๕๘. อธิจิตตสิกขาบาทฐานแห่งวิปัสสนา  

         The Training in Higher Mentality Becomes the Path of Insight  

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  468  

 

ความสำคัญของบทความ

 

บุคคลอันได้ชื่อว่า “ผู้ปฏิบัติธรรม” นั้น ย่อมเป็นผู้เข้าถึง “ธรรมแห่งหลักไตรสิกขา” ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” มาก่อน ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา หรือเรียกสามัญว่า ศีล–สมาธิ–ปัญญา ตามลำดับ เพราะเป็นเส้นทางที่จะดำเนินไปใน “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” หรือการเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔ โดยการสร้างกุศลกรรมด้วยโยนิโสมนสิการด้วย “หลักปฏิจจสมุปบาท” [ปัจจัยธรรม] ก่อนวิปัสสนาด้วย “หลักไตรลักษณ์” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] เพื่อการตรัสรู้ธรรมทั้งหลายก่อนเข้าสู่ “นิพพาน” ในกระบวนการปฏิบัติธรรมนั้น อาจกล่าวได้ว่า “อธิจิตตสิกขา” นั้น เป็นหลักประพฤติปฏิบัติที่เป็นจุดศูนย์กลางของการปฏิบัติธรรมก็ว่าได้ เพราะชีวิตของมนุษย์นั้น มีจิตวิญญาณหรือจิตใจเป็นประธาน ที่ประกอบด้วยการใช้ปัญญาและเหตุผล อันเรียกว่า “องค์ความรู้” เป็นเครื่องเตือนสติในการตัดสินใจในการสร้างกรรมใดๆ ตามเจตนาที่ปรารถนา จิตที่ปราศจากนิวรณ์ กับปัญญาอันยิ่ง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการชำระล้างกิเลสทั้งหลายออกจากจิตใจ ดังนั้น การย้อนกลับเข้าไปหาจิตดั้งเดิมหรือปฐมวิญญาณ [ฐีติภูตัง–จิตประภัสสร] นั้น ต้องอาศัยอำนาจแห่งสมาธิในสมถภาวนา นั่นคือ “ญาณทัสสนะ” กับ “วิปัสสนาญาณ” แห่งวิปัสสนาภาวนา [อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสสนะ] ในกระบวนการคิดทั้งหมด จึงต้องอาศัยการมนสิการกรรมฐาน [โยนิโสมนสิการ–ทิพพจักขุญาณ–ปฏิจจสมุปบาท] ที่เกิดจาก “วิชชา” [ฌาน–ลักขณูปนิชฌาน] กับ “ญาณ” [วิปัสสนา–อารัมมณูปนิชฌาน –ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔] เพราะฉะนั้น ความรู้เข้าใจอย่างถูกต้องในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จึง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้ออำนวยให้ผู้ปฏิบัติธรรมประสมความสำเร็จในการเจริญภาวนาทั้งปวง.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๘ ประจำปี ๒๕๕๙ – อธิจิตตสิกขาบาทฐานแห่งวิปัสสนา

 

ในการปฏิบัติธรรมนั้น คำว่า “กรรมทุกอย่างมีใจเป็นประธาน” นั้น เป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดแนวทางในการเจริญภาวนากรรมฐาน เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกำหนดรู้สภาพจิตของตนได้ ก็เท่ากับพิจารณาเห็นจิตวิญญาณของตน ที่เรียกว่า “อัตตสัมปทา” [Self-Actualization] คือ ความถึงพร้อมของผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้วด้วยภาวนาทั้ง ๔ ด้าน นั่นคือ “ภาวิตัตต์” ได้แก่ [ภาวิต ๔] คุณบทแห่งบุคคล คือ ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา และบุคคลนั้น ย่อมได้ชื่อว่า “อรหันต์” ผู้ถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” รวมทั้ง “อริยสัจจ์ ๔–มรรค ๔” เป็นเหตุทำให้รู้เท่าทันกิเลสทั้งหลาย จึงเป็นผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ย่อมมีนัยถึงการทำกายใจ [นามรูป] ให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง กิเลสตัณหาทั้งหลายเป็นเหตุทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” และทำให้สภาพจิตหรือคุณภาพชีวิตโศกเศร้า มัวหมอง ปิดกั้นโอกาสเข้าถึงคุณธรรมหรือความดีได้ ในขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมด้วย “อธิจกตตสิกขา–จิตตภาวนา–ภาวิตจิต–จิตตวิสุทธิ” นั้น ต่างมีจุมุ่งหมายในการดำจัดกิเลสอย่างกลาง [ปริยุฏฐานกิเลส] ที่กลุ่มรุมจิตใจด้วยนิวรณ์ ได้แก่ นิวรณ์ ๕–อรติ [ปฏิฆะ–โทสะอวิชชา [โมหะอกุศลธรรมทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม กิเลสอย่างกลาง –ปริยุฏฐานกิเลส นั้น ย่อมกำจัดด้วย “สมถะ–สมถภาวนา” ส่วนกิเลสอย่างละเอียด –อนุสยกิเลส นั้น ย่อมกำจัดด้วย “วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา” หรือกำจัดด้วย “มหาวิปัสสนา ๑๘” และ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” [มรรค ๔–มัคคญาณ = มัคคสมังคี] รวมทั้ง “ผล ๔–ผลญาณ = ผลสมังคี” กับ “นิพพาน ๑” ที่เรียกรวมกันว่า “โลกุตตรธรรม ๙” พร้อมสัปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” โดยมีแกนหลักสำคัญ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ในก่อนหน้านั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องถือปฏิบัติด้วย “จรณะ ๑๕” หรือ “เสขปฏิปทา” หมายถึง ข้อปฏิบัติอันเป็นบาทฐานในการบรรลุวิชชาหรือนิพพาน ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔ ในทางปฏิบัตินั้น ก็ต้องดำเนินเจริญจิตตภาวนาให้ถึง  “อรูปฌาน ๔” ด้วย ต่อจากนั้น ก็เลือกวิปัสสนาด้วย “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หรือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ผู้ปฏิบัติธรรมที่กำหนดรู้แนวทางปฏิบัติอย่างทุละปรุโปร่งได้ เรียกว่า “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ ปรีชาญาณหยั่งรู้แจ่มแจ้งในหลักธรรม “อริยมรรคมีองค์ ๘” [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] มีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมทั้งหลายในการตรัสรู้อย่างไร [สัมมาญาณ] จนกว่าจะจะมีปรีชาหยั่งรู้การตรัสรู้ด้วย “สัมโพธิญาณ” [นิพพาน] ด้วย  “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ]  ที่เรียกว่า “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การหลุดพ้นอันเยี่ยม ในขั้นตอนดังกล่าวนี้ ต่างเรียกว่า “อเสขธรรม” นั่นคือ “สัมมัตตะ ๑๐” อันประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘–มรรค ๔–มัคคญาณ (๒) สัมมาญาณ–ผล ๔–ผลญาณ–สอุปาทิเสสนิพพาน (๓) สัมมาวิมุตติ–อรหัตตผลวิมุตติ–อนุปาทิเสสนิพพาน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก “พระไตรปิฎก” และ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม” [พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต] เพื่อให้แตกฉานในธรรมทั้งหมด ฉะนั้น ศูนย์กลางของการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่ที่จิตวิญญาณ [จิตใจ] โดยพยายามไม่ให้จิตตกอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ (๑) พวกเร่าร้อยกระวนกระวาย (๒) พวกมืดมัวโง่เขลา (๓) พวกหิวกระหายไร้สุข (๔) พวกหวาดหวั่นไม่รื่นเริง บุคคลผู้มีอาการจิตวกวนหมุนเวียนในอบายภูมิทั้ง ๔ อย่างนี้ จิตย่อมถูกิเลสครอบงำ ได้แก่ ความโศกเศร้า–ความร่ำครวญ–ความทุกข์กาย–ความทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ อันมีมูลเหตุจาก “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” นั่นเอง ดังนั้น การหมั่นเพียรเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นนิตย์ เป็นกิจวัตรของพุทธศาสนิกทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและดูแลระดับจิตใจให้มีระดับจิตสูงขึ้นจนถึง “ระดับจิตของพระอรหันต์” [กิริยาจิต] แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการฝึกอบรมจิตใจนั้น วัตถุประสงค์หลัก คือ การภาวนาให้ได้มาซึ่ง “ผู้มีสติ–ผู้มีสติสัมปชัญญะ” ที่มีความอดทน [ขันติสังวร] และการประกอบความเพียร [วิริยสังวร] อันเป็นบาทฐานสำคัญต่อการใช้ปัญญาพิจารณากระแสกิเลสตัณหาทั้งหลาย มิให้เข้ามาครอบงำจิตด้วยความมีสติสัมปชัญญะ [ญาณสังวร] ในความเป็นจริงนั้น ความมีสติสัมปชัญญะ คือ “สติสังวร” นั่นคือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่ให้บาปอกุศลธรรมเข้ารอบงำจิตใจ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ต้องเกิดจากสำรวมระวังด้วยศีลเป็นสำคัญ ข้อน่าสังเกตในการพิจารณาหลักธรรมนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนด้วยแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์ “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] โดยเฉพาะหมวดธรรมใน “ปฏิปัตติสัทธรรม” เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมลงมือปฏิบัติธรรมจริง ก็ให้คำนึงถือ “หลักไตรสิกขา” ไว้ ว่าตนเองปฏิบัติธรรมได้ครบวงจรดังกล่าวนี้หรือไม่ หรือจะพิจารณาให้ครบตามหลักธรรมภาวนาใน ๔ ด้าน [ภาวนา ๔] ได้แก่ ภายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา ซึ่งต้องสอดคล้องตามหลักธรรม “สังวร ๕” และ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นแนวทางที่ประเสริฐในการกำจัดกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง นั่นคือ “นิพพาน–บรมธรรม–อมตธาตุ” ประการสำคัญ คือ ต้องนำหลักธรรมทั้งหลายนั้นไปสู่ภาคปฏิบัติจริง และเห็นผลแห่งการปฏิบัติจริง มิฉะนั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ที่เรียกว่า “การปฏิบัติธรรม–การเจริญภาวนา” ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในทุกขณะจังหวะของชีวิต คือ การเจริญภาวนากรรมฐาน ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” ตลอดเวลา นั่นคือ มีปัญญาและเหตุผล ซึ่งต้องประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม คือ “ทำ–พูด–คิด” [กรรม ๓: กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม] คำว่า “จังหวะชีวิต” [The Rhythm of Life] นั้น หมายถึง “อาการจิต–วิญญาณปวัตติ” อันเป็นสภาพจิตหรือสภาวะแห่งจิตมี “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” [กิเลส] ทำหน้าที่ปรุงแต่งตามความปรารถนาของบุคคล แล้วทำให้เป็นทุกข์ตกอยู่ในทุคติภูมินั้นๆ [สังสารทุกข์] ฉะนั้น การทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย จึงเป็นหน้าที่หลักของผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจาก “โลกียภูมิ” ก้าวไปสู่ “โลกุตตรภูมิ” [นิพพาน] ความรู้ในเรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ขึ้นอยู่กับว่า มีใจรัก [ศรัทธาและฉันทะ]ที่จะทำหรือไม่มากกว่า ประการแรกนั้น ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติธรรม ติดตามดูผล ปรับปรุงแก้ไข ตามเส้นทางแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ฉะนั้น จิตอันยิ่งยวดจึงเป็นบาทฐานในวิปัสสนาต่อไป ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4674117