๖๒. จิตปราศจากนิวรณ์คือปัจจุบันธรรมโดยปรมัตถ์  

         Absolutely Present Existence as Consciousness without Hindrances

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2016

Your Reading Number:  509  

 

ความสำคัญของบทความ

 

การเกิดปัญญาหยั่งรู้หยั่งเห็นแห่งญาณทัสสนะนั้น ต้องเป็นการเห็นสภาวธรรมในปัจจุบันโดยปรมัตถ์ นั่นคือ การรู้เห็นสภาวะแห่งจิตของตนเองขณะปัจจุบันตามเป็นจริงหรือจิตตามสภาพปราศจากการปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยแห่งกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” [ตถตา–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓] หรือการเกิดปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา (๒) ทุกขตานุปัสสนา และ (๓) อนัตตานุปัสสนา ซึ่งทำให้เกิด (๑) ชวนปัญญาในการละจากวิปลาสนิมิตหรือนิจจสัญญา (๒) นิพเพทิกปัญญาในการละจากตัณหาปณิธิหรือสุขสัญญา และ (๓) มหาปัญญาในการละจากอัตตาภินิเวสหรืออัตตสัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ควรตระหนักถึงการมนสิการกรรมฐานด้วย “อนุปัสสนา ๓” เป็นหลัก และพึงเจริญอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นการต่อยอดปัญญาและปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ เพื่อเป็นการสนับสนุน “ญาณทัสสนะ” ที่ทำให้เกิด “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ จนถึง “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่งยวด–ความรู้ชัด จนเกิดเป็น “ญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ โดยมีรากฐานมาจากความสงบแห่งอุปสมะ ปัญญาความรู้ทั้งหลายที่กล่าวมานั้น ทำให้สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยการตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยะ เพราะจิตประกอบด้วย (๑) สติสัมปชัญญะ กับ (๒) ญาณทัสสนะ อันได้พัฒนามาจากสมถภาวนา [สมถพละ: รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ หรือ สมาบัติ ๘–เจโตวิมุตติ] โดยสอดคล้องกับวิปัสสนาภาวนา [วิปัสสนาพละ: ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ–ปัญญาวิมุตติ] กล่าวโดยสรุป ในการตรัสรู้ธรรมทั้งหลายด้วย “สัมโพธิญาณ” นั้น อาศัยสติอันเป็นสมาธิทั้งในสมถะและวิปัสสนา [โพชฌงค์ ๗] มิฉะนั้น จะไม่สามารถตรัสรู้อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ [ปฏิเวธ] ตามสภาพความเป็นจริงได้เลย.

 

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
  English Dictionary of Buddhist Terms and Doctrines — พจนานุกรมพุทธศาสน์ คำศัพท์และหลักธรรม

 

บทความที่ ๖๒ ประจำปี ๒๕๕๙ – จิตปราศจากนิวรณ์คือปัจจุบันธรรมโดยปรมัตถ์

 

ในการพิจารณากรรมฐานหรือสภาวธรรมอยู่เนืองๆ ถึงการดำรงอยู่ในปัจจุบันตามเป็นจริงทุกขณะจิตนั้น จิตต้องดำรงมั่นด้วย “สติสัมปชัญญะ” และเป็น “จิตตสมาธิ” ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล [โยนิโสมนสิการ] และวางเฉยไม่ยึดมั่นกับสภาวธรรมนั้นๆ จนเป็นทุกข์ นั่นคือ จิตปราศจากนิวรณ์ทั้งหลายอันเป็นกิเลส เรียกว่า “จิตประภัสสร” หมายถึง จิตดำรงอยู่ตามสภาพดั้งเดิม ที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ จากกิเลสอย่างกลาง นั่นคือ “ปริยุฏฐานกิเลส” ที่ขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความดีได้ เช่น นิวรณ์ ๕–กิเลส ๑๐–อุปกิเลส ๑๖ เป็นต้น กิเลสดังกล่าวนี้ สามารถกำจัดสงบระงับได้ด้วย “อธิจิตตสิกขา–สมถภาวนา–จิตตภาวนา” โดยการประพฤติดำเนินตามแนวปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ด้วยการกำหนดสติตามพิจารณากาย ที่เรียกว่า “กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน” โดยมีอาการ ๖ อย่าง ได้แก่ อานาปานสติ–อิริยาบถ–สัมปชัญญะ–ปฏิกูลมนสิการ–ธาตุมนสิการ–นวสีวถิกา เมื่อมนสิการกรรมฐานดังกล่าวอยู่สม่ำเสมอสืบเนื่องเป็นนิตย์นั้น ก็ย่อมทำให้เกิด “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา–ญาณทัสสนะ” คือ ปัญญาหยั่งรู้เห็น ย่อมเป็นเหตุให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” [ทิพพจักขุญาณ–อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา] นั่นคือ “ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง” จนถึงปัญญาหยั่งรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ [สัมมาสนญาณ] หรือการเจริญ “อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” อันทำให้เกิดปัญญาต่างๆ ได้แก่ ชวนปัญญา–นิพเพทิกปัญญา–มหาปัญญา [ปัญญาเร็ว–ปัญญาดับกิเลส–ปัญญามากยิ่ง] ฉะนั้น ในการบรรลุธรรมขั้นต้นโดย “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” นั้น มักจะพิจารณาสภาวธรรมรู้แจ้งประจักษ์ด้วย “อนิจจานุปัสสนา” [ถอนวิปลาสนิมิต–นิจจสัญญา] กับ “ทุกขานุปัสสนา” [ถอนตัณหาปณิธิ–สุขสัญญา] อันเป็นองค์ความรู้ใน “วิปัสสนาภูมิ” หรือ “ปัญญาภูมิ” ของอริยบุคคลในขั้นโสดาปัตติมรรค ที่เรียกว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” (ข้อ ๒๐ ในอินทรีย์ ๒๒) ซึ่งในขณะนั้นดำรงสติอยู่ใน “ปัจจุบันธรรม” โดยจิตตฌานใน “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] อันเป็นอำนาจพลังแห่งสติ [สมถพละ] ทำหน้าที่พิจารณาไตร่ตรองหรือวิปัสสนา–มนิสการ ที่ดำรงมั่นในธรรมสมาธิทั้ง ๕ ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ เรียกโดยรวมว่า “อธิจิตตสิกขา”  [การฝึกฝนจิตอันยิ่ง: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] และในขณะเดียวกัน จิตตัวรู้รอบและเรียนรู้โดยอำนาจพลังแห่งสัมปชัญญะ [วิปัสสนาพละ] ที่ปลงใจเชื่อด้วยศรัทธาและฉันทะอย่างแรงกล้า [อธิโมกข์] ทำให้เกิด “ญาณ [การหยั่งรู้]–ปัญญาญาณ–ปรีชาญาณ” [Insight, Intuition, Intellect] รวมกันเป็น “ญาณ–ทัสสนะ” [ญาณทัสสนะ] ย่อมเป็นเหตุให้เกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ: ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] ด้วยการเจริญภาวนาโดย “อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา” ในเวลาเดียวกันหรือพร้อมกัน นั่นเอง อันเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [ทิฏฐิวิสุทธิ] กับขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ [กังขาวิตรณวิสุทธิ] หรืออาจก้าวสู่การเจริญภาวนาด้วย “อนัตตานุปัสสนา” จนถึงขั้นก้าวสู่การตรัสรู้–สัมโพธะ [อาสวักขยญาณ] ได้เช่นกัน ที่เรียกว่า “เตวิชฺโช” คือ ผู้ได้วิชชาสาม โดยบุคคลนั้น ก้าวหน้าถึงขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ [มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ] แล้วเกิด “วิปัสสนาญาณ ๙” อันเป็นปัญญาที่สามารถทุบ “ความถือมั่นในขันธ์ ๕” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕” ได้ [ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ] จากนั้นก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ในการข้ามโคตรจากปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคล [โคตรภูญาณ] และในอันดับสูงสุด คือ การก้าวสู่ “อริยมรรค–มัคคญาณ ๔” [ญาณทัสสนวิสุทธิ] อันเป็นขั้นความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา โดยจำแนกออกเป็น ๓ ระดับ [โดยพิจารณารวมกับอริยผล–ผลญาณ] ได้แก่ (๑) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (ข้อ ๒๐ ในอินทรีย์ ๒๒) คือ ปัญญาจักรู้สัจจธรรมที่ยังไม่ได้รู้ นั่นคือ โสดาปัตติมัคคญาณ (๒) อัญญินทรีย์ (ข้อ ๒๑ ในอินทรีย์ ๒๒) คือ ปัญญาอันรู้ทั่วถึงแห่งอัญญา อันเป็น “ญาณ ๖ ในท่ามกลาง” ได้แก่ โสดาปัตติผลญาณ–สกทาคามิมัคคญาณ–สกทาคามิผลญาณ–อนาคามิมัคคญาณ–อนาคามิผลญาณ–อรหัตตมัคคญาณ และ (๓) อัญญาตาวินทรีย์ (ข้อ ๒๒ ในอินทรีย์ ๒๒) คือ ปัญญาของพระอรหันต์ผู้รู้ทั่วถึงแล้ว ที่เรียกว่า “อรหัตตผลญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า “การตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยะ” นั้น เป็นเรื่อง “ปัญญาจักขุ–ปัญญินทรีย์” อันเป็นสภาวธรรมในปัจจุบันธรรม เนื่องด้วยการเจริญภาวนาใน ๔ อย่าง ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา โดยสัมปยุตต์ด้วยหลักธรรม “ไตรสิกขา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔” ส่วนในกระบวนการคิดอย่างถูกวิธี [อนุโลม–ปฏิโลม] นั้น ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ รวมทั้ง ไตรลักษณ์ [สัมมสนญาณ] การมนสิการกรรมฐานดังกล่าวนี้ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการแห่งภาวนามยปัญญา” โดยธรรมทั้งหมดนี้ คือ “ญาณสัมปยุตต์” [ธรรมสามัคคี] ที่เกิดขึ้นในครั้งใหญ่กับ “วิสุทธิ ๗” ที่สัมปยุตต์กับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ตลอดเวลา ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ในการบรรลุถึง “อรหัตตผลญาณ” นั้น เรียกว่า “สัมมาญาณ” หรือ “อริยมรรคมีองค์ ๙” ส่วนการบรรลุถึงขั้น “การดับขันธปรินิพพาน” [ชีวิตสมสีสี–อนุปาทิเสสนิพพาน] นั้น ก็คือ “อรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “สัมมาวิมุตติ” หรือ “อริยมรรคมีองค์ ๑๐–สัมมัตตะ ๑๐–อเสขธรรม” ทั้งหมดนี้ ก็เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” อันมีบาทฐานแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘”หรือ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” [ไตรสิกขา] เป็นองค์องค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้เข้าถึงปัญญาใน “อริยสัจจ์ ๔” โดยรวมทั้งหมด [กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา กับ ญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒”] ซึ่งการภาวนากรรมฐานทั้งหมดอยู่ใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” แต่ผู้ได้วิชชาสาม [เตวิชฺโช] นั้น ย่อมต้องตรัสรู้ด้วยปรีชาญาณใน “อาสวักขยญาณ” [ความตรัสรู้–สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ] อันเป็นอินทรีย์มีอาการ ๖๔ [หมวดที่ ๒–หมวดที่ ๔–หมวดที่ ๕ = อินทรีย์ ๖๔] แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนมาตรฐานนั้น คือ การเจริญภาวนาด้วย “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” โดยอาศัยอำนาจพลังทั้ง (๑) สมถพละ–สมาบัติ ๘ กับ (๒) วิปัสสนาพละ–ญาณ ๑๖ ที่เรียกว่า “อุภโตภาควิมุต” [พระอรหันต์ผู้สำเร็จหลุดพ้นสองส่วน นั่นคือ ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ โดยได้ฌานสมาบัติทั้ง ๘ ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ พร้อมด้วย อริยมัคคญาณ ๔–อริยผลญาณ ๔–และ–นิพพาน ๑] เพราะฉะนั้น กระบวนการตรัสรู้อย่างรู้แจ้งแทงตลอดโดยปฏิเวธนั้น เป็นการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงในปัจจุบันขณะจิตปราศจากนิวรณ์ โดยมี “อุเบกขากุศลจิต” กับ “อนัตตสัญญา” หรือมี “สมาธิในวิปัสสนา” กับ “ญาณในวิปัสสนา” ที่อธิบายสภาวธรรมในปัจจุบันที่ “เกิดขึ้น–ตั้งอยู่–ดับไป” ได้อย่างรู้แจ้งแทงตลอดอย่างแท้จริง อันเกิดจากอานิสงส์ยิ่งใหญ่ของการกำหนดหมายรู้ธรรมหรือสภาวธรรมในปัจจุบันขณะจิตเป็นสมาธิเท่านั้น ที่เกิดปัญญาเห็นธรรมโดยปรมัตถ์ [ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม] ไม่ใช่ธรรมสามัญตามคติทางโลกบัญญัติไว้ [สมมติสัจจะ] เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้ปัจจุบันธรรมโดยปรมัตถ์ หรือให้เกิดเป็น “ปรมัตถธรรม” นั้น ย่อมเป็นบาทฐานสำคัญไปสู่ขั้นตอน “การตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยะ” การฝึกเจริญภาวนาทุกขั้นตอนทุกอย่างครบถ้วนนั้น ย่อมมีนัยสำคัญไปสู่ความสำเร็จในการบรรลุธรรมได้โดย “สัมมาสัมโพธิญาณ” [ปัญญาหยั่งรู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยตนเอง] อันเป็นจุดหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรม ฉะนั้น การสะสมปัญญาบารมีทั้งหลายนั้น ต้องค่อยๆ ฝึกปฏิบัติอยู่เนื่องๆ จนกว่าจะประสบโอกาสอันเหมาะสมดุลกันแห่งปัญญาทั้งหลายใน “ญาณสัมปยุตต์” หรือ “ธรรมสามัคคี” ถึงจะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงได้ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ต้องอาศัยความอดทนและความพากเพียรจึงจะประสบความสำเร็จได้จริง.

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4705609