๖๑. ความคิดเห็นแบบไหนจึงเหมาะกับตน  

         Which View Is Suitable for Oneself?

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  525  

 

ความสำคัญของบทความ

 

คุณภาพของความเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่กับ “วิชชาและจรณะ” ที่ประกอบด้วยการประยุกต์ใช้และต่อยอดปัญญาและเหตุผล หรือ “ความมีสติสัมปชัญญะ” ซึ่งจะส่งผลต่อกระบวนการคิดที่จะสร้างโลกทัศน์ [Worldview] หรือกระบวนทัศน์ [Paradigm] หรือที่เรียกว่า “วิสัยทัศน์” [Vision] เพื่อนำไปตัดสินคุณงามความดีหรือความไม่ดีของบุคคลอื่น ที่อยู่นอกขอบเขตพรหมแดนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกหัวข้อทางศาสนามาเป็นประเด็นโต้เถียงกัน ย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวาย ความเดือดร้อน ความพยาบาท คิดหลบหลู่ความดีของกันและกัน จนถึงขั้นทะเลาะวิวาท หรือทำสงครามกัน เพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา ประกอบด้วยกิเลสมูล [โลภะ–โทสะ–โมหะ] จนมีจิตใจปราศจากเมตตาธรรมต่อกัน เพราะความเอาชนะกัน ความแข่งดีกัน พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการใช้ปัญญาและกรุณาต่อตนเองและผู้อื่นในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากนั้น ต้องปฏิบัติธรรมให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ด้วยการพิสูจน์พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นจริงต่อการดำเนินชีวิตมากน้อยแค่ไหนด้วย ฉะนั้น ความเข้าใจถูกต้องเฉยๆ นั้น ยังไม่เพียงพอ ต้องน้อมนำมาใส่ตนดำเนินปฏิบัติตามให้เห็นผลเป็นอัศจรรย์ให้ได้ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เสียโอกาสพลาดจากคุณอันใหญ่ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลาย ได้แก่ (๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ คือ ธรรมเครื่องใฝ่ความตรัสรู้(๒) อาสวักขยญาณ คือ ความตรัสรู้ และ (๓) โลกุตตรธรรม ๙ คือ ธรรมอันเหนือวิสัยโลก [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในพระธรรมวินัย ๗ ประการของพระพุทธเจ้า ได้แก่ เอกันตนิพพิทา–วิราคะ–นิโรธ–อุปสมะ–อภิญญา–สัมโพธะ–นิพพาน เพื่อป้องกันไม่ให้หลงทางในการเจริญภาวนา.  

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๑ ประจำปี ๒๕๕๙ – ความคิดเห็นแบบไหนจึงเหมาะกับตน  

 

ความคิดเห็นที่ถูกต้อง เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในปัจจุบันโดยปรมัตถ์ อันเป็นไปตามแนวทางสายกลาง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยขึ้นอยู่กับการใช้ปัญญาและเหตุผลในการค้นหาความจริง ซึ่งต้องดำเนินตามข้อปฏิบัติแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา นั่นคือ อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) ดำเนินด้วยปัญญา นั่นคือ อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) นำไปสู่ปัญญา นั่นคือ อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยในหลักไตรสิกขานั้น ต้องประกอบด้วยพฤติกรรมแห่ง “จริยา ๘” ดังนี้

 

“มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖) “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

ฉะนั้น ความคิดเห็นที่ถูกต้องจึงเป็นฝ่ายปัญญาอันยิ่ง ที่เข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์ หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย อย่างถูกต้อง เห็นความตั้งมั่นอันถูกต้องแห่งธรรมทั้งปวงตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓” อันเป็น “กฎธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นความจริงของฝ่าย “โลกียธรรม” หรือ “โลกุตตรธรรม” ก็ตาม นั่นคือ ความเข้าใจถูกต้องในเรื่อง “ความเป็นสากลแห่งความเป็นจริง” [Universality]  หรือสัจจธรรมตาม “สามัญลักษณะ ๓” แห่งไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) อนิจจตา–ความไม่เที่ยง (๒) ทุกขตา–ความทุกข์เพราะแปรปรวน และ (๓) อนัตตตา–ความไม่ใช่ตัวตน โดยองค์ความรู้ทั้งหลายดังกล่าวนี้ มาประชุมประมวลอยู่ในความจริงโดยปรมัตถ์ หรือ “ปรมัตถสัจจะ–สภาวธรรม” ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖–และ–ไตรลักษณ์ ดังนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง ควรพิจารณาเพิ่มใน “อภิญเญยธรรม” หมายถึง ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 657–660 FILE 68) [อ่านเพิ่มเติม: บทความประจำปี 2558 เรื่องที่ ๗๗. “ความรู้อันเป็นปรมัตถสัจจะแห่งกฎธรรมชาติ” = ‘Knowledge of the Absolute Truths with Natural Law’ URL = http://www.siripat.com/Annual-Special-Articles-2015/77.%20Knowledge-of-the-Absolute-Truths-with-Natural-Law-2015.asp] องค์ความรู้ในธรรมดังกล่าวนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเจริญภาวนาไปสู่ระดับธรรมต่อไปนี้ (๑) โลกียธรรม: รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม และ (๒) โลกุตตรธรรม: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ซึ่งมีบาทฐานมาจาก “กามาวจรธรรม” [ทุคติ] แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาธรรมหรือสภาวธรรมแห่งชีวิต [เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕–นามรูป] นั้น ย่อมจำแนกออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) คติทางโลก–โลกียธรรม และ (๒) คติทางธรรม–โลกุตตรธรรม ฉะนั้น ความเชื่อตามคติทางโลกนั้น คือ จิตที่ประกอบด้วยภาวะแห่งวัฏฏะ [วงจร ๓ อย่าง: กิเลส –กรรม –วิบาก] หรือจิตประกอบด้วยนิวรณ์ ที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลาย การดำเนินชีวิตเป็นการตอบสนองความอยากความต้องการของกิเลสตัณหา ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมันในขันธ์ทั้ง ๕ ที่เรียกว่า “อุปาทานทุกข์–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์] แต่ในแนวความคิดเห็น ความเชื่อ ความศรัทธาปสาทะ อธิโมกข์ ที่ถูกต้องแบบพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้มุ่งเน้นชีวิตเพื่อจะเสวยสุขและทุกข์ตามคติทางโลก ไม่ใช่เรื่อง “วัฏฏะ ๓–สังสารวัฏฏ์” แต่เป็นเรื่อง “วิวัฏฏะ” หรือ “ขันธวินิมุต” หมายถึง ภาวะปราศจากความยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลาย หรือการพัฒนาตนให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง อันเป็นภาวะที่อยู่เหนือโลก อยู่เหนืออำนาจการยึดครองของบรรดาเหล่ากิเลสตัณหาและทิฏฐิ  อยู่เหนือวงจรของกรรมกับวิบาก [สังโยชน์] แล้ว ไม่วกวนหมุนเวียนอยู่ในกระแสโลกธรรมอีกต่อไป [สังกิเลส: โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส]

            อนึ่ง ความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ยังจัดอยู่กลุ่มวัฏฏะนี้อยู่ รวมทั้งนักปราชญ์ คือ มีเป้าหมายเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปกับโลก หรือเพื่อเอาชนะโลกจนกว่าจะตายจากกันไป เพราะความไม่รู้สัจจธรรมที่แท้จริงของชีวิตที่สืบเนื่องสันตติหมุนเวียนใน “สังสารวัฏฏ์” ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมล้ำยุคหรืออารยธรรมยุคใหม่ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ต่อหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นความคิดของปุถุชนผู้บาปกับพระอริยเจ้าผู้ประเสริฐ เทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ชาวตะวันตกจึงคิดได้ไกลแค่ปลายนิ้วเท้า [ปัญญาหางอึ่ง–ปัญญาชาวโลก–เดรัจฉานวิชา: ไม่สามารถดับทุกข์แห่งชีวิตได้จริง] อันเป็นความคิดวกวนเกาะเกี่ยวเหนี่ยวข้องอยู่กับโลกแค่นั้นเอง ไม่ได้ไปไกลมากกว่านั้น ไม่ถึงสัจจธรรมที่แท้จริงอย่างบริสุทธิ์ของชีวิตอันประเสริฐ ที่ไม่ขอข้องเกี่ยวติดมั่นอยู่กับสมบัติทางโลกใดๆ ทั้งสิ้นอีกแล้ว [ปล่อยว่างอย่างมีเหตุผลด้วยธรรม] แต่ไม่ใช่เป็น “พวกเบื่อโลก” แยกตนออกจากสังคมไปอยู่โดยเดียวเช่นคนเป็นโรคจิตประสาท แต่ให้เรียกว่า “ผู้รู้แจ้งโลกและชีวิตแล้ว” [พระอรหันต์] เมื่อรู้เห็นแล้ว่าสภาวธรรมในสิ่งนั้น คือ “ขี้” [ปฏิกูลมนสิการ] ก็ไม่ควรไปจับให้เหม็นติดมือ [วิราคะ] นั่นคือ เข้าใจตัวตนของตนเองและผู้อื่น [กายานุปัสสนา] คือ สิ่งไม่งามเป็นสิ่งปฏิกูลเป็นโทษ ก็ต้องหาทางพยายามทำตนให้หลุดพ้นจากสิ่งนั้นไปให้ได้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาหลงงมงายอยู่กับสิ่งนั้น [นิกันติ–ฉันทราคะ–สิเนหะ–พลวราคะ] ต่อไป แต่ในทางกลับกัน เมื่อได้เจริญภาวนาจนเกิดปัญญาแตกฉานดีแล้ว ย่อมยังมีกรุณาธรรมต่อผู้อื่นได้ด้วย สามารถทำตนเป็นที่พึ่งสรณะของคนยากได้เช่นกัน ความคิดเห็นในการดำเนินชีวิตระหว่างพวกเอาดีทางโลกกับพวกเอาดีใฝ่ดีทางธรรม จึงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีการใช้เกณฑ์มาตรฐานในการวัดผลสำเร็จกันคนละทาง ฝ่ายหนึ่งไปนรกอเวจี อีกฝ่ายหนึ่งไปขึ้นสวรรค์เพื่อสู่พระนิพพาน

ด้วยเหตุนี้ ทัศนคติของชาวพุทธก็เช่นเดียวกัน ต้องเข้าใจอย่างชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมหรือการออกบวชอย่างแท้จริง [อุปสมะ: ความสงบ คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลสทั้งหลายแล้วทำจิตใจให้สงบได้] ว่าการประพฤติพรหมจรรย์นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อการเข้าสู่ “นิพพาน” หรือ “โลกุตตรภูมิ” อันเป็นภพภูมิของพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสและทุกข์แล้ว ไม่ใช่การเป็นอยู่อย่างสุขสบายบนโลกนี้ต่อไปด้วยความใคร่ปรารถนาใน ลาภ–ยศ–สุข–สรรเสริญ สิ่งเหล่านี้ ย่อมไม่มีความหมายต่อผู้ปฏิบัติธรรมตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมของตนนั้น อย่าไปเอาเกณฑ์กิเลสตัณหาทางโลกมาเปรียบเทียบกับ “มรรค–ผล–นิพพาน” ในทางธรรม [โลกุตตรธรรม] เพราะมีจุดหมายปลายทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเอาความร่ำรวยมั่งคั่งทางโลกมาใช้วัดประเมินกับการบรรลุธรรม เช่น ความเจริญทางวัตถุและชื่อเสียง ความสุขสบายอย่างหรูหราและฟุ่มเฟื่อย หรือความอลังการของศาสนสถานอันยิ่งใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ล้วนเป็นการพอกพูนด้วยกิเลส หมู่คน ความวุ่นวาย ความเดือดร้อน ที่จะตามมาสู่จิตใจของตน จนไม่สามารถสงบระงับกิเลสได้จริง อย่าไปนำเอาความมั่งคั่งแบบโลกตะวันตกมาใช้เป็นเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่อง “กุศลวิบาก” ที่จะได้รับจากการปฏิบัติธรรม เช่น นั่งสมาธิแล้วจะทำให้รวย มีทรัพย์สินและชื่อเสียงโด่งดัง เป็นต้น เพราะทุกสิ่งจะเป็นความจริงได้นั้น ย่อมเกิดขึ้นจาก “ปัจจุบันกรรม” ที่จะแก้ “กรรม” และ “วิบาก” ของตนในอนาคต ไม่ใช่นั่งสมาธิแล้วก็รวยได้เลย แนวคิดเช่นนี้ไม่เป็นจริง แต่เป็นเครื่องธรรม ที่เรียกว่า “ปปัญจธรรม ๓: ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” ที่จะทำไม่ให้เป็นปัญหาง่ายๆ ตามเป็นจริง แต่อย่างไรก็ตาม คติการดำเนินชีวิตทางโลกนั้น ย่อมวัดผลสำเร็จจากเงินค่าตอบแทนและชื่อเสียงภาพลักษณ์หรือภาพพจน์ ที่เกิดจากผลการแข่งขันกันอย่างเบียดเบียนกันในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ไหวพริบปฏิภาณในการเอาตัวรอดในสังคมที่แก่งแย่งกัน ย่อมทำให้ยากที่จะประกอบอาชีพสุจริตได้อย่างแท้จริงและมีความสุขกายสบายใจได้ ดังนั้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงการละเรื่องแบบโลกๆ ทั้งหมด เพื่อทำลายความยึดมั่นในความเป็นโลกียะไปสู่โลกุตตระ เพื่อการเข้าสู่พระนิพพาน อันเป็นภาวะปราศจากกิเลสทั้งหลายแล้ว ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะเป็นธรรมเครื่องหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4739558