏิสัมภิทา ๔ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง–ด้วยการเจริญปุถุปัญญาให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

 

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นกิจหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของพุทธศาสนิกทั้งหลายต้องทำในการพัฒนาวิวัฒน์ปัญญาของตน เพราะทำให้อยู่กับ “สติสัมปชัญญะ” หรือประกอบด้วยปัญญาและเหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรองสภาวธรรมตามเป็นจริงของชีวิตได้จริง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705644