๕๗. ลมหายใจแห่งอานาปานสติกับปัญญาเห็นธรรม  

         The Mindfulness of In–and–Out Breathing and the Eye of Truths

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  473  

 

ความสำคัญของบทความ

 

ในการดำเนินชีวิตทุกช่วงขณะนั้น มนุษย์เป็นอินทรีย์ชีวิตบนโลกนี้ ผู้ที่อาศัยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] เพื่อดำเนินชีวิตตามอายุขัยของแต่ละคน กระแสลมหายใจทำให้มีชีวิตอยู่ได้ และจิตวิญญาณก็ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้น ตัวลมหายใจจึงเป็นตัวแทนของ “รูปธรรม” [กาย–ร่างกาย] ที่อยู่ใกล้ที่สุดกับ “นามธรรม” [จิตใจ–วิญญาณ] ที่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องพยายามแยกรูปธรรมออกจากนานธรรมให้ได้ [ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ = ขั้นกำหนดรู้ทุกข์สัจจ์–ทิฏฐิวิสุทธิ] ในการพิจารณาลักษณะกองลมหายใจที่เกิดขึ้นในทุกขณะนั้น ก็คือ การพิจารณาไตร่ตรองถึงร่างกายสรีระส่วนที่ละเอียดที่สุดของชีวิต จนเกิดปัญญาเห็นลักษณะความไม่เที่ยง ความแปรปรวนเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่ตนจะต้องไปยึดมั่นเป็นตัวตน ธรรมทั้งหลายแห่งปัจจัยปรุงแต่งขึ้น [สังขตะ–สังขตธรรม] ต่างก็มีคุณสมบัติเป็นเช่นนี้ๆ ตลอดไป จึงเป็นปัญญาอันยิ่งที่ทำลาย (๑) วิปลาสนิมิตแห่งนิจจสัญญา ด้วย  อนิจจสัญญา (๒) ตัณหาปณิธิแห่งสุขสัญญา ด้วย ทุกขสัญญา และ (๓) อัตตาภินิเวสแห่งอัตตสัญญา ด้วย อนัตตาสัญญา ในขณะที่เจริญอานาปานสติใน ๔ ฐาน ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน และ (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ตามลำดับ ดังนั้น การเรียนรู้และศึกษาลักษณะลมหายใจแห่งอัสสาสะและปัสสาสะนั้น จึงเป็นขั้นตอนการมนสิการกรรมฐานที่สำคัญยิ่งอันต้องเจริญภาวนาอยู่เนืองๆ เพื่อให้เกิดปัญญารอบรู้หรือปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง นั้นคือ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” [อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒] ด้วยการเจริญอธิปัญญาแห่ง “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [ทิพพจักขุญาณ] ซึ่งเป็นเหตุให้เห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] ในอันดับต่อไปแห่งการตรัสรู้ [สัมโพธะ] ธรรมทั้งปวงจนถึงนิพพานได้ในที่สุดแห่งการปฏิบัติธรรมของตน.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๗ ประจำปี ๒๕๕๙ – ลมหายใจแห่งอานาปานสติกับปัญญาเห็นธรรม

 

มนุษย์อาศัยลมหายใจหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยออกซิเจนและนำขยะชีวิตออกจากร่างกาย นั่นคือ คาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าไปถามชาวบ้านทั่วไป ก็จะตอบได้ชัด คือ หมดลมหายใจแปลว่า “ตาย” หรือ หายใจแรงมีเสียงดัง แปลว่า “โกรธ” หายใจเบาลงมีเหงื่อยางตายชุ่มตัว แปลว่า “ต้องให้สั่งลาได้แล้ว ให้ญาติๆ มาดูใจครั้งสุดท้าย” แต่ถ้าหายใจอย่างละเอียดเบาจนถึงขั้นแทรกซึมเข้าออกทุกอณูเซลล์ได้ แปลว่า “กำลังเข้าฌานสมาบัติ ถึงขั้นเป็นเอกัคคตาแห่งสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่งได้อย่างแน่นอน” ดังนั้น กระแสลมหายอย่างสุดท้ายนี้ เป็นที่ปรารถนาของผู้ปฏิบัติธรรมที่สามารถบรรลุถึงอธิจิตตสิกขาได้ นั่นคือ ได้ฝึกอบรมจิตโดยชอบประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ ส่วนฌานสมาบัติที่เข้าถึงนั้น ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–นิโรธสมาบัติ ๑ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมสามารถบรรลุถึงธรรมวิเศษนี้ได้อย่างแน่นอน และอานิสงส์จากฌานสมาบัตินั้น เช่น ญาณในวิปัสสนา [ญาณ ๑๖] –วิชชา ๓–อภิญญา ๖–ปฏิสัมภิทา ๔ ทุกขั้นตอนเกิดจากการเจริญภาวนากรรมฐานที่เปลี่ยนความเป็นปุถุชนกลายเป็นอรหันต์ได้ใน ๔ ประเภท ดังกล่าวนั้น กล่าวโดยสรุป ความสำเร็จในการบรรลุธรรมทุกอย่างนั้น มี “ลมหายใจแห่งอานาปานสติ”  เป็นบาทฐานสำคัญ เพียงแต่ว่า พุทธศาสนิกจะมีกำลังปัญญาอันถูกต้องกำหนดรู้ประโยชน์สูงสุดนี้ได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัจจธรรมในเรื่องนี้แก่มวลมนุษยชาติไว้อย่างชัดเจน ดังปรากฏอยู่ในธรรมคุณทั้ง ๖ ประการ ได้แก่ (๑) สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม (๒) สนฺทิฏฺฐิโก (๓) อกาลิโก (๔) เอหิปสิโก (๕) โอปนยิโก (๖) ปัจฺจตฺตํ เวฑิตพฺโพ วิญฺญูหิ พระธรรมคุณทั้ง ๖ อย่าง ดังกล่าวนี้ มีปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์จริงกับผู้ประพฤติปฏิบัติตามจริง เสาหลักของพระธรรมนั้น เริ่มต้นจากความเชื่อความศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล ที่พิจารณาธรรมหรือสภาวะแห่งจิตตามเป็นจริง หรือ “สัจจธรรม” อันเป็นความจริงที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” นั่นคือ “อริยสัจจธรรม” หรือ “หลักธรรมอันเป็นสากล” [สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์–ธรรมนิยาม ๓] คำว่า “อริยสัจจธรรม” นั้น ก็คือ “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ อันเป็นความรู้แจ้งหรือปัญญาหยั่งรู้ที่พิจารณากำหนดรู้แนวทางในการดับทุกข์อย่างมีระบบระเบียบอันเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ (๑) กำหนดรู้ทุกข์หรือปัญหา–ปริญญา (๒) กำหนดรู้สาเหตุแห่งทุกข์–ปหานะ (๓) กำหนดรู้สภาพปราศจากทุกข–สัจจิกิริยา (๔) กำหนดรู้แนวทางดับทุกข์–ภาวนา กล่าวโดยสรุป คือ (๑) ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์ (๒) สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอรยิสัจจ์ (๓) นิโรธ–นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (๔) มรรค–มรรคสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ความจริงอันประเสริฐนี้ ทำให้ดับทุกข์ได้ จนสามารถเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ได้จริง ดังเช่น พระพุทธเจ้าทรงทดลองและพิสูจน์ จนกระทั่งสามารถบรรลุถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” [สัมโพธะ] มาแล้วนั้น ฉะนั้น ความเป็นผู้เรียนมากรู้มาก [พหูสูต–พาหุสัจจะ นั่นคือ ปัญญาหางอึ่งไม่สามารถตรัสรู้ได้เลย] นั้น ย่อมทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ” และทำให้กำหนดรู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง หรือมีดำริคิดทำในทางที่ถูกต้อง คือ “สัมมาสังกัปปะ” เป็นไปตามทางดำเนินข้อปฏิบัติแห่งมรรคาใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะบรรลุความสำเร็จได้ บุคคลนั้นต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าจะประสบความสำเร็จ นั่นคือ ต้องมีลมหายใจแห่งชีวิต และยังต้องเอาชนะ “อุปสรรคแห่งมัจจุมาร” ได้ให้มีชีวิตอยู่ทำความดี ฉะนั้น “ลมหายใจคือต้นทุนสามัญของชีวิต”  พระพุทธเจ้าให้ใช้สติกำหนดรู้และตามพิจารณาลักษณะของลมหายใจอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ แล้วหาความสัมพันธ์กับสภาวะแห่งจิตในขณะนั้น นั่นคือ จิตมีสภาพเป็นอย่างไร ลักษณะลมหายใจเป็นตัวแสดงอาการเช่นนั้นเหมือนกัน “จิตเป็นนายของร่างกาย” หรืออีกอย่างหนึ่ง คือ “มโนกรรม” ทำหน้าที่ควบคุม “กายกรรม” และ “วจีกรรม” ไม่ว่าจะเป็นจิตฝ่ายดีหรือชั่วก็ตาม นั่นคือ “สุจริต ๓–ทุจริต ๓” ซึ่งมีลักษณะลมหายใจเป็นตัวแทนของอาการของจิตที่เปลี่ยนแปลงหรือปวัตติไปในแต่ละขณะจิต โดยแสดงอาการ ดังนี้ “จุติ–ปฏิสนธิ–ภวังคะ–ตกภวังค์” หมุนเวียนเช่นนี้ตลอดเวลา [วิญญาณกิจ ๑๔] ในระหว่างจิตแปรปรวนไปจาก “ภวังคจิต” กลายเป็น “วิถีจิต” นั้น ย่อมมีลมหายใจประกอบอยู่ด้วยเสมอ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่กำหนดรู้เองเท่านั้น ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกถือเป็น “รูปธรรม” ที่ละเอียดที่สุดอันเป็น “กายสังขาร” [อัสสาสะกับปัสสาสะ] ที่มีเขตพรหมแดนกั้นด้วย “วจีสังขาร” [วิตก–วิจาร] กับ “จิตตสังขาร” [สัญญา–เวทนา] นั่นคือ “วจีสังขารกับจิตตสังขาร” คือ “เจตสิก” ทำหน้าแสดงอาการลักษณะของจิต [วิญญาณ ๖] จิตที่หน้ากำหนดรู้ คือ “สติสัมปชัญญะ” [Temperance–สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔] เป็นสติแห่งจิตในสมาธิและเป็นตัวกำหนดรู้โดย “ญาณทัสสนะ” [สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔] ปัญญาที่เกิดขึ้นในระหว่างกำหนดรู้และพิจารณา เรียกว่า “อนุปัสสนา” [โดยเฉพาะ อนุปัสสนา ๗] ฉะนั้น ในการเจริญอานาปานสตินั้น ให้ใช้ธรรม ๑๖ ฐานอาการ ที่สอดคล้องกับหลักธรรม “สติปัฏฐาน ๔–มหาสติปัฏฐานสูตร” ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ๔ (๒) เวทนานุปัสสน–สติปัฏฐาน ๔ (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ๔ (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ๔ โดยลงความเห็นข้อสรุปว่า “สภาวธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นต่างอาศัยกันทั้งหลายนั้น สักว่าเป็นสภาวธรรมนั้นๆ ไม่ใช่สัตว์บุคคลเราเขา” [อนัตตานุปัสสนา] โดยมีจุดหมายเพื่อสนับสนุนความเข้าที่ถูกต้องในการวิปัสสนาสภาวธรรมอย่างเช่น อนัตตาสัญญา ๑ –สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๑ –สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา ๑  [ความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง ๑ –ความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ๑ –ความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง] เป็นต้น ทั้งหมดก็เริ่มต้นที่ “อานาปานสติ” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ด้วย) ฉะนั้น เมื่อ หายใจเข้า –หายใจออก ก็กำหนดรู้อาการลักษณะของจิตว่าเป็นเช่นใด แล้วถอนความยึดมั่นในสภาวะแห่งนั้นๆ อันจะทำให้เกิด “ทุกข์–อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”  แต่ต้องมี “สติสัมปชัญญะ” ที่ทำหน้าที่ระลึกได้และรู้ตัวทั่วถ้วน ว่าอะไรเป็นประโยชน์และอะไรไม่เป็นประโยชน์ สภาวะแห่งจิตดังกล่าวนั้น เรียกว่า “สังขตธรรม” เป็นฝ่ายโลกียธรรม คือ “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” เพราะฉะนั้น ในการเจริญอานาปานสตินั้น ทำให้เกิดสติดำรงมั่น เกิดปัญญารอบรู้ขณะที่จิตกลายเป็นสมาธิ ทำให้รู้อย่างเท่าทันกิเลสที่ครอบงำจิตใจของตนได้ และคิดหาแนวทางกำจัดสงบระงับกิเลสเหล่านั้น [อวิชชา–ตัณหา] จึงเป็นการดับทุกข์ในเวลาเดียวกัน “การคิดหาแนวทาง” หมายถึง การเจริญโยนิโสมนสิการโดย “ทิพพจักขุญาณ” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖] ที่เรียกว่า “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ธรรมจักร] อันเป็นปัญญาของโสดาปัตติมรรคในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยเหตุนี้ การมีชีวิตอยู่วันๆ หนึ่งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่รอบตัวเรา ต่างมีประโยชน์และไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น ผู้มีปัญญาเท่านั้น ที่จะพิจารณาเห็นข้อดีและข้อเสียของสิ่งเหล่านั้นได้ตามเป็นจริง แม้แต่ลมหายใจแห่งชีวิต ที่ต่อยืดชีวิตให้ยาวนานและมีโอกาสเข้าถึง “ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง” ได้ตามเป็นจริงเช่นกัน อันเนื่องด้วยความไม่ประมาท [อัปปมาทะ] นั่นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4674104