๕๙. จิตเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งปวง  

         Consciousness as the Center of All Realities

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  714  

 

ความสำคัญของบทความ

 

หลักปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ถือเป็นเรื่องการแสวงหาความจริงอันเป็นความรู้แจ้งหรือความรู้ชัดอันยิ่งยวดในธรรมชาติแห่งปัจจัยธรรม [ตถตา–ความเป็นเช่นนั้นเองที่ธรรมทั้งหลายมารวมกันและแตกสลายไป] จนสามารถพิจารณาไตร่ตรองด้วยสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนารวมกัน จนเกิดปัญญาตรัสรู้ธรรมได้ด้วยตนเอง ที่เรียกว่า “สัมมาสัมโพธิญาณ” [ภาวนามยปัญญา] กระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิทั้งหมด เป็นเรื่องของพลังจิตในการเห็นและหยั่งรู้ด้วยญาณทัสสนะ ที่เรียกว่า “อัชฌัตติกญาณ–ญาณทัสสนวิสุทธิ” [Intuitionism] คือ องค์ความรู้ทั้งหมดใน “อริยสัจจ์ ๔” อันเกิดจากความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา เพราะฉะนั้น จิตของมนุษย์แต่ละบุคคลนั้น จึงเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดดับอยู่รอบตัวอย่างไม่สิ้นสุด ที่เรียกว่า “สรรพสิ่ง” [Reality] หรือ “จักรวาล–โอกาสโลก” หรือทำให้เกิดองค์ความรู้ใน “โลก ๓” นั่นเอง ด้วยกระบวนการทำลายล้างบรรดากิเลสทั้งหลาย ที่คอยปรุงแต่งจิตให้ไม่เห็นธรรมชาติความจริงในชีวิตโดยวิปลาสผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงโดยปรมัตถ์ โดยไม่พิจารณาสภาวธรรมใดด้วยปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ด้วยความคิดว่าสิ่งนั้นทั้งหลายไม่งาม เพื่อปล่อยว่างไม่ยึดมั่นจนเกิดเป็น “สังสารทุกข์”  ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” กล่าวโดยสรุป เมื่อจิตพิจารณาสภาวธรรมใดๆ ด้วยความบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย ย่อมรู้เห็นธรรมนั้นๆ ตามเป็นจริงแห่งตถตาอันเป็นกฎธรรมชาติ  ที่เรียกว่า “ธรรมชาติแห่งภูตตถตา” ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น คือ แนวคิดที่ดำเนินไปตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อพัฒนาจิตใจของตนให้เป็นพุทธะ ด้วยประการฉะนี้.

 

Mental Mysteries: Thinking About Thinking
Read More:
https://thementalmilitia.net/2015/08/26/mental-mysteries-thinking-about-thinking/

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๕๙ ประจำปี ๒๕๕๙ – จิตเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งปวง

 

เมื่อจิตวิญญาณของบุคคลได้รับการฝึกอบรมพร้อมปัญญา ที่เรียกว่า “ภาวนา ๒” นั้น ได้แก่ (๑) สมถะ–สมถภาวนา–สมาธิ–ฌาน–ทัสสนะ คือ การเห็น กับ (๒) วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา–ปัญญา–ญาณ คือ การหยั่งรู้ รวมกันเป็น “ญาณทัสสนะ” [Knowledge and Insight] อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้วนั้น ลังอำนาจของจิตสามารถควบคุมกิจกรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายของบุคคลนั้นๆ ซึ่งถือเป็นสมบัติเฉพาะตน ในส่วนสภาวธรรมที่มีอาการลักษณะเหมือนกับผู้อื่นนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่พิจารณาเห็น “ความเหมือนในความต่าง” [Homogeneity คือ พิจารณาไตร่ตรองเชิงปฏิโลมแบบสังเคราะห์: Induction or Synthesis หรือวิธีการอุปนัย] ที่เป็น “ลักษณะสากล” [Universality] ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” [ไตรลักษณ์ –The Common Characteristics] ส่วนลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไปเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ที่พิจารณาเห็น “ความต่างในความเหมือน” [Heterogeneity คือ พิจารณาไตร่ตรองเชิงอนุโลมแบบวิเคราะห์: Deduction or Analysis หรือวิธีการนิรนัย] นั้น เรียกว่า “ปัจจัตตลักษณะ” [Uniqueness] ในกระบวนการคิดอย่างถูกวิธีมีระบบนี้ เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [Dependent Genesis: อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] ถ้าพิจารณาในเชิงปรัชญา เรียกว่า “สัญชาตญาณนิยม–อัชฌัตติกญาณ” [Intuitionism] คือ แนวความคิดที่ถือว่าความรู้ของมนุษย์สามารถที่จะเข้าถึงความจริงได้อย่างฉับพลันโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางผัสสะหรือเหตุผลแต่ประการใด แล้วนำไปสู่ “ญาณวิทยาในพระพุทธศาสนา–ความตรัสรู้” [Enlightenment] โดยแหล่งความรู้ที่มนุษย์ได้รับจะมาจาก ๓ แหล่ง ดังต่อไปนี้ ไดแก่ (๑) “สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ” หมายถึง ปัญญาเกิดจากการฟัง การอ่าน คือ ประสบการณ์นิยม [Empiricism] (๒) “จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ” หมายถึง ปัญญาเกิดจากการพิจารณา คือ เหตุผลนิยม [Rationalism] และ (๓) “ภาวนามยปัญญา–สัมมาทิฏฐิ” หมายถึง ปัญญาเกิดมาจากการฝึกฝนอบรมจิต [ภาวนา ๒] ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา–อัชฌัตติกญาณ–วิชชา” [Supernormal Knowledge] หมายถึง การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบโดยสมาธิ [Tranquility Development] พร้อมด้วย (๒) “วิปัสสนาภาวนา–ปัญญาญาณ” [Insight-Knowledge] หมายถึง การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง [Insight Development] ความรู้ทั้งหลายอันเป็นความคิดเห็นถูกต้องที่กำหนดรู้ได้ด้วย “ญาณทัสสนะ” ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด “ปัญญาญาณ–ญาณในวิปัสสนา” [อธิคมธรรม–อุตตริมานุสสธรรม: วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–ญาณ ๓–ญาณ ๑๖] ปัญญารู้แจ้งเห็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ] นั้น ไม่ใช่คุณวิเศษที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ กับปุถุชนทั่วไป รวมทั้ง ผู้รู้ ปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น คุณวิเศษดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางปฏิบัติโดย “อริยมรรค” ได้แก่ (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘–อัฎฐมัคคังควิภาวญาณ (๒) อริยสัจจ์ ๔–จตุอริยสัจจญาณ [ทุกขญาณ–สมุทัยญาณ–นิโรธญาณ–มรรคญาณ] และ (๓) อริยมัคคญาณ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ กล่าวคือ ทางสายกลางแห่งปัญญาตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา [The Middle Paths] อันถือเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมตามหลักไตรสิกขา [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ส่วนระบบโครงสร้างหลักของแนวทางปฏิบัติธรรมตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยดำเนินตามหลัก “จริยา ๘” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 “อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

[A] อธิปัญญาสิกขา

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

[B] อธิสีลสิกขา

 (๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

[C] อธิจิตตสิกขา

 (๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

โดยมีสาระสำคัญทางปัญญา ได้แก่ (๑) นำด้วยปัญญา คือ อธิปัญญาสิกขา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา คือ อธิสีลสิกขา และ (๓) นำไปสู่ปัญญา คือ อธิจิตตสิกขา แต่ในทางปฏิบัติด้วยประพฤติแห่งจริยานั้น ให้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางในหลักไตรสิกขา  [ศีล–สมาธิ–ปัญญา]

            ฉะนั้น การรู้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาและความหมายกับเหตุผลเกี่ยวกับสภาวธรรมโดยปรมัตถ์ทั้งหลายนั้น ถือเป็นองค์ความรู้ในวิปัสสนาภูมิ [ลักขณูปนิชฌาน–การเพ่งลักษณะ] โดย “สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย “สังขตธรรม” หรือ “อสังขตธรรม” ก็ตาม ส่วนฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรมนั้น อาจถือเป็นเรื่อง “ปัจจัตตลักษณะ” [ปัจจัตตํ] ของส่วนบุคคล อัน เป็นความสามารถเฉพาะบุคคลที่พึงมีพึงได้ตามจริตเฉพาะบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ตามแนวทางปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมนสิการกรรมฐานโดยเริ่มจาก “สติปัฏฐาน ๔” (ข้อ ๑ ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗) โดยมีฐานพัฒนาด้วยการพิจาณาสภาวธรรมด้วนอนุปัสสนาต่างๆ โดยอนุมานเทียบเคียงกับ “อนัตตานุปัสสนา”  [ธรรมทั้งปวงล้วนไม่ใช่ตัวตน เพื่อถอนอัตตาภินิเวสแห่งอุปาทานขันธ์] ได้แก่ กายานุปัสสนา–เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–ธัมมานุปัสสนา [ฝึกสัมปชัญญะ] โดยผสมผสานเข้ากับ “สติปัฏฐาน” ทั้ง ๔ อย่าง เพื่อกำหนดสติตามพิจารณาสภาวธรรมทั้ง ๔ อย่าง [ฝึกสติ] อนึ่ง ส่วนสภาวธรรมนั้น [กรรมฐาน คือ อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา–ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต–วิธีฝึกอบรมจิต] ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในตนเองหรือสภาวะแห่งจิตของตนในการเกิดผัสสะระหว่างอายตนะภายใน [อินทรีย์ ๖] กับอายตนะภายนอก [อารมณ์ ๖] นั่นคือ ทั้งกายและใจ [นามรูป] โดยอารมณ์กรรมฐานนั้น เป็นสภาวธรรมที่เกิดจากการพิจารณาสภาวะแห่งจิตของตนเท่านั้น ซึ่งอาจแสดงผลเป็นภาพนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ได้แก่ (๑) อุคคหนิมิต–นิมิตติดตา กับ (๒) ปฏิภาคนิมิต–นิมิตเทียบเคียง อันเป็นภาพแห่งจิตที่สร้างขึ้นจากสภาวะบริสุทธิ์แห่งสัญญาซึ่งปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร”

            ด้วยเหตุนี้ ในการเรียนรู้จากวิปัสสนากรรมฐานนั้น เกิดจากแดนความรู้ระหว่างการสัมผัสระหว่าง (๑) อินทรีย์ ๖–อายตนะภายใน ๖ กับ (๒) อารมณ์ ๖–อายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ (๑) ตา–รูป (๒) หู–เสียง (๓) จมูก–กลิ่น (๔) ลิ้น–รส (๕) กาย–โผฏฐัพพะ (๖) ใจ–ธรรมารมณ์ [ให้พิจารณาตาม ธาตุ ๑๘ และ อินทรีย์ ๒๒ ด้วย] กล่าวโดยสรุป ก็คือ “ขันธ์ ๕” [ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์–ทิฏฐิวิสุทธิ] นั่นเอง เมื่อเกิดความเข้าใจประจักษ์แจ้งอย่างละเอียดลึกซึ้ง “สติสัมปชัญญะ” จะทำหน้าที่เป็นจิตตัวควบคุมสภาวะแห่งจิตอันเป็นเจตนา [สัญเจตนา ๖–เจตนา ๖] ปรุงแต่งสภาวะแห่งจิตที่จะเกิดขึ้น [กรรมภพ–อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรามรณะ พร้อมด้วยสังกิเลสทั้งหลาย ให้พิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจัยธรรม] เพราะฉะนั้น สภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมหมายถึง สภาวะแห่งจิต [วิถีจิต] นั่นเอง ที่มากระทบกันระหว่าง “อินทรีย์ ๖” กับ “อารมณ์ ๖” [อายตนะ ๑๒] โดยทุกอย่าง คือ “จิต–วิญญาณ–Consciousness หรือ ใจ–Mind”

            ถ้าจะกล่าวว่า สรรพสิ่งทั้งหลายแห่งจักรวาลนั้น มีต้นกำเนิดจากตัวตนของ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” ของเราทั้งหลาย เพราะ “ขันธ์ ๕–นามรูป” คือ “ธรรมชาติ” [Nature] และในขณะเดียวกัน ธรรมชาติคือบทสรุปของทุกชีวิตมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ใครไม่เชื่อถ้าว่างๆ ก็ลองกำหนดรู้และพิจารณา [วิตก–วิจาร] สภาวธรรมดังกล่าวนี้ดูเอง ดีกว่าหายใจทิ้งไปเปล่าๆ ในแต่ละวัน ความนึกคิดเชิงทฤษฎีจะสามารถหาข้อสรุปเชิงระบบโครงสร้างของ “รูปธรรม” กับ “นามธรรม” ได้โดยไตรลักษณ์ [วิปัสสนาด้วยสามัญลักษณะ] ได้แก่ อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา ในธรรมชาติประกอบด้วย “วิญญาณปรมาณู” โดยปราศจากชีวิตินทรีย์ [อุปาทิ] ปริศนาธรรมข้อนี้ สามารถพิสูจน์ได้ในกรณีพระอรหันต์เข้าสู่ภูมิแห่งปรินิพพาน ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” [อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ]

 

“วิญญาณปรมาณู” มีลักษณะกลม เป็นจุดผ่องใสเหมือนแก้ว มีขนาดเล็กกว่าปลายเข็ม มีจำนวนมหาศาลนับไม่ได้ ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด วิญญาณปรมาณูก็ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นธรรมชาติว่าง+สว่าง ในความว่างนั้นจะมีวิญญาณปรมาณูขั้นกลาง ครอบโลกธาตุไม่มีที่สิ้นสุด ทลุปรุโปรงทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางใดจะบดบังธรรมชาติวิญญาณปรมาณูได้ วิญญาณปรมาณู จะซึมซาบ ทะลุปรุโปรงทุกสรรพสิ่ง วิญญาณปรมาณูเป็นธรรมชาติรู้ จะรู้อะไรก็ตาม ก็รู้ด้วยวิญญาณปรมาณูทั้งสิ้น วิญญาณปรมาณูจึงเป็นเหมือนอวิชชา ปราบใดที่อวิชชาไม่ดับ คือ วิญญาณปรมาณูไม่ถูกทำลาย ปราบนั้นภพ-ชาติก็ไม่ดับ วิญญาณปรมาณูเป็นอวิชชาแท้ เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏฏจักร ภพชาติก็ผุดขึ้น กำเนิดขึ้น ปรากฏขึ้น จากวิญญาณปรมาณูทั้งสิ้น รวมเรียกว่ารูป-นาม เมื่ออวิชชาคือวิญญาณปรมาณูไม่ดับ อวิชชาจึงยังมี สังขารจึงมี รูป-นามจึงมี ผัสสะจึงมี วิญญาณจึงมี เวทนาจึงมี ตัณหาจึงมี อุปาทานจึงมี ภพ-ชาติ จึงมี เกิดแก่เจ็บตายจึงมี ผู้ที่จะสามารถทำลายวิญญาณปรมาณูนี้ได้ ต้องนิพพานเท่านั้น คือบรรลุธรรมสำเร็จพระอรหันต์เจ้า อวิชชาแท้มันผ่องใส เป็นธรรมชาติรู้ พระอนาคามีจะหลงยึดตรงนี้เป็นนิพพานไม่ได้ ต้องวิปัสสนาตัวผ่องใส คือวิญญาณปรมาณูอันนี้ให้พินาศลงไป ให้อวิชชามันดับไป ก็จะถึงวิมุตินิพพานแท้

 

 

คำแนะนำ: ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบ “วิญญาณปรมาณู” กับบทความ “จิตคือพุทธะ”

 

จิต คือ พุทธะ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล


                                  พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นเพียง ‘จิตหนึ่ง’ นอกจากจิตหนึ่งแล้วไม่ได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่งซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย

                                  มันไม่ใช่สิ่งของมีสีเขียวหรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ มันไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่มีการตั้งอยู่ หรือไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่าเป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่ใช่ของยาว ของสั้น ของใหญ่ ของเล็ก

                                  ทั้งนี้ เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ หรือแม้การเปรียบเทียบทั้งหมดทั้งสิ้น

                                  จิตหนึ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งเราเห็นว่าตำตาเราอยู่แท้ ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ เราจักหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้มันเป็นเหมือนกับของว่าง อันปราศจากขอบทุก ๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจหยั่งหรือวัดได้

                                  จิตหนึ่งนี้เท่านั้น เป็นพุทธะ ไม่มีแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเองทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำสิ่งนี้เท่ากับการใช้สิ่งซึ่งเป็นพุทธะให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะพยายามถึงสุดความสามารถของเขาอยู่ตั้งกัปหนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงพุทธภาวะได้เลย

                                  เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่าจิตนี้ก็คือพุทธะนั่นเอง พุทธะก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง สิ่งๆ นี้ในเมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ เมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่

                                  สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ [ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร: พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตต์ เมื่อทรงได้บำเพ็ญปัญญาบารมีจนบรรลุถึงโลกุตรธรรมอันลึกซึ้งแล้ว ก็พิจารณาเล็งเห็นว่าที่แท้จริงแล้วขันธ์ ๕นั้นเป็นสูญ (สูญญตา หรือ อนัตตา หรือ ความว่าง) และเมื่อสามารถมองเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นสูญแล้ว จักช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง] ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้าย ๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเลยก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด ถ้าเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกๆ กรณีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจิตหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไรโอกาสอำนวยให้ทำก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน

                                  ถ้าเรายังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่าจิตนั้นคือพุทธะก็ดี แล้วเราไปยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ อยู่ก็ดี และต่อวิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ อยู่ก็ดี แนวความคิดของเราก็ยังคงผิดพลาดอยู่ ไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับ ‘ทาง’ ทางโน้นเสียเลย

                                  จิตหนึ่งนี้เท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างและปรากฏการณ์ใดๆ เลย การใช้จิตของเราปรุงแต่งคิดฝันไปต่างๆ นั้นเท่ากับเราละทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรมซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น

                                  การปฏิบัติปารมิตาทั้ง ๖ [อนัตตานุปัสสนา] และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะไปเป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าทีละขั้นๆ แต่พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังกล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเพียงแต่ ‘ตื่น’ และ ‘ลืมตา’ ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือ ‘จิต’ จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกแล้ว

                                  จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสนและความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ย่อมให้ความสว่างทั่วทั้งพื้นโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อพระอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่าง และความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น

                                  ถ้าเรามองดูพุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และรู้แจ้งก็ดี หรือมองดูสัตว์โลกทั้งหลายว่า เป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลเกิดมาจากความคิดยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปนับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม มีแต่จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดแม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยได้ เพราะจิตนั้นเอง คือ พุทธะ

                                  เมื่อพวกเราเป็นเพียงนักศึกษาเรื่อง ‘ทาง’ ทางโน้น ยังไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ ‘จิต’ นี้ พวกเราจะปิดบังจิตนั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง พวกเราจะแสวงหาพุทธะนอกตัวเราเอง พวกเราจะยังคงยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมทั้งหลาย ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่าง ๆ และสิ่งอื่น ๆ ทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย ไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดนั้นแต่อย่างใดเลย

                                  เนื้อแท้แห่งสิ่งสูงสุดสิ่งนี้ โดยภายในแล้วย่อมเหมือนกับท่อนไม้หรือก้อนหิน คือภายในนั้นปราศจากการเคลื่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนกับความว่าง กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่งนี้มันไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรมหรือฝ่ายรูปธรรม มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย

                                  จิตนี้ไม่ใช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสัตว์โลกทั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกเสียจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเราจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง

                                  หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ ‘จิต’ นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่มีหลักธรรมใด ๆ เลย จิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นไม่ใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ ย่อมหมายความถึงสิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว ‘พฤติของจิต’ ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว

                                  จิตนี้คือพุทธโยนิอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในคนทุกคน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด กระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีแตกต่างกันเลย ความแตกต่างทั้งหลายเกิดขึ้นจากเราคิดผิดๆ เท่านั้น ย่อมนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด

                                  ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งซึ่งไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งนั้นก็คือ ‘ความว่าง’ เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่ง สงบเงียบ และไม่มีอะไรเจือปน มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ และก็หมดกันเพียงเท่านั้นเอง

                                  จงเข้าไปสู่สิ่งๆ นี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเราเอง สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานี้แหละ คือสิ่งๆ นั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้น และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีกแล้ว

                                  จิตก็คือพุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นที่สุดในเบื้องสูง ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่ด้วยอกและแมลงต่างๆ เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งนั้นย่อมมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะเท่ากันหมด และทุกๆ สิ่งมีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับจิตหนึ่งนั้น ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้เป็นสิ่งที่มีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับพุทธะอยู่แล้วตลอดเวลา

                                  ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองนี้ให้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ ด้วยความเข้าใจอันนั้นเท่านั้น มันก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นจะต้องแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย

จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึกซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราก็จะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหนๆ แม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือว่าไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือเป็นกำเนิด ซึ่งไม่ได้มีใครทำให้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย

                                  ในการทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ เพื่อสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ได้เป็นตัวสติปัญญาที่คิดนึก หรือสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่จะบัญญัติว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือไม่ใช่ความมีอยู่

                                  ยิ่งไปกว่านั้นอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนองต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาร อยู่นั่นเอง ถ้าเราทราบความเป็นจริงข้อนี้ เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไรในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้น เราควรเจริญจิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น

                                  มูลธาตุทั้ง ๕ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญาณนั้น มันเป็นของว่างเปล่า แต่ละมูลธาตุทั้ง ๔ ของรูปกายนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวของเรา จิตจริงแท้นั้น ไม่มีรูปร่าง และไม่มีอาการมา ไม่มีอาการไป ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั้นเป็นสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีการตั้งต้นขึ้นที่การเกิด และไม่มีการสิ้นสุดลงที่การตาย แต่เป็นของสิ่งเดียวรวด และปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆ ในส่วนลึกจริงๆ ของมันทั้งหมด

                                  จิตของเรากับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้นเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ตามนี้จริงๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแวบเดียวในขณะนั้น และเราเป็นผู้ที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวในโลกทั้งสามอีกต่อไป เราจะเป็นผู้อยู่เหนือโลก จะไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นแต่ตัวของเราเองเท่านั้น ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่งๆ เดียวกับสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น และเราจะได้ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ฉะนั้น นี้แหละคือหลักธรรมะที่เป็นหลักมูลฐานอยู่ในที่นี้

                                  ‘สัมมาสัมโพธิ’ เป็นชื่อของการเห็นแจ้งชัดว่าไม่มีธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของหลอกลวงทั้งหลายจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา

                                  ปรัชญาก็คือความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งคือจิตต้นกำเนิดดั้งเดิมซึ่งปราศจากรูป ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้

                                  ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำคือจิตและวัตถุ เป็นของสิ่งเดียวกันนั่นแหละ จะนำเราไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง และลึกลับเหนือคำพูด และโดยความเข้าใจอันนี้เอง พวกเราจะได้ลืมตาต่อสัจธรรมที่แท้จริงด้วยตัวเราเอง

                                  สัจธรรมที่แท้จริงของเรานั้น มันไม่ได้หายไปจากเรา แม้ในขณะที่เรากำลังหลงผิดอยู่ด้วยอวิชชา และไม่ได้รับกลับมาในขณะที่เรามีการตรัสรู้ มันเป็น ‘ธรรมชาติแห่งภูตตถตา’ [ยถาภูตภาพ คือ ความเป็นไปตามสภาพเช่นนั้น อนึ่ง ตถตา เป็นคำสรุปรวมของเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตาซึ่งครอบโลกให้เหลืออยู่เพียงว่า ตถตา-เป็นอย่างนั้น ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น ๔ อย่าง ดังนี้ (๑) อวิตถตา - ไม่ผิด ไปจากความเป็นอย่างนั้น (๒) อนัญญถตา – ไม่เป็นไปโดยประการอื่นจากความเป็นอย่างนั้น (๓) ธัมมัฏฐิตตา – เป็นความตั้งอยู่โดยความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ (๔) ธัมมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวของธรรมดา] ในธรรมชาตินี้ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฏฐิ มันเต็มอยู่ในความว่าง และเป็นเนื้อหาอันแท้จริงของจิตหนึ่งนั้น เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อารมณ์ต่างๆ ที่จิตของเราได้สร้างขึ้น ทั้งฝ่ายนามธรรมและฝ่ายรูปธรรม จะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกของความว่างนั้นได้อย่างไร

                                  โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่างนั้นเป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่างๆ แห่งการกินเนื้อที่ คือปราศจากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชา และปราศจากสัมมาทิฏฐิ พวกเราต้องทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย ไม่มีมนุษย์สามัญ ไม่มีพุทธะทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนี้ ไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่สุด อันจะเป็นสิ่งซึ่งจะมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฎแห่งการกินเนื้อที่เลย มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด มันเป็นความงามที่ไร้ตำหนิ เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ได้โดยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการตีค่าทั้งปวงเสียจริง ๆ

                                  เราต้องแยกรูปถอดด้วยวิชชามรรคจิต เหตุต้องละ ผลต้องละใช้ หนี้ก็หมด พ้นเหตุเกิด สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมีรูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิมก็คือความว่างของจักรวาลเข้าคู่กัน เป็นเหตุเกิดตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูปที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนามที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกันเป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้

                                  เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุสสารมีชีวิตและไม่มีชีวิต จึงต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับสืบต่อทุกขณะจิต ไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันทุกยามได้

                                  จิตวิญญาณก็เกิดมาจากรูปนามของจักรวาล เพราะเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามมีชีวิต จากรูปนามมีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกันไป คงเหลือแต่นามว่างที่ปราศจากรูป นี้เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม

                                  ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาล เป็นเหตุเกิดรูปนามพิภพต่าง ๆ ตลอดดวงดาวอันนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดรูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิดรูปนามสัตว์เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิต

                                  ความจริงรูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมีรูปกับนามเป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาลและเปลี่ยนแปลง เพราะมองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต

                                  เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิดจิตวิญญาณ การแสดงเคลื่อนไหวเป็นเหตุให้เกิดกรรม

                      สัตว์ชาติแรกมีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์ และความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ อย่าง ไปกระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ อย่าง แล้วก็เข้ามาประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณู ซึ่งเป็นสุขุมรูป แฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ ที่แฝงอยู่ในความว่างคั่นระหว่างตา หู จมูก ลิ้น กายนั้นไว้ได้หมดสิ้น

                                  เมื่อสัตว์ชาติแรกเกิดนี้ได้ตายลง มีกรรมชั่วอย่างเดียวเป็นเหตุให้สัตว์ต้องเกิดอีก เพื่อให้สัตว์ต้องใช้หนี้เกิด กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ แต่สัตว์เกิดขึ้นมาแล้วหายอมใช้หนี้เกิดกันไม่ มันกลับเพิ่มหนี้ให้เป็นเหตุเกิดทวีคูณจนปัจจุบันชาตินี้

                                  ดังนั้น ด้วยอำนาจกรรมชั่วที่พวกสัตว์ติดอยู่ในสุขุมรูป ๕ กอง ตลอดเพศผู้เมีย เป็นสุขุมรูปที่ติดอยู่ใน ๕ กองนั้น ก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็นรูปปรมาณูกลม คงรูปอยู่ได้ด้วยการหมุนรอบตัวเอง มิหยุดนิ่ง เป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ในข้างใน เรียกว่า ‘รูปวิญญาณ’ หรือจะเรียกว่า ‘รูปถอด’ ก็ได้ เพราะถอดมาจากนามว่าง ภาวะคั่นรูปหยาบนั่นเอง ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง รูปวิญญาณจึงมีชีวิตอยู่ คงทนอยู่ยืนนานกว่ารูปหยาบ มีกรรมชั่วคอยรักษาให้หมุนคงรูปอยู่ ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดฆ่าให้ตายได้ นอกจากนิพพานเท่านั้น รูปวิญญาณจึงจะสลาย

                                  เรื่องการแสดงกรรมของสัตว์ที่ประทับติดอยู่ในสุขุมรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ กองนั้น รวมกันเข้าเรียกว่า ‘จิต’ จึงมี ‘สำนักงานของจิต’ ติดอยู่ในวิญญาณ ๕ กอง รวมเป็นที่ทำงานของจิตกลาง และก็ติดต่อกับ ตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอก ซึ่งเป็นสื่อติดต่อของจิต ดังนั้น ‘จิต’ กับ ‘วิญญาณ’ จึงไม่เหมือนกัน จิตเป็นตัวรู้นึกคิด ส่วนวิญญาณเป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ และเป็นยานพาหนะพาจิตไปเกิด หรือจะไปไหนๆ ก็ได้ เป็นชีวิต...รูปสุขุม๒ รูปที่ถอดมาจากรูปหยาบ มีรูปเพศผู้เมีย รูปตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในวิญญาณไว้ ได้เป็นเหตุเกิดสืบต่อภพชาติต่อไป

                                  เมื่อสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพชาตินั้น ๆ ก็หมดไปตามอายุขัยชีวิตร่างกายหยาบของภพภูมิชาตินั้น ๆ ส่วนชีวิตแท้ รูปปรมาณู วิญญาณ จะไม่ตายสลายตาม จะต้องไปเกิดตามภพภูมิต่างๆ ตามเหตุปัจจัย มันเป็นวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนไป โดยชีวิตแท้รูปถอดหรือวิญญาณหมุนรอบตัวเองนี้เอง เป็นเหตุให้จิตเกิดดับสืบต่อคอยรับเหตุการณ์ภายนอกภายในที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น

                                  กาย ใจ แล้วจิตก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ จะดีหรือชั่วก็สะสมเข้าไว้เป็นทุนเหตุเกิด เหตุดับ หรือปรุงแต่งต่อไป จนกว่ากรรมชั่วเหตุเกิดจะหมดไป ชีวิตรูปถอดหรือวิญญาณก็จะหยุดการหมุน รูปสุขุมรูปวิญญาณซึ่งเกิดมาจากกรรมชั่ว สืบต่อมาแต่ชาติแรกเกิด ก็จะสลายแยกออกจากกันไป คงรูปอยู่ไม่ได้ มันก็กระจายไป ส่วนกิจกรรมดี ธรรมะที่ติดอยู่กับวิญญาณ มันก็กระจายไปกับรูปปรมาณู คงเหลือแต่ความว่างที่คั่นช่องว่างของรูปปรมาณูทุก ๆ ช่อง ฉะนั้น โดยปราศจากรูปปรมาณู ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่านิพพาน

                                  เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์สร้างชีวิตพระพุทธศาสนา ให้ก่อเกิดเป็นชีวิตอย่างบริบูรณ์ดังพระประสงค์แล้ว พระพุทธองค์จึงได้ละวิภวตัณหานั้น เสด็จสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คือเป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบ โดยลักษณะอาการแห่งอนุปาทิเสสนิพพานของพระพุทธองค์ก็คือ ลำดับแรก ก็ทรงเจริญฌานดิ่งสนิทเข้าไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ หมายความว่า เข้าไปดับลึกสุดอยู่เหนืออรูปฌาน

                                  ในวาระแรกนั้น พระองค์ยังไม่ได้ดับขันธ์ต่างๆ ให้สิ้นสนิทเป็นเด็ดขาดแต่อย่างใด ยังเพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการสู่นิพพาน หรือนิโรธ เป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือสู่สิ่งที่พระองค์ได้สร้าง ได้พากเพียรก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่างไว้ เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่าสิ่งอันเกิดมาจากที่พระองค์ได้ยอมอยู่กับธุลีทุกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดาผู้มีจิตหยาบเกินกว่าจะสัมผัสมันว่าเป็นทุกข์

                                  และกระบวนการกระทำจิตตนให้ถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธนี้นั้น เป็นกระบวนการที่พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เป็นยอดแห่งศาสดาในโลกเท่านั้นที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีแผ่เผยแจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เมื่อทรงสิ่งซึ่งสุดท้ายนี้แล้ว จึงได้ถอยกลับมาสู่ภาวะต้นคือปฐมฌาน แล้วจึงได้ตัดสินพระทัยสุดท้ายเสด็จดับขันธ์ต่างๆ ไปทีละขันธ์ วิญญาณขันธ์ในชีวิตและร่างกายนั้นได้ดับไปเสียตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่ปฐมฌานนานแล้ว เพราะต้องดับสังขารขันธ์และสังขารธรรมชั้นแรกเสียก่อน วิญญาณขันธ์จึงได้ดับ ดังนั้น จึงไม่มีเชื้อใดเหลืออยู่แห่งวิญญาณขันธ์ที่หยาบนั้น

                                  พระองค์เริ่มดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นใน อันจะส่งผลให้ก่อเกิดวิภวตัณหาได้แล้วชั้นหนึ่งเสียก่อน จึงได้เลื่อนขึ้นสู่ทุติยฌาน แล้วจึงดับสัญญาขันธ์เลื่อนขึ้นสู่ตติยฌาน เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นในสุดอีกที ก็เป็นอันเลื่อนขึ้นสู่จตุตถฌาน คงมีแต่เวทนาขันธ์สุดท้ายแห่งชีวิต นั่นคือ ลักษณะอาการแห่งชั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้นไม่เหลือ

                                  เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมใหญ่สุดท้ายที่มีอยู่ทั้งสิ้นแล้ว ก็มาดับเวทนาขันธ์ อันเป็นจิตขันธ์ หรือนามขันธ์ที่มีจิตส่วนใน คือภวังคจิตเสียก่อน แล้วจึงได้ออกจากจตุตถฌาน พร้อมกับมาดับจิตขันธ์หรือนามขันธ์สุดท้ายจริงๆ ของพระองค์เสียลงเพียงนั้น

                                  นี่ พระองค์เข้าสู่นิพพานอยู่ตรงนี้ นั่นคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันเป็นปรกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ได้ถูกภาวะอื่นใดครอบงำ เป็นภาวะจงใจ ไม่ถูกภาวะใดครอบคลุมอำพรางให้หลงใหลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์

                                  เมื่อเวทนาขันธ์สุดท้ายแท้ๆ จริงๆ ได้ถูกทำลายลงอย่างสนิท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ หมดสิ้นแล้วซึ่งสังขารธรรม และหมดเชื้อจิตขันธ์หรือนามขันธ์ทั้งปวงใดๆ ในพระองค์ท่าน ไม่มีเหลือ คงทิ้งแต่รูปขันธ์อันจะมีชีวิตนั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่ใช่ชีวิต หากสิ้นนามเสียแล้วก็คือแท่ง ก็คือก้อนวัตถุหนึ่งนั้นเท่านั้นเอง

                                  นั่นแล คือ ลำดับฌาน ที่พระอนุรุทธเถระเจ้าได้นำฌานจิตเข้าไปดู เป็นวิธีการดับโดยแท้ ดับโดยตรง โดยพระองค์เป็นผู้ดับเองเสียด้วย

                                  คำสอนของพุทธะทั้งหมดในวัฏฏ์นี้ ก็คือการเพาะให้พุทธจิตนั้นผลิออกมาให้เราปรากฏเห็นเท่านั้นเอง เพียงแต่เราทำให้มันว่างจากความคิดปรุงแต่งต่างๆ ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่การเกิดและการดับอยู่ตลอดกาล และนำไปสู่ความทุกข์เดือดร้อนใจของสัตว์โลก และโลกอื่นไปจริงๆ เท่านั้น เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้และหาทางออกทั้งหลายทั้งสิ้นเลย

คำสอนของพุทธะทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ข้อนี้เพียงข้อเดียว คือพาพวกเราข้ามขึ้นให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด บัดนี้ถ้ารีดความคิด หรือหยุดความคิดของเราได้สำเร็จแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยธรรมทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ มันหมายถึงสามารถปฏิบัติจนหยุดคิดของความคิดปรุงแต่งต่างๆ เสียได้ ไม่มีอะไรสามารถปรุงให้จิตคิดไปตามอำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากสิ่งปรุงแต่งและความคิดทั้งปวง นั่นแหละเป็นตัวธรรม หรือพุทธะ หรือธรรมชาติเดิมแท้อยู่ในความเป็นเช่นนั้น เพราะเรานั้น ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถหว่านล้อม หรือเปิดเผยมันได้ ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้ว ไม่พูดว่าเขารู้อะไร เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด.

 

ฉะนั้น “วิญญาณปรมาณู” เป็นธาตุประกอบส่วนหนึ่งในธรรมชาติ และมีสถานะเป็น “สามัญลักษณะในจักรวาล” นั่นเอง อย่าลืมว่า ความรู้ทั้งหลายเกิดขึ้นจากการกระทบกันระหว่าง “อินทรีย์ ๖” กับ “อารมณ์ ๖” มารวมกัน กลายเป็นความรู้แจ้ง [วิญญาณ ๖] คือ “ดวงจิต” สะสมเป็นประสบการณ์ คือ “สัญญา ๖” [เจตสิก = เวทนา–สัญญา–สังขาร] ส่วน “รูป” นั้น เป็นฝ่ายรูปธรรม แต่แสดงคุณลักษณะเป็นสภาวธรรมของสภาวะแห่งจิตในวิปัสสนาภูมิ และกระบวนการประมวลปัญญาเป็นการกำหนดรู้จิตวิญญาณที่แปรปรวนเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ก็คือ การกำหนดจิตตามพิจารณาหรือมนสิการจิตโดยอาการแห่งอารมณ์หรือลักษณะ [ฌานกับญาณ] เมื่อเข้าใจธรรมชาติอันเป็นสามัญลักษณะของนามรูปโดยไตรลักษณ์ได้ การถอนความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ทั้งหลายนั้น ก็ย่อมทำได้โดยง่าย [อนัตตานุปัสสนา]

ดังนั้น ความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวงนั้น ทำให้เข้าใจอย่างถูกต้องในสรรพสิ่งทั้งหลายแห่งโลกทั้ง ๓ ได้แก่ (๑) สังขารโลก (๒) สัตวโลก (๓) โอกาสโลก–จักวาล ผู้เป็นพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์นั้น ต้องเป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้งหมดดังกล่าวนั้น รวมทั้งชีวิตที่จะเป็นไปด้วย นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” โดยอริยสัจจธรรม [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] นอกจากนี้ การเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔–จตุปฏิสัมภิทาญาณ” นั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด นอกเหนือจาก (๑) ผู้บรรลุธรรมด้วยวิปัสสนาล้วน–สุกฺขวิปสฺสโก (๒) ผู้บรรลุวิชชา ๓–เตวิชฺโช และ (๓) ผู้บรรลุอภิญญา ๖–ฉฬภิญฺโญ กล่าวคือ พระอรหันต์นั้น เป็นผู้มีปัญญาแตกฉานใน ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา (๒) ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ข้อแรกนั้น คือ “ปัญญาเห็นธรรม” ส่วนข้อสองนั้น “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” ส่วนสองข้อหลังนั้น เป็นปัญญาในการสื่อสารและดัดแปลต่อยอดให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป

ฉะนั้น การฝึกอบรมจิต จึงเป็นเรื่องยิ่งยวด ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการฝึกอบรมปัญญา [สมถะกับวิปัสสนา = ฌานกับญาณ] จิตกับเจตสิกนั้น ย่อเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือสรรพสิ่งทั้งหลาย รูปกับอุปาทายรูปนั้น ย่อมแปรปรวนเป็นทุกข์ไปตามจิตกับเจตสิก ซึ่งเป็นความรู้แจ้ง [วิชชา] และการหยั่งรู้ [ญาณ] ที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณเท่านั้น นั่นคือ “สติสัมปชัญญะ” หรือ “สติปัญญา” ที่เกิดจากการเจริญธรรมใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] จนกลายเป็นองค์ประกอบในวิปัสสนาภูมิ คือ ปรีชาหยั่งรู้เห็นแจ้งตามเป็นจริงในปัญญาญาณต่างๆ ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” จนสามารถหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ด้วย “อาสวักขยญาณ” [ความตรัสรู้มีอาการ ๖๔] ที่เรียกว่า “สัมโพธิญาณ” นั่นเอง กล่าวโดยสรุป คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสภาวธรรมแห่งปรมัตถสัจจะที่เกิดดับอยู่ในใจ การกำหนดรู้ด้วย “ญาณทัสสนะ” ในสภาวธรรมทั้งหลายนั้น คือ การรู้เห็นและเข้าใจสภาวธรรมนั้นๆ ที่อาศัยกันเกิดดับขึ้นในใจ การตัดสินสรรพสิ่งต่างๆ [สภาวธรรม] ด้วยประสาทสัมผัส ๕ อย่างนั้น [แนวคิดเชิงประสบการณ์นิยมด้วยการสังเกตตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้–Empiricism] จึงไม่ใช่ประสบการณ์อย่างแท้จริง ที่เกี่ยวกับสภาวะแห่งจิตในขณะนั้น ยังเป็นจิตไม่ปราศจากนิวรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705655