๖. ลมหายใจแห่งขุมทรัพย์ปัญญา

      The Breathing of Wisdom Abundance

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  2144  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การค้นสืบหาแหล่งต้นกำเนิดปัญญา ที่เรียกว่า “ขุมทรัพย์แห่งปัญญา” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว ก็คือ ตัวตนของตนเอง โดยเริ่มค้นหาด้วยการประพฤติ “อานาปานสติสมาธิมีวัตถุ ๑๖” ซึ่งจัดอยู่ในข้อแรกของ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ในขั้นตอนนี้ เป็นการพิจารณากายด้วยสติ ๑ การพิจารณาเวทนาด้วยสติ ๑ การพิจารณาจิตด้วยสติ ๑ การพิจารณาธรรมด้วยสติ ๑ คำว่า “สติ” ในที่นี้ คือ “สติสัมปชัญญะ” นั่นคือ ความระลึกได้และรู้ตัวรอบรู้ด้วยปัญญาทั้งหลาย ฉะนั้น เมื่อ “สติสัมปชัญญะ” มีความแก่กล้าบริสุทธิ์และมีความคมชัด รู้รอบด้วยปัญญาแห่งโยนิโสมนสิการ [ทิพพจักขุญาณ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] มีความถึงพร้อมด้วย (๑) ปัญญาในสมาธิ กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา จิตดวงนั้น [สติสัมปชัญญะ] ย่อมเกิดอิทธิฤทธิ์หรืออิทธปาฏิหาริย์ [อุตตริมนุสสธรรม–อธิคมธรรม] ที่เรียกว่า “มโนมยิทธิ” หมายถึง ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์ทางใจ คือนิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ได้ หรือ “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” หมายถึง แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ กล่าวโดยสรุป คือ จิตแห่งสติสัมปชัญญะนั้น สามารถสั่งการควบคุมอวัยวะแห่งร่างกายและความรู้สึกนึกคิดแห่งจิต [จิต ๘๙–เจตสิก ๕๒ = วิญญาณ ๖] ได้ ทั้งที่เป็นพฤติกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวัน และในส่วนที่ละเอียดประณีตขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความรู้คมชัด [อภิญญา] ด้วยฤทธิ์แห่งจิตทั้งหลาย ก็ไม่ควรหลงใหลในสภาวธรรมนั้นๆ ให้นำฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดังกล่าวนั้นมาใช้พิสูจน์ความจริงแห่งธรรมชาติ ตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า [อนุสาสนีปาฏิหาริย์] เพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ก็ด้วยสมาธิที่บริสุทธิ์ [สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔] ย่อมส่งผลให้ “สติคมชัด” [อุปัฏฐาน–สัมมาสติ] เกิดอธิโมกข์ศรัทธาและฉันทะในการปฏิบัติธรรม และมนสิการด้วยความยินดีปราโมทย์ในธรรมทั้งหลาย ด้วยการใช้เหตุผลอันประกอบด้วยปัญญา ฉะนั้น ก็ให้นับก้าวแรกในการปฏิบัติธรรมด้วย “ลมหายใจแห่งขุมทรัพย์ปัญญา” ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๙ – ลมหายใจแห่งขุมทรัพย์ปัญญา

 

โดยปกติตามค่านิยมทางสังคม ต่างพากันยอมรับว่า “สถาบันศึกษา” คือ แหล่งวิชาการอันเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา หรือ “ปัญญานิธิ” นั่นหมายความว่า มนุษย์มองข้ามความสำคัญของตัวตนเองไปอย่างสิ้นเชิง กลับไปให้ความสำคัญกับผู้อื่นว่า มีวิทยฐานะเป็น “ผู้รู้–Scholar”“ปราชญ์–Philosopher–นักตรรกวิทยา–Logician”“นักวิทยาศาสตร์–Scientist–ผู้ค้นหาความจริง–Truth-Seeker–นักทฤษฎี–Theorist” ๑ กล่าวโดยรวม คือ “นักวิชาการ–Academic–ผู้เชี่ยวชาญ–Expert or Specialist” ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น บุคคลเหล่านั้น น่าจะเป็นตนเองมากกว่าคนอื่น ก็เข้าทำนองที่ว่า “ของดีไม่รู้จักน้อมมาใส่ตน นั่นคือ ทำไมตนเองจะเป็นไม่ได้” ฉะนั้น “ความขาดการเคารพตนเอง” [The Lack of Self–Respect or Self–Esteem] นั้น ย่อมเป็นลักษณะด้อยทางปัญญาของบุคคลนั้น เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้คิดแต่ไปพึ่งคนอื่นอยู่เสมอ ไม่คิดแก้ไขทำเอง เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองที่เหมาะสมกับกาลเทศะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจอมศาสดาเอกในโลกของพวกเราทั้งหลายนั้น ทรงชี้แนะให้ตั้งสติถึง “ความไม่ประมาท” [อัปปมาทะ] ในชีวิต จึงให้ประพฤติปฏิบัติเจริญภาวนาด้วยความถึงพร้อมด้วย “พุทธคุณ ๒” ให้เป็นแบบอย่างที่ดี ได้แก่ (๑) “อัตตหิตสมบัติ” คือ ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จพุทธภาวะ นั่นคือ ความเป็นพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นอัตตนาถะ” นั่นคือ พึ่งตนเองได้ และ (๒) “ปรหิตปฏิบัติ” คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระกรุณา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จพุทธกิจ นั่นคือ หน้าที่ของพระพุทธเจ้า และ “ความเป็นโลกนาถ” นั่นคือ เป็นที่พึ่งของชาวโลกได้ ในอีกนัยหนึ่ง คือ ให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วย “ความมีสติสัมปชัญญะ” ไม่ใช่ตามอรรถะว่า (๑) “มุฏฐสัจจะ” คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน–หลงลืม และ (๒) “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้–ความไม่เห็น–ความไม่ตรัสรู้–ความไม่รู้โดยสมควร–ความไม่รู้ตามความเป็นจริง–ความไม่แทงตลอด–ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อ–ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ–ความไม่พินิจ–ความไม่พิจารณา–ความไม่กระทำให้ประจักษ์–ความทรามปัญญา–ความโง่เขลา–ความไม่รู้ชัด–ความหลง–ความลุ่มหลง–ความหลงใหล–อวิชชา–โอฆะคืออวิชชา–โยคะคืออวิชชา–อนุสัยคืออวิชชา–ปริยุฏฐานคืออวิชชา–ลิ่มคืออวิชชา–อกุศลมูลคือโมหะ ซึ่งภาวะทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวนี้ จะตรงกันข้ามกับ คำว่า “สติสัมปชัญญะ” นั่นคือ (๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม–สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ และ (๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง–ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ “ญาณ–ความรู้” กล่าวโดยสรุป คำว่า “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท นั่นเอง

 

นอกจาก หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับ “พุทธคุณ ๒” [อัตตหิตสมบัติ–ปรหิตปฏิบัติ] แล้ว อีกคำสอนหนึ่งที่สำคัญมาก คือ “พุทธโอวาท ๓” ที่พุทธมามกะทั้งหลายต้องกำหนดให้เป็นอนุสติเตือนใจอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ (๑) “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒)”กุสลสฺสูปสมฺปทา” คือ ทำความดีให้เพียบพร้อม (๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ในการตีความหลักธรรมแต่ละอย่างนั้น ย่อมมีความหมายลึกซึ้งถึงธรรมอื่นๆ ที่เป็นบริวาร คือ “สัมปยุตตธรรม” อันแสดงนัยสำคัญครอบคลุมจาก [ภูมิ ๔] (๑) “ปริตตะ” [ธรรมที่ด้อยหรือคับแคบ คือเป็น กามาวจร] (๒) “มหัคคตะ” [ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็น รูปาวจร หรือ อรูปาวจร] ถึง (๓) “อัปปมาณะ” [ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็น โลกุตตระ] นั่นคือ ความสามารถในการจำแนกแจกธรรมได้ [ธัมมวิจยะ: คือ ความเฟ้นธรรม ความสอดส่อง สืบค้นธรรม การวิจัยหรือค้นคว้าธรรม (ข้อ ๒ ในโพชฌงค์ ๗)] ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการท่องจำ และจดจำได้ หรือการระลึกรู้รอบ [สติสัมปชัญญะ] เพียรอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจดีพร้อมด้วยการใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา [อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา] นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [หลักปฏิจจสมุปบาท = วิมังสา: ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น (ข้อ ๔ ในอิทธิบาท ๔)] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การใช้ปัญญาไตร่ตรองสภาวธรรม [หลักธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน] ให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [ปัญญาในสมาธิกับปัญญาในวิปัสสนา หรือ ญาณทัสสนะกับญาณ] ที่เรียกว่า  “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ให้พึงระวังเรื่องคำศัพท์บัญญัติในทางพุทธศาสตร์ [Technical Terminology: ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] ซึ่งต้องกำหนดรู้ความหมายด้วยคำหรือภาษา [นิรุตติปฏิสัมภิทา] ทั้งที่เป็น “สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] กับ “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] เพราะฉะนั้น กระบวนขั้นตอนในการคิดของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องที่อ่อนไหวในเชิงลึกซึ้งทางด้านอรรถศาสตร์ [Semantics] ความเข้าใจที่ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ: Right View หรือ กระบวนทัศน์: Paradigm] จึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดแห่งนัยของคำว่า “มัชฌิมาปฏิทา” [The Middle Path] นั่นคือ “พระธรรมจักร” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับอาณาจักรธรรม [ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร: The Establishment of the Realm of Dhamma] หมายถึง เทศนากัณฑ์แรกหรือปฐมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ และทำให้บรรลุพระโสดาบันจากนั้นก็บรรลุพระอรหันต์ด้วยการสดับฟัง “อนัตตลักขณสูตร” คำว่า “ปฐมเทศนา” คือ พระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากวันตรัสรู้สองเดือน (๑) ว่าด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ทางสายกลางซึ่งเว้น “ที่สุด ๒ อย่าง” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” [The Extreme of Sensual Indulgence] คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” [The Extreme of self–Mortification] คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน และ (๒) ว่าด้วย “อริยสัจจ์ ๔” [The Four Noble Truths] ได้แก่ (๑) ทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ (๒) สมุทัย–ตัณหา ๓ [เหตุแห่งทุกข์]  (๓) นิโรธ–วิวัฏฏะ [นิโรธ ๕: ความหลุดพ้น ได้แก่ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ] และ (๔) มรรค–แนวทางดับทุกข์ [โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค] ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อันทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [ญาณคือความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม ด้วยความตรัสรู้แห่งสัมโพธะ: (๑) ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒ แห่งปัจจเวกขณญาณ และ (๒) อาสวักขยญาณ อันมีอาการ ๖๔] ท่านโกณฑัญญะ หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์ [ภิกษุปัญจวัคคีย์ คือ โกณฑัญญะภัททิยะ วัปปะ มหานามะ และ อัสสชิ] ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้วได้ “ดวงตาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ] คือ ได้บรรลุโสดาบันในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรก เรียกว่า “เป็นปฐมสาวก” และพระปัญจวัคคีย์ทั้งคณะได้บรรลุพระอรหันต์ในวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ นอกจากนี้ ให้เข้าใจความหมายใน คำว่า “อาสาฬหะ–อาสาฬหมาส” หมายถึง เดือน ๘ ทางจันทรคติ [อาสาฬหปุรณมี คือ วันเพ็ญเดือน ๘ วันกลางเดือน ๘ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘] ที่เรียกว่า “อาสาฬหบูชา” คือ “การบูชาในเดือน ๘“ หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ทำให้เกิดมี “ปฐมสาวก” คือ “พระอัญญาโกณฑัญญะ” และเกิดสังฆรัตนะคำรบพระรัตนตรัย [ความสมบูรณ์พร้อมด้วยพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์]

 

“ภิกษุเหล่านั้นได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามถึงมลทินของพระกรรมฐานที่เกิดขึ้นๆฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังที่ที่ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ทรงบรรเทามลทิน ลำดับนั้น บรรดาภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำภัตรออกไปอย่างนี้ โอวาทอยู่ พระวัปปเถระ ได้เป็นพระโสดาบันในวันปาฏิบท ในแรม ๒ ค่ำ พระภัททิยะ ในแรม ๓ ค่ำ พระมหานามะ ในแรม ๔ ค่ำ พระอัสสชิ และ ในวันแรม ๕ ค่ำของปักษ์นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าให้พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นทั้งหมดประชุมรวมกันตรัส “อนัตตลักขณสูตร” [อนัตตตา] เวลาจบพระสูตร ภิกษุทั้งหมดตั้งอยู่ใน พระอรหัตผล” (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 468 FILE 18)

 

ว่าด้วย “อนัตตลักขณสูตร”

[อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา = ลักขณูปนิชฌาน: วิปัสสนา–มรรค–ผล–นิพพาน] (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 175 -176 FILE 77)

 

ก็พระโยคาวจรกำหนดความเกิดและความเสื่อมเพิกสันตติได้แล้ว “อนิจจลักษณะ” ย่อมปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริง มนสิการการบีบคั้นเนืองๆ สับเปลี่ยนอิริยาบถได้แล้ว “ทุกขลักษณะ” ย่อมปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริง เมื่อแยกธาตุต่างๆ แล้วทำการแยกความเป็นก้อน “อนัตตลักษณะ” ย่อมปรากฏโดยกิจตามความเป็นจริง

 

อนึ่ง ในอธิการ [หัวข้อประเด็น] นี้ พึงทราบวิภาค [การจำแนก] นี้ คือ

(๑) อนิจฺจํ [ความไม่เที่ยง]

(๒) อนิจฺจลักฺขณํ [ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง]

(๓) ทุกฺขํ [ความทุกข์]

(๔) ทุกฺขลกฺขณํ [ลักษณะแห่งทุกข์]

(๕) อนตฺตา [ไม่ใช่อัตตา]

(๖) อนตฺตลกฺขณํ [ลักษณะแห่งอนัตตา]

 

บรรดาวิภาคทั้ง ๖ เหล่านั้น ค่าว่า “อนิจจัง” ได้แก่ ขันธ์ ๕ เพราะเหตุไร เพราะความที่ “ขันธ์ ๕” มีความแปรเปลี่ยนไปด้วยความเกิดและความเสื่อม หรือว่า เพราะมีแล้วกลับไม่มี ความที่ “ขันธ์ ๕”  มีความแปรเปลี่ยนไปด้วยความเกิดและความเสื่อม หรือว่า ความเปลี่ยนแปลงแห่งอาการ [ลักษณะ] กล่าวคือ เป็นแล้วกลับไม่เป็น ชื่อว่า “อนิจจลักษณะ”

 

“เบญจขันธ์” นั้นนั่นเอง ชื่อว่า “ทุกข์” เพราะพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง “สิ่งนั้น เป็นทุกข์” ดังนี้ เพราะเหตุไร เพราะมีการบีบคั้นเนืองๆ อาการ [ลักษณะ] ที่บีบคั้นเนือง ๆ ชื่อว่า “ทุกขลักษณะ”

 

ก็ “เบญจขันธ์” นั้นนั่นเอง ชื่อว่า “อนัตตา” เพราะพระบาลีว่า “สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา” ดังนี้ เพราะเหตุไร เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ อาการ [คือลักษณะ] ที่ไม่เป็นไปในอำนาจ ชื่อว่า “อนัตตลักษณะ” เพราะฉะนั้น “อนิจจัง–ทุกขัง–และ–อนัตตา” จึงเป็นอย่างหนึ่ง “อนิจจลักษณะ–ทุกขลักษณะ–และ–อนัตตลักษณะ” จึงเป็นอย่างหนึ่ง

 

จริงอยู่ คำว่า “ขันธ์–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘” นี้แม้ทั้งหมด ชื่อว่า “ไม่เที่ยง–เป็นทุกข์–เป็นอนัตตา” แต่วิการ [การเปลี่ยนแปลง] แห่งอาการ [ลักษณะ] มีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า “อนิจจลักษณะ–ทุกขลักษณะ–และ–อนัตตลักษณะ” ฉะนี้แล

 

จบ ว่าด้วย “อนัตตลักขณสูตร” --------------------------------

 

 

อนึ่ง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดอุบายวิธีในการคิดโดยใช้เหตุผล [สมาธิ–ญาณทัสสนะ] ประกอบปัญญา [ญาณ] ก็ให้พิจารณาถึง คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ซึ่งแสดงนัยถึง “ความเกิด–ความดับ” ที่เป็นกระบวนการแห่งสภาวธรรมที่เป็นสิ่งหรือสภาวะที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยตามเจตนาหรือสัญเจตนา ที่เรียกว่า “สังขตะ–สังขตธรรม” [สังขาร–สังขารธรรม = อุปาทินนธรรม: ธรรมที่ถูกยึดด้วยตัณหาและทิฏฐิ] ฉะนั้น ในกระบวนการคิดพิจารณา [วจีสังขาร: วิตก–วิจาร] นั้น ก็ต้องยังมีลมหายใจอยู่ [กายสังขาร: อัสสาสะ–ปัสสาสะ = รูป] โดยมีสัญเจตนาแห่งอภิสังขาร ๓ [กิเลส] ปรุงแต่งกรรมให้เกิดวิบากขึ้น ไม่สิ้นสุดในวัฏฏะ ที่เรียกว่า “มโนสังขาร–จิตตสังขาร: สัญญา–เวทนา–สังขาร” [เจตสิก] ซึ่งทำให้เกิด “วิญญาณ” [จิต] นั่นเอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“เกิด–ดับ” [ตัวกู–ของกู หรือ อัตตา–อัตตนิยะ ปฏิปักษ์กับ อัตตา–สุญญตา หรือ อัตตสัญญา–อนัตตสัญญา]

(๑) รูปธรรม: อุปจยะ–สันตติ–ชรตา–อนิจจตา 

(๒) นามธรรม: ภวังคจิต–วิถีจิต–ตกภวังค์

(๓) ขันธ์ ๕: ชีวิตสันตติในสังสารทุกข์ [ทุคติ–วัฏฏะ ๓]

(๔) สังขตลักษณะ ๓: ความเกิดขึ้น ปรากฏ–ความดับสลาย ปรากฏ–เมื่อตั้งอยู่ ความแปร ปรากฏ

(๕) สมาธิ: เกิดองค์ฌาน ๖ [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา] ดับองค์ฌาน ๔ [อุเบกขา–เอกัคคตา]

หมายเหตุ: (๑) ดับกายสังขาร: อัสสาสะ–ปัสสาสะ (๒) ดับวจีสังขาร: วิตก–วิจาร (๓) ดับเวทนา [จิตตสังขาร]: ปีติ–สุข โดยให้เหลือเพียง “อุเบกขา–เอกัคคตา” อันเป็นเจตสิก ได้แก่ “ตัตรมัชฌัตตตา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ กับ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว = จิตปราศจากนิวรณ์

(๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อนุโลมปฏิจจสมุปบาท [สาเหตุแห่งทุกข์ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท [ดับอวิชชา]

(๗) ไตรลักษณ์: อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา กับ อนิจจลักษณะ–ทุกขลักษณะ–อนัตตลักษณะ

(๘) ธรรมนิยาม ๓: สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง–สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้–ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน

(๙) นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน [ดับยังมีเชื้อกิเลสอนุปาทิเสสนิพพาน [ดับไม่มีเชื้อกิเลส]

หมายเหตุ: (๑) ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ = กิเลสปรินิพพาน คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ [ยังเหลือ สัญญา–เวทนา ไม่เกิดสังขาร คือ ความนึกคิดปรุงแต่งกรรมด้วยเจตนาทั้ง ๖ ก็เป็นเพียงกิริยาจิต] (๒) ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ = ขันธปรินิพพาน คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว [ดับไม่มีเชื้อเหลือ = ไม่มีสัญญากับเวทนา คือ จิตตสังขาร ดับไปหลังจากดับ วจีสังขาร: วิตก–วิจาร และ กายสังขาร: อัสสาสะ–ปัสสาสะ ตามลำดับ]

 

 

จากขั้นตอนการคิดในการเจริญภาวนากรรมฐานข้างต้นนั้น ให้มนสิการกรรมฐานทั้ง ๙ ลักษณะหรืออาการนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งในหลักธรรมทั้งหลาย ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏ ณ ที่ตรงนี้ด้วย เพื่อให้เข้าถึงสภาวะที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” หรือ จะกล่าวสรุปโดยย่อ คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความคุ้นเคยเป็นอุปนิสัยใหม่แห่งการเจริญภาวนากรรมฐานโดยมีอาการ ๓ ในกาลทั้ง ๓ อย่าง [อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา = วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑ ญาณ ๓: อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ] ในข้อประเด็นนี้ ให้พิจารณาอย่างละเอียด เพราะเป็นทั้ง “สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา” กับ “ภาวนามยปัญญา” ที่เกิดควบคู่กันได้เช่นกัน เพราะในบางครั้ง ผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ในฐานะที่ได้ฌานในขั้นต่างๆ กัน โดยเฉพาะ “จตุตถฌาน” จึงจะหมายถึง ได้ “วิชชา ๓–ญาณ ๓” เป็นต้น ถ้ายังไม่บรรลุได้เช่นนั้น ก็กลายเป็น “สุตมยญาณ” ได้แก่

(๑) ให้มีกุศลธรรม–อุปาทขณะ

(๒) ไม่ให้มีอกุศลธรรม–ฐิติขณะ

(๓) ให้ว่างเปล่าด้วยอุเบกขา–ภังคขณะ

 

โดยสัมปยุตต์ด้วยความรู้สึกนึกคิดในใจด้วยจิตที่เป็นสมาธิ [ธรรมสมาธิ ๕: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข –สมาธิ ที่สัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ [สติสัมปชัญญะ]–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗ [สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ = ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗] –มรรคมีองค์ ๘ [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ = ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] ดังนี้

(๑) รู้อยู่ที่ใจ

(๒) ดูอยู่ที่ใจ

(๓) เห็นอยู่ที่ใจ 

(๔) เพ่งอยู่ที่ใจ

(๕) กำหนดอยู่ที่ใจ 

(๖) ให้เห็นความแจ้ง

(๗) ความสว่าง

(๘) ความสงบ ขึ้นในใจ

 

หมายเหตุ: ถ้าเกิดความรู้สึกฟั่นเฟือนสับสนในคำศัพท์ที่ใช้ในการบรรยายธรรมทั้งหลายนั้น ก็พยายามพิจารณาคำอธิบายเพิ่มเติม [Elucidate–Appositive: คำหรือวลีที่อยู่เคียงข้างกัน] ที่ตามมาใกล้ๆ ข้างเคียงของคำนั้นๆ หรือตรวจสอบจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ให้พิจารณาระบบสมองกับการเจริญภาวนากรรมฐาน ดังภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

 

 

ภาพประกอบ ๑: หน้าที่และบทบาทในระบบสมองของมนุษย์

 

Source: theslenderman.wikia.com

 

Frontal Lobe กลีบหน้าผาก

Movement การเคลื่อนไหว

Intelligence สติปัญญา

Reasoning การใช้เหตุผล

Behavior การกระทำ

Memory ความทรงจำ

Personality บุคลิกภาพ

 

Temporal Lobe สมองส่วนข้าง

Speech การพูด

Behavior พฤติกรรม

Memory ความจำ [สัญญา]

Hearing การได้ยิน

Vision การเห็น

Emotion อารมณ์ความรู้สึก

 

Parietal Lobe กลีบกระหม่อม

Intelligence สติปัญญา

Reasoning การใช้เหตุผล

Telling Right from Left การบอกขวาจากซ้าย

Language ภาษา

Sensation ประสาทสัมผัส

Reading การอ่าน

 

Occipital Lobe กลีบท้ายทอย

Vision วิสัยทัศน์ อำนาจในการคาดคะเน

 

 

Cerebellum สมองน้อย

Balance ความสมดุล

Coordination การประสานงาน

Fine Muscle Control การควบคุมกล้ามเนื้อลาย

 

Brain Stem ก้านสมอง

Breathing การหายใจ

Blood Pressure ความดันโลหิต

Heartbeat การเต้นของหัวใจ

Swallowing การกลืน

 

 

 

 

 

ภาพประกอบ ๒: หน้าที่และบทบาทในระบบสมองของมนุษย์

 

คำนิยาม:

Personality อุปนิสัยใจคอ [สัญญา ๖–สัญเจตนา ๖ = พื้นจิตตสันดาน–ความจำระยะยาว]

Planning Organization การจัดการวางแผน [ปัญญา ๓–ปฏิสัมภิทา ๔–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘]

Movement การเคลื่อนไหว [กายกรรม–สติปัฏฐาน ๔]

Sensory ความรู้สึกประสาทสัมผัส [อายตนะ ๑๒ (อินทรีย์ ๖–อารมณ์ ๖) –ธาตุ ๑๘–ผัสสะ ๖–เวทนา ๖]

Reasoning การใช้เหตุผล [มโนกรรม–โยนิโสมนสิการ–ธัมมัฏฐิติญาณ–สมาธิ (รูปฌาน ๔) –วิชชา ๓]

Speech Understanding ความเข้าใจด้านการพูด [วจีกรรม–นิรุตติปฏิสัมภิทา]

Speech Area การพูด

Writing การเขียน

Hearing การฟัง

Smell การับกลิ่น [Taste การรับรส]

Vision การเห็น [Reading การอ่าน]

Visual Processing การประมวลภาพนิมิต [มนสิการ (สติสัมปชัญญะ) = ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘]

Virtual Memory หน่วยความจำเสมือนจริง [โยนิโสมนสิการ–ความจำระยะสั้น]

 

 

 

 

ภาพประกอบ ๓: หน้าที่และบทบาทในระบบสมองของมนุษย์

 

Source: handsonsuperhealth.com.au

 

สมอง [Brain]

“สมอง” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีรูปร่างเป็นก้อนรูปไข่ประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากมาย จำนวนประมาณพันล้านเซลล์อยู่ในกะโหลกศีรษะ “เซลล์ประสาทในสมองแผ่กระจายกระแสไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง” [มีการประมวลผลจัดการ] สมองมีน้ำหนักเพียง ๒% ของร่างกาย ต้องการออกซิเจนไปเลี้ยง ๒๐% ของออกซิเจนที่สูดเข้าไปใช้ในร่างกาย สมองของเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ ๓๐๐–๔๐๐ กรัม แล้วเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุ  ๑๕ ปี มนุษย์ถือได้ว่าเป็นสัตว์โลกที่มีสมองใหญ่และมีคุณภาพมากที่สุด มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ ๑,๓๐๐–๑,๔๐๐ กรัม มีกะโหลกศีรษะ ซึ่งมีความหนาและแข็งแกร่ง [ระวัง–กะโหลกหนาจึงไม่ได้หมายถึงว่าโง่] ทำหน้าที่ ป้องกันไม่ให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน ฉะนั้น สมองประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๘ ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

 

๑. ซีรีบรัม [Cerebrum]

 

ซีรีบรัมเป็นส่วนของสมองที่อยู่บนสุดของศีรษะ มีรูปร่างเป็นพูย้อย ตั้งแต่หน้าผากไปตามรูปของกะโหลกศีรษะจนถึงบริเวณท้ายทอย มีขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ ๘๐% ของสมองทั้งหมด บริเวณเปลือกนอกจะมีลักษณะเป็นรอยหยัก ยับย่นจีบ เป็นร่องลึก เรียกว่า “คอร์เทกซ์” [Cortex] ซึ่งจัดว่าเป็นบริเวณที่สำคัญมาก ทั้งนี้เนื่องจาก พบว่าคนที่มีความฉลาดมากและอัจฉริยะ มักจะมีคอร์เทกซ์หรือรอยหยักส่วนนี้มากกว่าปกติ เนื่องจาก จะทำให้มีพื้นที่ในการใช้งานของสมองมากตามไปด้วย

 

สมองเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในการควบคุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ความจำ การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล เป็นต้น ในส่วนของสมองแบ่งออกได้อีก ๔ ส่วนย่อย ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน ดังนี้

(๑) “พูสมองส่วนหน้า” [Frontal Lobe] ในบริเวณนี้จะแบ่งออกได้อีก ๒ ซีก คือ (๑) “สมองซีกซ้าย” [left Hemisphere] และ (๒) “สมองซีกขวา” [Right Hemisphere] โดยมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย แต่การสั่งงานจะกลับด้านกัน คือสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของอวัยวะด้านขวาของร่างกาย ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของอวัยวะด้านซ้ายของร่างกาย นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ การพูด ความคิด การจำ การเรียนรู้ และการใช้ภาษาอีกด้วย

(๒) “พูสมองส่วนกลาง” [Parietal Lobe] เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกต่างๆ ทั่วไปของร่างกาย เช่น ร้อน หนาว เจ็บปวด เป็นต้น หรือเรียกส่วนนี้อีกอย่างหนึ่งว่าเขตรับสัมผัส

(๓) “พูสมองส่วนข้าง” [Temporal Lobe] เป็นส่วนที่อยู่บริเวณด้านข้างของสมองตรงขมับ มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับรู้ในด้านรส กลิ่น เสียง และความเข้าใจด้านภาษา หรืออาจเรียกส่วนนี้อีกอย่างหนึ่งว่าเขตการฟัง

(๔) “พูสมองส่วนหลัง” [Occipital Lobe] เป็นบริเวณที่อยู่ท้ายสุดของสมองตรงท้ายทอย มีหน้าที่ควบคุมการรับรู้ทางสายตาให้เกิดการมองเห็นภาพต่างๆ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หรืออาจเรียกบริเวณส่วนนี้ว่า เขตการเห็น

 

๒. สมองเล็ก [Cerebellum]

สมองเล็กเป็นสมองส่วนที่อยู่บริเวณท้ายทอยใต้สมองแท้ลงมา รูปร่างเหมือนใบไม้มีลักษณะเป็นรอยหยักย่นเช่นกันแต่น้อยกว่าสมองแท้ “ชั้นนอกเป็นสีเทา” [Gray Matter] ส่วน “ชั้นในเป็นสีขาว”  [White Matter] มีหน้าที่สำคัญคือช่วยให้อวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมองสามารถทำงานประสานกันได้เป็นจังหวะเดียวกันเพื่อทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เช่น การเล่นเทนนิสจะตีลูกให้ถูกได้ อวัยวะหลายส่วนจะต้องทำงานประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ตา หู แขน ขา มือ เป็นต้น หน้าที่อีกประการหนึ่งคือควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เนื่องจากสมองเล็กเป็นตัวรับกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสที่ใช้ควบคุมการทรงตัวซึ่งอยู่บริเวณหูชั้นใน ทำให้เกิดความสมดุลในขณะที่ร่างกายกำลังอยู่ในอิริยาบถต่างๆ เช่น ขณะยืน เดิน หมุนตัว กระโดด เป็นต้น นอกจากนี้ยังควบคุมการเกร็งตัวของร่างกายอีกด้วย

 

๓. ทาลามัส [Thalamus]

ทาลามัสเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากสมองซีรีบรัมลงมา ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับกระแสประสาทความรู้สึกที่ถูกส่งมาจากอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่ไขสันหลัง ผ่านก้านสมอง  [Medulla Oblongata] พอนส์ และสมองส่วนกลาง [Midbrain] ตามลำดับ จนถึงทาลามัส จากนั้นทาลามัสจะจัดการแยกกระแสประสาทเหล่านั้นเพื่อเข้าสู่สมองเขตต่างๆ อีกทอดหนึ่ง และเมื่อสมองสั่งการเช่นใด ทาลามัสจะรับคำสั่งนั้นส่งเข้าสู่สมองส่วนกลาง พอนส์ ก้านสมอง และสู่ไขสันหลัง เพื่อส่งคำสั่งนั้นให้ไปมีผลต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เท่ากับว่าทาลามัสเป็นสถานีสุดท้ายในการจ่ายกระแสประสาทให้กับสมอง และเป็นสถานีแรกที่รับคำสั่งจากสมองเพื่อจ่ายไปสู่อวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ทาลามัสยังทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กแรกเกิดในขณะที่สมองซีรีบรัมยังทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

 

๔. ไฮโปทาลามัส [Hypothalamus]

ไฮโปทาลามัสอยู่ใต้ทาลามัสลงมาใกล้กับต่อมไร้ท่อพิทูอิทารี [Pituitary Gland] ไฮโปทาลามัสถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ และมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความสมดุลให้กับระบบการทำงานของร่างกาย เช่น ควบคุมการทำงานของต่อมพิทูอิทารี รักษาระดับความสมดุลของอุณหภูมิร่างกาย การหายใจ การหลับ การตื่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด ควบคุมความสมดุลในการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ควบคุม “แรงขับดัน” [Drives = Aspirations–แรงดลบันดาลใจ] ต่างๆ ดังเช่น ความหิว ความกระหายความต้องการทางเพศ เป็นต้น ความสำคัญของไฮโปทาลามัสนี้เอง บางครั้งจึงได้รับสมญาว่า “ผู้พิทักษ์ร่างกาย”

 

๕. สมองส่วนกลาง [Midbrain]

สมองส่วนกลางเป็นส่วนที่มีความยาวประมาณ ๑ นิ้ว ตั้งอยู่ใต้ทาลามัส โดยมีเซลล์ประสาทเป็นตัวเชื่อมต่อกัน

 

๖. พอนส์ [Pons] 

พอนส์เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงมาจากสมองส่วนกลาง ด้านขวาของพอนส์จะอยู่ติดกับสมองเล็ก [Cerebellum] โดยมีใยประสาทเป็นตัวเชื่อม จึงทำให้พอนส์เป็นทางผ่านของกระแสประสาทที่มาจากส่วนล่างเข้าสู่สมอง

ซีรีบรัมและสมองเล็ก เพื่อให้เกิดการประสานงานกันระหว่างสมองทั้งสองชนิด เช่น สามารถเคลื่อนไหวได้พร้อมกับการทรงตัวที่ดี เป็นต้น

 

๗. ก้านสมอง [Medulla Oblongata]

ก้านสมองเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากพอนส์ลงมา และเป็นส่วนสุดท้ายของสมอง โดยก้านสมองจะทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับไขสันหลัง ภายในก้านสมองประกอบด้วยเส้นประสาทเป็นมัด เพื่อส่งกระแสประสาทที่ได้รับจากสมองผ่านส่วนต่างๆ ลงมาตามลำดับเพื่อส่งเข้าสู่ไขสันหลังและรับกระแสประสาทที่ส่งขึ้นมาจากไขสันหลังส่งต่อไปสู่ส่วนต่างๆ ของสมองตามลำดับเช่นกัน เท่ากับว่าก้านสมองเป็นสถานีรับส่งกระแสประสาทสุดท้ายที่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับไขสันหลัง แต่เนื่องจากมัดของเส้นประสาทที่อยู่ภายในก้านสมองนั้นมีลักษณะไขว้กันเป็นรูปกากบาท จึงทำให้เส้นประสาทชุดที่มาจากร่างกายซีกขวาจะไปเชื่อมต่อกับเส้นประสาทที่จะเข้าสู่สมองซีกซ้าย และเส้นประสาทชุดที่มาจากร่างกายซีกซ้ายจะไปเชื่อมต่อกับเส้นประสาทที่จะเข้าสู่สมองซีกขวา จึงมีผลทำให้สมองซีกขวาควบคุมการทำงานของอวัยวะซีกซ้ายและสมองซีกซ้ายจึงควบคุมการทำงานของอวัยวะซีกขวา นอกจากนี้ก้านสมองยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในบางชนิดอีกด้วย เช่น การเต้นของหัวใจ การขยายและหดตัวของปอด การย่อยอาหาร การยืดและหดตัวของเส้นเลือด เป็นต้น เยื่อหุ้มสมอง มี ๓ ชั้น ดังนี้

(๑) เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Dura Matter) เหนียว แข็งแรงมากโดยมีหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือน

(๒) เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Arachoid Matter) เป็นเยื่อบางๆ

(๓) เยื่อหุ้มสมองชั้นใน (Pia Matter) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทำหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงสมอง ในระหว่างชั้นกลางกับชั้นในจะมีการบรรจุของเหลวที่เรียกว่า น้ำเลี้ยงสมองไขสันหลัง  โดยจะทำหน้าที่ให้สมองและไขสันหลังเปียกชื้นอยู่เสมอ

 

๘. ไขสันหลัง [Spinal Cord]

โครงสร้างของไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลัง ประกอบด้วย ๓ ส่วน ดังนี้

(๑) ปีกบน [Dorsal Horn] เป็นบริเวณรับความรู้สึก

(๒) ปีกล่าง [Ventral Horn] เป็นบริเวณนำคำสั่ง

(๓) ปีกข้าง [Lateral Horn] เป็นบริเวณระบบประสาทอัตโนมัติ

 

 

ภาพประกอบ ๔: หน้าที่และบทบาทในระบบสมองของมนุษย์

 

ฉะนั้น ให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาถึง “หน่วยความจำ” [Memory] หรือ “สัญญา” [Perception] ที่เป็นส่วนประกอบในสมองแต่ละส่วน เช่น Episodic Memory, Emotion and Memory Processing, และ Visual Association Cortex ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารภายในสมอง [สัญเจตนา ๖–ความปรารถนา–เจตจำนง] กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย จะส่งรหัสข้อมูลเหล่านั้นเป็น “สนามพลังงานเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า” [จิตวิญญาณ] หรือ “กระแสจิต–วิถีจิต” [Conscious Mind] ซึ่งจะอยู่ในลักษณะ การถ่ายทอดจิต–โทรจิต [Telepathy] ประสาทรับรู้พิเศษ–ประสาททิพย์ [Extrasensory Perception] ความสามารถในการหยั่งรู้ [Sixth Sense] ความสามารถในการคิด [Thought Transference] ในทางธรรมนั้น เรียกว่า “มโนมยิทธิ” [The Magic Power of the Mind] ในเรื่องนี้ ถ้าไม่เชื่อ ลองสั่งมือตัวเองเขกกระบาลตัวเองเล่นว่าทำได้จริงหรือไม ลองดู! แล้วจิตในขั้นละเอียดประณีตกว่านี้ ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมจะทำไม่ได้ การเข้าไปควบคุมจิตในส่วนลึก เช่น จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก ก็ต้องเริ่มเชื่อมโยงจาก (๑) ระดับลมหายใจกับจิต ไปสู่ (๒) ระดับจิตกับจิต และไปสู่ (๓) ระดับจิตกับปัญญา ตามลำดับ ฟังดูแล้วเหมือนง่ายจริงๆ ราวกับว่าใครๆ ก็ทำได้ทุกคน ก็ให้ประพฤติสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ในสมองว่ามีหน้าที่บทบาทอย่างไรอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

 

 

 

 

 

ภาพประกอบ ๕: หน้าที่และบทบาทในระบบสมองของมนุษย์

 

 

Skilled Movements กระบวนการเชิงทักษะ

Generalized & Coordinated Movements กระบวนการหาข้อสรุปและประสานกัน

Aversive Movements กระบวนการต่อต้านปฏิเสธ

Activation การกระตุ้น

Creative Thought ความคิดสร้างสรรค์

Writing การเขียน

Intellect เชาวน์ปัญญา

Judgment การตัดสิน

Reflection การพิจารณาไตร่ตรอง

Emotional Reaction ปฏิกิริยาโต้ตอบทางอารมณ์

Bodily Reaction ปฏิกิริยาโต้ตอบทางกาย

Musical ความจำด้านดนตรี

Visual Memories ความจำเกี่ยวกับการมองเห็น

Fear ความวาดกลัว

Memories ความทรงจำ

Auditory Memories ความจำด้านการได้ยิน

Verbal [Speech & Interpretation] การพูด

Reading การอ่าน

Visual การเห็น

Sensory Combination and Interpretation การรวมกันและการตีความทางประสาท

Proprioception สิ่งกระตุ้นของอวัยวะที่รับรู้การเคลื่นไหว

Stereognosis ความรู้ทางจิตในระบบเสียงแยก

Weight น้ำหนัก

Tactile Sensation กายสัมผัส

 

 

ดังนั้น จากภาพประกอบทั้ง ๕ ภาพ ข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า “ก้านสมอง” [Brain Stem] มีบทบาทเกี่ยวกับการหายใจ [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] ความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ และการกลืน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “สมอง” [Brain] เป็นอวัยวะของมนุษย์ที่มีระบบโครงสร้างลึกลับและซับซ้อนมากที่สุด ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาหน้าที่และบทบาทของระบบสมอง ที่ควบคุมระบบประสาทของร่างกาย แต่ในด้านกระบวนการคิดนั้น มนุษย์กลับมีสัญเจตนาทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ในทางพระพุทธศาสนาให้ความสนใจเกี่ยวกับ “จิต” [Consciousness] คือ กระบวนการทางจิตวิญญาณ ในส่วนที่เรียกว่า “อภิสังขาร ๓” [เวทนา–สัญญา–สังขาร = เจตสิก] เพื่ออธิบายถึง “จิต–วิญญาณ” ฉะนั้น “จิต–Consciousness” หรือ “ใจ–Mind” โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า จิตวิญญาณทำหน้าที่ควบคุมสมองให้ทำงานตามที่นึกคิดไว้ในใจ [เจตนา ๖] ในฝ่ายร่างกายหรือรูปร่างหน้าตานั้น จะแสดงพฤติกรรมอย่างไรนั้น คือ “กรรม ๓: กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ก็ย่อมเกิดจากกระบวนการคิด [วิสัยทัศน์–Vision] หรือกระบวนทัศน์ [Paradigm] เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคำว่า “ภาวนา–กรรมฐาน” นั้น จึงเป็นกล่าวถึงระดับคุณภาพของจิต ที่พิจารณาสภาวธรรมทั้งที่เป็น “รูปธรรม” [รูปขันธ์ ๑]  กับ “นามธรรม” [นามขันธ์ ๔] ซึ่ง “ความหมาย” กับ “ความเข้าใจ” นั้น ก็จะเป็นกระบวนการทางจิต ไม่ใช้สสารวัตถุที่อยู่นอกกาย แต่เป็นกระบวนการทางด้านนามธรรมที่กำหนดรู้ได้ด้วยความหมาย โดยแยก “จิต” ออกจาก “ร่างกาย” และกำหนดความหมายแห่งร่างกายเป็น “ภาษา–คำศัพท์” ที่เรียกว่า “ความคิด–ปัญญา–ความรู้” ดังนั้น “การรับรู้” [Acquisition] และ “การเรียนรู้” [Learning] จึงหมายถึง “ประสบการณ์” [Experience] หรือ “ทักษะ” [Skills] ที่นำไปประมวลผลในสมอง แล้วเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง [องค์ความรู้] ไว้ใน “ความทรงจำ–หน่วยความจำ” [Memories] ที่ทางธรรมเรียกว่า “สัญญา–สัญญาขันธ์” [Perception] คือ ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้ หรือความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ นั่นเอง เพราะฉะนั้น “สัญญา ๖” [สัญเจตนา ๖] จึงทำหน้าที่ในการบันทึกความทรงจำและนำมาประมวลผลกับอารมณ์ทั้ง ๖ ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ เช่นกัน อนึ่ง ในคำว่า “สัญญา” จึงหมายถึง “เจตสิก ๕๒” หรือ “สภาวธรรม” ต่างๆ ที่จิตปรุงแต่ขึ้นเก็บไว้ในความทรงจำ เพื่อบ่งบอกอาการลักษณะของจิตใจ [อธิมุตติ–อุปนิสัย–แนวโน้ม–ทัศนคติ เป็นต้น] ของบุคคลผู้นั้น เมื่อกล่าวถึงการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน จะเป็นเรื่อง “สติ” [Mindfulness] กับ “สัมปชัญญะ” [Awareness] โดยตรง นั่นคือ “ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ–ความรู้ความเห็น: Knowledge and Vision” ซึ่งเป็นบาทฐานให้เกิด “ปัญญาในวิปัสสนา–ญาณในวิปัสสนา–ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้ [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง

 

ดังนั้น “สัญญา” [Perception] คือ “สังขาร–สังขตะ–สังขารธรรม–สังขตธรรม” หมายถึง สิ่งปรุงแต่งขึ้นด้วยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [สัญเจตนา ๖] หรือ สภาวธรรมที่เป็นความแปรปรวนของธรรมทั้งหลาย ที่เกิดจากหรือสหรคตด้วย “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” ยึดครองในจิตใจ ที่เรียกว่า “อุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ถูกยึด ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายหรืออกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อนุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ไม่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ส่วนนอกนี้ “รูป ๑” ที่มิใช่เกิดแต่กรรม [ขันธ์ ๕] และ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหมด ฉะนั้น การฝึกเจริญให้จิตใจปล่อยวางจากการยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” สามารถทำได้จริง นั่นคือ “สมถะกับวิปัสสนา” [ภาวนา ๒: สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา] ในการเจริญภาวนาทั้ง ๒ อย่างนั้น เกิดขึ้นอยู่ในจิตหรือใจเท่านั้น [คิดประมวลผลในสมอง ไม่ใช่นอกสมอง] นั่นคือ ธรรมทั้งปวงเป็นกระบวนทางจิต ไม่ว่าจะเป็น “รูปธรรม” [รูป] หรือ “นามธรรม” [จิต–เจตสิก–นิพพาน] ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม = ธรรมทั้งปวง ฉะนั้น ในขณะกำลังเจริญภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน–นั่งสมาธิ (สมถะกับวิปัสสนา)] ให้พิจารณาถึง “สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ดังนี้

(๑) “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ–ปัสสาสะ [ธรรมสมาธิ ๕: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ และ ฌานในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘: เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อาโลกสัญญา–อวิกเขปะ–ธรรมววัตถาน–ญาณ–ปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง (ปัญญาในสมาธิ: รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ปัญญาในวิปัสสนา: มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรค ๔)]

(๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตก–วิจาร [ปฐมฌาน–จิตปราศจากนิวรณ์: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง]

(๓) “จิตตสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญา–เวทนา [จตุตถฌาน (ปัญญาในสมาธิ:  ญาณทัสสนะ–ปัญญาในวิปัสสนา: ญาณ)] สำหรับ “จิตตสังขาร” นี้ จะถูกดับไปเมื่อเข้าถึงความตรัสรู้ [อาสวักขยญาณ–สัมโพธะ] และเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” นั่นคือ “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” [การดับขันธปรินิพพาน–ชีวิตสมสีสี]

 

นอกจากนี้ ในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักสังเกตการณ์ธรรมชาติทุกอย่างที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของตน หรือการกระทำ [กรรม ๓] อันแสดงถึงทัศนคติหรือเจตนา [สัญเจตนา ๖] ซึ่งก็ต้องสอดคล้องกับ “ภาวนา ๔” ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรทำความเข้าใจเป็นพิเศษ คือ สรรพสิ่งทั้งในจักรวาลนี้ ถูกย่อลงในหน่วยความจำของสมองมนุษย์แต่ละบุคคล (๑) “สมอง” เป็นฝ่ายรูปธรรม ส่วน (๒) “ความนึกคิด” [สติกับสัมปชัญญะ] คือ “จิตใจ” หรือ “จิตวิญญาณ” อันเป็นฝ่ายนามธรรม แต่ถ้าพิจารณาสืบค้นให้ลึกละเอียดกว่านี้อีก ย่อมพบว่า “ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก” [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] จะเชื่อมต่ออยู่กลางระหว่าร่างกาย [Body] กับ “จิตใจ” [Mind] การเคลื่อนไหวของกระแสลมหายใจ เรามองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยร่างกายหรือกายสัมผัส [โผฏฐัพพะ] ส่วน “จิต” นั้น เราไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ แต่ต้องเป็น “จิตตามพิจารณาจิต” [การกำหนดสติตามดูลักษณะลมหายใจสัมพันธ์กันลักษณะอาการของจิต] เท่านั้น แล้วทำไมในการปฏิบัติธรรมหรือนั่งสมาธิ จึงต้องเกี่ยวข้องกับ “ลมหายใจ” เพราะลมหายใจเข้าออกนั้น (๑) เป็นเครื่องระลึก–หวนระลึก–ทรงจำ–หมายจำ–ไม่เลื่อนลอย–ไม่ลื–กำหนดรู้ของ “สติ” และ (๒) ยังเป็นเครื่องเรียนรู้–รู้ละเอียด–รู้แจ่มแจ้ง–ค้นคิด–ใคร่ครวญ–เห็นแจ้ง–รู้ชัดของ “สัมปชัญญะ” เพื่อทำให้เกิด “สมาธิ–เอกัคคตา” นั่นคือ “จิตตสมาธิ–สมถะ” [มหัคคตะ–จิตอันยิ่งใหญ่เหนือกามาวจรธรรม = รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] หรือเรียกว่า “อานาปานสติสมาธิ” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

 อานาปานสติสมาธิ ๑๖

 

ในการเจริญ “อานาปานัสสติสมาธิ” หมายถึง สติกำหนดลมหายใจเข้าและหายใจออก เมื่ออบรมทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นคุณสงบประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับเพลัน อนึ่ง “ลมหายใจเข้า” เรียกว่า “อานะ” ไม่ใช่ปัสสาสะ และ “ลมหายใจออก” เรียกว่า “ปานะ” ไม่ใช่อัสสาสะ เมื่อกำหนดสติเข้าไปตั้งอยู่ ด้วยอำนาจลมหายใจเข้า สติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยอำนาจลมหายใจออก ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจเข้า ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจออก ความที่จิตมีอารมณ์เดียว [สมาธิ] ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสติที่กำหนดลมหายใจเข้าและหายใจออกนั้น เรียกว่า “สมาธิ–เอกัคคตาจิต” นั่นคือ สมาธิที่ประกอบด้วยอานาปานัสสติ หรือสมาธิในอานาปานัสสติ จึงเรียกว่า “อานาปานัสสติสมาธิ” ให้พิจารณาลำดับขั้นในการเจริญอานาปานสติ ดังนี้

 

 

[๓๘๖] ภิกษุใด เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ดีแล้ว อบรมแล้วตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 99 FILE 69)

 

[๓๘๗] ญาณในความทำสติ ๓๒ ประการ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 103 -104 FILE 69)

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก [วรรณะ ๔ คือ ยาว สั้น ลมอัสสาสะ และ ลมปัสสาสะ เช่นนั้นย่อมเป็นไป บนปลายจมูกของภิกษุผู้รู้อยู่อย่างนั้น]

 

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว –ทีฆํ อสฺสาสวเสน

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น –รสฺสํ อสฺสาสวเสน

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว –ทีฆํ ปสฺสสิสฺสวเสน

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น –รสฺสํ ปสฺสสิสฺสวเสน

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า –สพฺพกายปฏิสํเวที

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า –ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

(๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า –ปีติปฏิสํเวที = อารมณ์แห่งอโมหะ

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า –สุขปฏิสํเวที

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า –จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า –ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

(๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า –จิตฺตปฏิสํเวที = สมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ความเบิกบานแห่งจิต 

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า –อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ = ร่าเริง รื่นเริง

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า –สมาทหํ จิตตํ = ฌานจิตต์

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า –วิโมจยํ จิตฺตํ = ฌาน ๔ และ อนุปัสสนาญาณ ๗–อนุปสฺสติ

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า –อนิจฺจานุปสฺสนา  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า  –วิราคานุปสฺสนา

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า –นิโรธานุปสฺสนา

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า –ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

 

ให้พิจารณาวิเคราะห์ตามเกณฑ์ (๑) “สติปัฏฐาน ๔” (๒) “ภาวนา ๔” และ (๓) “อาหาร ๔” ดังนี้

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก

 

๑. กายานุปัสสนาจตุกกะ–กายภาวนา–กวฬิงการาหาร [ราคะ–กามคุณ ๕]

โดยสาระ = ลมหายใจยาว–ลมหายใจสั้น–กำหนดรู้กองลมทั้งปวง–สงบกายสังขาร

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว 

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น 

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว 

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า 

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

 

. เวทนานุปัสสนาจตุกกะ–สีลภาวนา–ผัสสาหาร [เวทนา ๓]

โดยสาระ = กำหนดรู้ปีติ–สุข–จิตสังขาร–สงบจิตสังขาร

(๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า 

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า 

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

 

. จิตตานุปัสสนาจตุกกะ–จิตตภาวนา–มโนสัญเจตนาหาร [ตัณหา ๓]

โดยสาระ = กำหนดรู้จิต–จิตยินดียิ่ง–จิตตั้งมั่น–จิตพ้น

(๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า  

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า 

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า 

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า   

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

 

. ธัมมานุปัสสนาจตุกกะ–ปัญญาภาวนา–วิญญาณาหาร [ขันธ์ ๕]

โดยสาระ = พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง–ความคลายกำหนัด–การดับทุกข์–การสละ

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า 

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

 

อนึ่ง ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาวิเคราะห์ตามเกณฑ์ “ไตรสิกขา” ดังนี้

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก

 

๑. อธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว 

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น 

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว 

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า 

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

 (๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า 

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า 

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

 

.  อธิจิตตสิกขา  = สัมมวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

 (๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า  

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า 

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า 

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า   

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

 

. อธิปัญญาสิกขา  = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า 

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

สรุปขั้นตอนในการเจริญ “อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖” ที่ทำให้เกิดสมาธิ สำหรับ คำว่า “อนุปุพฺพํ ปริจิตา” [อนุปุพพปริจิตา] คือ อบรมแล้วตามลำดับใน “อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 101 FILE 69)

 

(๑) พิจารณาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว

ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว

ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น

ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น

ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก

 

 (๒) พิจารณาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก

 

(๓) พิจารณาในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก

 

 (๔) พิจารณาในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

 

ดังนั้น ตามนัยแห่งการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่ให้ถูกปริยุฏฐานด้วยกิเลสทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา  ให้รู้ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วให้วางเฉยเป็นกลางในอารมณ์ทั้ง ๖ ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ โดยไม่เข้าไปปรุงแต่งตามอำเภอใจด้วยตัณหาและทิฏฐิ ที่เรียกว่า “อุเบกขา” [ตัตรมัชฌัตตตา] และด้วยจิตที่ปราศจากนิวรณ์ คือ “จิตตสมาธิ” [เอกัคคตาแห่งรูปฌาน ๔] ฉะนั้น กรรมฐานอันเป็นเครื่องฝึกอบรมจิตอันเป็น “สติ–สัมปชัญญะ” จึงต้องครอบคลุมถึง “สติปัฏฐาน ๔” ซึ่งสัมปยุตต์ด้วย “อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” [สัมมสนญาณ: การเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ธรรมนิยาม ๓: กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา กฎธรรมชาติ ได้แก่ (๑) สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้ (๓) ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน] โดยเริ่มตั้งแต่ (๑) “ร่างกาย–กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” (๒) “เวทนา–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” (๓) “จิต–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” และ (๔) “ธรรม–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ในฐานที่ตั้งแห่งสติอันดับแรกนั้น จะเริ่มพิจารณาถึงลักษณะอาการของลมหายใจเข้าออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] ที่เรียกว่า “อานาปานสติ–อานาปานสติสมาธิ” ฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น ก็เพื่อให้สติดำรงมั่น [อุปัฏฐาน] และจิตเป็นสมาธิ [เอกัคคตาแห่งจิต] นั่นคือ จิตพื้นฐานสหรคตด้วยสมาธิ “ธรรมสมาธิ ๕: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” ซึ่งเป็น “จิตไม่หวั่นไหว–อ่อนนุ่มนวล–ควรแก่การงาน–คล่องแคล่ว–ซื่อตรง” [จิตปราศจากนิวรณ์: นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง = (๑) ปริตตะ: กามาวจรกุศลจิต (๒) มหหัตตะ: รูปาวจรกุศลจิต–อรูปาวจรกุศลจิต (๓) อัปปมาณะ: โลกุตตรกุศลจิต] ที่สามารถน้อมไปในฌานสมาบัติได้ [สมาบัติ ๘: รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] เมื่อจิตเป็นสมาธิย่อมเป็นจิตปราศจากนิวรณ์ตั้งแต่ “ปฐมฌาน: วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” [เมื่อจิตสหรคตด้วยปัสสัทธิเจตสิก จะเกิดความสงบเย็นระหว่างจิตใจกับร่างกาย และในฝ่ายจิตนั้น จะประกอบด้วย (๑) กายปัสสัทธิ–ความสงบแห่งกองเจตสิก (๒) จิตตปัสสัทธิ–ความสงบแห่งจิต ฉะนั้น ลมหายใจจะแผ้วเบาละเอียดประณีต จนไม่รู้สึกกับลมหายใจนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้น ทุติยฌาน: ปีติ–สุข–เอกัคคตา ซึ่งดับระงับ วิตก–วิจาร แห่งกายสังขาร] เพราะฉะนั้น ในการเริ่มต้นในการทำสมาธิ [นั่งสมาธิ] ที่ถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จึงควรเริ่มต้นที่ “สติปัฏฐาน ๔” ในหัวข้อ “อานาปาสติสมาธิ” (ข้อ ๑ ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีวัตถุ ๖: อานาปานสติ–อิริยาบถ–สัมปชัญญะ–ปฏิกูลมนสิการ–ธาตุมนสิการ–นวสีวถิกา) ตามลำดับ อีกนัยหนึ่ง การปฏิบัติธรรมย่อมหมายถึงการบริหารจัดการจิตกับสมอง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะ นั่นคือ (๑) จิตกับสมอง (๒) ปัญญากับสมอง (๓) สมาธิกับปัญญา [สมถะกับวิปัสสนา] เพื่อให้ “มีปัญญา” หรือ “มีสมอง” [ไม่ใช่: ไม่มีปัญญา–ไม่มีสมอง] จิตที่สหรคตด้วย “อัญญสมานาเจตสิก ๑๓: ผัสสะ– เวทนา –สัญญา–เจตนา–เอกัคคตา–ชีวิตินทรีย์–มนสิการ–วิตก–วิจาร–อธิโมกข์–วิริยะ–ปีติ–ฉันทะ” เมื่อเจริญภาวนาธรรมแล้ว ย่อมประกอบด้วย “โสภณเจตสิก ๒๕” คือ เจตสิกฝ่ายดีงาม ได้แก่ สัทธา–สติ–หิริ–โอตตัปปะ–อโลภะ–อโทสะ–ตัตรมัชฌัตตตา–กายปัสสัทธิ–จิตตปัสสัทธิ–กายลหุตา–จิตตลหุตา–กายมุทุตา–จิตตมุทุตา–กายกัมมัญญตา–จิตตกัมมัญญตา–กายปาคุญญตา–จิตตปาคุญญตา –กายุชุกตา–จิตตุชุกตา–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–กรุณา–มุทิตา–ปัญญินทรีย์ [อโมหะ] นั่นเอง

 

อนึ่ง มีข้อให้พิจารณาเป็นพิเศษ คือ ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่อง (๑) จิตที่เป็นสมาธิ [ปัญญาในสมาธิ] กับ (๒) ปัญญาที่เป็นญาณ [ปัญญาในวิปัสสนา] ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องถือตนเป็น “นักทฤษฎี” [Theorist] ที่หมายถึง นักวิจัยธรรม–ผู้จำแนกแจกธรรม [ธัมมวิจยะ–วิมังสา] นั่นคือ พระพุทธศาสนา–พุทธปรัชญา–พุทธศาสตร์ [ศาสนา–ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] ถ้ามาถึงโค้งนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องอะไร ก็คงจะยากลำบากหน่อยในการบำเพ็ญเพียรภาวนา [สมถะกับวิปัสสนา] แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ ฝึกอบรบได้ เพื่อให้เกิดทักษะหรือประสบการณ์ [ความนึกคิด–ปัญญา–สมอง ] ใหม่ๆ ขึ้นได้ ที่เรียกว่า “ปฏิภาณไหวพริบ” [ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–ความคิดประยุกต์ดัดแปลง] ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องเป็นบุคคลที่คงแก่เรียน [พาหุสัจจะ] เป็นต้นทุนเดิมอยู่ พวกขี้เกียจ [โกสัชชะ] ไม่ได้ดีหรอกในการปฏิบัติธรรม เพราะพระสัทธรรมไม่ได้ง้อพวกสันดานเสียเช่นนั้น ย่อมปล่อยให้มันไปตามกรรมของมัน [กัมมัสสกตตา] นอกจากนี้ บุคคลที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้ ย่อมไม่สามารถเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้ [ผู้เจริญในความฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ = อภัพบุคคล] ดังนี้

 

“ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ต้องการจะเลี้ยงชีวิต ไม่ออกบวชเป็นอนาคาริกด้วยศรัทธา เป็นคนมักโอ้อวด เจ้ามารยา หลอกลวง ฟุ้งซ่าน ถือตน กลับกลอก ปากกล้า พูดจาเลอะเทอะ ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญคุณ ไม่มีความเคารพแรงกล้าในสิกขา เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการท้อถอย ทอดธุระในความสงัด เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม มีสติฟั่นเฟือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด มีปัญญาทราม เป็นดังคนใบ้” [คุณสมบัติผู้ประพฤติตบะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เขตภูมิแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าหลงทาง เป็นมิจฉาทิฏฐิในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ คือ “บุคคลที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ” ไม่สัทธาในอิทธิฤทธิ์]

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้เป็นชาวพุทธหรือพุทธมามกะอย่างแท้จริงแล้วนั้น ต้องหมั่นฝึกฝนอบรมตนด้วยการเจริญภาวนา [ภายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา นั่นคือ ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา ที่เรียกว่า “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว–อัตตสัมปทา: Self–Actualization นั่นคือ พระอรหันต์ อันเป็นผู้อยู่ใน “กระแสแห่งอริยมรรค” แล้ว หรือ อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีอง ๘ และ โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อภิญญาเทสิตธรรม หรือเป็นผู้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ด้วยดี นั่นคือ พระสัตถุสาสน์ ได้แก่ สัลเลขธรรม–สัลเลขปฏิปทา: วิราคะ–วิสังโยค–อปจยะ–อัปปิจฉตา–สันตุฏฐี–ปวิเวก–วิริยารัมภะ–สุภรตา หรือ สัทธรรมปฏิปทา: เอกันตนิพพิทา–วิราคะ–นิโรธ–อุปสมะ–อภิญญา–สัมโพธะ–นิพพาน] ฉะนั้น อย่าลืมประเด็นสำคัญแห่งความเป็นพุทธะ คือ “นักสังเกตการณ์ให้ประจักษ์จริง” [Empirical Observer] คือ ผู้ล่วงรู้ในความจริงแห่งธรรมชาติ [กำหนดแห่งธรรมดา–กฎธรรมชาติ: Natural Law] โดยสามารถอธิบายหรือตีความหมายได้ในทางจิตและทางปัญญา นั่นคือ “หลักธรรม” หรือ “หลักการ–ทฤษฎี” [Theory–Oriented Understanding] และก็คงไม่ใช่ “นักยกเมฆ–นักนั่งเทียน” [หมอดู–หมดเดา–หมอดูเทวดา] เพียงอย่างเดียว ต้องเกิดจากการทดลองจริง [นั่งสมาธิ–มนสิการกรรมฐาน–เจริญภาวนากรรมฐาน] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระองค์ให้ดี [พระสัตถุสาสน์] แล้วน้อมนำใส่ใจลงมือปฏิบัติให้เห็นจริง [ธัมมัฏฐิติญาณ–ปฏิจจสมุปบาท–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุ ] อย่างถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ: อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ฉะนั้น อย่าเข้าใจผิดๆ ว่า การปฏิบัติธรรมนั่งสมาธินั้น เป็นเรื่องมั่วๆ ไม่มีหลักการหรือเกณฑ์ปฏิบัติอย่างมีระเบียบขั้นตอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในประเด็นนี้อย่างชัดเจน เป็นกระบวนการคิดและข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่ง ที่สัมปยุตต์ด้วย “สัจจธรรมแห่งธรรมชาติ” [วิสุทธิ ๗] ที่เป็นจริง นั่นคือ ขั้นตอนการชำระล้างกระบวนการคิดพิจารณาธรรมทั้งหลายใน “ไตรสิกขา” [อริยสัจจ์ ๔–ญาณ ๑๖] ให้เกิดความหมดจดสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย ด้วย “วิสุทธิ ๗” ดังนี้

 

[A] อธิสีลสิกขา: จิตปราศจากวีติกกมกิเลส [กิเลสอย่างหยาบ เช่น กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔]

(๑) สีลวิสุทธิ = ปริสุทธิศีล ๔ ฉะนั้น ภาวะจิตในขั้นนี้ เรียกว่า “ปริตตะ–ปริตตจิต” หมายถึง ธรรมที่ด้อยหรือคับแคบ นั่นคือ กามาวจรธรรม

[B] อธิจิตตสิกขา: จิตปราศจากปริยุฏฐานกิเลส [กิเลสอย่างกลาง เช่น นิวรณ์ ๕ อุปกิเลส ๑๖]

(๒) จิตตวิสุทธิ = ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ [จิตปราศจากนิวรณ์] ฉะนั้น ภาวะจิตในขั้นนี้ เรียกว่า “มหัคคตะ–มหรคตตจิต” หมายถึง ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ นั่นคือ รูปาวจรธรรม หรือ อรูปาวจรธรรม

[C] อธิปัญญาสิกขา: จิตปราศจากอนุสยกิเลส [กิเลสอย่างละเอียด เช่น อนุสัย ๗ สังโยชน์ ๑๐ อาสวะ ๔]

(๓) ทิฏฐิวิสุทธิ = นามรูปปริจเฉทญาณ [ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์] = อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

(๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ = ปัจจยปริคคหญาณ [ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์] = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

(๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ = สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ [ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์] = ไตรลักษณ์

(๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ = วิปัสสนาญาณ ๙: อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ

(๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ = มัคคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ แล้วตามด้วย “ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน” [ขั้นกำหนดนิโรธสัจจ์] ฉะนั้น ภาวะจิตในขั้นนี้ เรียกว่า “อัปปมาณะ–อปริยาปันนธรรม–โลกุตตรจิต” หมายถึง ธรรมที่ประมาณมิได้ ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ ระดับที่ไม่ถูกจำกัด นั่นคือ ลกุตตรธรรม

 

ในขั้นตอนนี้ มีธรรมที่สัมปยุตต์ประชุมลงที่ (๑) ไตรสิขา–สิกขา ๓ (๒) วิสุทธิ ๗ (๓) ญาณ ๑๖ และ (๔) อริยสัจจ์ ๔ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์] องค์ความรู้ทั้งหมดนั้น ต้องเป็นไปตามสัมมาปฏิปทา นั่นคือ “แนวทางแห่งไตรสิกขา” [อธิศีลสิกขา–พระวินัยปิฎกทั้งปวง ๑ อธิจิตตสิกขา–พระสุตตันตปิฎกทั้งปวง ๑ อธิปัญญาสิกขา–พระอภิธรรมปิฎกทั้งปวง ๑] และพึงระลึกเสมอว่า “ลมหายใจคือขุมทรัพย์แห่งปัญญา” คือ การประพฤติ “อานาปานสติสมาธิ” [อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน] ฉะนั้น กล่าวโดยย่อ คือ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม [สังขาร–กรรม–กรรมภพ–อุปปัตติภพ] อะไรจะเกิดขึ้น จะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องกำหนดสติระลึกกำหนดหมายรู้ [สัญญา ๖] ให้ได้ แล้วกำหนดไตรสิขาเป็นเครื่องควบคุม [โยนิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ในกระบวนการคิดทางจิตนั้น เกิดจาก “ปัญญา ๒” ที่เรียกว่า (๑) “ปัญญาในสมาธิ” กับ (๒) “ปัญญาในวิปัสสนา” คือ “การเกิดสัญญาล่วงรู้พิเศษ” หรือ “การหยั่งรู้ด้วยประสาทสัมผัสพิเศษ” [ESP = Extrasensory Perception = ศาสตร์สาขาจิตวิทยา ซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันความจริงในพระพุทธศาสนา ได้แก่ อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม–ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ: ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรคผล] ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ฤทธิ์ปาฏิหาริย์” [Marvel] ซึ่งไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นจากสังสารทุกข์แห่งวัฏฏะ ได้แก่ (๑) “อิทธิปาฏิหาริย์” [The Marvel of Psychic Power] หมายถึง ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ (๒) “อาเทศนาปาฏิหาริย์” [The Marvel of Mind–Reading] หมายถึง ปาฏิหาริย์คือการทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์ แต่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เลือกประพฤติปฏิบัติตามข้อ (๓) “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” [The Marvel of Teaching] หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ ซึ่งในข้อนี้พระองค์ทรงสรรเสริญว่าเป็นเยี่ยม นั่นคือ ความศรัทธาเลื่อมใสอย่างมีเหตุผล ในประเด็นต่อไปนี้

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

(๕) “รตนัตตยสัทธา” คือ เชื่อพระรัตนตรัย [พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์]

(๖) “อาคมนสัทธา” คือ เชื่อมั่นใจการบำเพ็ญสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์

(๗) “อธิคมสัทธา” คือ เชื่อมั่นการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ของพรอริยบุคคล

(๘) “โอกัปปนสัทธา” คือ เชื่อหนักแน่นสนิทแน่วที่เห็นจริงในการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้า

(๙) “ปสาทสัทธา” คือ เชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

อนึ่ง ยังมีผู้ปฏิบัติธรรมอย่างผิดๆ กับคำว่า “อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ” ตามนัยของ “กาลามสูตร” แล้วกลายเป็นคนที่มีความลังเลสงสัย [วิจิกิจฉา] ครอบงำรุมเร้าจิตใจ มีอวิชชาปิดกั้นปัญญาได้เหมือนกัน นั่นคือ “ปปัญจธรรม ๓” ดังนี้

 

“ปปัญจธรรม ๓” หมายถึง กิเลสเครื่องเนิ่นช้า–กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา ได้แก่

(๑) “ตัณหา–ฉันทะ” คือ ความทะยานอยาก ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา หรือความพอใจในความอยากนั้นๆ

(๒) “ทิฏฐิ” คือ ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใครตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน ความยึดติดในทฤษฎี เป็นต้น ถือความคิดเห็นเป็นความจริง  

(๓) “มานะ” คือ ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียม  หรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่

 

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา [ความเชื่อส่วนบุคคล]

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา [ขนบธรรมเนียม–ประเพณี–ค่านิยม–วัฒนธรรม]

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ [เรื่องเล่า–นิทาน–คติชาวบ้าน]

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ [พระไตรปิฎก]

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก [ใช้เหตุผลเชิงอุปมาน–Induction]

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน [ใช้เหตุผลเชิงอนุมาน–Deduction]

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล [โยสิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท]

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน [วิธีทางวิทยาศาสตร์–ระเบียบวิธีวิจัย]

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ [นักวิชาการ–ผู้รู้–พหูสูต–ปราชญ์]

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา [สัตบุรุษ–อริยบุคคล]

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีหลักการในกระบวนการคิด [โยนิโสมนสิการ คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย] ฉะนั้น ความไม่เชื่อในเรื่องนั้นๆ จึงมีเหตุผลรองรับถึงความถูกต้อง ที่ประกอบด้วยกระบวนวิธีคิดเชิงปรัชญา [ตรรกวิยาเชิงนิรนัย–อนุมาน: Deduction และเชิงอุปนัย–อุปมาน: Induction] และกระบวนวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ [อนุโลม–ปฏิโลม–ระเบียบวิธีวิจัย = วิธีทางวิทยาศาสตร์–Scientific Methods] เพราะความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ [ทิฏฐิสัมปทา: การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย] อีกนัยหนึ่งนั้น “ธรรมศัพท์” ในคำว่า “ปัจจัย” ย่อมหมายถึง “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ความรู้แตกฉานในเหตุ และในคำว่า “ปัจจยุปบัน” ย่อมหมายถึง “ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม” คือ ธาตุนั้น ตั้งอยู่ ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน อันปัจจัยทรงไว้ ย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน หรือ ผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต ตามสมควร ชื่อว่า “ธรรม” เพราะอรรถว่า อันปัจจัยทั้งหลายของตน ทรงไว้ ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้น คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า “ธรรมฐิติ” [ความดำรงคงตัวแห่งธรรม–ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา] คำนี้เป็นชื่อของ “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗ นั่นคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓) ซึ่งมีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียรเพื่อ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามแนวของ“สมาธิภาวนามยญาณ” แล้วกำหนดนามรูป “ามรูปววัตถามญาณ” [ปัญญาแยกรูปและนามแห่งขันธ์ ๕ ออกจากกันได้ = ปุพเพนิวาสานุสติ] สำเร็จก่อน อันเป็นเหตุแห่ง “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖)  นั้น ส่วนในคำว่า “สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา” แปลว่า “ปัญญาในการกำหนดปัจจัย” เพราะมีจิตตั้งมั่นเป็นจิตตสมาธิ [เอกัคคตาแห่งสมาธิในรูปฌานแต่ละขั้นทั้ง ๔] ย่อมเป็นสมุฏฐานให้เกิดญาณตามมา เหมือนญาณที่ ๑ (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) และญาณที่ ๒ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) เพราะ “สมถะและวิปัสสนา” เป็นธรรมคู่กัน [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 49 -50 FILE 68) กล่าวโดยสรุป ผู้ปฏิบัติธรรมถ้าไม่เชื่ออะไรเลย โดยปราศจากกระบวนการคิดที่รองรับความเป็นจริง ก็ถือทิฏฐิถือความเห็นของตนว่าถูกต้องเป็นใหญ่กว่าความเป็นจริงตามกำหนดธรรมดา ซึ่งต้องประกอบด้วยธรรม ๓ อย่างแห่งสมถะกับวิปัสสนา ดังนี้

(๑) ปัญญาเห็นทุกข์โดยสามัญตามกำหนดธรรมดา ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นั่นคือ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) หรือ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖)

(๒) ปัญญาเห็นเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ ที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ทั้งวิธีอนุโลมและวิธีปฏิโลม นั่นคือ “ธรรมฐิติ” นั่นคือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) หรือ “ปัจจปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖)

(๓) ปัญญาเห็นนามรูปอันเป็นสภาพและเหตุแห่งทุกข์โดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” หรือ “ธรรมนิยาม ๓” อันสอดคล้องกับ “อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” และ “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” นั่นคือ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓ คือ ความตรัสรู้–สัมโพธะ) หรือ “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖)

 

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า กระบวนการคิดที่เป็นตัวทฤษฎีหรือหลักการที่เป็นเช่นเกณฑ์มาตรฐานจะต้องมีไว้ก่อนในตนเอง ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” [วิปัสสนาภูมิ = ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–และ–กัมมัสสกตา] จนรวมถึงความเข้าใจในปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [สามัญลักษณะ ๓: The Universality of Impermanence, Misery and Impersonality] หรือที่เรียกว่า “อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” หรือ “อนุปัสสนา ๗: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” ซึ่งทำให้เกิดปัญญา ๗ ประการ ได้แก่ (๑) ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว (๒) นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส (๓) มหาปัญญา–ปัญญามาก (๔) ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า (๕) วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง (๖) คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง (๗) อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้ ซึ่งสามารถเจริญให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปอีก (๘) ปฏิสัมภิทา ๔–ปัญญาแตกฉาน (๙) ปุถุปัญญา–ปัญญาแน่นหนา (๑๐) หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง หรือในอีกนัยหนึ่ง โดยประพฤติอบรมสติด้วย “สติปัฏฐาน ๔” [กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน] ซึ่งก็เป็นฐานส่วนหนึ่งในการมนสิการกรรมฐาน คือ “อนุปัสสนา ๓–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘” [สัมมสนญาณ คือ ปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์–วุฏฐานคามินีปฏิปทา คือ ข้อประพฤติปฏิบัติปลีกออกจากสังขารทั้งหลายเพื่อให้ถึงอริยมรรค ซึ่งเรียกว่า “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ก่อนเข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] นั่นเอง

 

ประการสุดท้ายนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจว่า พฤติกรรมทั้งหลายของตนนั้น มีความหมายในการอธิบายด้วยหลักธรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม: กรรม ๓” ก็ตาม ดังนั้น ตัวตนของตนเองก็คือ “ที่ประชุมแห่งธรรมทั้งหลาย–ธรรมกาย” เพราะฉะนั้น ก็ให้กำหนดสติตามพิจารณาตัวตนของตนเองอย่างรู้แจ้งเห็นจริงอย่างถ่องแท้โดยไม่วิปริต โดยให้เปรียบเทียบกับ “สัญญา ๑๐” นั่นคือ

(๑) เห็นไม่เที่ยง ก็ย่อมไม่เที่ยง–อนิจจสัญญา เพื่อดับนิจจสัญญา

(๒) เห็นทุกข์ ก็ย่อมเป็นทุกข์–ทุกขสัญญา เพื่อดับสุขสัญญา

(๓) เห็นไม่ใช่ตัวตน ก็ย่อมไม่ใช่ตัวตน–อนัตตสัญญา เพื่อดับอัตตสัญญา

(๔) เห็นไม่งาม ก็ย่อมไม่งาม–อสุภสัญญา เพื่อดับสุภสัญญา

 

“สัญญา ๑๐” หมายถึง แนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน อันเป็นแนวคิด “การทุบขันธ์ ๕” อีกทางหนึ่ง [วุฏฐานคามินีปฏิปทา] ได้แก่

(๑) “อนิจฺจสญฺญา” คือ กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร

(๒) “อนตฺตสญฺญา” คือ กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง 

(๓) “อสุภสญฺญา” คือ กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย 

(๔) “อาทีนวสญฺญา” คือ กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ

(๕) “ปหานสญฺญา” คือ กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย

(๖) “วิราคสญฺญา” คือ กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต

(๗) “นิโรธสญฺญา” คือ กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต 

(๘) “สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง 

(๙) “สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง 

(๑๐) “อานาปานสติ” คือ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก [ถ้าเป็นพระเสข ยังไม่ดับขันธปรินิพพาน ต้องมีชีวิตอยู่ จึงให้พิจารณาลมหายใจในฝ่ายกายสังขาร]

 

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องควบคุมอารมณ์ความนึกคิดในตนให้ได้ โดยประยุกต์ใช้ “สัญญา ๑๐” นั่นคือ ใช้เป็นหลักในการมนสิการกรรมฐาน หรือทัศนคติที่มีต่อโลก [กระบวนทัศน์–Paradigm] เพื่อให้ชีวิตจริงกับการปฏิบัติธรรมไม่ขัดแย้งกัน มีเอกภาพอย่างเดียวกัน คือ การเข้าให้ถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ให้ได้ และสิ่งที่เห็นได้ง่ายสามัญที่สุดในการปฏิบัติธรรม คือ การกำหนดสติตามพิจารณาถึง “ลมหายใจเข้าออก” [ลมอัสสาสะ–ลมปัสสาสะ] โดยมี “สติ” [Mindfulness] และ “สัมปชัญญะ” [Awareness] อยู่กับลมหายใจได้มากแค่ไหนในแต่ละวัน ในการจดจ่ออยู่กับลมหายใจนั้น ย่อมมีลมหายใจเป็นสรณะอยู่ในอารมณ์เดียว ที่เรียกว่า “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [อานาปานสติสมาธิ] และเป็นการเพิ่มพลังแห่งจิตตอำนาจ ทำให้ทั้งกายและใจสงบ มีปัญญารอบรู้เพราะมีใจวางเป็นกลางในธรรมทั้งหลาย [ตัตรมัชฌัตตาแห่งอุเบกขา] อย่างเข้าใจตามธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ ด้วย “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” ซึ่งประกอบด้วย (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ –สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “จิตประภัสสร” [จิตที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย แต่ยังไม่ดับจากอนุสยกิเลสขั้นละเอียดที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตตสันดาน ดันต้องดับด้วยอธิปัญญา ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] คือ จิตสหรคตด้วยองค์ฌาน ๒ ดวงในขณะแห่งจตุตถฌานหรือฌานที่ ๔ [มหัคคตะ–จิตอันยิ่งใหญ่] ได้แก่ (๑) อุเบกขา กับ (๒) เอกัคคตา และย่อมทำหน้าที่บทบาทเป็น “จิตตัววิปัสสนา–ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ–ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ซึ่งเป็นฝ่าย “ปัญญาในสมาธิ” ส่วนฝ่าย “ปัญญาในวิปัสสนา” นั้น คือ “ญาณในวิปัสสนา” ซึ่งหมายถึง “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4705617